350303 ฟังธรรมสุดๆ วิมุติได้ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

350303 ฟังธรรมสุดๆ วิมุติได้ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ สันติอโศก

ฟังธรรมสุดๆ วิมุติได้ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก

ที่จริงอาตมาเองก็อาศัยเวลาช่วงตอนก่อนฉันนี่แหละนะ หมู่นี้เป็นหลักในการที่จะได้บรรยาย ได้เทศน์ ได้อะไรสู่พวกเราฟัง แต่อาตมาก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไมพวกเราไม่ค่อยใส่ใจ คือไม่ค่อยจะเห็นว่าเป็นความสำคัญที่จะฟังเทศน์ ถ้าเผื่อว่า ไม่อยากฟังเทศน์แล้ว อาตมาก็จะได้ไม่ต้องเทศน์ต่อไป ก็ได้นะ คือเวลาอาตมามา ก็รู้ว่า อาตมามาก่อนฉันนี่ ก็พูดก็เทศน์นั่นแหละ พูดถึงเรื่องราวอะไร ที่เกี่ยวข้องกับพวกเราก็ตาม เป็นเรื่องราวกิจการงานอะไรต่างๆ นานาก็ตาม มันก็มีเนื้อหาสาระของธรรมประกอบกัน เพราะฉะนั้น พวกเราเอง ก็น่าจะมีปฏิภาณรู้อยู่เหมือนกันว่า อาตมาเทศน์ อาตมาบรรยาย คิดว่าคงจะไม่ฟังเทศน์อาตมาแล้ว ถึงไม่ลงมาฟัง ไม่ลงมาอะไรกันนะ ถ้าเผื่อว่า มันๆน่าเบื่อ อาตมาก็จะได้พักต่อไปนะ ว่าแม้เทศน์ก่อนฉันก็ไม่ต้องเทศน์ อย่างที่ได้ตกลงกัน ทางหมู่ก็ตกลงกันเหมือนกัน ว่าอย่าเทศน์มากนัก ลดลงไป ก็คงจะดีเหมือนกัน น่าจะดีเหมือนกัน จะได้หยุดเทศน์ไปเสียบ้าง ไม่ว่าตอนไหนๆ ก็พักกันเสียบ้าง เพราะผู้อยากฟัง ก็ไป น้อยๆคน ก็ไม่เป็นไรหรอก ใครจะฟังเทศน์ ใครอยากจะโอภาปราศรัยไถ่ถามก็หาเวลาไปคุยเอาเองก็ได้ เพราะว่าไม่มากคนแล้ว คนจะฟังเทศน์มันก็น้อยลงไปแล้ว ก็ไม่ต้องเทศน์กันมากก็ได้ คงจะเป็นอย่างนั้นดีกว่านะ อาตมาก็คิดว่า เทศน์นี่มันสำคัญนะ มีประโยชน์ และก็ได้สร้างสรรกันขึ้นมาด้วยเทศน์ ด้วยการบรรยาย ด้วยการบอกกล่าว ชี้แนะกัน แม้ในแนวลึกก็ทำให้เกิดปัญญา ให้เกิดความศรัทธาเชื่อมั่นกันขึ้นได้ เมื่อศรัทธากับปัญญาสองตัวใหญ่นี่แหละ เป็นพลังสำคัญที่สุด เป็นหัว เป็นปลา

อ่านต่อ

ยของอินทรีย์ของพละ มันเกิดความเชื่อมั่น เชื่อถือ เชื่อฟัง ที่อาตมาพยายามอาศัยภาษาไทยมาขยาย พอฟังแล้วเออ มันน่าเชื่อถือ ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยหลักฐาน ด้วยหลักการอะไรต่างๆ ก็แล้วแต่เถอะ ฟังแล้วก็น่าเชื่อถือ ลักษณะความเชื่อถือ มันก็เป็นความเชื่อชนิดระดับต้น จนกระทั่งมันสูงๆขึ้น จนเป็นถึงขั้นเชื่อฟัง อะไรอย่างนี้ เป็นเชื่อฟัง แล้วก็ปฏิบัติตาม ซึ่งอาตมาก็ให้ความหมายแล้ว สัทธินทรีย์ มันมีกำลังของความเชื่อจริงๆนะ คนเรานี่ ถ้าเชื่อถือมากจนถึงขั้นหนึ่งๆ แล้ว มันก็อยากจะเป็นตามนะ เชื่อว่าอย่างนี้ดี อย่างนี้จะเป็นสุข อย่างนี้จะเจริญ อย่างนี้จะเป็นประเสริฐ คนเราก็อยากได้ๆ อยากเป็นนะ เมื่ออยากได้ อยากเป็นก็พยายามๆ ที่จะฝึกเอาตาม เรียนรู้ให้หนักขึ้น ฝึกหัดอบรมใส่ใจ แม้จะเหน็ดเหนื่อยหนักหนาอะไร ลำบากยากเย็น ถ้าเห็นว่าดี เราก็จะเอา จะพยายามฝึกฝนเอา ลงถึงขั้นปฏิบัติตามนี่ แม้ว่าอยู่ในที่สาธารณะชุมชนที่หมู่เราอยู่ร่วมด้วย เขาจะคัดค้าน เขาจะย้อนแย้งอะไรก็ตาม ถ้าสัทธินทรีย์มันขึ้นจริงๆ มันเกิดขึ้น เชื่อถึงระดับสัทธินทรีย์ นี่ ลับหลังเราก็จะแอบปฏิบัติตาม แม้ต่อหน้า จะอายผู้อายคน หรือว่าถูกต้าน หรือว่าถูกแย้งอะไรอยู่ ทำต่อหน้าต่อตาใครไม่ได้ ในที่ๆเราสมควรจะทำๆได้นะ เราจะพยายามฝึกหัดอบรม แม้แต่ลับหลัง ต่อหน้ากับคนอื่นๆ เขาต้าน เขาแย้ง เขาท้วง เขาอะไร ทำไม่ได้ถนัด ทำไม่ได้เต็มที่ ก็จะไปทำเองในที่เราควรทำหรือทำได้ ถ้าเชื่อศรัทธินทรีย์ มันถึงขั้นนั้นจริงๆ แล้วมันจะทำตามยังงั้นนะ พอทำตามได้แล้ว มีผลดีอะไรขึ้นไป เห็นชัดแจ้งชัดจริง มีหลักฐานของจริงมีอะไรสมบูรณ์ มันถึงจะเกิดศรัทธาพละ หรือศรัทธาผล เป็นผลของความเชื่อ ที่ยิ่งสมบูรณ์เท่าไหร่ มันก็ยิ่งเป็นผลที่มั่นคงเท่านั้น เป็นความเชื่อมั่นที่มั่นคง ที่ไม่แปรเปลี่ยน ไม่เป็นอื่นอีกเลย มันยิ่งเห็นจริง เห็นจัง ยิ่งเป็นสัจธรรม คือเป็นของจริง และมีญาณปัญญาที่รู้รอบ รู้ชัด สมบูรณ์เต็ม เป็นได้แล้ว แล้วก็ปัญญาญาณเห็นแจ้งแทงรู้รอบทะลุ มันก็จะไม่มีการเปลี่ยน แปลงในความเชื่อนั้น เป็นความเชื่อที่เชื่อมั่น เชื่อสมบูรณ์ เชื่อครบเต็ม มันจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลยนะ เพราะฉะนั้น คนเราจะปฏิบัติธรรมนี่ หลักอินทรีย์ 5 พละ 5 ในโพธิปักขิย-ธรรมนี่ จะมีความเป็นไปอย่างที่กล่าวนี่จริง แม้ตัวศรัทธา ปัญญาก็มีกำลังเหมือนกัน เราเริ่มรู้ เราเริ่มเห็น เราเริ่มเข้าใจนี่มันแค่ทิฏฐิ แค่ความเห็น ความรับรู้ ก็รู้ไปลึกๆขึ้นไปเรื่อยๆ ความเห็นนั้นก็สั่งสม อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้อธิบายองค์ธรรมของสัมมาทิฏฐิแล้ว มันจะเกิดปัญญา ทิฏฐิก็จะสูงขึ้น เป็นความเห็นความเข้าใจ ความรู้ที่สูงขึ้นๆๆไปเรื่อยๆ จะเป็นฟัง หรือว่าไปคิดตาม จะพินิจพิเคราะห์หาหลักฐานมาประกอบอะไรก็ตามใจ มันจะเกิดความรู้ เป็นปัญญาขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปฏิบัติตามถึงขั้นเชื่อฟัง และเราก็ปฏิบัติตาม มีผลเกิดมีอะไรดีเกิดขึ้นมาๆ ความรอบรู้ที่ปัญญามันก็จะเป็นปัญญินทรีย์ขึ้นมาตาม มีกำลังของความรู้ ที่รู้ยิ่ง รู้จริง รู้ของจริง รู้ลึก รู้ทั้งรูปธรรม นามธรรมซ้อนเชิงเข้าไป โดยเฉพาะของพระพุทธเจ้า นี่จะต้องมีนามธรรมประกอบถึงจิตวิญญาณ ถึงอารมณ์ ถึงลักษณะที่ลด ที่ละ ที่จางที่คลาย รู้โทษรู้ภัย รู้คุณค่า ความเป็นประโยชน์ ความดีงาม ความประเสริฐอะไร เสริมเติมขึ้นมาจากสภาวะต่างๆที่มันเกิดจริง แล้วมีจริงเป็นจริง แล้วมันก็หยั่งรู้หยั่งเห็นจริงๆด้วย ปัญญินทรีย์ก็จะสูงขึ้น ก็จะเสริมเติมขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างที่ได้อธิบายสู่ฟังมาหลายครั้งหลายคราว แล้วก็จะต้องอธิบายไปอีก มาเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาผลขึ้นไปตามลำดับ โดยมีตัวที่จะช่วยพัฒนา คือ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ คือองค์ของมรรคทั้งหมด ที่เราปฏิบัติไปตามนั้นแหละ มันก็จะเกิดวิจัยที่ลึกซึ้ง เกิดสัมมาทิฏฐิแก่กล้าขึ้น แล้วก็ไปเสริมเติมให้เป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ สอดซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อนแล้วๆเล่าๆ ขึ้นไปอีกจริงๆ เพราะฉะนั้น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาผล มันก็จะมีอำนาจของความรู้นั่นแหละ ประกอบกับศรัทธา ไม่ใช่ศรัทธางมงาย ไม่ใช่ศรัทธาไม่มีของจริง ไม่ใช่ศรัทธาไม่มีเหตุผล ไม่มีปรัชญาประกอบ มันจะมีปรัชญา แล้วมันก็จะมีตัวจริงเข้ามายืนยันเป็นของจริงๆๆเลย โดยที่ไม่ใช่คะเนคำนวณ เดาๆด้นๆ หรือสักแต่ว่ารู้ตามที่เขาพูด เขาอธิบาย ได้ยินมา ที่เขาได้ฟังมา หรือฟังๆตามๆเขามา ได้เชื่อๆ ตามๆเขามา ไม่ใช่เลย มันจะเป็นของจริงอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ผลของการฟัง ก็ไม่ได้หมายความว่า การฟังนี้จะไร้ผล การฟังที่อาตมาว่า อาตมาพยายามนะ การบรรยายนี่ พยายามจะอธิบายอย่างไร ที่เราจะมีความสามารถที่จะอธิบายให้เซาะลึก แทงลึก หรือว่ามีความละเอียด มีความสัมพันธ์อันต่อเนื่อง อันไม่ขาดไม่วิ่น มีความสมบูรณ์ครบครันเข้าไปจริงๆ มันจะเป็นนามธรรมอย่างไร ก็พยายามที่จะใช้ภาษาเพื่อจะสื่อ แม้เราจะยังไม่มีสภาวะนัก ก็ให้เข้าใจได้ลึกด้วยเหตุผลด้วยภาษามาก่อน แล้วคุณถึงค่อยไปหยั่งตามด้วย ความพินิจพิเคราะห์ พิจารณา หรือวินิจฉัยอะไรก็ตามเถอะ และยิ่งคุณไปปฏิบัติตาม หรือคุณมีสภาวะแล้ว มีสภาวะของตนเองก่อน และอาตมาพูดบรรยายออกมานี่ มันยิ่งไปตรงกับสภาวะที่พวกคุณมีแล้วนะ ซึ่งสภาวะมันไม่ใช่ชื่อ สภาวะมันเป็นของจริงๆ มันไม่ใช่ชื่อ มันไม่ใช่ภาษา อาตมาอธิบายภาษาเรียกชื่อขานอะไรบ้าง เพื่อเอาไปประกอบเข้า มันก็จะะเห็นจริงเห็นจังขึ้นมาเลย อธิบายความหมาย อธิบายโน่นๆ นี่ๆอะไรมันมาประกอบเข้า มันก็ชัดเจน มันก็จะดียิ่งขึ้นมา เพราะฉะนั้น ผู้ที่ฟังธรรมบรรลุธรรม ได้นี่มีอยู่ 2 นัย นัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่มีสภาวะรองรับแล้ว แต่เราไม่รู้จักความหมาย ไม่รู้จักภาษาบัญญัติ แต่เรามีแล้ว มีธรรมฐิติญาณแล้ว มันเป็นของที่เกิดแล้ว รู้ๆ แต่ว่ารู้ไม่รู้ภาษา รู้ไม่รู้ตัวเหตุผล ตัวคำบรรยายบัญญัติโลก ไม่รู้ แต่มันมีแล้วนะ มันมีสภาวะแล้ว เป็นนามธรรม ยิ่งเป็นนามธรรมแล้วยิ่งมันมีแล้วละ จะเรียกว่าอะไรเราไม่เข้าใจ เป็นเหตุเป็นผลยังไงๆ มีคุณค่ายังไง อธิบายความหมายว่าเป็นกุศล อกุศล เราก็ไม่ค่อยเข้าใจดีนัก แต่พอได้มาฟังภาษา มาฟังบัญญัติ มาฟังคำอธิบายที่เกี่ยวเนื่องต่อเนื่อง ขยายความโน่นนี่อะไร ประกอบกันเข้าแล้ว อ๋อ อันนี้แหละเหรอ อย่างนี้ แหละเหรอ โอ้ เรามีแล้ว ได้แล้ว นี่เราได้แล้วนี่ ถ้าความบรรลุคือสภาพนี้ ถ้าบรรยายสภาพนี้ คือสภาพที่เป็นนิพพาน เป็นสภาพวิมุติ สภาพธรรมรส เป็นวิมุติรส หรือเป็นอะไรที่มันเยี่ยมๆ ยอดๆ ที่ถึงขั้นบรรลุธรรม ถึงขั้นสูงสุด หรือขั้นไม่สูงสุดก็ตาม ไปบรรลุไปเป็นขั้นๆ ไปขั้นนั้นนี้สูงขึ้น คุณก็จะรู้ตัวเองว่า อ๋อ ยังงี้ละเหรอ เราได้แล้วนี่ นั่นน่ะ ผู้ที่มีสภาวะแล้ว ก็จะได้เข้าใจ แล้วก็จะได้เกิดบรรลุ เพราะรู้ว่า เกิดมีสภาวะเป็นเจโต แล้วเราพอได้รับฟังก็เป็นปัญญาเข้ามาเสริม เป็นปัญญาวิมุติเข้ามาเสริมเจโตวิมุติ มันก็จะบรรลุ 2 เป็นอุภโตภาควิมุติไปเลย หรือไม่เราเอง เราไม่บรรลุทีเดียวหรอก แต่ฟังธรรมแล้วได้เกิดญาณปัญญาเข้าไปเป็นพลังเป็นอินทรีย์ เป็นพละนี่ ฟังความหมาย ฟังบัญญัติ ฟังภาษา ฟังองค์ประกอบอะไรต่างๆนานาแล้ว โอ๋ มันมีพลังที่ทำให้เราปฏิบัติ หรือแม้แต่ไม่วาง ไม่จาง ไม่คลาย กิเลสมันยังเกาะยังติด กิเลสมันร่วงไปเลย เพราะอำนาจรู้นั้น เรียกว่าวิปัสสนา-ญาณ อำนาจของวิปัสสนา อำนาจของความเห็นแจ้ง อำนาจของความรอบรู้ ตัวรู้นี่แหละมันไปขจัด ไอ้ตัวกิเลสนี่แหละเป็นตัวไขสูงสุด เป็นตัวสำคัญของศาสนาของพระพุทธเจ้า ถอนอาสวะอนุสัยด้วยปัญญา หรือด้วยวิปัสสนา มันถอนเลยนะมันถอนอนุสัยอาสวะ ด้วยการรู้รอบ รู้แจ้งแทงทะลุสมบูรณ์เลย แม้มันจะเหลืออยู่ มันจะยังมีกิเลส เจโตยังไม่วิมุติรอบก็ตาม ตัวนี้จะเข้าไปทำลายตัวสุดท้ายเลย มันเป็นตัวที่จะไขสมบูรณ์ ก็บรรลุได้อยู่ในที่นั่งที่ฟังธรรมนี่แหละ อย่างที่เราเคยได้ฟังมา เคยได้ยินมาแล้ว พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่า การบรรลุธรรมนี่ บรรลุธรรมได้ทั้งที่ฟังธรรมก็บรรลุธรรม แสดงธรรมก็บรรลุธรรม แสดงธรรมนี่ก็คือบรรยาย สาธยายกับแสดงนี่ อาตมาเคยค้นภาษาบาลีสองตัวนี้นะ สาธยายธรรม กับ บรรยายธรรมนี่ มันต่างกันยังไง สาธยายกับบรรยายนี่นะ มีบาลีสองตัวนี่ อาตมาจำไม่แม่นแล้ว ว่ามันบาลีสองตัวนี่มันมีอะไร มันมี 2 ข้อ แล้วท่านมาแปลเป็นไทยว่า อันหนึ่งว่า มาบรรยายธรรมะ ก็บรรลุธรรมได้ สาธยาย คำว่าเทศนาบรรยายธรรมะ สาธยายธรรมนี่ดูเหมือนจะสวดท่องสาธยายมนต์ ท่องทบทวนสวดท่อง บรรยายธรรมนั่นเป็นธรรมเทศนา บรรยาย เพราะฉะนั้น ผู้บรรยายเองนี่แหละ บรรลุเองได้เหมือนกัน ตัวเองยังไม่ได้บรรลุหรอกนะ แต่พอบรรยายธรรมไป มันก็แทงลึกไปสู่สภาวะ เพราะตัวเองก็นัยที่อธิบายไปแล้วเมื่อกี้ว่า แม้ฟังธรรมก็บรรลุได้ ในการแสดงธรรมก็บรรลุได้ทั้งสองนัยเหมือนกัน ตัวเองมีเจโตแล้ว พอเรียบเรียงภาษา ภาษามันก็ไปสมบูรณ์ เป็นปัญญา หรือยังไม่บรรลุ หรือยังเหลืออยู่ก็ตาม ตัวภาษาหรือตัวบัญญัติที่เรียบเรียงมา มันก็เกิดปัญญา หรือเกิดความละเอียดลออขึ้นมาอีก มีพลังเป็นปัญญินทรีย์ปัญญาพละขึ้นมาได้ หรือเป็นความเฉลียวฉลาด เป็นทิฏฐิที่สูงน่ะ มันก็มีพลัง มีอินทรีย์ มีพละ เป็นอินทรีย์ เป็นพละ มาทำลายกิเลสนั้นได้ ได้ส่วนสัดที่มันจะทำลายกันได้นะ มันได้จริงๆ เกิดการบรรลุธรรมได้อย่างนั้นด้วยนะ ส่วนการท่องทวน สาธยายธรรม เป็นการท่องทวน ท่องจำ หรือทบทวน อะไรต่ออะไรนี่ แน่นอนแหละ มันก็ทำให้เราเกิดปัญญา และมันเกิดบรรลุธรรมได้ ด้วยเตวิชโช อย่างนี้เป็นต้น ด้วยการระลึกย้อน ด้วยการบุพเพนิวาสานุสติและก็เกิดญาณ เกิดปัญญา เกิดความรู้จบ เกิดรู้ความเกิดความดับ เกิดรู้กิเลส เกิดรู้จนกระทั่งทำให้อนุสัยอาสวะสิ้นได้เหมือนกัน อันนี้แน่ๆเลย ทบทวนนี่ เป็นเตวิช-โชนี่ เป็นการท่องทวนในหลักการหลักเกณฑ์อะไรนี่ก็ตาม เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่มีธรรมะ แล้วก็รู้สึกตัว เราเองเราฟังธรรมบรรเทิงเบิกบานร่าเริงนี่นะ จะฟังเทปธรรมะก็เบิกบานร่าเริง จะอ่านหนังสือธรรมะ ก็เบิกบานร่าเริง จะว่าแต่ฟังเทปเลย ยิ่งฟังสดก็ยิ่งเบิกบานร่าเริง ฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันได้ซ้ำๆ ย้ำๆ ก็ยังอุตส่าห์ฟังเบิกบานร่าเริง รู้สึกว่ามันมั่นใจ มันประเทือง มันมีอะไรทำให้เราเกิดเจริญได้นะ ลึกซึ้งขึ้น เขยิบขยับอะไรๆขึ้นไปอีกขึ้น มันประทับใจเหมือนกับเรา แต่เดิม แต่โลกๆ นี่ เราฟังอันนี้เราชอบ เรากินอันนี้เราอร่อย เราชอบเราไปชม อันนี้เราอร่อย เราชอบ เราเพลิดเพลิน เราก็ฟังซ้ำซาก เราก็ดูซ้ำซาก เราก็กินซ้ำซากได้ มันเป็นรสประทับใจได้เหมือนกัน และในความประทับใจเหล่านั้น มันก็ทำให้เราสบายใจ และบางทีก็ไม่มีอะไรเจริญนัก ก็มีความสบายใจ มันก็ดีเหมือนกัน ทำให้เราเกิดความมั่นคง มันสบายใจ มันก็เกิดความซับซ้ำลงไป มันก็มั่นคง มันก็ย้ำลงไปให้แก่เราได้ส่วนที่ดีส่วนหนึ่ง ถ้ายิ่งมีนัยละเอียด อาตมาพยายามอยู่ทุกทีที่จะให้มีความละเอียดลออ ให้มีความลึกซึ้งเข้าไปทุกครั้ง จะด้วยโอกาส หรือความสามารถ ด้วยความรู้ของอาตมาที่จะสามารถทำให้ลึกลงไป ได้ในครั้งในคราว ที่ควรจะลึกลงไปอย่างนั้นๆ ขนาดนั้นๆ ก็พยายามทำอยู่เสมอ อาตมาเชื่อว่าพวกเราได้นะ เชื่อว่าพวกเราได้ประโยชน์ ได้จากที่อาตมาพยายามที่กล่าวไปแล้วนั่นแหละ ได้ฟังธรรมเมื่อไหร่ก็ได้ ได้ก็ได้ เพราะฉะนั้น คนใดที่เบิกบาน ร่าเริง ฟังธรรมดีเอาใจใส่อยู่ตลอดเวลา คนนั้นได้เติม ได้แถมเสมอแหละ ได้เพิ่มได้เติมได้แถม ได้ไป อย่างน้อยก็ได้รู้ปริยัติเพิ่มเติมขึ้น ถ้ายิ่งได้เอาไปปฏิบัติ เอาไปประพฤติปฏิบัติ ก็ยิ่งจะดี ถ้าเรายิ่งฟังด้วยดี แล้วเกิดการบรรลุเพิ่มเติมดังที่กล่าวไปแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่ดีวิเศษแล้วนะ เพราะฉะนั้น ในการบรรลุธรรม ฟังธรรมบรรลุธรรม แม้แต่สาธยาย แม้แต่อะไร มัน 5 ข้อ ตรึกตรองใคร่ครวญ มันลึกซึ้งไปจากสาธยายอีกหน่อย สาธยายทบทวน ทีนี้นอกจากสาธยายทบทวนแล้ว วินิจฉัย ไตร่ตรอง ใคร่ครวญลึกซึ้งขึ้นไปอีก ก็แน่นอนละ ฟังเหตุผลแค่นั้นมันก็พอแล้วว่า มันจะทำให้เกิดการบรรลุได้ ก็เพราะมันมีความลึกซึ้งขึ้นไปอีก ก็ต้องได้แน่นอน อันสุดท้ายอะไรล่ะ สมาธิ สรุปเลย สมาธิ จะเป็นสมาธิแบบพุทธ หรือสมาธิแบบปฏิบัติสัมมาสมาธิ หรือจะเป็นสมาธิแบบนั่งหลับตา แล้วก็ไปไตร่ตรองทบทวน เป็นองค์ประกอบในวิธีการ อันเกิดจากสมาธิ สมาธิเรานั่งนิ่งสงบ ไม่ให้มีนิวรณ์ แล้วเราก็ใช้เตวิชโช มันก็เกิดการบรรลุธรรมซ้อนได้ หรือสมาธิของสัมมาสมาธิ ก็แน่นอนเลยแหละ คุณปฏิบัติไปจริงๆ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ความพากเพียรอยู่อย่างนี้ และก็เป็นบทบาทธรรมดาๆๆสามัญ เหมือนอย่างพระอริยเจ้าทั้งหลายแหล่ ที่ท่านปฏิบัติ แล้วท่านบรรลุน่ะ ไม่ว่าจะขั้นไหนแหละ พระอานนท์ก็ปฏิบัติอันโน้นอันนี้ ตามอิริยาบถต่างๆ พระสารีบุตร ก็บรรลุในตอนที่มีอิริยาบถต่างๆ ผัสสะนี่แหละ ธรรมดา หรือใครต่อใครอีกหลายผู้หลายองค์ ท่านก็ได้จากปฏิบัติธรรมดานี่แหละ เกิดจากการงาน เกิดจากการกระทำ หรือเกิดจากคำพูด เกิดจากอะไรพวกนี้เป็นปกติ ซึ่งเกิดสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ สั่งสมลงเป็นสภาพที่มีพลัง มีอำนาจ มีเนื้อหาสาระของมัน แล้วมันก็รวมลงไป มันก็ทำให้บรรลุได้นะ นัยพวกนี้นี่ มันเป็นเรื่องลึกซึ้งๆ เพราะฉะนั้น แม้แต่สรุป หรือว่าเอามาทบ ทวน ด้วยหลักการของพระพุทธเจ้าที่ว่า ผู้บรรลุธรรม บรรลุได้แม้แต่ฟังธรรมก็บรรลุได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าประมาท ไม่ใช่เรื่องที่น่าจะดูดาย มีโอกาส อาตมาก็ว่าเป็นโอกาสที่ดีนะ เป็นโอกาสที่ดี ได้ฟังได้รับฟรีๆ ถึงครั้งถึงเวลา ก็น่าจะรีบขวน- ขวาย หาเวลามาฟังมารับ เออ มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นๆ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัส เหมือนกับพ้อเหมือนกัน อาตมาพูดจริง อาตมาไม่ได้น้อยใจหรอกนะ พ้อเหมือนกันนะ อย่าเสียใจ พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสนะ อย่าเสียไปนะว่า ตถาคตได้ตายไปแล้ว ได้ผ่านไปแล้ว ไม่เหลือแล้ว อย่ามานั่งร่ำร้อง อะไรต่ออะไร เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัส ไอ้ตอนที่อยู่ แล้วก็ทำเป็นไม่รู้ ทำเป็นไม่เอาถ่าน ไม่เอาภาระอะไร ขนาดพระพุทธเจ้าก็ยังต้องพูด ต้องตรัสอย่างนี้เลย อาตมาเองก็พูดไปบ้าง พูดไปแล้วก็ไม่อยากพูดมากอะไรหรอกยังงั้น พูดไปก็เหมือนคนน้อยใจ เหมือนกับคนมาพ้อ มาง้อมางอนอะไรนี่ อาตมาก็ ที่จริงไม่อยากจะพูดเท่าไหร่ แต่ว่านานๆ ก็พูดกันบ้าง โดยโวหาร โดยภาษา โดยอะไรพวกนี้ มันก็เป็นองค์ประกอบ ทำให้พวกเราเกิดสำนึกได้เหมือนกัน เกิดเตือนใจเตือนจิตพวกเรา ให้ระลึกให้สำนึกว่า เออ เราเป็นอย่างไรนะ มันอะไรๆ ก็ปล่อยปละละเลยไปบำเรอตน ต้องการจะทำตามใจตน ทั้งๆที่โอกาส มันก็ควรจะใช้โอกาสพวกนี้ ควรจะรับโอกาสพวกนี้ ไม่น่าจะปล่อยปละละเลยอะไรนัก ก็ไม่ถึงขนาดหนักหนาสากรรจ์อะไร ถ้าเป็นโอกาสที่ไม่มี หรือว่าเราติดขัดโน่นๆ นี่ๆ อะไรจริงๆจังๆ จนปลีกตัวมาไม่ได้ มันเป็นความจำเป็น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นี่ก็ไม่ได้จำเป็นอะไรนักหนา ไม่ติดไม่ขัดอะไรด้วย จะแบ่งเวลามาได้ด้วยซ้ำ แต่เราก็บำเรอตนน่ะ เราอยากทำยังงี้นี่หว่า เราไม่อยากมาก็จะทำไม อะไรต่างๆนานาพวกนี้ หาเรื่องเสียบ้าง อ้างอิงเพื่อที่จะได้ไม่น่าเกลียด แต่ไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบยิ่งกว่า มากกว่าอะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็ทำไปตามประสาความจริงของกิเลสของคนแหละนะ คนมีกิเลสระดับไหนเขาก็ทำของเขาอะไรไป ถึงอย่างไรก็ตาม อาตมาก็คงจะต้องทำอยู่นั่นแหละ จะทำมากทำน้อย จะมี โอกาสอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ต้องทำไป เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ มันเป็นเรื่องดี เรื่อง บรรยายเรื่องบอกเรื่องชี้ หรือเรื่องเทศนานี่ มันเป็นเรื่องสำคัญเอกตั้งแต่ปางพระ- พุทธเจ้า หรือก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ มันก็จะต้องใช้สิ่งเหล่านี้ แม้มันจะมีสื่อสารอย่างอื่นที่วิเศษ จะเก่งกาจอย่างไหนก็ตาม การพูด การบรรยายมันก็ต้องอาศัยอยู่ไปอีกตลอดนานเท่านาน มันทิ้งไม่ได้หรอก การบรรยาย การพูด การโอภาปราศรัยนี่ มันก็ต้องเทศน์ ก็พูดอยู่นั่นแหละ จะมากหรือน้อยอะไรก็แล้วแต่นะ พวกเราได้พยายามกันเหมือนกัน สำหรับผู้ที่ได้เอาใจใส่ พยายามผู้ที่ปล่อยปละละเลย ก็เป็นเรื่องของเขา ของใครก็แล้วแต่ เมื่อเราปล่อยปละละเลย มันก็เนิ่นช้า มันก็เสียเวลาไปบ้าง ยิ่งไปเผลอๆ ไผลๆ ปล่อยตัวสติตก ปล่อยไปตามอำเภอใจของกิเลส อำเภอใจของใจบริสุทธิ์นะ ใจของเรามีกิเลสครอบงำแล้วมันก็ถึงไปตามที่เราจะชอบ ตามที่กิเลสมันชอบนั่นแหละ มันก็ไป มันก็ถูก ถึงไป มันก็เป็นไป ผู้ใดมีอินทรีย์พละ มีกำลังกล้าที่จะมีสติแรงที่จะต้าน กิเลสมันจะบำเรออัตตา บำเรอตัวเราเอง เราจะอยากเป็นอย่างนี้ อยากได้อย่างนี้ อยากอยู่อย่างนี้ อยากจะเสพอันนี้ จะเสพภพ เสพกาม อะไรก็ตามเถอะ มันก็เป็นเสพตัวตนยังงี้ๆ ทั้งๆที่โอกาสดีๆ มีกิจมีวิธีการ มีกิจการ มีโน่นมีนี่ อะไรที่ดีๆกว่า ก็ไม่ค่อยอยากจะทำหรอก อยากจะทำตามอำเภอใจของตัวเอง ทั้งๆที่วินิจฉัยจังๆจริงๆแล้ว สิ่งที่ตัวกำลังจะทำอยู่นั่น มันไม่ได้สำคัญไปกว่ามาฟังเทศน์อะไรไปนักหนาหรอก ฟังเทศน์มันสำคัญกว่าจริงๆ มันจะได้อะไรดีๆ อันนั้นมันพอผัดได้ มันพอที่จะวางมือวางไม้อะไรชั่วครั้งชั่วคราวได้ โดยจริงๆแล้ว วินิจฉัยจริงๆแล้ว มันไม่สำคัญเกินกว่านั้น แต่เราก็ไปยกให้มันสำคัญ ไปเอามาเป็นข้ออ้าง ไปยอมแพ้มัน เพราะมันแพ้กิเลสนั่นเอง เพราะมันแพ้อัตตาตัวเองนั่นเอง มันอยากจะทำให้สมใจ มันอยากจะบำเรอตนเองมากกว่า เพราะมันชอบ มันเห็นว่ายังงี้ดีมันก็จะเอา อะไรยังงี้เป็นต้น อาตมาต้องพูด ต้องพยายามที่จะชี้ความไม่ดีไม่งาม ในลักษณะต่างๆ ของพวกกิเลสอัตตามานะพวกนี้ ไม่ใช่ว่ามันรู้กันได้ง่ายๆ แม้รู้แล้ว มันยังมีฤทธิ์เลย มีฤทธิ์มีอำนาจ ใหญ่ แข็งแรง เอาชนะคะคาน จนกระทั่งเราจะต้องตามใจมันนั่นแหละ ตามใจกิเลสนั่นแหละ เป็นทาสกิเลสนั่นแหละ ให้กิเลสมันเป็นเจ้าเรือน เป็นอำนาจใหญ่ต้องตามที่มันแนะ มันจะเอา เอาตามมัน จะขัดมันก็ไม่ได้ แย้งมันก็ไม่ไหวอะไรยังงี้เป็นต้น มันเก่งนะ ไม่ใช่มันไม่เก่ง ถ้ามันไม่เก่งนะ โอ๊ย ป่านนี้ อาตมาได้พระอรหันต์มาเยอะแล้ว ถ้ากิเลสมันไม่เก่งแต่ถึงมันจะเก่งอย่างไร เราก็จะต้องปราบมัน จัดการกับมัน ไม่ใช่ไปเที่ยวอ่อนข้อให้มันอยู่เรื่อย แล้วก็มานั่งโอดครวญว่ามันทำไม่ไหวๆ จะทำไหวหรือไม่ไหวก็เรานั่นแหละ คนอื่นเขาจะไปสู้กับกิเลสตัวเราเองหรือ คนอื่นจะมาสู้แทน สู้ได้ยังไง และบังคับมันก็ไม่จริงด้วย บังคับมันก็ทำไปตามอำนาจคนอื่นบังคับเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เราจะต้องบังคับตัวเรานี่แหละ อินทรีย์พละ มันถึงจะเกิดจริง แก่กล้าขึ้นได้ เพราะเราบังคับตัวเอง เพราะเราสู้ด้วยพลังของตัวเองจริงๆ มันถึงจะเรียกว่าอำนาจในตัว เป็นความเป็นใหญ่ในตัว เป็นอำนาจในตัว จึงเรียกว่าอินทรีย์ เรียกว่ากำลังแท้ เรียกว่าพละ คนอื่นไม่ใช่ คนอื่นก็คนอื่น เขาจะมาปลุกเร้า มาให้กำลังใจ เสริมเติมให้อย่างไรๆ เราก็ต้องไปทำจริงของเรา ให้มันได้มาก เป็นขณะที่มาก ทำลายอย่าให้มันมาแข็งแรง อย่าให้มันมาชนะคะคานเราได้ เราต้องทำของเราจริงๆ ไม่มีใครมาช่วยเราได้ อาตมาว่า พวกเราได้เรียนรู้เรื่องอัตตามานะนี่เพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ และมันจะเจริญ มันจะสมบูรณ์แบบจริงๆ เรื่องมานะสังโยชน์นี่ หรือเรื่องอัตตาสุดท้าย แม้ที่สุด ที่มีอัตตาที่ดี เราก็จะต้องเรียนรู้ของเรา และเราก็จะขึ้นไปถึงการปล่อยวางอัตตาสุดท้าย อย่าว่าแต่มานะสังโยชน์เลย มานะสังโยชน์นี่ ตัวที่มันหยิ่งผยอง มันถือดี มันก็ใหญ่แหละ มันก็ใหญ่ในตัวมันเอง คนอื่นจะมาใหญ่กว่าไม่ได้หรอก และมันก็จะให้ตัวใหญ่ของตัวเองนี่ชนะอะไรไปหมด คนอื่นจะเคารพบูชานับถือ พูดว่ายังไง มันก็จะไม่เกรงใจกว่าที่จะเกรงใจกิเลส เกรงใจมานะมากกว่า มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเอาชนะมานะนั้นบ่อยๆๆๆๆ เราก็อยู่เหนือขึ้น ไปเรื่อยๆ มานะสังโยชน์ก็ลดลงจริงๆ แม้เราชนะมันหมดแล้ว เป็นอัตตาที่เราอาศัย เรายังต้องมาเรียนรู้ซ้อนลงไปอีกเลย อัตตาที่เราอาศัยสภาพทั้งหมดนี่ จะเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอย่างไรในตัวเรานี่ เรายังต้องมาพยายามอย่าให้มันเป็นตัวติดตัวยึด ตัวระเริง ฟูใจจนกลายเป็นอุปกิเลสอะไรต่อไปอีก แต่เราก็ต้องใช้มัน ใช้ๆ จิตวิญญาณนี่แหละเป็นตัวหลัก มันอยู่ในเราๆ ใช้มัน ใช้เพื่อจะให้เกิดการเสีย สละคุณค่าอะไรต่างๆนานา หรือว่าสร้างสรรสังคม สร้างสรร เพื่อให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ ให้ผู้อื่นเจริญไปตาม มันก็อาศัยจริงๆ แล้วมันก็ทำ ทำจริงๆ มันก็ได้ดีจริงๆ เรื่อยไปนะ คนเราถ้าเผื่อว่า เรียนรู้ ถ้าไม่ไปถึงขีดขั้นของอัตตามานะพวกนี้นะ บอกได้เลยว่าจะไม่มีทางที่จะบรรลุเป็นอรหันต์ขึ้นไปสู่สังโยชน์เบื้องสูงยังงี้ ไม่มีทางหรอก ศาสนาของพระพุทธเจ้านี่ลึกซึ้ง ละเอียดลออมากมาย ศาสนาพระเจ้าอะไรหลายๆอย่าง เขารู้เหมือนกันว่า อวดอ้างหลงระเริงยินดีในความดีของตนๆ มันไม่ใคร่ดีนัก เขาก็รู้เหมือนกัน แต่มันไม่ละเอียดลออถึงจิต เจตสิก รู้อาการ ลิงคนิมิตของมัน จนกระทั่งหมดตัวหมดตนนะ เกิดจิตๆ จริงๆเลยนะ เกิดจิตที่มันหมดตัวหมดตน ไม่ยินดียินร้าย มีแต่ธาตุรู้ที่เป็นยอดญาณยอดปัญญาๆ ที่มันรู้ชัดรู้แจ้งจริงๆเลยนะ และมันก็ไม่เป็นอัตตา ไม่เป็นอัตนียา ไม่ไปยึดว่าเป็นของเรา ไม่ไปหลงติดหลงยึดเป็นของเราเป็นตัวตนเป็นเรา จนเกิดเรานี่ทุกข์ ใครมาแตะมาต้องก็ไม่ได้ ใครมาว่าก็ไม่ได้ ใครมาลบหลู่ก็ไม่ได้ อ่อนน้อมถ่อมตนอะไรก็ไม่ลง มันจะถือหยิ่งถือใหญ่ถือดี เป็นตัวเป็นตน เป็นมานะ ซ้อนขึ้นไปอีกอยู่อย่างนั้นแหละ หรือแม้ไม่ซ้อน จะเป็นอัตตาตัวกู ก็จะตามใจกู บำเรอของกูน่ะ ไม่ไปริษยาใคร ไม่แข่งดีกะใคร แต่ก็ตัวกูของกูนี่แหละ เอ็งจะทำไม ข้าจะเป็นอย่างนี้ ข้าจะเอาอย่างนี้ ข้าจะทำยังงี้ จะทำไม ข้าจะบำเรอให้ของข้ายังงี้ เอ็งไม่เกี่ยว มันตัดคนอื่นไปหมดเลยนะ มันมีแต่ตัวกูนี่แหละ มันจะมีแต่ตัวกู มันตัดจริงๆ มันตัดคนอื่น ถ้าเราไม่รู้เท่าทันมันอย่างที่กล่าวนี่นะ เราวางมันไม่ออกนะ มันก็จะเป็นตัวกู เพราะฉะนั้น สุดๆๆจริงๆแล้วนี่นะ คนเราหมดอัตตาแล้วนี่ คิดถึงผู้อื่นไปหมด แต่มันก็ไม่โง่เง่าจนไม่รู้จักตัวเอง ไม่มีอัตตัญญุตา ไม่รู้ประมาณตนว่าตนเองนี่อยู่ในขนาดไหน จะทำได้เกินไปน้อยไป มากไป ยังไง จะไม่รู้ตัวเองเสียเลย ตัวเองสูง ตัวเองต่ำ ตัวเองดีไม่ดี ในฐานะอย่างนี้ เราจะมีฐานะอย่างไร จะเหมาะสมกับลักษณะองค์ประกอบของสภาพที่มันควรจะเป็น มันดูน่าเกลียดน่าชังเกินไป ก็ไม่ถูกไม่ควรมันหยิ่งมันผยอง มันสูง มันโด่ มันเด่เกินไป ก็ไม่ควรอะไร เราก็ต้องรู้สมมุติต่างๆ ว่าเราจะวางรูปสมมุติอย่างไร ลีลาการเป็นอยู่เป็นไปยังไง เข้าใจโลก เข้าใจสังคม พอเหมาะมัชฌิมา พอดีๆ พอเหมาะพอสม จะโน้นเน้นไปด้านไหนเหนือด้านไหนใต้ หรือด้านไหนสูง ด้านไหนต่ำ ด้านไหนมาก ด้านไหนน้อยประมาณได้อย่างดี อย่างพอเหมาะ มันก็จะเกิดคุณค่าได้อย่างมาก นี่ เรื่องพวกนี้ละเอียดลออเพิ่มเติมขึ้นไปจริงๆ เพิ่มเติมในความแยบคาย ในความถ่องแท้ ในความสู่งส่งเจริญๆขึ้นๆ เพราะฉะนั้น เราเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน