350310 พิสูจน์แก้ววิเศษของพุทธ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์
เนื้อหาในไฟล์
350310 พิสูจน์แก้ววิเศษของพุทธ โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
พิสูจน์แก้ววิเศษของพุทธ
โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์
เมื่อ วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2535
ณ พุทธสถาน สันติอโศก
ก็มาย้ำกัน มาย้ำกันในเรื่องที่เราจะต้องเน้นเข้าไปหาโพธิปักขิยธรรม โพธิ-ปักขิยธรรม ซึ่งเป็นหลักที่สำคัญที่สุด เราจะอยู่นิ่งก็ไม่ได้ เอาสูตรนี้เข้าไปด้วยฐีติสูตรนี่
พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยให้หยุดนิ่ง ที่ไม่ให้หยุดนิ่งเพราะอะไร เพราะว่าโดยธรรมชาติของสิ่งที่เกิดอยู่ สิ่งที่ทรงอยู่ จะไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนอย่างนิรันดร์
ฟังคำว่านิรันดร์นะ แต่ยาวนานมีได้ เที่ยงแท้ยาวนานมีได้ แต่ถ้าเที่ยงแท้ยาว นานที่สุด มันก็จะต้องมีคุณภาพอย่างสูงที่สุดที่จะไม่เปลี่ยนแปลง จนเห็นว่าเที่ยงแท้ ยาวนานจนกระทั่งเห็นว่า เที่ยงแท้นี่ มันจะต้องมีคุณภาพ มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ อย่างเช่นของศาสนาพุทธ นี่ สมบูรณ์อย่างไร ที่บอกว่าเป็นผู้ที่วิมุติ ได้รับวิมุติหรือนิพพานแล้วนี่จะเที่ยงแท้ รับวิมุติและนิพพานนี้จะเที่ยงแท้ก็คือ ทำให้ถูกต้อง ทำให้ได้อย่างนั้นจริงๆ ที่จิตวิญญาณ จิตวิญญาณเป็นตัวหลัก จิตวิญญาณนี่รู้จักกิเลส แล้วก็ฆ่ากิเลสถูกตัวด้วยวิธีการที่จับหัวมันบี้จริงๆเลย ทำให้มันลดๆๆๆๆอย่างรู้ๆ อย่างรู้ๆ ไม่ใช่อย่างเอาไปซ่อนไปแฝง มันร่วง มันหล่น มันหลบตรงไหน ก็รู้ว่ามันหลบ ไม่ให้มันหลบ ตามกระทั่งไปก้นบึ้ง เป็นอนุสัยอาสวะก็ตามกันให้เจอให้หมด แล้วก็ทำลายมันจนสูญสิ้นสนิทดับสนิท
การดับสนิทนั้นคือตัวจิต ตัวเจโตดับสนิท กิเลสดับจากจิตจากเจโตนั้นสนิท กิเลสดับสนิทแล้ว ยังมีญาณปัญญา ญาณปัญญานี่เห็นจริงๆแจ้งชัดจริงๆ ว่ามันดับสนิท มันตายสนิท นอกจากญาณปัญญาที่เห็นว่า มันตายสนิท มันดับสนิทแล้ว ยังเห็นคุณค่าประโยชน์ของมันอีก ปัญญาญาณนี่ เห็นคุณค
อ่านต่อ
่าประโยชน์เป็นความประเสริฐ เป็นความวิเศษของคุณค่า ทั้งเป็นรสที่เป็นธรรมรส ที่เป็นวิมุติรส ก็เป็นรสอันประเสริฐ ทั้งในคุณค่า เมื่อผู้นั้นได้ดับกิเลสนี้แล้ว ก็เป็นคนที่มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ มีน้ำใจที่ไม่เห็นแก่ตัวแล้ว ไม่ได้ไปหลงใหล เป็นทาสอะไรแล้ว มันก็ฟรี ก็อิสระ แล้วก็เกื้อกูล เป็นภราดรภาพ เผื่อแผ่ เจือจาน ด้วยปัญญาอย่างแท้จริง ความไม่เห็นแก่ตัว ก็จะไม่ขี้เกียจ ไม่มีอัตตา ไม่มีมานะ จะไม่ขี้เกียจ จะไม่หนืด จะไม่เฉื่อย จะเป็นคนที่มีกะจิตกะใจ มีความขวนขวายเป็นเวยยาวัจมัย มีความขยัน หมั่นเพียร เป็นอินทรีย์พละ เป็นวิริยินทรีย์ วิริยพละที่แท้จริง เป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่เสมอๆ จริงๆเลย เป็นวิริยารัมภะ จะเป็นอย่างนั้นจริงๆเลย เพราะว่ามันไม่เห็นแก่ตัวแล้ว มันไม่รู้จะมาบำเรอตัวทำไม แล้วมันก็รู้ความจริงลึกซึ้งกันไปกว่านั้นว่า ชีวิตนี่คือเครื่องกล คือจักร คือเครื่องจักร เครื่องกลชนิดหนึ่ง เครื่อง- จักร เครื่องกล ที่มันมีประสิทธิภาพ ที่มันจะทำงานทั้งคิดและทั้งฝีมือ ในการสร้างสรรได้ดีมาก เพื่อมนุษย์โลก เพื่อโลก ไม่ว่าจะดิน น้ำ ลม ไฟ จนกระทั่งถึงสัตว์ จนกระทั่งถึงมนุษยชาติ มนุษย์นี่ ช่วยได้ ทีนี้มนุษย์ ช่วยมนุษย์ก็เป็นคุณค่าความดีของมนุษย์จริงๆเลย
เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีญาณปัญญา เห็นอย่างที่อาตมาไล่เลียงมาเรื่อยๆ อ่านความจริงให้มันให้คุณฟังมาเรื่อยๆนี่ มันเห็นแจ้ง เห็นชัด คนนั้นจึงเป็นคนที่ขยันหมั่นเพียร มีประสิทธิภาพ เวลาก็รู้อีก ว่า เออ! เวลาก็คือ กาละที่ผ่านไปๆๆๆๆๆ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า เวลากลืนกินสรรพสัตว์ ก็รู้ด้วยว่า ถ้าเผื่อว่า เราเปล่อยให้เวลาผ่านไป มันก็กลืนกินเรา ทำให้เราตายวันตายเวลา ตายตามเวลาไป ใกล้หลุมฝังศพไปตามเวลาเปล่าๆ ถ้าเราไม่เกิดคุณค่าอะไร มันก็สูญเปล่า อยู่ว่างๆ ไปวันหนึ่ง ก็เสียเวลาทิ้งไปวันหนึ่ง เปล่าประโยชน์ไปวันหนึ่ง คุณค่าก็ลดไปวันหนึ่ง อยู่ไป 5 วัน อยู่ไปเดือนหนึ่ง ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเดือนหนึ่ง มันก็คือคนเปล่า ประโยชน์เดือนหนึ่ง สูญเปล่าจริงๆ เห็นชัดๆ เลยด้วยปัญญาญาณอันลึกซึ้ง เห็นปัญญาญาณที่ชัดเจนจริงๆเลย แล้วเราจะอยู่เฉยๆ ทำไม จะอยู่ปล่อยเปล่าให้มันเสียเวลาไปถึงหลุมฝังศพ แล้วก็ตายทิ้งเปล่าๆ ไม่เกิดคุณค่า ไม่เป็นมนุษย์ที่มีประโยชน์อะไร ปล่อยมันไปทำไม มันรู้มันเห็นแจ้งอย่างนี้จริงๆเลย
เพราะฉะนั้น ผู้นี้จึงพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลาเลยว่า เมื่อกิเลสมันตาย จิตใจก็เห็นดีเห็นชอบว่า มันเป็นรสที่ดีแล้ว เป็นวิมุติรสนี่มันว่างอยู่ในตัวมัน ว่างอย่างไร ก็รู้ว่า มันเบามันว่าง มันไม่ต้องไปบำเรอ มันไม่ต้องไปเป็นทาส ไม่ต้องไปอุปัฏฐากอุปถัมภ์อะไรมันอีก แต่เราก็เอาแรงงาน เอาความรู้เอาความสามารถนี่ แต่ละกาละๆนี่ประกอบกรรมที่เป็นกุศล สร้างกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม ช่วยเหลือเฟือฟายเพื่อนมนุษยชาติ มีวิจารณญาณอะไรที่จะเลือกเฟ้นมาว่าเราควรทำอะไร
บัดนี้เวลากำลังล่วงไปๆ ล่วงไป กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก เธอกำลังทำอะไรอยู่ พระพุทธเจ้า สอนเราให้เตือนตนเสมอๆ ให้มีปัจเวกขณะ ให้
พิจารณาเนืองๆ เราก็พิจารณาตัวเรา เอ้อ เราทำอะไรล่ะ ตอนนี้ มีคติอันหนึ่งของชาวขยะ ของ "ชมรมขยะเอ๋ย" จำไว้ มตินั้น บอกว่าอย่างนี้ คตินั้นว่าอย่างนี้ "ขยะกำลังล้นโลกอยู่เป็นนิจ บัดนี้กูกำลังคิดทำอะไร" ฟังไว้ "ขยะกำลังล้นโลกอยู่เป็นนิจ บัดนี้กูกำลังคิดทำอะไร" จำไว้ ฟังไว้ จำได้ไหม "ขยะกำลังล้นโลกอยู่เป็นนิจ บัดนี้กูคิดทำอะไร" นี่ของขยะเอ๋ย ของชมรมรมขยะเอ๋ยเขา เขากำลังจะรณรงค์ เขากำลังจะพัฒนาให้เป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะ ปัญญา เพื่อที่จะพัฒนา จัดแจงกับไอ้เรื่องขยะนี่ มันจะเลวจะร้ายลงไปทุกวันๆๆ ทุกวินาทีเลย มันจะเป็นภัย เป็นพิษกับสังคม มันเป็นขยะไปทั้งหมดเลย ตั้งแต่ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ เป็นขยะไปหมดเลย
เพราะฉะนั้น เราจะเรียนรู้ขยะนี่ เป็นขยะเทียมอย่างไร จะเอามาหมุนเวียนใช้อีกได้ไหม หรือเอาไปแปรเปลี่ยนที่จะเป็นประโยชน์อย่างไร อะไรเป็นขยะแท้ ที่จะต้องถึงขั้นทำลาย จะเรียนรู้ แล้วก็จะไม่ดูดาย จะเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะปัญญา ไหวพริบ เห็นเมื่อไหร่ ต่อเมื่อนั่น เมื่อนี่ ไม่เป็นคนดูดาย จะต้องช่วยกันจัด ช่วยเก็บ นี่ ในสันติอโศกนี่เราก็ตาม เราจะทำ เราจะพยายามทำ
เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีญาณปัญญานี่ ก็จะมีงานการทำ จะมีสิ่งนั่นสิ่งนี้อะไรที่มันจะต้องกระทำ จัดแจงชีวิตของตนเองให้มีคุณค่าประโยชน์ จะไม่ดูดาย เป็นคนขยันหมั่นเพียร สร้างสรร พระพุทธเจ้า ถึงได้ตรัสว่า "เราไม่พัก เราไม่เพียร เราจึงข้ามโอฆสงสารได้" นี่เป็นคำตอบเทวดา เทวดาที่มาถามว่า ตอบสั้นๆซิว่า นิพพานของท่านเป็นอย่างไร ผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้วนี่ เป็นคนอย่างไร ท่านตอบว่า "เราไม่พัก เราไม่เพียร เราก็ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว" ท่านก็บอกว่า อย่างนั้นสั้นๆ แล้วความหมายของคำว่า "เราไม่พัก เราไม่เพียร" นี่ มันลึกซึ้งมาก เราไม่พักก็คือ เราเพียรอยู่เสมอ นำหน้าเลย เราไม่เพียร ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าควรจะยับยั้ง ไม่ควรจะเร่งตัวเพียรต่อ หมายความว่า เราพักเสีย พักเสียบ้าง ผ่อนเสียบ้าง เราไม่เพียรนี่ พักเสียบ้าง ผ่อนเสียบ้าง ให้รู้กาละอันควร เราไม่ทรมานตน แต่เราก็อุตสาหะวิริยะ เป็นคนที่ทนได้ อดทน เป็นคนที่ไม่ใช่เหยาะแหยะ แต่เป็นคนแข็งแรง เป็นคนอดทน เป็นคนที่ขวนขวาย เป็นคนที่สร้างสรรคุณค่าอย่างมีปัญญาญาณ ตรวจตัวเอง ดูตัวเอง รู้ตัวเองว่า ตัวเองนี่ใช้เวลา แล้วก็ใช้กำลังงานทางสมอง ทางความเฉลียวฉลาด หรือทางฝีมือก็ตาม ให้เป็นประโยชน์คุณค่าแก่มนุษย์โลกเขาได้ เสียสละ สร้างสรรไปได้อย่างแท้จริง
เพราะฉะนั้น คนที่ศึกษาตามของพระพุทธเจ้าแล้วนี่ จึงเป็นคนที่เที่ยงแท้ เพราะว่าแน่ใจจริงๆเลย มันเห็นชัดเจนอย่างที่อาตมาสาธยายด้วยภาษานี่ คุณไประลึกดูดีๆ ไปตรวจไปสอบ ไปฟังดูดีๆซิ แล้วก็ไปตรวจตราดูดีๆ ว่า เอ๊อ ถ้าคนมีคุณลักษณะแบบนี้ มันจะเป็นอย่างไร คุณเป็นได้หรือยัง เป็นได้มากหรือน้อย เอาไปวัด ไปเทียบ แล้วเราก็พยายามเร่งรัดพัฒนาตนเองให้มันได้คุณภาพดังที่กล่าวนี้จริงๆ มันเป็นสิ่งยืนยันพิสูจน์ได้เลยว่า มันเที่ยงแท้ เพราะว่า มันไม่มีอันอื่น มันชัดชัดๆ มันชัดเจนกระทั่งว่า ถ้ามีตราบใด เรายังมีธาตุจิตวิญญาณที่เป็นธาตุรู้ ตรวจสอบเห็นแจ้งอยู่เมื่อไรๆ มันก็จะนำพาเราเป็นไปอย่างนี้ ก็แล้วมันเป็นไปได้โดยง่าย โดยไม่ยากด้วย เพราะว่าเราได้ฝึกฝนมา เมื่อฝึกฝนมาแล้วก็ไม่ยาก สบาย
เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ยังฝึกฝน ยังไม่คล่อง ยังยาก ยังหนัก แม้แต่จะทำงาน จะทำดี รู้นะว่าไอ้นี่มันดี แต่โอ้ย ยังไม่อยากทำหรอก เลี่ยงไปเลี่ยงมาอะไรอย่างนี้ คุณก็จะรู้ตัว ฝึก อย่าให้มันเป็นคนที่เหยาะแหยะ เป็นคนที่ขี้หลบ ขี้เลี่ยง อย่างนั้น แล้วมันทำมากเกินไป จนกระทั่งทำไปแล้ว ก็ไม่มีญาณปัญญารู้อื่นๆอีก รู้เรารู้เขา มีเจโตปริยญาณ รู้ผู้นั้นผู้นี้ รู้สิ่งแวดล้อม รู้เพื่อนฝูง บุคคล จริตของแต่ละคน เขาเป็นอย่างไร แค่ไหน ฐานะใด เราจะทำอย่างไร ในกรรมกิริยาอย่างไรกับคนนั้นคนนี้ ถึงจะอยู่ด้วยกันดี ไม่ทะเลาะวิวาท แต่ก็ได้ขัดเกลากิเลส ให้แก่กันและกันด้วย นำพาให้เขาเจริญตามขึ้นมาด้วย แล้วเขาก็อยู่กันอย่างสมานสามัคคี เป็นสมานัตตตากันอย่างแท้จริง จะค่อยๆเรียนรู้ไปสารพัดเลย คนก็สารพัดจริต มากมาย เรียนรู้จริต เรียนรู้การวางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เราจะให้มีกิริยาอย่างไร มันจึงจะดีที่สุด พอเหมาะที่สุด
แล้วคนแต่ละคน ก็ไม่ค่อยเที่ยง อารมณ์ก็ไม่ใช่ว่าอยู่นิ่ง อยู่แน่ เมื่อไหร่ เพราะว่า อารมณ์ยังวูบวาบ ยังไม่ใช่พระอรหันต์ จะมีพระอรหันต์เท่านั้น ไม่มีอารมณ์วูบวาบ มีอารมณ์ที่เที่ยงแท้ เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่ถึงขั้นพระอรหันต์ วูบวาบทั้งนั้นแหละ เพราะมันไม่เที่ยง เราคิดว่า เอ คนนี้นี่น่ะ เราทำอย่างนี้กับ
เขาก็ดีนี่นะ อ้าว มาถึงเวลานี้ไม่เสียแล้ว ผีเข้า แตะนิดแตะหน่อย สัมผัสนิดสัมผัสหน่อย กับไอ้พูดอย่างเก่าๆแท้ๆเลยน่ะ แต่เป็นเรื่องใหม่แล้ว มีผลกระทบ ผลสะท้อน ไม่เหมือนเก่าแล้ว โอย มันไม่แน่อย่างนี้ คนที่ยังไม่แน่ คนที่ยังเป็นผีๆอยู่ ยังผีหลอก ผีเข้าผีออกอยู่ ยังไม่ใช่คนที่เที่ยงแท้ เหมือนพระอรหันต์
เพราะฉะนั้น ต้องระวัง และต้องประมาณ ซึ่งคุณจะไม่แปลกใจ อาตมาจะไม่แปลกใจหรอกพวกเรานี่ ประเดี๋ยวก็พูดอย่างนี้ไม่ถือ พออีกวาระอื่น พูดอย่างนี้ เหมือนเก่านี่ ถือเสียแล้ว เออ ไม่แปลกหรอก อาตมาไม่แปลกหรอก อาตมาไม่แปลก เอ้อ ตอนนี้ ผีเข้าแล้ว ตอนนี้ผีเข้าแล้ว อารมณ์ไม่เที่ยง อารมณ์ไม่อยู่ตัว เพราะว่าองค์ประกอบอะไรก็ตามแต่เถอะ เหตุปัจจัยอะไรก็ตามแต่เถอะ เราก็เข้าใจเขาให้ได้
เพราะฉะนั้น คนที่รู้เท่าทัน อย่างนี้ รู้จริงๆ จะอยู่ได้กับหมู่กับฝูงที่จะวาบไหว วุ่นวาย แปรปรวนง่ายๆ อย่างไรก็ตาม ก็จะอยู่ได้ เพราะรู้เท่าทัน แล้วก็ช่วยกันแก้ไข จะช่วยแก้ไขได้ ก็ต้องมีปัญญา ต้องมีวิธีการที่จะช่วยกันแก้ไข อยู่กันไปแก้ไขกันไป อย่างที่อาตมากับพวกเราอยู่นี่ อาตมาก็ว่า อาตมาพากันแก้ไขนะ ช่วยกันแก้ไขพัฒนาไปเรื่อยๆ ได้แค่ไหนก็ว่ากันไป ได้มากได้น้อยอะไรก็ว่ากันไป แลัวเราก็จะอยู่กันไปอย่างนี้ แล้วเราก็จะเห็นชัดเจนว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้า นี่มันเป็นธรรมะที่สุดท้ายจริงๆเลย ว่าคุณฉลาด ก็ฉลาดเถอะ คุณก็ว่าคุณฉลาดกันทั้งนั้น ฉลาดอย่างไรๆๆๆๆ ก็เถียงไม่ได้ มันจริงเหลือเกิน โอ้ เป็นจริง ถ้ายิ่งได้ฟังสาธยายไอ้โน่นไอ้นี่ รอบรัดถ้วนทั่ว เอ้อ ชัด ชัด เถียงไม่ได้เลย แม้แต่จะทำยังไม่ได้ เป็นแต่เพียงรู้เหตุผล รู้ด้วยโวหารภาษา ชี้ความจริง ชี้สัจธรรมโดยภาษาเท่านั้น ก็ชัด เถียงไม่ได้หรอก แค่นี้ มันก็ยังจะเห็นว่า อันนี้แหละ เป็นสิ่งที่
มีน้ำหนัก ให้เรามาอยู่ด้วยกันได้ อยู่ด้วยกัน
อาตมาบอกแล้วว่าพวกเราจะอยู่ด้วยกัน เพราะว่าพวกเราปฏิบัติอย่างพระ- พุทธเจ้าท่านสอนมา ศีล สมาธิ ปัญญา หรือว่ามีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ แล้วก็เอามาปฏิบัติประพฤติตามหลักโพธิปักขิยธรรม ปฏิบัติไป ปฏิบัติไป เราก็ได้มรรค ได้ผลไปเรื่อยๆ หรือแม้ว่า ไม่ได้มรรค ได้ผล อาตมาก็พูดๆๆ สาธยายอยู่ คุณถึงแม้ว่าปฏิบัติยังไม่ได้ดีมาก หรือไมได้เลยก็ตาม ถ้าตั้งใจฟังนะ ตั้งใจฟังเหตุฟังผล ฟังเรื่องฟังราวอะไร อาตมาก็ว่าคุณจะแจ้งชัดอยู่ในใจน่ะ จะเห็นถูกเห็นดี เห็นลึกซึ้ง เห็นความสำคัญว่ามันดี มันเยี่ยม มันยอด อย่างไรๆ คุณก็จะเข้าใจ แม้แค่นั้นแหละ มันก็สามารถที่จะเป็นหมู่เป็นพวก เป็นหมู่เป็นกลุ่ม เป็นมิตรดี สหายดี เป็นคนที่จะร่วมจะรวมกันอยู่ จะไม่พรากจากกัน หรือจะไม่แยกไปอยู่อื่นหรอก จะรวมๆ กันอยู่อย่างนี้ จะคบคุ้นกันอยู่อย่างนี้ หรือจะนำพากันไปอาศัยกันและกันรังสรรค์ชีวิตไป เพราะเราจะเห็นว่ามันเป็นค่าของชีวิต เราจะเห็นว่ามันเป็นสมบัติ เป็นคุณสมบัติ เรียกว่าคุณสมบัติ ไม่ใช่โทษสมบัติ เป็นคุณสมบัติ เป็นสิ่งที่วิเศษที่มนุษย์พึงได้ พึงเป็น พึงมี
เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าคุณยิ่งได้ฟัง ได้เรียน ได้ศึกษา ได้รู้มากๆ ได้รู้ลึกๆแล้ว มันจะจูงนำ มันจะมีฤทธิ์ มีแรงให้เราเองอยากปฏิบัติตาม มันจะช่วย ช่วยให้เรามีควาามเพียร ช่วยให้มีความขยันเพื่อที่จะปฏิบัติตามเพิ่มขึ้น เพราะมันชัด มันเห็นคุณค่าว่าคุณค่าสิ่งดีนั้น ดีจริงๆนะ ดีน่าอยากได้ น่าอยากจะเป็น จะมี มันจะโน้มน้อมดึงๆๆไปถึงอย่างนั้น แล้วมันก็จะพาคนนั้นๆๆคนที่รู้น่ะปฏิบัติตาม
นั่นแหละ คือกำลังของศรัทธา ศรัทธาจะเกิดเป็นศรัทธินทรีย์ ถึงขั้นเชื่อฟัง ก็คือทำตาม ทำตาม ฝึกหัดอบรมตาม ยิ่งฝึกหัดถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้องกันไปอีกเรื่อยๆ ก็ดี มีมรรคมีผลไปเรื่อยๆ ยิ่งได้ของจริง จริงจริงๆ แล้วคุณก็มีสิ่งที่รองรับแล้วนะ แล้วก็เราก็เข้าใจตัวเราได้ ตัวเพื่อนฝูงได้ ใครๆก็ได้ มันตรงกันนี่ มันก็ยังจะเป็นกลุ่มเป็นหมู่ที่จะมีบรรยากาศ มีบรรยากาศ มีองค์ประกอบ มีพฤติกรรม ที่อยู่ร่วมกัน รวมกันนี่ สอดประสานกันเข้าไป ยิ่งจะเป็นเนื้อหาสาระแก่นสารของสังคมมนุษยชาติ ที่เป็นเนื้อหาสาระแก่นสารที่ดี ที่มนุษย์ควรได้ ควรมี ควรเป็น จนกระทั่งเขาเรียกโดยภาษาสูงๆว่าเป็นเมืองอริยะ เมืองพระศรีอารย์ สังคมพระศรีอารย์ สังคมพระศรีอริยะอะไรนี่ก็ได้ ถ้าเราไม่เหนียม ไม่เหนียมตรงที่ว่า มันยังไม่มากพอ เราก็มาแอ๊คเรียกแล้ว ยังไม่ทันได้เท่าไหร่เลย แอ๊ค เรียก ถ้าเผื่อมันมีคุณภาพจริงๆ มีเนื้อหาสาระนั้นมากพอ แล้วก็มีคุณภาพสูงเพียงพอจริงๆ มันก็ใช่
อาตมาเองพูดไปแล้ว ก็คล้ายๆกับว่า เรานี่หลงตน หรือว่าเราเองนี่ เหมือนคนละเมอเพ้อพก อาตมาเคยพูดตั้งไม่รู้กี่ทีแล้วว่าพวกเรานี่นะ มันเป็นความแปลก เป็นคนแปลก เป็นสังคมกลุ่มคนที่แปลกๆ หลายอย่างที่คนเขาเป็นไม่ได้ เขาเป็นไม่ได้ แล้วเขาก็เข้าใจไม่ได้ เพราะเขาไม่เคยเป็น สังคมของปุถุชน สังคมของคนโลกๆ สามัญนี่ เขาไม่เคยเป็นอย่างที่เราเป็น เมื่อไม่เป็นอย่างเราเป็นนี่เขาก็คำนวณเองตามประสาความเดา เขาก็เดาๆ คะเนๆ ว่าไอ้คนพวกนี้นี่ มันมากินวันหนึ่งหนเดียว มันไม่ตายหรือ มันฝืนทน มันเก่งนะ มันฝืนได้ฝืนดี สักวันหนึ่ง มันก็ไปไม่รอด เขาเอาความรู้สึกของเขาน่ะมาเดา มาคาดคะเน มันก็ทำแอ๊คไป ทำเป็นคนเสียสละ แหม ทำเป็นคนไม่มีเงิน ไม่มีทอง ทำงานฟรี ไม่เอาสะตุ้งสตางค์ ถูกโพธิรักษ์ล้างสมอง แล้วก็มาเป็นทาสรับใช้ ดูซีนี่ มาเป็นไม้เป็นมือกัน มาทำงานฟรี ไม่เอาสตางค์ ถูกคารมโวหารโพธิรักษ์กล่อมเอาเสียอยู่หมัด แล้วมาทำไป มันจะทนได้สักกี่น้ำ เดี๋ยวมันก็อยากได้ เดี๋ยวมันก็นานๆไป ก็เบื่อ อย่างนี้ อยู่ไปอย่างนี้ ทำอะไรไม่ได้ดีตัวเอง เดี๋ยวก็อยากได้ไอ้นั่นอยากได้ไอ้นี่ เดี๋ยวก็อยากเป็นสุขอย่างโน้นอย่างนี้ มันก็ต้องมีเงินอยู่ดี ไม่มีเงิน มันจะอยู่ได้อะไร มันจะอยู่รอดอย่างไร คนไม่มีเงิน ขนาดมีเงิน มันยังไม่ค่อยพอเลย ไอ้โน่นก็จะต้องจ่าย ไอ้นี่ก็ต้องซื้อ แล้วจะอยู่อย่างไร มันจะกินอย่างไร จะเจ็บ จะป่วย จะตายขึ้นมา จะเอาเงินที่ไหนใช้ ใครมันจะมาคอยทำทีเป็นว่าจะช่วยจะเหลือ จะช่วยประคบประหงม จะช่วยเหลือเฟือฟายอะไรอยู่ ใครมันจะมาช่วยจริง ถ้าช่วยเป็นลิเก ละคร เล่นไปชั่วคราว เป็นผักชีโรยหน้า เดี๋ยวมันก็ไม่ใช่หรอก เดี๋ยวมันก็หยุด เดี๋ยวมันก็เลิก มันจะไปมีที่ไหนมาช่วยเหลือเฟือฟาย จะมาอุดมาหนุนอยู่กันได้ตลอด เดี๋ยวก็มีมากขึ้น คนมันก็มากขึ้น มันจะเอาที่ไหนมา แล้วมันก็สอนกัน ย้อนแย้งด้วยนะ สอนไม่ให้ไปโลภ สอนให้มักน้อย ระบบบุญนิยม จะต้องได้น้อยลงๆ น้อยลงๆ ด้วย ทำงานฟรีด้วยยิ่งดี แล้วมันจะไปเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงดู แล้วคนมันก็จะมากขึ้นน่ะ คนมันก็จะได้มากขึ้นๆด้วย แล้วเงินมันก็สอนกันไม่ให้โลภโมโทสัน ไม่ไปเอาเปรียบ เอารัดใคร นอกจากไม่เอาเปรียบแล้ว ยังมักน้อยด้วย ให้เขาเยอะๆ เราอย่าเอา อย่าเอา ไม่เอาได้เลย ยิ่งวิเศษใหญ่ สอนมันก็ทวนย้อนแย้งกันอยู่อย่างนี้ แล้วคนมันก็จะมากขึ้น ค่ากิน ค่าใช้อะไร ก็จะมากขึ้น แล้วมันจะเอามาจากไหน จะเอามาจากไหน มากินมาใช้ เขาก็จะเดากันไปอย่างนั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอก เขาจะว่าอย่างนั้น
จริง จริง มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าเผื่อว่า มันไม่จริง คำว่าจริงคำนี้ คือสัจธรรม มันจะเป็นไปไม่ได้ ถ้ามันไม่จริง แต่ถ้ามันจริงแล้วมันจะเป็นไปได้ ถ้ามันจริงแล้ว มันจะเป็นไปได้ จริงอย่างไร จริงอย่างที่ว่าคุณเองคุณถอดตัวถอดตนมาแล้วอย่างที่อาตมาพูดมาตอนต้น ว่าเราจะกลายมาเป็นคนมีประสิทธิภาพ จะกลายเป็นคนขวนขวายขยันหมั่นเพียร แล้วคุณก็จะสร้างสรรอยู่ ไอ้สิ่งที่สร้างสรรนั่นแหละ มันเป็นการเกื้อกูล พิสูจน์ออกไป แจกจ่ายเจือจานออกไป คนก็จะเห็นผล เห็นบุญ เห็นประโยชน์ จิตใจคนที่ได้รับความช่วยเหลือ หรือว่าได้รับสิ่งที่สัมพันธ์กับเราไปแล้ว ว่าเรานี่เป็นผู้ให้ คนพวกนั้น เขาก็จะศึกษาเล่าเรียน เราก็จะมีจิตวิญญาณเจริญขึ้น เขาก็จะมีกตัญญูกตเวที รู้บุญรู้คุณคน เขาก็จะตอบแทนช่วยเหลือ แม้เขาจะอยู่ทางโลกมาก เขาจะมีรายได้อยู่ เขาจะมีอะไร ก็ส่วนเหล่านั้นแหละ คนเหล่านั้นแหละ จะหมุนเวียนย้อนกลับคืนมา โดยไม่จำเป็นจะต้องไปรีดนาทาเร้น ไม่จำเป็นจะต้องไปวอนร้องขอ ไปเรียกร้องอะไรมามากมายหรอก สอนให้เขาเกิดปัญญาญาณ ให้รู้จักกุศล ให้รู้จักสุจริต ให้รู้จักคุณค่าความดีของมนุษย์ สอนไปแนะนำไปให้เขารู้จริง เห็นจริง มันก็จะค่อยๆ มีคนที่ลึกซึ้งขึ้นได้ดี เป็นดีมา จนมา กระทั่งถึงตอนจะลดจะละมาจนกระทั่งหมด มาเป็นคนอนาคาริกบุคคล เป็นคนที่ไม่ต้องสะสมเงินทอง ไม่ต้องมีบ้านช่องเรือนชาน ทำงานฟรี เป็นแรงงานที่มาก แรงงานไม่ได้อยู่เฉยนี่ แรงงานสร้างสรร
เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้เราพิสูจน์ขึ้นไปแล้วนี่ สัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะของเราสร้างขึ้น งานใดที่มันสำคัญของสังคม งานมันยากแต่มันก็สำคัญ เราจะรับ เพราะฉะนั้น โลกต่อไปในอนาคตนี่ เขาก็เป็นทุนนิยม เป็นศักดินาเรียกว่าลอยฟ่องๆเฟ้อๆ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อตีนไม่ติดดินเอาเปรียบเอารัด หนีงานหนักสมัครงานสบาย แต่จะเอามากๆ ไปเรื่อยๆ นี่สังคมของปุถุชนเขาจะเป็นอย่างนั้นเรื่อยๆ คนเหล่านั้น ก็จะทิ้งงานที่จริงมันหนัก แต่มันสำคัญ เพราะฉะนั้น งานสำคัญนี่ เราจะรับไว้หมดแหละ ชาวอโศกเรานี่จะรับงานสำคัญไว้หมด เขาจะเอาไปเอางานที่ไม่สำคัญเป็นงานฉาบฉวย เป็นงานที่ไม่ใช่แก่นสาร คนเหล่านั้นจะไปเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น เราจะตายได้ที่ไหน เราก็ไม่ตาย เราได้งานสำคัญ เราเป็นผู้ยึดครองอาชีพ หรือการกระทำ หรือการงานที่เป็นแก่นสารของชีวิตมนุษย์สัตว์โลก เขาเป็นผู้ยึดครองไว้แล้ว เมื่อยึดครองไว้แล้ว เราก็ได้อาศัย ได้อาศัยผลผลิตของงานเหล่านั้น ได้กินได้ใช้ ได้อาศัย เราก็ยิ่งมีประสิทธิภาพสูง มันก็จะเจริญงอกงาม มันก็จะมีอุดมสมบูรณ์ขึ้น ยิ่งอุดมสมบูรณ์ขึ้น เราก็อาศัยกิน อาศัยใช้ก่อน เรื่องอะไรเราทำเอง เราก็อาศัยกินอาศัยใช้ นะซิ เรากินก่อนแล้วใช้ก่อนแล้ว เหลือเราก็จะแจกจ่ายไปให้พวกที่เขาไม่ทำ ทีนี้ พวกที่ไปจับงานฉาบฉวย ไปจับงานที่ไม่ใช่แก่นสารไปนี่ ไปได้แต่ธนบัตร ไปได้แต่เพชร ไปได้แต่ทองคำไปได้แต่อะไร เขากินไม่ได้หรอก เขากินทองคำ เขากินเพชรกินพลอย ไปกินไอ้ธนบัตรไม่ได้หรอก แม้จะไปพึ่งพระเครื่อง ที่บอกว่าวิเศษนักหนา บอกว่าองค์หนึ่งเป็นล้านน่ะนา จ้างพระเครื่องเหล่านั้น ก็บันดาลให้ไม่ได้จริงๆ ขอยืนยัน ให้พระเครื่องเหล่านั้น ช่วยเหลือ เฟือฟาย โอย ให้ร่ำให้รวย ให้ไม่อด ไม่อยาก ไม่ได้หรอก ต่อให้มีแบงค์ มีธนบัตรเป็นหมื่นล้านแสนล้าน เอา กินเข้าไป กินธนบัตรแทนข้าวได้ ก็กินเข้าไปก็แล้วกัน เขาจะกินไม่ได้หรอก เขาจะไปยึดเอาสิ่งที่ไม่ใช่แก่นสารเข้าไป แล้วเขาจะไปได้สิ่งที่ไม่ใช่แก่นสารนั้นยิ่งขึ้น
ส่วนพวกเรา นี่จะได้สิ่งที่เป็นแก่นสาร แม้แต่การงาน ก็เป็นงานที่เป็นแก่นสารมากกว่า มันจะหนัก หรือมันจะหนาอย่างไร มันก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าเราฝึก ฝนแล้ว เป็นงานเบาได้ ยิ่งองค์ประกอบของพวกเรา ร่วมมือร่วมไม้ ช่วยกันนี่ มีพลังรวม มีพลังที่ไม่เกี่ยงไม่งอน สร้างสรรก็ยิ่งเบา ยิ่งง่าย รูปร่างลักษณะอย่างที่อาตมากำลังกล่าวนี่ อยู่ในอโศกกำลังเกิดบ้างแล้วน่ะ ใครเห็นบ้างไหมนี่ ใครเห็นบ้างไหม เห็นบ้างไหม อาตมาว่าเห็น พวกเรานี่มีตาดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จริง มันยังไม่สมบูรณ์ทีเดียวหรอก มีรูปมีร่าง มีรูปมีรอย ขึ้นมาบ้างไรๆแล้ว ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่เต็มที่ นอกจากยังไม่สมบูรณ์ยังไม่เต็มที่แล้ว พวกเราเอง ก็ยังไม่...จิตวิญญาณยังไม่โตสนิทด้วย ยังไม่เจริญสนิทด้วย ยังมีกิเลส ต้องสู้กับมัน ของแต่ละคน มันรู้ดีแล้วนะ แต่มันยังทำดีไม่เต็มที่ มันยังมีกิเลส มีผีขวางอยู่ ไอ้ผีนี่ มันขวางๆอยู่นี่ คุณก็สู้กับมันไป ฆ่าผีให้ได้เรื่อยๆไป มันก็จะต้องจริง มันต้องเจริญขึ้นจริงๆ อย่างนี้แหละ มันจะไปล้มเหลวตรงไหนน่ะ มันไม่ล้มเหลวหรอก
เพราะฉะนั้น ใครที่เห็นชัดเจนอยู่อย่างนี้ ไม่อยากไปหรอก จะอยู่ อาตมาถึงว่าเมื่อวานนี้ พูดถึงขั้นโคตรภูบุคคล พูดถึงขั้นคนที่แม้จะปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตา ยากแสนยาก เราก็แหม บารมีเรามันน้อยจริงๆปฏิบัติสั่งสมมาแต่ปางบรรพ์ก็ไม่มาก ชาตินี้ก็เลยต้องมาฝืนทำให้มาก ทำให้มากรู้หมดแล้ว แต่มันทำยากๆ เอ๊า ทำไปก็ลำบาก วิบากก็เยอะด้วย นอกจากลำบากแล้ว วิบากเก่าๆ ก็เยอะด้วย ทำไปประเดี๋ยวก็มีอุปสรรค มีวิบาก โอ๊ย อย่างนี้ หนักหนาสากรรจ์ เราก็แข็งแรงน้อย แต่ก็ทนเอา พอรู้เสียแล้วนี่นะ รู้เสียแล้ว มั่นใจเสียแล้ว เอาละมันจะทรมาน ทรกรรมอย่างไร ก็ตายมันในที่นี้ มันยังดีกว่าที่จะไปตายที่อื่น อยู่อย่างนี้ ปฏิบัติประพฤติไปกับหมู่ฝูงนี่แหละ มันจะตายชีวิตนี้ ตัดโคตร โคตรภู ตัดโคตรไอ้ทางโลกีย์ ตัดโคตรอย่างทางโน้น่ะ ทางไหนก็แล้วแต่เถอะ คุณเข้าใจเอาเองก็แล้วกัน ทางไหนคือทางไหน ทางไหนคือทางไหน โลกุตระอยู่ทางไหน โลกียะอยู่ทางไหน ก็เข้าใจเอาเองก็แล้วกัน หรือกลุ่มหมู่ไหนที่ควรจะอยู่ ก็กลุ่มหมู่นั้น อยู่กับกลุ่มหมู่นี่แหละ
เพราะฉะนั้น ตัดโคตรภู ตัดโคตร ตัดโคตรที่แม้มันจะยังไม่ได้เนื้อที่ กลายเป็นอริยคุณหรืออริยธรรมที่แท้จริง แต่เราก็รู้แล้วว่าเราจะต้องสั่งสมเอาอริยคุณอันนี้ให้ครบ เอาอริยคุณอันนี้ให้ได้ มีเนื้อหาสาระ ให้มันสมบูรณ์ให้ได้ มันยังไม่ได้ มันได้น้อย มันยังไม่ถึงขีดถึงเขตสอบได้ ก็พากเพียรเอา จะสอบซ่อม สอบซ้ำ สอบซากอย่างไรก็ล้มลุกคลุกคลาน หน้านองน้ำตาอยู่อย่างไรก็เอา
ถ้าคุณพ้นวิจิกิจฉา พ้นความสงสัย เห็นชัดเจนอย่างนี้น่ะ คุณไม่ไปต่อให้ไล่ อย่างไรมันก็ไม่ไป ไม่ไปหรอก ถ้าตัวเราเองอยู่มีฐานะอยู่ในที่นี้มีมาตรฐาน ที่เพื่อนฝูง เขาก็ไม่ได้อยากให้ไปหรอก อยู่เถอะ ถึงแม้คุณจะเจริญช้า เจริญไม่ได้มาก เพื่อนเขาก็ว่าคุณไม่ได้ต่ำกว่าคุณภาพอะไร ไม่ได้ต่ำกว่าขีดมาตรฐานที่วัด ที่ว่ากันไว้ เขาไม่ได้ให้ไปให้เปลี่ยนแปลง ไม่ได้ให้ออกไป คุณก็จะออกไปทำไม ตัวเองก็จะบอกตัวเองนั่นแหละ เอ้อ เราอย่าไปออกไปเลย วกๆเวียนๆ ไปไหนมาไหน
ที่ไหนกัน
บางคนยังไม่แน่ใจอยู่ในอโศกนี่ สงสัยว่าที่อื่นจะดีกว่าอะไรอย่างนี้น่ะ อาตมาก็ไม่เคยห้ามนะ ในประเทศไทย หรือประเทศนอกก็ตาม มีกลุ่มหมู่ กลุ่มชน หรือว่าทฤษฎีวิเศษ ทฤษฎีที่เรียกว่า หลักวิชานี่น่ะ ที่ไหนละเขาว่าดี ที่เราแน่ใจว่ามันต้องไปทดสอบ มันต้องไปเล่าเรียน มันต้องไปพิสูจน์กันให้ได้ แล้วเราก็เชื่อว่าอันนั้นจะดีน่ะนา ก็ไปทีเดียว ไปศึกษา ถ้ายังสงสัยข้องใจ อาตมาไม่ปิดบังน่ะ อาตมาไม่ห้าม ไม่กั้นหรอก มันต้องให้ได้สัมผัส ให้ได้เรียนรู้จริงๆ เราจะไปปิดบังได้อย่างไร เราจะไปหลงตัวหลงตน ว่าเราดีอยู่คนเดียวได้อย่างไร สูงละ แทบจะเรียกว่า แหม มันสูงยอดเยี่ยมอยู่นะ โลกุตระแท้ๆว่าอย่างนั้นเถอะ อโศกนี่ อาตมาว่า เราเข้าใจอย่างนั้นจริงๆสมบูรณ์ จะว่าเราหลงตัวก็เอา อาตมาว่า เอา ไม่เป็นไรเพราะฉะนั้น ในตัวเราเองนี่ อย่างอาตมาเองนี่น่ะ อาตมามั่นใจ ส่วนพวกคุณ ยังไม่มั่นใจ พวกคุณก็ต้องแสวงหา พวกคุณก็ต้องพิสูจน์
เพราะฉะนั้น จะไปจะมาอะไร อาตมาไม่ว่า ไม่อะไร นอกจากว่าบางเจ้าที่ไปแล้ว เสียเวลาเปล่าๆ ชัด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive