350719 ตอบปัญหาพาคนดี โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350719 ตอบปัญหาพาคนดี โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ตอบปัญหาพาคนดี เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2535 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
เนื่องในงานรับน้องใหม่ กลุ่มรามบูชาธรรม ครั้งที่ 9 ตอนนี้ก็เป็นวาระที่กำหนดให้อาตมามาตอบปัญหา เพราะว่าพวกเราก็จะมาแล้วมาฟังแล้ว มีอะไรต่ออะไรที่เราจะพูด เราก็ได้พูดให้ฟัง เป็นส่วนที่เราคิดว่าพวกคุณน่าจะได้รู้ เราก็พูดตามใจเรา เรียกว่าอัดให้เลย มีแต่ส่วนที่ทางเราอัดให้ไปเลย ไม่ทราบว่าจิตใจพวกคุณอยากจะทราบเรื่องอะไร ข้องใจอะไร อยากจะรู้อะไร สงสัยอะไรๆ มันยังไม่ทะลุปรุโปร่ง หรือว่ามันยังไม่เข้าใจดีอะไร ก็ยังไม่ได้บอกออกมา มันอาจจะไม่ตรง ไม่ตรงกับใจที่เราเองเราคิดอยากจะรู้ คิดอยากจะถาม หรือว่าอะไรที่ยังไม่กระจ่างอะไร ก็นั่นไว้ มันก็ ... ตอนนี้ก็ถึงเวลานะ ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะแสดงความเห็น หรือว่าถามสิ่งที่ข้องอกข้องใจ อะไรต่ออะไรต่างๆออกมา ก็เอาเลย หมายความว่า ตอนนี้ไม่เอาแต่ใจเรา อย่างอาตมาเทศน์ไปทุกที หรือว่าพวกเราพูดไปทุกที ก็พูดไปตามใจเรา ที่คิดว่า จะให้พวกคุณควรได้ฟังได้รู้ ตอนนี้คุณอยากรู้บ้างละ อยากรู้อะไร ก็ว่ามาเลย ใครมีแล้ว ใครเขียนถามสดก็ได้นะ สงสัยก็ถามสดเลยก็ได้ เดี๋ยวกำลังเตรียมไมโครโฟนอยู่ ส่วนใครไม่ถามสด จะถามแห้ง เขียนกระดาษ นี่แจกกระดาษกันหรือเปล่าละ ไม่เอากระดาษมาแจกกันเลย แล้วจะให้เขียนอะไรล่ะ แจกหมดแล้วหรือ อ้อ เอา ใครอยากกเขียนหลายคำถามก็ฉีกเอาหน่อย แบ่ง ใครอยากเขียนหลายคำถาม ก็ฉีกๆเอา หรือว่าไม่ฉีก ก็เขียน แผ่นเดียวก็เขียนได้หลายคำถามมาก็ได้ เอ้า ถ้าใครเสร็จแล้ว ส่งคำถาม ส่งมาเลยน่ะ
ถาม : เป็นสิ่งที่ผมพบ เกือบประจำทุกวันนะครับ ที่ข้างนอกครับ คือ ขอทานตามท้องถนน ผมจะถามว่า ผมสมควรที่จะให้อะไร
อ่านต่อ
ไปหรือเปล่าครับ แค่นี้ครับ
ตอบ : อ้อ...ขอทานตามท้องถนนนี่นะ จะสมควรจะให้อะไรหรือไม่ จริงๆแล้ว ยากนะ มันยากที่เราจะตอบไปกว้างๆ ตอบลึกๆนะ ตอบลึกๆ กันแล้ว ก็ตอบว่าไม่ควรให้ แม้แต่กฎหมายหลายประเทศก็ออกว่าไม่ให้มีขอทาน ไม่ให้มีขอทาน ถ้าใครทำ ใครขอทาน ก็ผิดกฎหมาย การให้แก่คนขอทาน หรือให้อะไรแก่ใครนี่ก็ ตาม ศาสนาพุทธเราสอน ว่าจะต้องมีปัญญาการให้ ทำทานนี่ ก็ต้องมีปัญญา ถ้าทำทานไม่มีปัญญาแล้ว เท่ากับเราทำร้าย ให้คนน่ะขี้เกียจ ให้คนนะเป็นบาป เป็นหนี้ กลายเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า ไม่มี ไม่ทำอะไร เอาแต่แบมือขอ เอาแต่ขอ นั่นน่ะ เรียกว่าถ้าเผื่อว่า ขอทานตอบ ตอบไปลึกๆ หน่อยว่า ตอบลึกๆว่า ไม่ควรให้ เราก็ต้องเป็นอย่างนั้น ทีนี้ ขอทานส่วนมากแล้วละก็ถ้าเผื่อว่า ที่เขามียกเว้นเหมือนกัน น่ะ ขอทานคือ คนที่มันทำอะไรไม่ได้ เป็นคนที่ไร้สมรรถภาพ เป็นคนพิการ เป็นคนที่เขาช่วยตัวเองไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วล่ะก็ มันก็สงเคราะห์บ้าง สมควรให้บ้าง ในฐานะที่รัฐไม่ได้สงเคราะห์ ไม่ได้ช่วยเหลือ หรือว่ารัฐมีสถานที่ที่สงเคราะห์ ช่วยเหลือคนอย่างนั้นๆ เราก็ไม่ใช่ว่าเราจะไปคอยให้คอยให้อยู่ เราก็ควรจะนำเขาไปสู่สถานที่ที่รัฐบาล หรือว่าไม่รัฐบาลก็ตาม เอกชนก็อาจจะทำ มีเอกชน มีสถานที่ที่เขาสงเคราะห์คนพิการ คนที่ไร้สมรรถภาพ คนที่จะต้องเลี้ยงดู บางที่เป็นคนแก่ บางทีเป็นเด็ก ที่แกไม่รู้จะทำอะไร เด็กที่ถูกปล่อยปละละเลย แล้วก็ไม่รู้จะทำอะไร แกทำอะไรไม่เป็นก็ได้ ได้แต่มาแบมือขอทาน อะไรอย่างนี้เป็นต้น เราก็ควรจะนำส่ง นำส่งสถานที่ ที่จะสงเคราะห์เหล่านั้น พอพูดถึงเรื่องทานแล้ว ก็อยากจะขยายความต่อไปนิดหนึ่งด้วยว่า การทานนี่ อย่าว่าแต่ขอทานเลย พระพุทธเจ้าสอนไว้ แม้แต่การให้ กับคนที่ไม่ควรให้ ให้มีประมาณ ให้อย่างมีปัญญา ใหัคนที่ควรให้ อย่างคนที่เสพที่ติด ยกตัวอย่างง่ายๆ คนติดฝิ่น แล้วเราก็เลยให้สตางค์ไปซื้อฝิ่นสูบอยู่เรื่อยนี่ อย่างนี้มันไม่ถูกแล้วล่ะ มันเท่ากับทำร้ายเขาโดยตรง อย่างนี้ชัดๆน่ะ เพราะฉะนั้น เราจะให้เขาหรือไม่ เราก็ต้องดู สมควรประมาณให้อันนี้แก่คนอย่างนี้ ยกตัวอย่างชัดๆอีก ให้อาวุธแก่โจรอย่างนี้เป็นต้น มันไม่ถูกไม่สมควรเลย ให้อาวุธแก่โจร โจรก็กำเริบเสิบสาน โจรก็ยิ่งแข็งกล้า โจรก็ยิ่งทำลายได้อย่างเยี่ยมยอดเลย มันก็ยิ่งบรรลัยกันไปใหญ่ หรือแม้แต่ให้แก่พระ หรือให้แก่ภิกษุเป็นการบำเรอ โดยที่เราไม่รู้ แล้วไม่ตรวจสอบ ภิกษุมานั่งกิน นั่งนอน นั่งเอาเงินเอาทอง เอาอะไรๆมาให้ บำเรอไปอย่างนั้น พระก็กลายเป็นหมูไปเฉยๆ นอนกิน นั่งกิน ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ดีไม่ดี ไม่ได้ปฏิบัติ ก็ไม่ได้อยู่ในศีลในธรรม ไม่ได้ขัดเกลา ไม่ได้ฝึกฝน ไม่ได้อบรมอะไร ตนเองก็ไม่ได้ทำอะไร เอาแต่กิน แต่นอนอยู่อย่างนั้น แม้จะเป็นพระกิน 2 มื้อ ไม่แต่งงาน อยู่แค่นั้นก็ตาม แต่ไม่ได้เอาถ่านอะไรเลย ก็กินๆนอนๆ นอนๆกินๆ อย่างนี้ก็เป็นการทำลายคน และทำลายศาสนาด้วย ทำลายคน ทำลายคน คนนั้นแหละจึงกลายเป็นคนไร้ค่า กลายเป็นคนแบมือขอกิน ขอทานธรรมดา ไม่ทำอะไร ไม่ได้ฝึกฝน ไม่ได้เล่าเรียน ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้อบรม ไม่ได้ปฏิบัติประพฤติอะไรเลย อย่างนี้ก็ไม่ใช่การทำทานที่มีคุณค่า มีประโยชน์ มีบุญอะไร ทำลายคน ทำลายศาสนาด้วย ถ้าเผื่อว่า เป็นพระเป็นภิกษุ ดังกล่าวแล้วนะ หรือคนธรรมดานี่ก็ตาม เราไปให้เขาโดยที่ใหเขาโดยการสงเคราะห์ เสร็จแล้วเขาก็ไม่ได้ทำอะไร สมเหมาะสมควรแก่สิ่งที่เราให้ไป แล้วเขาก็ไม่ได้ทำประโยชน์ คุณค่าอะไรขึ้นมา ไม่ได้พัฒนาอะไร เราก็ไม่ควรให้ ควรจะสอนงาน ควรจะแนะนำไปในทางที่จะประพฤติ ปฏิบัติอบรม หรือนำพาเขาไปฝากแก่งาน ทำอันนั้น ทำอันนี้ แม้จะเป็นขอทานก็ตาม ถ้าเผื่อว่า เราเห็นว่านี่เขาแข็งแรงดีนี่ มีนั่นมีนี่ นี่ดี ถ้าเผื่อจะแนะนำไปหาคนที่..หรือว่าไปหาแหล่งที่จะได้ฝึกปรือ ได้พัฒนา ได้เป็นคนมีคุณค่าขึ้น เราควรจะทำ นี่เป็นเรื่องขอทาน
ถาม : ถ้าศาสนา คือสิ่งที่ชี้นำจิตใจ และจิตวิญญาณของมนุษย์ ผมรู้สึก เหมือนว่า ทุกๆศาสนา กำลังชี้นำมนุษย์นี้ไปสู่จุดจุดหนึ่ง ในลักษณะที่คล้ายกัน อย่างเช่น ศาสนาพุทธนี่ พูด พูดถึงพระศรีอารยเมตไตรย์ ศาสนาขงจื้อ มี CONCEPT เกี่ยวกับมนุษย์ที่แท้จริง ศาสนาอิสลาม มี CONCEPT เกี่ยวกับอิหม่าม อาคี อิสมาร์ ในศาสนาคริสต์ พูดถึงการมาของพระเยซู ผมอยากจะทราบว่า บุคคล คนที่จะมาคืออาจจะเป็นคนคนเดียวกัน หรือว่าคนที่จะสามารถทำให้โลกนี้ กลายเป็นหนึ่งเดียวกันได้ หรือไม่ครับ
ตอบ : อันนี้แหละ เป็นเรื่องที่น่าคิดนะ ปราชญ์ ผู้ที่เป็นศาสดาของแต่ละศาสนา เป็นผู้ฉลาดทั้งนั้น เป็นปราชญ์ เป็นผู้ที่รู้อะไรไกล อะไรลึก กว้าง สรุปแล้ว ก็เป็นคนผู้ที่มีญาณพิเศษ หรือมีปัญญาลึกพิเศษกว่าคนธรรมดาทั้งนั้น ผู้ที่เป็นศาสดาของแต่ละศาสนานี่ เราก็สรุปได้ มีสิ่งที่คล้ายกัน ดังที่คุณกล่าวน่ะ ก็สรุปได้ว่า ปราชญ์ที่มีความรู้ ที่มีญาณพิเศษ ปราชญ์นี่มี ญาณพิเศษ คือฉลาดกว่าทุกคน ดังกล่าวแล้ว ฉลาดกว่าคนธรรมดาทั้งนั้นแหละ ถึงจะสามารถเป็นปราชญ์ จนกระทั่ง แสดงความเฉลียวฉลาด แสดงความจริง ปราชญ์นี่ หรือว่าศาสดานี่ จะต้องมีหลักความจริงที่มากพอ ที่คนทุกๆคน ที่เป็นคนธรรมดา นี่ ก็มีความฉลาดของตัวเอง จนกระทั่งยอมรับ แต่ละคนก็มีความฉลาด เอาความฉลาดของตัวเองไปตัดสิน ไปวินิจฉัยทั้งนั้น เราก็ต้องยอมรับ ศาสนาจึงเป็นศาสนาได้ มีคนเคารพ เลื่อมใส มีคนศรัทธา มีคนเชื่อถือได้ เป็นศาสนา มีคนมากพอที่จะเป็นศาสนาได้ สิ่งที่มันตรงกันนี้น่ะ ก็ส่อให้เห็นว่า วัฏสงสารของโลก วัฏสงสารของมนุษย์ มันมีเวียนวน เวียนวน เดินทางไปอีกไกล ไม่ได้จบอยู่แค่รอบเดียว ไม่ได้จบอยู่แค่มีอะไรอันเดียว มีอะไรสืบทอด หมายความว่า มีอะไรสืบทอด มีอะไรสืบต่อความเข้าใจ หรือว่า ความรู้ของปราชญ์แต่ละคน แต่ละองค์ ก็ชี้ไปบอกว่าจะมีอะไรมาข้างหน้าดีๆ นั่นเป็นความหมายอะไรดีๆ นี่คือความหมาย ว่าจะมีผู้ที่เก่งกล้า มีผู้ที่จะมากอบกู้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ก็แสดงว่า โลกนี้ จะพัฒนาไปได้ จะพัฒนาไปสู่สภาพที่จะมีผู้เฉลียวฉลาด พัฒนาสืบทอดต่อไป เฉลียวฉลาดขึ้น รู้ขึ้น ค้นพบความจริงมากขึ้น จนกระทั่งสมบูรณ์ จนกระทั่งเจริญดีสุด ในยุคที่บอกว่า อย่างศาสนาพุทธ ก็บอกว่า ยุคพระศรีอาริย์ ศาสนาอื่น ก็ว่ามีพระผู้มาโปรดในอนาคต แทบทุกศาสนาแหละ จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น มันให้ข้อคิดของเราว่า อะไรก็แล้วแต่ เราสามารถที่จะเจริญไปสู่ข้างหน้าได้โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนั้น พัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ละคนๆ นี่ไม่ได้หมายความว่าตายชาตินี้แล้วสูญ ไม่สูญ ตายแล้วก็ยังมีวิบากของตัวเอง จะต้องเกิดต่อเนื่องไปอีกเป็นวิบาก จะรับใช้วิบากนั้น ถ้าเราสร้างกุศลวิบาก คือวิบากดี ทำดี ดีก็จะเป็นทรัพย์ของเรา พูดจุดนี้ ประเด็นนี้ อาตมาเทศน์เมื่อวานนี้ มาถึงตรงนี้ ยังไม่ได้เทศน์ต่อ สะดุด เขาสั่งบอกว่า มันต้องหมดเวลาแล้ว 5 ครึ่ง ก็เลยไม่ได้พูดต่อ ที่อาตมาว่าสำคัญจุดนี้ กำลังกล่าวถึงกรรม ว่าคนเรานี่มีกรรม มีกรรมเป็นของๆตน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัด กรรมเป็นของๆตน กัมมัสสโก-มหิ กัมมทายาโท เราเป็นทายาทของกรรม ของเราเอง หมายความว่า เรามีมรดก มรดกของเราก็คือกรรมเท่านั้น ไม่มีอื่น มรดกของเรานี่ เราเป็นทายาทของกรรม เป็นผู้รับมรดกของกรรมของเราเอง กรรมเป็นกำเนิด กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมม-ปฏิสรโณ กัมมโยนิก็คือ กรรมนี่แหละ พาเราเกิดเราเป็น เรามีดี ดีพาเราเกิด เรามีชั่ว ชั่วพาเราเกิด เรามีบาป บาปพาเราเกิด เรามีบุญ บุญพาเราเกิด กรรม กรรมเป็นพันธุ์ เป็นเผ่า กรรมพันธุ กรรมนี่แหละ ถ้าเราสะสมพันธุ์ชั่ว ก็จะมีชั่วเป็นพันธุ์ พัฒนาไปได้ พัฒนาพันธุ์ได้ ถ้าใครเรียนมาทางด้านชีวะมา ก็จะรู้จักคล้ายกัน แต่แค่ชีวะนี้ หรือว่าการพัฒนาพันธุ์นี้ มันหมายถึงพันธุ์ดี พันธุ์ชั่ว พันธุ์บาป พันธุ์บุญ ที่เราจะตกทุกข์ได้ยาก ยังจะมี...รับวิบากของกรรม ต้องทุกข์ร้อน ต้องสวย ต้องงาม ทุกอย่างเป็นเหตุผล เป็นเหตุปัจจัยของจากเชื้อ จากพันธุ์ ที่เราได้สั่งสมทั้งสิ้น คุณจะอยากจะสวยงาม คุณก็สั่งสมสิ่งที่จะเป็นเหตุ เพื่อที่จะไปสวยงาม ต่อให้คุณพอกหน้าพอกตา แต่งศัลยกรรม ผ่าตัดให้สวยยังไงๆนะชาตินี้ ชาติหน้า คุณก็ไม่ได้สวยอย่างนี้ ถ้าคุณไม่สั่งสมกรรม สั่งสมวิบากที่จิตเป็นสำคัญ จิตเป็นสำคัญ จิตเป็นประธาน คุณทำหน้าตา ตบแต่งที่หน้าตา ชาติหน้าไม่ได้สวยที่หน้าตา ถ้าคุณไม่สั่งสมทางจิต จิตจะผ่องใส จิตจะสะอาด จิตจะสวยงาม คุณต้องทำจิตให้สวยงาม จิตเป็นจิตเบิกบาน จิตเป็นจิตที่สวยงาม จิตเป็นจิตที่ไม่คิดในโทษ ไม่หม่นหมอง ไม่อับเฉา ผ่องใสเบิกบาน มองอะไรก็สวยงามร่าเริง ถ้าจิตของคุณเป็นอย่างนี้ คุณสั่งสมจริงๆเลยนะ ก็เป็นเหตุปัจจัยให้คุณสวยในอนาคต ในชาติหน้าๆต่อไป สั่งสมให้มาก ก็เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เป็นพันธุ์ เป็นเผ่าที่จะสวย หรือสั่งสมจิตของคุณให้จิตนี้มีทั้งตัวปัญญา มีทั้งตัวเจโต มีทั้งตัวจิตที่เป็นเอง สั่งสมให้จิตนี่ ฉลาด ฉลาดมี 2 อย่าง บอกไปแล้วเมื่อวานนี้ หนึ่ง ฉลาดภาษาบาลี เรียกว่าเฉกะ หรือเฉโก หรือเฉกตา อีกอันหนึ่ง ฉลาดคือปัญญา หรือญาณ หรือปัญญา หรือญาณ อีกอันหนึ่ง เฉโก หรือ เฉกตา ฉลาด ทุกวันนี้ คนฉลาดกำลังศึกษาฝึกฝนเรียนรู้นี้ เรียนรู้ สะสมเอาความฉลาดในลักษณะเฉโก ในลักษณะเฉกตา ไม่ได้สั่งสมเอาความฉลาดในลักษณะปัญญาหรือญาณ คนทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยทุกแห่ง สอนเพื่อที่จะให้เกิดความฉลาดอย่างเฉโกทั้งนั้น คือฉลาดเอาเปรียบ ฉลาดเห็นแก่ตัว ฉลาดโลภโมโทสัน ฉลาดชิงลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ฉลาดแย่ง แย่งมาให้แก่ตัวกูของกู นี่คือการฉลาด สะสมได้ คุณสะสมเดี๋ยวนี้ คุณมีจิตตัวเฉโกไปมากๆ ชาติหน้า มันก็จะสะสมไปอีกต่อไป ยิ่งคุณไม่เข้าใจสัจจะว่า เอ๊ เราไม่ควรจะทำความฉลาดแบบนี้ มันเป็นบาป มันเป็นหนี้ มันเป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์ มันต้องใช้หนี้บาป หนี้กรรม อีกเยอะแยะ เพราะฉะนั้น เราถ้าเราไม่รู้ เราก็จะไปสะสมอย่างนี้ สะสมความฉลาดอย่างนี้ ฟังเข้าใจนะ อาตมาไม่ได้โมเมใช่ไหม ฟังดีๆ ทางโลกเขาสะสมความฉลาด เขาสะสมความฉลาดอย่างนั้นล่ะ แม้แต่พวกคุณเรียนอยู่ทุกวันนี้ ก็ไปฝึกฝนความฉลาด อาตมาถึงบอกว่า มหาวิทยาลัยทุกวันนี้ ล้มเหลวทั้งนั้น มันไม่ได้พาให้คนเรียนแล้วนี่ จะเกิดสิ่งดี เป็นมรดกให้แก่ชีวิตเลย ให้แก่ตัวเองเลย มันเป็นเรื่องสร้างบาป มันเป็นเรื่องสร้างของชั่วให้แก่ตัวเอง ฉลาดจริง แต่ฉลาดทำบาป ฉลาดเอาเปรียบมากก็บาปมาก ฉลาดที่จะโหดร้ายรุนแรง จนกระทั่ง เห็นไหม ข้าจะต้องเอาชนะ ข้าจะต้องเป็นผู้มีอำนาจ ข้าจะต้องอะไรก็ได้ เฉโก ยังไง ขี้โกงยังไง ผิดพลาดยังไง ฉันเอา รุนแรง ร้ายแรงยังไงฉันก็จะเอาให้ได้ แม้แต่ปัจจุบันนี้ อาตมายกตัวอย่างนี่ ก็เห็นได้ว่า นี่แหละคือจิตวิญญาณ มันเกิดจากจิตคนนั้นปักดิ่ง จิตคนนั้นเห็นว่า ฉันจะต้องเป็นอย่างนี้ จะทำอย่างนี้ อย่างนี้เป็นต้น มันก็สั่งสมไป แต่ทางพระพุทธเจ้า พาสั่งสมความฉลาด ทางปัญญา หรือ ญาณ ญาณทัสสนวิเศษ ท่านเรียกให้ละเอียด ก็ญาณทัสสวิเศษ เป็นความฉลาดที่ไม่เห็นแก่ตัว ละความเห็นแก่ตัว ล้างกิเลส ล้างความโกรธ ความแค้น ความพยาบาท ความอำมหิตโหดร้าย ล้างไม่ชัง แล้วก็ไม่ดูดไม่ติด ศาสนาพุทธนี่ แม้กระทั่งที่สุด มีนิพพาน ไม่รักไม่ชัง ไม่ชอบไม่ชัง ไปถึงขนาดนั้น มาเรียนรู้ แต่มันลึกซึ้งนะ ที่จริงก็จะต้องไปในทางที่ยินดี หรือชอบ แต่ยินดีหรือชอบ ในสิ่งที่ดี ให้สิ่งที่ประเสริฐ ในสิ่งที่เป็นกุศล ในสิ่งที่เป็นสุจริต แล้วเราต้องแข็งแรง ต้องสร้างกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม ไม่สันโดษในกุศล ขยันหมั่นเพียร พากเพียรสร้างกุศล ความเป็นกลางที่สุด คือความเอียงเข้าข้างดี ความเป็นกลางที่สุด ผู้ที่จะเป็นกลางได้ คือคนที่มีปัญญายอด ฉลาดยอด ที่รู้ความจริงของความดีและความชั่ว หรือความถูกและความผิด เป็นคนมีปัญญายอด และคนที่เป็นกลาง คือคนเอียงเข้าข้างความดี เคยได้ยินไหม นี่คือความเป็นกลางสูงสุด ลองฟังใหม่ ความเป็นกลางสูงสุด คือความมีปัญญายอด ที่รู้ถูกต้อง ในความถูก ความผิด หรือความดี ความชั่วอย่างชัดเจน แล้วคนที่เป็นกลางนั้น ต้องโน้มเอนเข้าข้างความดี หรือความถูกต้อง นี่คือความเป็นกลาง แล้วโลกจะเจริญ ถ้าบอกว่า ความเป็นกลาง คือคนที่ไม่รู้ ดีก็ไม่รู้ดี ชั่วก็ไม่รู้ชั่ว อยู่กลางๆ หรือแม้รู้ดี เออ ดี ก็ช่างเขาเถอะ เขาก็ว่าของเขาไป เราก็ไม่ช่วย ชั่วก็ไม่ช่วย ไม่ช่วยทั้งดี ไม่ช่วยทั้งชั่ว คือความเป็นกลาง ไม่บอกเขาด้วยนะ ถ้าเดี๋ยวไปบอกเขาว่า เอาอย่างคนโน้นสิ เดี๋ยวคนนั้น คนนั้นดีเอาอย่างคนโน้นสิ ช่วยคนโน้นสิ คนโน้นดี ประเดี๋ยวมันจะลำเอียง ไม่บอก เอาละ ไม่บอกให้ไปช่วยคนชั่ว นั่นก็ถูกแล้วล่ะ บอกให้ช่วยคนดีสิ ส่งเสริมคนดีสิ เข้าข้างคนดีสิ ก็ไม่บอก ถ้าขืนบอก มันจะไม่เป็นกลาง ถ้าพฤติกรรมนี้เกิดอยู่ในมนุษย์ เกิดอยู่ในโลก อยู่ในสังคม เจริญไหม โลกเจริญไหม นี่ล่ะ คนกำลังเข้าใจผิด ในเรื่องความเป็นกลางนี้อยู่กันขณะนี้ในโลก แต่ข้อสำคัญก็คือว่า ทำ อย่างไร เราจะฉลาดที่สุด เราจะรู้ถูกต้องที่สุด ว่าอะไรดี อะไรชั่ว หรืออะไรถูก อะไรผิด ที่ชัดเจน ขนาดศาลของประเทศก็ยังมีศาล ยกย่องให้ผู้พิพากษา เป็นผู้ที่รู้ยอดสามารถตัดสินความถูก ความผิดใช่ไหม ศาลก็มี ผู้พิพากษาก็หลายคน เราก็ยกย่องได้ แล้วทำไม ในโลกจะไม่มีคนที่รู้ดีรู้ชั่ว หรือรู้ถูกรู้ผิดที่ถูกต้องได้ ศาสนามีสมณะ มีพระ ผู้ฝึกฝนเล่าเรียน ศึกษาสัจธรรม ก็ต้องเป็นผู้ที่เชื่อถือได้เหมือนกันที่เราจะยกย่องให้ผู้พิพากษา ซึ่งเป็นสถาบัน หรือองค์การที่ตัดสินได้ แล้วก็ต้องตัดสินให้คนถูกนั่นละ ถูก ให้คนดีนั่นละ ได้รับการปลดปล่อย หรือว่าการช่วยเหลือคนที่ไม่ดี ก็ได้รับโทษรับภัยไป นี้คือความเป็นกลางที่ลึกซึ้ง ในศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ พุทธศาสนาในประเทศไทย ก็เข้าใจความเป็นกลางยังไม่พอ มัชฌิมาปฏิปทา หรือมัชฌิมา หรือความเป็นกลางนี่ ยังไม่พอ หาว่า ไม่ให้ หาว่าทำความไม่เป็นกลาง อย่างพระจะออกความเห็น บอกแล้วว่า พระนี่ก็คือ ผู้เรียนรู้สัจธรรม ผู้ที่จะมาเรียนรู้ละความลำเอียง ละกิเลส เห็นแก่ตัว ไม่เข้าข้างตัว ไม่เข้าข้างพรรคพวก ไม่เข้าข้างอะไร เข้าข้างความจริง ยังไม่ให้เกียรติเลย พระจะแนะนำคนดีอย่างโน้นอย่างนี้ ก็ไม่ค่อยได้ ขนาดในระดับความหมาย หรือว่าเรื่องที่เป็นเรื่องของบ้านของเมือง ยิ่งเช่น ว่าการเมือง การปกครองบ้านเมือง ผู้เข้าไปบริหารบ้านเมืองนี่สำคัญนะ พระมีกฎหมายห้าม ไม่ให้ออกเสียง ไม่ให้สนับสนุนคนดีๆเข้าไปเข้าข้าง นึ่คือความบกพร่อง ประเทศชาติ นี่คือความเสื่อมของประเทศชาติ ขนาดพระยังไม่ไว้ใจเลย ขนาดยกมือไหว้นะ พระนี่ พระเล็ก พระน้อย ยังไว้ใจ ยังยกมือไหว้เลย แต่ออกกฎหมายมาห้ามเลย พระอย่าไปยุ่งเกี่ยวการเมือง อย่าไปออกเสียง อย่าไปทำอะไร อย่าไปแนะนำนะ ไม่อย่างนั้น ไม่เป็น กลาง นี่ล่ะ คือความไม่ฉลาด คือความโง่ แล้วแม้แต่ประชาธิปไตย ก็ไม่เจริญ อย่างนี้เป็นต้นน่ะ เพราะฉะนั้น เมื่อถามถึงเรื่องของ...สิ่งที่สืบต่อนี่ อาตมาขยายความไปไกลๆ ให้คุณฟังนี่ ก็เพื่อที่จะได้เห็นว่า ทุกอย่างมันสืบทอด เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เราเรียนรู้ทางธรรม แล้วเราก็ฝึกฝน สั่งสมกรรมไปเรื่อยๆ เราอาจจะเป็นคนหนึ่ง เราอาจจะเป็นพระศรีอาริย์ เราอาจจะเป็นพระ Messiah ของคริสต์ ใช่ไหม ไม่ใช่... Messiah ของคริสต์ หรือว่าของอิสลาม ก็อะไร นั่นแหละก็ เป็น เราอาจจะเป็นคนนั้น ที่จริงนั้นน่ะ คำว่าพระศรีอาริยเมตไตรย์ก็ดี Messiah ก็ดี หรือว่าอะไรของอิสลาม ของขงจื้ออะไรก็ตาม ผู้นั้นนั่นน่ะ เป็นนามธรรม เป็นตำแหน่ง เหมือนกับตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีมหาดไทยนี่ เป็นชื่อตำแหน่งเท่านั้น ส่วนผู้ใดที่มีความสามารถ มีคุณภาพ มีคุณธรรม เสมอเหมือน หรือเท่ากับเกรดอันนี้ ผู้นั้นก็ไปสวมตำแหน่งนั้น ปฏิบัติหน้าที่นั้นไม่มีจบสิ้น กี่ภพ กี่ชาติ กี่กัป กี่กัลป์ ก็จะมีปราชญ์หรือมีผู้รู้อธิบายไว้อย่างนั้นทั้งนั้น บอกว่า ข้างหน้าในอนาคต จะมีผู้ที่จะมาตรัสรู้ หรือว่ามาปลดเปลื้อง มาช่วยโลก มาอะไรต่ออะไร เป็นผู้ที่เลิศประเสริฐนั้น จะพูดไว้อย่างนี้ทั้งนั้น บอกแล้วว่า เป็นตำแหน่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่ระบุบุคคล ใครก็ได้ที่มีคุณธรรม ที่วิเศษอันนั้น คนนั้นก็มีหน้าที่อันนี้ รับตำแหน่งนี้ โดยสัจธรรม ไม่มีใครแต่งตั้ง แต่งตั้งไม่ได้หรอกสัจธรรม ไม่มีใครสามารถไปแต่งตั้งพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านเป็นเอง ท่านถึงเอง ท่านได้เองโดยสัจจะ ท่านได้สะสมกรรม สั่งสมวิบาก สั่งสมสิ่งเจริญอันนี้ อยู่ดีๆ อยากฉลาด แล้วก็ไม่สะสม ไม่ฝึกปรือให้ฉลาด มันไม่ฉลาดหรอก ถ้าคุณฝึกปรือฉลาดอย่างเฉโก คุณก็ได้ความฉลาดอย่างเฉโก ฝึกปรือฉลาดอย่างปัญญา คุณก็ได้ฉลาดอย่างปัญญาใส่ตัวเอง ฝึกปรืออะไร คุณได้อันนั้นละ แม้แต่ทางกายกรรม ทางวจีกรรม หรือฝึกขัดเกลา สร้างจิตวิญญาณ ก็เหมือนกัน ฝึกอะไรได้อันนั้น อันนี้แหละ เป็นสมบัติน่ะ นี่ อาตมาอยากจะขอขยาย เพราะสำคัญมาก คนทุกวันนี้ ไม่เชื่อว่ามีกรรม มีวิบาก ไม่ฝึกฝน ไม่อบรม ไม่เชื่อชาติหน้ามี ไม่เชื่อความสืบต่อไปในอนาคต เลยทำชั่วได้ ตายแล้วก็สูญ ตายแล้วก็ไม่มีอะไรนี่ อยู่ไปก็อยากจะสุข อยากจะมีระเริง บำเรอตนเอง อะไรต่ออะไร ก็ฉันก็ทำ เพราะตายแล้ว มันก็สูญ เอ๊ะ ถ้าตายแล้ว มันก็สูญได้ มันก็นิพพานสินะ เพราะว่า ศาสนาพุทธเรานี่ หาทางที่จะตายสูญ หาทางที่จะนิพพานใช่ไหม จะได้ไม่ต้องเกิดอีก นิพพานนี่ คือความไม่เกิดอีก ความไม่เกิดอีก นิพพาน เพราะฉะนั้น เราจะให้ไม่เกิดอีก ชีวิตไม่เกิดอีก ความชั่วไม่เกิดอีก กิเลสไม่เกิดอีก เราก็ต้องเรียนรู้ ทำให้ไม่เกิดให้ได้ หรือแม้แต่ชีวิตจะไม่เกิดอีก เรียกว่าปรินิพพาน ชีวิตที่ไม่เกิดอีกนี่ เรียกว่าปรินิพพาน คือนิพพานสิ้นรอบ แต่ถ้าคุณเองคุณไม่ได้ปฏิบัติธรรม ละล้างกิเลสของตัวเอง หมดกิเลสตัณหา อุปา-ทานจริงๆนะ คุณไม่อยากเกิดอย่างไร ก็ต้องเกิดโดยสัจจะ พุทธศาสนายืนยัน ถ้าไม่มีมรรคผล มีนิพพาน จนกระทั่ง คุณมีสิทธิ์ที่จะตาย ไม่เกิด คุณก็จะต้องเกิดตามเผ่าพันธุ์ที่คุณสะสมไว้ กัมมโยนิ ก็พาเกิด กรรมพันธุ์ตามพันธุ์ ตามเชื้อที่คุณจะสั่งสมเชื้อบาป เชื้อบุญ เชื้อสิ่งที่อะไรก็แล้วแต่ เชื้อที่คุณจะสวยจะงาม เชื้อที่จะบาป จะบุญ จะมีผิวพรรณงาม ผิวพรรณทราม จะตกต่ำ ได้ยากได้ดี ตกยาก จะอะไรก็แล้วแต่ ก็เพราะพันธุ์ที่เราสั่งสมไปให้แก่ตัวเอง ไม่มีใครบันดาลหรอก คุณอาจจะเอาอย่างเขา คุณอาจจะมองไปเห็นว่า เออ ไอ้นี่ อย่างนี้ดีนะ มันเป็นไอ้โจรดี คุณก็ไปฝึกฝนเอาไอ้โจรใส่ตัวไป คุณก็ได้ไอ้นี่ไปน่ะ เป็นคนดีอย่างนี้ดี คุณก็ฝึกฝนเอาตาม คุณก็ฝึก คุณเห็นว่าอันนี้ดี คุณก็ต้องฝึก เห็นว่าอันนี้ดี แล้วคุณไปขโมยเอาไม่ได้หรอก กรรมไปขโมยของคนอื่น ยาก เราต้องมาฝึกเอาเอง แล้วมันถึงจะได้ น่ะ สิ่งนี้สำคัญ อาตมาต้องเน้น แล้วต้องขยายความ ต้องชี้ให้พวกคุณรู้ตัว ไม่เช่นนั้นเกิดมา เสียชาติเกิด ที่พระพุทธเจ้าเรียกว่าโมฆบุรุษ ไอ้เสียชาติเกิดนี่ ไม่ได้เสียชาติเกิดธรรมดานะ คุณเกิดมาเป็นคนนี่ คุณจะทำดีได้ ฝึกฝนทนเอาได้ ฝึกสั่งสมวิบากกรรมที่ดีๆ ไปได้ แต่เสร็จแล้ว มันไม่รู้ อย่างที่อาตมาว่านี่ไม่รู้ เราก็ไปตามโลกเขา โลกเขาพาเละๆเทะๆอะไร ก็ไปเละตามเขา ไม่ได้ดีที่ควรจะได้ อย่างน้อย นี่ อาตมาจะยกตัวอย่าง ไม่ได้โลกุตรธรรม ไม่ได้ทิศทางที่เป็นสัมมา ไม่ได้สิ่งที่มนุษย์ควรได้ ก็คือ การลดละบาป ลดละ ลดละความเห็นแก่ตัว ลดละโลภ โกรธ หลง นี่ แทนที่จะได้ลด คุณไม่ได้ลดเลย มีแต่เพิ่มอาฆาตมาดร้าย สั่งสมไปเรื่อยๆๆๆๆ โมฆะ นี่แปลว่า สูญเปล่า จริงๆ ไม่สูญเปล่านะ มันเลวกว่าสูญเปล่าอีก โมฆะนี่ เลวกว่าสูญเปล่าตรงไหน แทนที่คุณจะได้ดี เกิดมาชาตินี้ คุณจะได้ฝึก ได้ปรือ มีอาการครบ 32 ได้เรียนรู้ทิศทางที่ดี ได้ฟัง แล้วก็ได้ศึกษาอบรม ได้บุญไป ได้สิ่งที่เป็นคุณค่าใส่ชีวิตเป็นทรัพย์แท้ ทรัพย์แท้ใส่ชีวิตไป คุณไม่ได้ แต่กลับได้สิ่งที่เป็นอกุศล สิ่งที่ทุจริต สิ่งที่เป็นบาป สิ่งที่เป็นชั่วใส่ไปด้วย ไม่ได้เกิดมาสูญเปล่าจริงๆหรอก เกิดมาชั่วกว่าเก่า ได้สมบัติที่เลวไปด้วย เพราะไม่รู้ นี่โมฆบุรุษ มันเลวร้ายขนาดนี้ ถึงเรียกว่า ปุถุ ปุถุนี่คือหนา ธรรมดาๆนี่ คุณเอง คุณไม่รู้ว่า คุณสั่งสมความโลภ สั่งสมราคะ เขายั่วยุ ยั่วเย้า คนทุกวันนี้ ราคะจัดจ้าน กว่าสมัยพระพุทธเจ้าม้ากมาก ราคะจัดกว่ากันมาก จัดจ้านจริงๆ ราคะก็ตาม ความโลภก็ตาม ความโกรธก็ด้วย โกรธจัด มากแรงกว่าสมัยโบราณมากเลย โกรธ อำมหิต ทารุณ เลือดเย็นด้วย เพราะว่าเขาพรางด้วยมารยา ใครจะไปแสดงท่าทางว่าฉันเป็นคนร้าย ฉันเป็นคนทำร้าย มีท่าทางมีโอกาส มีวิธียังไง ก็ซ่อนในตัวเองนี่ ฉันไม่ใช่ผู้ร้าย ฉันไม่ใช่มาร ฉันเป็นพวกเทพ เป็นพวกเทพ ตะพึด แปลงตัวเป็นเทพตะพึด เพื่อที่จะให้คนเข้าใจผิดว่าเทพ แต่แท้จริงนั่นน่ะ ใจเป็นมาร พฤติกรรมเป็นมาร มารลวงเป็นมารพรางๆลวงๆ ทั้งนั้น จนคนเข้าใจผิด เพราะใครไม่อยากจะให้ใครมามองเราว่าเป็นมาร เป็นผี เป็นผู้ร้าย เขาก็อยากให้คนเข้าใจว่าเราเป็นเทพ เป็นเทวดา เป็นผู้สูง เป็นผู้ดีทั้งนั้น แต่ความจริงแล้ว ลวงซ้อนลึกๆๆๆๆ ลวงซับซ้อนเข้าไปเรื่อยๆ หลอกซับซ้อนเข้าไปเรื่อยๆ นี่ เป็นเรื่องของโลกธรรมดา ทำกันอยู่นี่ เลวร้ายอย่างนี้น่ะ อาตมาต้องสมมุติจุดหนึ่ง ให้คุณฟังเป็นตัวอย่าง ที่อาตมาคิดว่า สมมุติแล้วชัด เรื่องของกรรม กับเรื่องของวิบาก ที่เราไม่รู้ ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่เห็นจริงนี่นะ ตัวอย่างอันนี้ คืออย่างนี้ คุณต้องรู้ว่า กรรมที่อาตมาพูดนี่ เป็นอะไรน่ะ และคุณก็ต้องรู้ว่าโลกเป็นอะไร คนๆหนึ่ง คอร์รัปชั่น หรือไปปล้นเขาก็จะต้องได้ผล เขาก็ทำสำเร็จ เก่ง ได้ผล คอร์รัปชั่น สำเร็จ หรือปล้น สำเร็จ เขาก็ได้ ได้ลาภ ได้ผลของการปล้น ได้ผลของคอร์รัปชั่น ได้ทรัพย์ศฤงคาร ใช่ไหม เขาเก่ง เขาปล้นสำเร็จ ใช้วิธีการ คิดอ่าน จนกระทั่ง คนไม่รู้ละ มีฤทธิ์มีเดช เป็นมารชั้นยอด ปล้นสำเร็จ หรือคอร์รัปชั่นสำเร็จ ได้มามากมาย ร่ำรวย ในขณะที่เขาปล้น ในขณะที่เขาคอร์รัปชั่นนั้น เขามีกรรมอันหนึ่ง คือทำชั่วใช่ไหม ใช่ไหม พร้อมๆกันใช่ไหม ที่เขาได้ทรัพย์ศฤงคารนั่น พร้อมๆกัน เขาก็ได้กรรมชั่ว ทีนี้อาตมาขอถามคุณหน่อย สิ่งที่เป็นทรัพย์แท้ของเขานั้นน่ะคือ ทรัพย์ศฤงคาร ที่เขาได้ด้วยปล้น หรือได้ด้วยคอร์รัปชั่น ทรัพย์ที่จะติดตัว ที่จะเป็นของเขาจริงนั้นน่ะ หรือกรรมชั่ว อันไหน เป็นทรัพย์แท้ เข้าใจนะ เขาไม่ได้ไปหรอกทรัพย์ศฤงคาร ที่เขาปล้น หรือเขาคอร์รัปชั่น นั้นเขาไม่ได้ เขาไม่ได้ หรือว่าไม่เป็นแท้ เขาได้เหมือนกันแหละ เขาปล้นสำเร็จแล้ว ก็ไม่มีใครจับได้ด้วย หรือว่าเขาคอร์รัปชั่นสำเร็จ ไม่มีใครจับได้ด้วย เขาได้ แต่จริงๆแล้ว เขาเลี่ยงไม่ได้เลยว่า เขาได้กรรมที่ชั่วนั้นด้วย อาจจะไม่มีใครรู้เลย ในชาตินี้ ปิดสนิทเลย แต่จริงๆแล้ว เขาได้กรรมชั่วนั้น เป็นทรัพย์แท้ ไปอีกกี่ชาติๆ ก็ตามใจ ลบไม่ได้ เอายางลบ ลบไม่ได้ ใครมาบอก ไปโกหก มดเท็จว่าฉันไม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive