350515 โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข11 ตุลาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

350515 โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2535 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เอาละ คุยกันก่อนฉันก็เทศน์นะ เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องพูดกันมากเท่าไรหรอกพวกเรา ยังไงๆ ก็ไม่ต้องห่วง โดนเอี่ยวแน่สู้กันไปอีกเถอะ เราก็คอยช่วยเหลือเท่าที่ช่วยได้ อันไหนประเจิดประเจ้อนัก เช่นว่า เขานัดกันวันที่ 16 เขาจะไปเดินเวียนเทียนที่สนามหลวงอย่างนี้ อาตมาไม่เห็นด้วย อย่าไปยุแหย่เขาเลย ยังงั้นไปยั่วกิเลสเขาไม่เข้าเรื่อง ไม่ต้องไปละ ใครจะไปก็ไป ประเภทที่ไปเดิน เขาก็รู้อยู่แล้วว่าพวกเราไปแกล้งไม่เข้าเรื่องอะไรไม่ใช่จริงใจ อะไรไปทำทำไม ถ้าวันที่ 17 จะไปก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ระมัดระวังหน่อยก็แล้วกัน ไม่รู้จะแรงจะร้ายอะไรก็ไม่รู้ จะไปก็ไปวันที่ 17 นั่น สงสัยก็คงจะพวกเรานี่แหละไปนั่งกลุ่มหน้า ก็นั่งไป ถ้าคุณจำลอง แพ้คราวนี้นะ หรือว่าพรรคฝ่ายค้าน ที่ต่อต้านเผด็จการแพ้คราวนี้นะ ถ้าแพ้นะ เรียบร้อยพวกเราเตรียมตัวก็แล้วกัน เขาปราบเรียบร้อย เพราะฉะนั้น ยังไงๆ ก็ต้องสู้เข้าไว้ด้วย อาศัยแรงพวกเราสู้ด้วยแหละ ไม่สู้ได้ยังไง ต้องช่วยตัวเราเองเหมือนกัน ถ้าไม่ช่วยตัวเราเอง เราก็ตายเท่านั้นเอง ตอนนี้ ไม่ต้องไปปฏิเสธหรอก ทำเป็นเลี่ยงเป็นหลบ เรื่องอะไร แหม เดี๋ยวเอาภาษากำลังภายในมาถามเลย กล้าทำแล้วไม่กล้ารับเหรอ ทำไม กล้าทำ แล้วต้องกล้ารับซิ กล้าทำแล้วไม่กล้ารับได้ยังไง มันของแท้ๆ มันขว้างงูไม่พ้นคอ มันของที่มันอยู่อย่างนี้ นัวเนีย อย่างนี้ และทำยังไง จริงๆแล้ว การประท้วงคราวนี้ คนที่ไปช่วยรับเป็นกรรมกร ไปช่วยเป็นกรรมกร ช่วยเรี่ยวช่วยแรง เรื่องภายใน เรื่องที่จะต้องเป็นแม่บ้านข้าง ถ้าพวกเราไม่ไปช่วย จะอยู่รอดอย่

อ่านต่อ

างไร แม่บ้านที่เอาภาระในทุกอย่างเลย พวกที่เขาไปช่วยเย้วๆ คนข้างนอกเขาจะรับผิดชอบอะไร และเราก็ช่วยเขาด้วย ให้เขามีกำลัง เขาไม่ต้องมาห่วงกังวลในเรื่องการกินอยู่ ด้านโน้นด้านนี้อะไร ไม่ต้อง เราก็ช่วยด้านนี้เลย รับผิดชอบไป ช่วยรับกำลังหน้าที่กันไป แล้วก็คอยดูแลพวกนี้พวกเราจัดแจงกันนะเป็นหลักเป็นฐานนอกนั้นคนข้างนอก เขามีอะไร เขาก็มาแรงอย่างหนึ่ง คนข้างนอก อย่าว่าไป ถ้าจะปล่อยให้เละละเลยหมดกำลังแล้ว อ่อนกำลังจะไม่มีเรี่ยวแรง นี่ โอ้โฮ กองทัพเดินด้วยท้องฉันใด นี่ มันก็ต้องเดินด้วยท้องฉันนั้นเหมือนกัน แข็งแรง แม้แค่อดหลับแม้อดนอน แม้แค่ไม่มีที่หลับที่นอน ไม่สบายหน่อย แต่อาหารการกิน ให้มันสมบูรณ์มันก็ดีแล้วคนเรา เพราะฉะนั้น อาหารการกินเพียบไปรอด นี่เงินยังเหลือนะ พอแจกเงินสดวันนั้น หอบมาสองแสนสดๆเลยนะ ใบม่วงๆ มามอบ เอาไปให้ที่สันติอโศก ทำไมคุณไม่เอาไปให้ที่โน่นเขาละ เอามาให้ที่นี่ยังไง เขาบอกเขาไม่รู้จะเอาไปให้ใคร โอย เอามาให้พระรับ บอกพระรับเงินไม่ได้หรอก ไม่ใช่เรื่องของพระ ไม่ใช่เรื่องของสมณะ ต่อรองกันแทบแย่บอกไปให้ฆราวาสข้างๆวัดก็มีเยอะแยะ ไม่ไว้ใจฆราวาสว่ะ แหม จะให้ที่สมณะนี่แหละ สมณะก็ยืนต่อรองอยู่นะ เราก็รับไม่ได้ คุณก็ไม่เคยมาที่นี่ด้วยนะ คนธรรมดาจะต้องมาที่นี่ 7 ครั้ง ถึงจะรับเงินได้ หอบใส่ถุงมาเลย เงินสดสองแสน โอ! แล้วจะทำยังไง เราก็ไม่รับ แกก็ยืนกระต่ายขาเดียวอยู่นั่นแหละ ว่าจะมอบให้ๆ ไอ้เราก็ไม่รู้จะทำยังไง ประเดี๋ยวมีผู้พวกเราฆราวาสผ่านมาก็ มีทาง ออกให้ฆราวาสรับไปก็แล้วกัน เสร็จแล้ว เราก็ไม่ได้ให้ ตอนแรก อาตมาไปพอดี ตอนแรกท่านบินบนไปท่านเบิกบาน ก็ไม่เป็นไร โอ๊ย ให้รู้ไปทั่วเมืองเลยรู้ถึงหูคุณสุจินดาโน่นแน่ะก็ไม่ต้องไปถึงข้างนอกหรอก เปิดก็ได้ หรือจะปิดก็ได้ ไม่ต้องออกไปข้างนอก ไม่ได้บัญชาการๆอะไรเล่าเรื่องให้ฟัง อาตมาบัญชาอะไร อาตมานี่นะว่าก็ว่าเถอะ อาตมาตกกะไดพลอยโจนทั้งนั้นเลย อาตมาไม่รู้เรื่องหรอก คุณจำลอง ทำอยู่คนเดียวๆ ขนาดคุณศิริลักษณ์ ยังไม่รู้ด้วยเรื่องอะไร อาตมาจะไปรู้เรื่อง อาตมาไม่ได้เคยเลยนะ เรื่องการเมือง นี่คุณจำลอง เป็นคนบงการทำหมดเองทุกเรื่องเลย มีแต่บอกทำไปแล้ว ขอช่วยหน่อยๆ อาตมาก็ให้ช่วยกันเท่านั้นเองในฐานะที่ตกกะไดพลอยโจนทุกที อาตมาไม่ได้ทำอะไร อาตมาไม่ได้ไปมีความคิดความอ่านอะไรทางด้านการเมือง อาตมารู้การเมือง ก็พูดกะพวกเรา อาตมาไม่เชื่อว่าคุณจำลองจะเชื่อการเมืองอาตมา ความคิดทางการเมืองของอาตมา คุณจำลองจะไปเชื่ออะไร คุณจำลอง ก็หนึ่งในตองอู เรื่องอะไรจะมาฟังอาตมา อาตมาไปบงการอะไรไม่ได้หรอก และก็ไม่ได้มาตลอด ไปบงการอะไรได้ แต่คนข้างนอก เขาเข้าใจว่า อาตมาเป็นไต้ซือ เป็นกุนซือๆ ขี้หมากุนซืออะไรกัน ไม่ได้เป็นกุนซือกุนแซอะไรหรอก อาตมาไม่ได้เสนอแนะอะไรไปได้ และก็ไม่ได้พยายามที่จะเสนอแนะอะไร แต่เขาเข้าใจผิดกัน หาว่าสายวัดจะต้องมีนโยบาย สายโน้น เป็นอย่างนี้ โธ่! สายวัดก็มีแต่เอาข้าวไปกิน และส่วนใหญ่ สายวัดจะไปมีอะไร มีจะให้ทำไอ้โน่น ไอ้นี่หน่อย ก็ทำเป็นกรรมกรช่วยไปเท่านั้นเอง สายวัดขอแรงงาน สายวัด พวกเรามันมีแรงงานเท่านั้นเอง เป็นกรรมกร จะไปได้ช่วยอะไร จะไปคิดอ่านอะไร ทางโน้น เขาทำของเขาเองนะ และเขาบอกว่า สายวัดนี่แหละ กระเหี้ยน กระหือรือ อยากจะได้อำนาจทางรัฐบาลการเมือง พอได้เป็นรัฐบาล รัฐบาลเสร็จแล้ว อาตมาจะได้เป็นสังฆราช ปัดโธ่! พูดนิยายตลกนะ เป็นไปทำไมสังฆราชผิดแถวระเบียบ ระบบของพระพุทธเจ้าด้วย อาตมาไม่ได้เห็นถูก ได้เห็นดีอะไรด้วยเลย ไปตั้งคนนี้มีอำนาจใหญ่ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตั้ง ตั้งแต่สมัยท่านอยู่ ท่านไม่ได้ตั้งใครเป็นใหญ่ ให้มันเป็นไปตามธรรม ตามระบบ ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านั่น ให้รวมกันเป็นพรรคเป็นหมู่เป็นพวก เป็นระดับๆ เป็นตามธรรมชาติ ให้มีสงฆ์เป็นใหญ่ แล้วก็ปฏิบัติตามหลักวินัย ธรรมวินัย ไม่ต้องไปตั้ง ไม่ต้องไประบุเลยนะไปตั้งให้ใครเป็นใหญ่แล้วมีผิด มันเป็นระบบเผด็จการขึ้นมา เป็นระบบติด ตัวบุคคล พระพุทธเจ้านี่ ยอดฉลาดนะ ท่านฉลาดกว่าการเมืองสมัยนี้เป็นไหนๆเลย สมัยนี้ทำสู้ท่านไม่ได้หรอก แต่นั่นแหละต้องเป็นคนที่มีจิตวิญญาณถึงด้วยนะ ถ้าจิตวิญญาณไม่ถึงเละ ถ้าสงฆ์ไม่เป็นสงฆ์ ไม่มีสุจริตธรรม ไม่มีอะไรนี่นะ เกาะกลุ่มกันทำอะไร ไม่มีอำนาจเละ ทำไม่ได้หรอก มันจะเป็นไปจริงตามความจริง จะมีผู้ที่เคารพนับถือ มีผู้ที่น่าบูชา ยอมรับกันเองว่า ผู้นี้มีคุณธรรม ผู้นี้มีความสามารถ ก็เชื่อถือกันไปตามธรรม ไม่ต้องตั้งหรอก ถ้าตั้งแล้ว กลายเป็นอำนาจ อำนาจสร้างฐานอำนาจให้แก่ตัวผู้ตั้ง เพราะฉะนั้น ท่านก็หาทางแย่งชิงกันซิถึงได้ตำแหน่งๆที่ได้รับการแต่งตั้ง ก็สร้างอำนาจขึ้นมาได้ แต่นี่อำนาจโดยธรรม ถ้าเป็นอย่างของพระพุทธเจ้านี่ เป็นอำนาจโดยธรรม เราต้องพากเพียรทำให้ตัวเราเองให้ดี ให้ตัวเราเองนี่ มีคุณธรรม มีความบริสุทธิ์สะอาด มีปัญญาความรู้ เสร็จแล้ว คนก็มาเคารพนับถือ ยกย่องเอง โดยไม่ต้องตั้ง และผู้นั้นก็อิสรเสรี จะทำก็ทำ จะไม่ทำก็ไม่ทำ ก็เรื่องอิสรเสรี ส่วนตัว ใครเขามาศรัทธาเลื่อมใส ก็อยู่ที่ตัวท่าน ท่านเองท่านจะทำยังไง กะใครยังไง ก็ทำไปตามที่ท่านสะดวก ไม่มีอะไรผูกมัดๆ นี่เป็นเรื่องสัจธรรม ที่สูงยอด ที่สูงเลิศยอด เดี๋ยวนี้ แต่ละประเทศยังทำไม่ได้นะ สังคมแต่ละประเทศยังทำไม่ได้ และอาตมาก็ไม่คิดว่ามันจะได้ง่ายๆแม้แต่ในชุมชนแม้แต่ชาวอโศกเรานี่ มันจะไปถึงระดับนั้นได้ไหม ไม่รู้ขณะนี้ทุกวันนี้มันยังไม่ได้หรอก ในอโศกนี่ ก็ยังไม่ได้ แต่ได้ในระดับของสงฆ์ ระดับของสมณะได้ ขนาดได้ๆนี่ ต้องแต่งตั้งสมภารไปปีแต่ละปีๆเลย เป็นสมภารโดยอัตโนมัติ ยังไม่ได้ ทุกวันนี้ เป็นสมภารอัตโนมัติยังไม่ได้ ทุกวันนี้ ลองมาแรกๆ ลองมาตั้งนานแล้ว สุดท้าย จำนนต้องมาตั้งสมภาร ผู้ช่วยสมภาร แต่เราก็ไม่ให้ติดยึดตำแหน่ง ไม่ให้สะสมกำลังเป็นแต่ละปีๆ แล้วก็ยุบ แต่ละปีก็เปลี่ยนๆ จะมานั่งสร้างอำนาจประจำ เป็นสมภาร ปฐมอโศก 8 ปี ไม่ได้ ขืนอย่างนั้น สร้างบัลลังก์กันใหญ่เลย ไม่ได้ เวียนกันไป อย่างนี้นะ แต่ถ้ามันดีจริงๆ แล้วนะ ไม่ต้องตั้งหรอก เอาภันเต เอาอาวุโสที่ยอมรับกัน สมมุติว่า อาตมานั่งอยู่หัวแถว เป็นภันเตสูงสุดนะ แต่ว่าอาตมาไม่มีความสามารถเท่าไร ท่านเดินดิน ติกขวีโร มีความสามารถกว่า เราก็ยอมรับ อาตมาก็ต้องยอมรับ เอา ให้ท่านดำเนินไป ท่านทำอะไรได้ถนัดน่า ให้โอกาสทางด้านอาวุโสก็เคารพนับถือ ทางวัยวุฒิ เป็นภันเต ก็เคารพ ขอโอกาส จะทำกิจอะไร กิจอะไรก็ขอโอกาส และท่านก็ทำไป ดำเนินการไป หรือไม่ท่านอโสโก รองลงไปอีก ท่านอโสโก มีความสามารถกว่าถนัดกว่าในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ท่านก็ทำทางนี้ ก็ให้โอกาส นี่ เป็นการไม่มีอัตตาตัวตน ไม่มีอัตตามานะ แม้จะอายุมากกว่าก็เอา ทางโน้นเก่งกว่า ถนัดกว่า ชำนาญกว่า สามารถกว่าก็ทำไปตามความสามารถ ยอมรับกัน ไม่มีอัตตามานะอย่างนี้เป็นสัจจะของมันเองนะ เพราะฉะนั้น แม้จะมีการมาอยู่ที่นี่ ใครไปใครมาใครเป็นภันเต ภันเต องค์นี้ทำถนัดไหม ถนัดทำเลย ภันเตองค์นี้ไม่ถนัด องค์โน้นทำถนัดกว่า องค์โน้นเก่งกว่า สามารถกว่าให้โอกาสองค์โน้นๆเถอะ ไม่นั่งแอ๊ค นั่งอวดดีอะไร ไม่แอ๊ค ไม่อวดดี พยายามทำกันไป คนนั้นมีความถนัด มีความสามารถ เราก็ยอมรับกัน เพราะเราไม่ทำแข่งขันเอาเด่นเอาดัง เอาลาภ เอายศอะไร เมื่อตราบใดไม่แข่งขันลาภ ยศ สรรเสริญ หรือแม้แต่สรรเสริญ ก็ต้องศึกษาให้ลึกซึ้ง ไม่ใช่มาแข่งเด่นแข่งดังอะไรกันนะ ลาภยศ นั่นชัดๆแล้ว เราไม่แย่งกันอยู่แล้ว สรรเสริญนี่ก็ไม่เอา มันยิ่งจะเข้าล็อกไปหมดเลย ดำเนินการไปได้ตามสบาย ใครถนัดอะไร ยอมรับกันจริงๆนะ ไม่มีกิเลสอัตตามานะ ข้าก็แน่ๆ เป็นภันเตทั้งๆที่ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวจริง เป็นภันเตบวชก่อน ก็จริง แต่ทำไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวก็ดันถูลู่ถูกัง ไอ้ระดับรองๆน้อง เก่งกว่า ท่านก็ทำไม่ได้ ก็เลยขวางความเจริญอยู่นั่นแหละ เราก็ต้องเข้าใจว่าไม่ได้ขวางความเจริญหรอกอันนี้ ท่านถนัด ให้ท่านทำ อันนี้ท่านชำนาญ ให้ท่านทำ ไม่มีอัตตามานะอย่างนี้ มันไปกันรอด นี่เป็นระบบของพระพุทธเจ้า ระบบนี้ลึกซึ้ง ยังไม่มีใครสามารถทำได้ เพราะว่ามันจะต้องเกี่ยวเนื่องจากจิตวิญญาณ ที่ไม่มีกิเลส ไม่มีกิเลสอัตตามานะจริงๆ แล้วก็ทำได้ นี่ทุกวันนี้ ยังไม่มีถึง พวกเราก็ค่อยทำกันไป ต่อไปในอนาคต มันเป็นได้อย่างดีๆแล้วนะ ไม่ต้องตั้งสมภาร ให้มันได้ถึงขนาดนั้น สวยเลย หรือแม้แต่หมู่บ้านนี่ ไม่ต้องตั้งประธานหมู่บ้าน กรรมการโน่นนี่ ไม่ต้องตั้งละ ต่างคนต่างรับผิดชอบ ต่างคนต่างใครถนัดอะไร ก็มาช่ายกัน คนละไม้คนละมือ คนนี้ไม่อยู่ คนนี้ก็แนะคนนี้ช่วยคนนี้คนที่ไม่อยู่ คนนี้ ก็เข้ามาทดแทน รับผิดชอบ รับหน้าที่โดยไม่เกี่ยงไม่งอน ไม่ขี้เกียจ และก็ไม่แข่งดีแข่งเด่น ทุกคนก็ต่างช่วยกันทั้งนั้น แหม สังคมได้อย่างนี้ ศรีวิไลซ์เลยนะ ศรีวิไลซ์จริงๆนะ ศรีแปลว่าดี วิไลแปลว่าสวย ส่วนวิลัย ลัย แปลว่าฉิบหาย วิลัยนี่ อย่างนี้แปลว่าเสื่อม มีเด็กมีเจ้า ลูกน้องสาว เจ้าอ่อ กะเจ้าเอ๋ ชื่อจริงพรวิลัย พร วิลัยพร ลัยนี่ บอก เออ เรียกว่าฉิบหายอย่างประเสริฐ พร แปลว่าประเสริฐ ฉิบหายอย่างประเสริฐ ประเสริฐฉิบหาย ฟังดูแล้วก็ชอบกลอยู่ มีคำว่าฉิบหายอยู่กำกับประเสริฐนั้น ก็เลยดูไม่ดีนั่นแหละ ชื่อของพรวิลัย วิลัยพร อ้อ อาตมาเปลี่ยนชื่อไปให้ กับละอองฟ้า กับ ละอองน้ำ เอ้า ฝอยไปพอสมควร เอาละ เข้าสู่วาระการธรรมะเสียที

เมื่อเช้านี้ ได้บรรยายในหัวข้อ ถ้า 10 หลักนี้ เป็นจริง อริยะนี่ก็มีจริง ได้ว่า กันพอสมควร พยายามที่จะซอยลึกส่วนลึกจะออกมา พยายามอธิบายแม้แต่ในข้อที่ 5 หลักที่ 5 ที่บอกว่า ปัจเจกสัจจะบรรเทาๆ นี้ก็คงจะต้อง เมื่อเช้านี่ พูดไปพูดมา ก็นึก ถึงภาษาอังกฤษ ก็คงจะได้ตรง เขาจะใช้ภาษาตามไวยากรณ์ ก็พูดได้หรือเปล่าไม่รู้นะ อาตมาไม่เก่งไวยากรณ์เท่าไหร่ ผันเป็นไวยากรณ์ แปลคำแปลความไม่ได้ จับมันมาชนกันดื้อ individual truth ก็เคยใช้กันนะ individual truth ก็เป็นความจริง เขาแปลเหมือนกัน ความจริงส่วนบุคคล ปัจเจกสัจจะนี่ ความจริงส่วนบุคคล individual นี่ ปัจเจก สัจจะก็ truth ปัจเจกสัจจบรรเทา ให้หลักนี่ เมื่อเช้านี้ ก็พยายามอธิบาย ขยายความให้เห็น ลึกลงไป และลึกลงไปอีก กว้างขึ้นมาอีกนะ ตื้นขึ้นมาอีก เดี๋ยวจะบรรยายต่อกัน ลองดู สัจจะที่ว่าโลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง โลกมีที่สุดบ้าง โลกไม่มีที่สุดบ้าง ถ้าเอาว่าโลกกันก่อน เที่ยงบ้าง ไม่เที่ยงบ้าง มีที่สุดบ้าง ไม่มีที่สุดบ้าง เถียงกันอยู่นั่นนะ โลกจะเอาโลกขนาดไหน ก็แล้วแต่ โลกเป็นลูกกลมๆนี่ก็ตาม จนกระทั่งโลกย่นย่อเข้ามาหากายยาววาหนาคืบ กว้างศอก นี่ก็ตาม ก็รู้อยู่แล้วว่า มันไม่เที่ยง แต่นั่นแหละ มันยังมีภาษาคำว่าเที่ยง ที่จะเที่ยงนี่ มันต้องลึกนะในสายของทางฤาษี เขาก็ลึก เขาก็ใช้ว่าเที่ยงแท้ตรงพระเจ้า พระเจ้านี่ เป็นความเที่ยงแท้ พระเจ้านี่ เป็นความนิรันดร์ พระเจ้านี่ ไม่มีสูญ พระเจ้านี่ นิรันดร์เลย เที่ยงแท้ อะไรก็อันนั้น ขอให้พระเจ้าส่งแล้วก็เด็ดขาด ทุกอย่างที่ทางด้านฝ่ายมาตมั่น ฝ่ายพระเจ้าเขาเที่ยงอย่างนี้ ทีนี้ของเรา ฝ่ายทางไม่มีพระเจ้า ไม่มีสัจจะความจริงทางด้านกรรมนิยม มีเที่ยงหรือเปล่าเล่า เที่ยง ความไม่เที่ยง เราเข้าใจแล้ว แต่ความเที่ยงละ มี สิ่งที่ไม่แปรปรวนเป็นหนึ่งแน่แท้แล้ว เที่ยงตรงต่อนิพพาน ตั้งแต่เข้ากระแสก็เที่ยงแล้ว ยิ่งสามารถสร้างสภาวจิตให้มั่นคงแข็งแรง ไม่แปรปรวน ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มีคุณภาพนะ คุณภาพไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา มันก็มีเที่ยง เพราะฉะนั้น จะบอกว่าโลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ถ้าเรามาถึงขั้นที่ทำเที่ยงได้เราจะเชื่อมั่น อ๋อ ความเที่ยงมันมี ส่วนความไม่เที่ยง นั่นไม่มีปัญญา พระพุทธเจ้าก็สอนนัยทั่วไปอยู่แล้ว อะไรมันก็ไม่เที่ยง แต่มันมีความเที่ยงที่เป็นตัวลึก ตัวสูงส่ง แม้แต่ทางสายอาตมัน สายพระเจ้า เขาก็มีความเที่ยง สายเราก็มีความเที่ยง เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้รับความเที่ยงที่เป็นสัจจะอย่างนี้ จึงไม่สงสัยว่า อาตมันเที่ยงหรือไม่เที่ยง คุณว่าอาตมันเที่ยงไหมๆ อัตตา เที่ยงไหม ไม่เที่ยงล้มล้างทฤษฎีของอาตมัน ทฤษฎีหรือว่าศาสนาหรือลัทธิที่มีพระเจ้า ที่มีพระวิญญาณ นิรันดร์ มีอาตมันเขาเที่ยง ของพระพุทธเจ้ามาล้มล้างลัทธิที่มีอาตมัน ลัทธิที่มีเที่ยง มีนิรันดร์ ทีนี้ เมื่อผู้ที่ไปถึงความไม่เที่ยง และความเที่ยงอย่างสมบูรณ์ ที่อาตมาอธิบายแล้ว อะไรเที่ยง ความไม่เที่ยงอะไร ในนัยที่ลึกซ้อน ลึกซึ้งแม้ถึงปรมัตถ์ ถึงขั้นจิต เจตสิก ส่วนใดที่ไม่เที่ยง และไม่เที่ยงเป้นกิเลสสูงขึ้นเพิ่มขั้น ไม่เที่ยง แต่ทำให้กิเลสลดลงๆ จนกระทั่งแข็งแรงเที่ยง จนกระทั่งกิเลสไม่เกิดอีกอย่างมั่นคงแข็งแรง เที่ยงแท้ เห็นความแข็งแรงเที่ยงแท้ ไม่ต้องศึกษาอีก ถาวรแล้ว ถอนอาสวะสิ้นตัวนี้เป็นตัวที่เรียกว่า ไม่ต้องศึกษาอีกแล้ว ไม่ต้องฝึกฝนอีกแล้ว จบกิจ ศีลสิกขาก็ไม่ต้อง จิตสิกขาก็ไม่ต้อง ปัญญาสิกขาก็ไม่ต้อง อุภโตภาควิมุติแล้ว มีวิมุติอย่างสมบูรณ์ ทั้งจิตและปัญญาก็เห็นในวิมุติ นั่นอย่างแน่แท้ เที่ยงๆเที่ยงตรงเลย ถ้าผู้ใดมีสภาวะถึงก็ไม่ต้องไปมีปัญหากะใครอีก ใครจะว่เที่ยงไม่เที่ยง บรรเทาคลาย สุดท้ายสละได้แล้ว กำจัดออกแล้ว สละได้แล้ว คลายได้แล้ว พ้นได้แล้ว ละได้แล้ว สลัดได้เฉพาะแล้ว ความเที่ยงนั้นก็มีแล้ว จนกระทั่งไม่ติดยึดในความเที่ยงนั้นอีก ไม่ติดยึดเป็นเราเป็นของเรา เป็นมนสิการส่วนตัวสลัดได้แล้ว สลัดได้โดยเฉพาะ คำว่าโดยเฉพาะนี่ คือตีเปราะลงไปเลยนะว่า ได้เฉพาะอันนี้ เรื่องนี้ เรื่องไหนก็แล้วแต่ กี่เรื่องก็ให้มันได้เฉพาะเรื่องๆๆนั่นไปทุกเรื่องก็แล้วกัน ว่างปล่อยได้หมด นี่ลึกซึ้งถึงปานนี้ โลกจะมีที่สุดบ้าง โลกจะไม่มีที่สุดบ้าง เราก็รู้แล้ว ที่สุดมันมีปรินิพพานแน่ะสุด มี แล้วก็เอาโลกนี่ซิ พิสูจน์ ถ้ามันยังเกิดอยู่ มันก็ต้องเกิดอยู่ เพราะคุณยังไม่ดับเหตุแห่งความเกิด ดับเหตุความเกิดได้สนิท สูญสุด ไม่มีอีก คุณก็พิสูจน์ความจริง แล้วคุณจะไปเถียงกับเขาทำไม คุณรู้แล้ว แต่อธิบายให้คนฟังยากนัก ทุททัสสา ทุรนุโพธานะ ให้คนเห็นตามได้ยาก ให้คนรู้ตามได้ยาก ต้องมาทำเอาเอง เป็นปัจเจกสัจจะ เป็น individual truth เป็นความจริงของแต่ละคนๆๆใครของแต่ละใคร คนไหนก็คนนั้น ทำเอาให้เจอ เป็นสัจจะถึงสัจจะของตัวเองให้ได้ เพราะฉะนั้น แม้โลกมีที่สุด หรือโลกไม่มีที่สุด ก็มาเอาโลกที่สุดตัวนี้ซิ ไอ้โลกตัวพวกนี้มีที่สุด ไม่มีที่สุด เราไม่รู้ด้วยหรอก พระพุทธเจ้าก็ตรัส เราไม่รู้ที่ต้น เราไม่รู้ปลาย เพราะฉะนั้น อย่าไปโรหิตตัสอยู่เลย โรหิตตัส โอ๊ย มีทางเท่าไหร่ มีเวลาเท่าไหร่ ก็เดินไม่กิน ไม่ขี้ ไม่เยี่ยวเลยนะอุตส่าห์เดินทางไป จะไปให้ถึงที่สุดแห่งโลก จะไปเขาว่าที่ไหนที่สุดก็ตาม หาที่สุดแห่งโลก พระพุทธเจ้าบอกว่า ปัดโธ่! เอ๋ย ไปเดินไปหามันไม่ใช่ทางๆจบหรอก โรหิตตัส มาศึกษาทางนี่เถอะ จึงจะเจอที่สุดแห่งโลก และพระพุทธเจ้าท่านก็พามาเจอที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น นี่ก็เหมือนกัน ในความเป็นจริงของชีพ ก็คือ ชีวะ ภูตะ ปาณะ หรือว่า จิตวิญญาณ ทางนามธรรม สรีระก็คือร่างกาย อันประกอบไปด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ แท่งนี้ และไปบอกว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพเป็นอื่น สรีระเป็นอื่นบ้าง มันเป็นอื่น หรือมันเป็นอันนั้น อันไหน มาปฏิบัติธรรมของ พระพุทธเจ้าแล้วไม่มีปัญหาเลย กายก็รู้กาย จิตก็รู้จิต รู้กายรู้จิต รู้สรีระ รู้ชีวะ รู้แน่นอนแล้ว ชีวะชีวิต เกิดมาทำไม มีชีวิตชีวา มีความเป็นอย่างเบิกบานร่าเริง ไม่เป็นทุกข์ ไม่เศร้า ไม่หมอง มันเป็นยังไงละ ชีวิตชีวา ปฏิบัติให้ไปถึงจุดนั้นซิ และชีพอันใด สรีระอันใด ก็แยกกาย แยกจิตออก เข้าใจนะชัดเจน อย่างอาตมานำมาพูด มาบอกพวกคุณนี่ สมองไม่ใช่จิตวิญญาณนะ ทางโลกเขา ทางวิทยาศาสตร์ เขาค้นพบแต่แค่ว่าสมองนี่แหละ มันเป็นตัวบงการใหญ่ ในสรีระนี้ ใช่ สมองเป็นตัวที่ส่งบงการในตัวสรีระ แต่ตัวที่ซ้อนลึกไปกว่านั้น ที่ทำงานอยู่ในสมองนั้น เป็นตัวบงการ เป็นพลังงานหลักจริง มันจิตวิญญาณนะ จิตวิญญาณได้อาศัยสมองเป็นมือเป็นไม้ เป็นองค์คาพยพเป็นอุปกรณ์ในการที่จะทำงานสมองของคนนี่ วิจิตรพิสดาร เซลละเอียดลออมากกว่าสัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าสัตว์ไหน แม้แต่ช้าง ที่ว่าใหญ่ก็ใหญ่ สมองใหญ่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะสมบูรณ์ทีเดียวไม่ละ มันไม่วิจิตรพิสดารมันไม่ละเอียดลออพอหรอก มันใหญ่เฉยๆ แต่ไม่ได้หมายมันใหญ่นั่นวิเศษกว่าไม่ใช่ สมองที่เล็กๆ ก็สามารถที่จะสูงกว่าสมองที่โตๆ ก็ได้ แต่สมองโต แล้วมีเซลประสาท มีรายละเอียดที่ได้ดีก็สามารถจะใช้งานได้ดี ได้ช่วยอยางนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจเมื่อปฏิบัติธรรมแล้ว เข้าใจลักษณะกาย ลักษณะจิต ลักษณะสรีระ หรือลักษณะชีพนะ อันไหนเป็นอันไหน อันไหนที่จะทำงานกับอะไรแล้วสัมพันธ์กันตรงไหน ก็จะรู้ เพราะฉะนั้น คนเรานี่ วิญญาณเป็นตัวต่างหาก สรีระนี่ก็เป็นตัวต่างหาก เพราะฉะนั้น เวลาร่างกายตาย วิญญาณก็ไม่เกี่ยวกับร่างกาย ไม่ใช่เรา ของเราจริงๆ ศาสนาของพระพุทธเจ้า จึงศึกษาประพฤติสูงๆขึ้นไปหน่อย แล้วไม่ห่วงร่างกาย พิจารณาให้มันเห็นว่าเป็นธาตุเท่านั้น สักแต่ว่าธาตุ แม้กระทั่งพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หยาบๆไปจนกระทั่ง พิจารณาถึงข้างใน อวัยวะในอาการ 32 ทั้งหมด มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะฉะนั้น เอาเราไปไว้ที่ไหน ตั้งแต่สรีระนี่ ไม่ใช่เราก่อนแล้ว แม้แต่ตัวจิตวิญญาณ ก็ไม่ใช่เราอีกในอนาคตพิจารณาปลดปล่อยต่อไปอีก จึงหมด ไม่สงสัย ไม่สงสัยเลย ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นบ้าง มันเป็นยังไงของอันนั้น เข้าใจหมด ชีพเป็นอื่น สรีระเป็นอื่นบ้าง เพราะฉะนั้น แม้แต่ร่างกายเป็นอื่นง่าย จิตวิญญาณก็ต้องวางให้เป็นอื่นอีก อย่าไปยึดติดว่าเป็นเรา เป็นของเราว่าเป็นที่สุด อย่างนี้เป็นต้น เราก็รู้ สัตว์เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเป็นอื่นบ้าง สัตว์เมื่อตายย่อมไม่เป็นอื่นบ้าง สัตว์เมื่อตายไป ย่อมมีอีกบ้าง ย่อมไม่เป็นอีกบ้าง ก็มีบ้าง สัตว์เมื่อตายไปก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง สัตว์เมื่อตายไป ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีก ก็หามิได้บ้าง อันนี้ก็บอกถึง ความเกิด ความตาย บางคนก็บอกว่า ความเกิดความตาย หรือว่าความเป็นอีกนั่นแหละ ความเป็นอีกนั่นก็คือ เวียนกลับมาเกิด เพราะฉะนั้น บอกว่าตายแล้วย่อมไม่เกิดก็มี และย่อมเกิดก็มี เขาก็เถียงกันไปน่า ตายแล้วเป็นอีกก็มีบ้าง หรือตายแล้ว จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ สัตว์เมื่อตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สัตว์ตายแล้ว จะว่าเป็นอีกก็ไม่ใช่อย่างนั้น จะไม่เป็นอีก ก็ไม่ใช่อย่างนั้น และว่ายังไงล่ะ อธิบายไม่ได้ไม่รู้ อันนี้ มันก็เป็นปัญหา แต่ผู้ปฏิบัติเข้าไปจริงๆแล้ว จะรู้เลยว่า อ้อ ไม่ใช่แต่แค่ว่าไม่รู้สัตว์เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเป็นอีก เป็นได้ไหม ได้ สัตว์เมื่อตายไปแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก ได้ไหม ได้ สัตว์ที่ตายไปแล้ว เป็นอีกบ้าง ไม่เป็นอีกบ้างไหม ได้ ครบ หมดสงสัย ปัจเจกสัจจะบรรเทา เหมือนพวกเรา นี่ แต่ก่อนนี่จะมาศึกษากับอาตมา สงสัยไอ้เรื่องเทวดา มันเป็นยังไง ผีมันเป็นยังไง สงสัย และพวกเราทุกวันนี้ ปัจเจกสัจจะบรรเทาลงบ้างไหมละ ไอ้เรื่องผี ไอ้เรื่องเทวดา นี่เขาจะพูดยังไง เราจะอธิบายให้เขาฟังไม่ค่อยได้หรอก แต่ว่า สำหรับตัวเรานั้น โนพรอมแพรม ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ใครเป็นอย่างนี้บ้างๆยกมือซิ อ้อ สมณะนี้ไม่มีเลย ไม่รู้เรื่องสักองค์ ถือว่าไม่เป็นนักเรียน บรรลุแล้ว บรรลุแล้วก็ยกมือซิ บรรลุแล้ว นี่ไม่ใช่นักเรียน เลยไม่รู้เลย ให้ตีขลุมว่า อย่าให้ยกมือหน่อยเลยนะ ประเดี๋ยวมันขายหน้า ให้แต่ฆราวาสเขายกเถอะ ไอ้เราประเดี๋ยวไม่ยก คนยกก็รู้ คนยกก็ว่าไม่รู้ ขายหน้าพระนะ อย่าให้ยกเลยเหรอ แหม รวมกันนี่ ประท้วงผม รวมกันเป็นหนึ่งเดียวเลยนะ ประท้วงผมไม่ยกพร้อมกันเลย เอาละๆ ยกไว้นะ สมณะก็ยกไว้ก็แล้วกัน ไม่อยากให้เปิดโปง เอาฆราวาสนี่แหละ ใครรู้สึกเป็นอย่างนั้นบ้าง เรื่องผี เรื่องเทวดา แต่ก่อนนี้ สงสัยจริงๆ เดี๋ยวนี้ไม่เป็นปัญหาหรอก และไม่ได้ตัดทิ้งด้วยนะ เรามีส่งที่จับมั่นคั้นตายอยู่ วิยญาณที่เป็นผีเป็นยังไง วิญญาณที่เป็นเทวดาเป็นยังไง เข้าใจแล้ว แต่ก่อนนี้ ไม่เข้าใจมันจริงๆเลย เทวดากับผี เทวดาอะไรนี่ ผีอะไรนี่ ไม่รู้เรื่องจริงๆเลย แต่เดี๋ยวนี้ เอาเถอะ จะมีเทวดาบางอย่างบางอัน เราจะยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำไปว่า และไอ้ผีที่เวลาตายตายไปแล้วๆ ก็เอามาหลอกคนนะ อยู่ป่าช้าอย่างนี้ แต่ว่าอาตมาก็ว่ามันไม่มี ผีมันไม่ทำอะไรเราได้หรอก แต่เราก็ยังหวั่นใจอยู่ว่าไม่ได้เดี๋ยว ยื่นมือออกมาจากตรงนี้ เอาจะยุ่งกันใหญ่ ยังแคลงๆ คลางๆอยู่ก็ตาม แต่คุณก็ชัดถึงเรื่องผี เรื่องเทวดาแล้ว อย่างปัจเจกสัจจะ บรรเทา คือไม่ค่อยจะเชื่อแล้ว ไม่สงสัย คลางๆแคลงๆ อะไรมากแล้ว จับได้ปฏิบัติถูกแล้ว เป็นเช่นนี้ไหม ใครเป็นเช่นนี้บ้าง ลองยกมือถี โอ๋ ใช้ได้เยอะนะ ขณะนี้ อาตมาพอสอนไม่ล่มจม สอนมีผลได้ขนาดนี้ ไม่ล่มจมนะ เอายังงั้น มันยังไม่บรรเทาๆ ไปบ้าง แล้วเหมือนกันละหายกลัวไอ้ผีสางๆแบบนี้ อยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่สนิทใจ จนกว่าคุณจะปฏิบัติอันนี้ จนกระทั่ง มันแม่นเลย โอ๋ เรารู้จักจิตวิญญาณว่าจิตวิญญาณจะไปไม่ได้หรือ อย่างนั้น เราจะรู้เลยว่าเป็นไปได้ มันก็โง่อยู่อย่างนั้นแหละ มันเป็นไปได้ อาตมาอุตส่าห์หาเหตุหาผลวิเคราะห์ให้ฟัง ถ้าคนตายแล้วนี่ จิตวิญญาณมันจะมาหาคนได้ มันหลอกคนได้ ยื่นมือยาวๆ แยกเขี้ยวยิงฟันอะไรได้นะ มันมาทำแล้วจิตวิญญาณของคู่อาฆาต คนที่เป็นศัตรูของแต่ละคน มีคนที่เกลียดคนที่ชัง ถ้ามันตายไป มันมาได้ มันก็มาแยกเขี้ยวยิงฟันให้คุณตายเลย ให้คุณนั่นแหละจับตัวมันได้ ตอนนี้ต่อสู้มันอยู่สบายเลย คุณจะไปตีวิญญาณก็ไปตีไม่ได้ และคุณจะไปฆ่าแกงวิญญาณก็ฆ่าแกงไม่ได้ ตอนเป็นๆ ประเดี๋ยวสู้กันแล้ว ประเดี๋ยวหวด เดี๋ยวมันก็เจ็บ ก็ปวด ตอนนี้ ตายไปแล้วนี่ แต่อาฆาตมาดร้าย มันยังมี มันมีมาแยกเขี้ยวยิงฟัน อยู่ดีๆ ก็มาตีหัวคุณเล่นฟรี เอ้า ก็คุณจับตัววิญญาณได้ ใช่ไหม วิญญาณมันก็มาแก้แค้น ตีหัวคุณฟรี วันละห้าร้อยเที่ยวก็สบายโขไป อย่างน้อย ก็ทำให้รำคาญเล่น มาแกล้งก็ได้ มาเกลียดกัน มันไม่ชอบกัน มันก็เจอไปหมดละซิ มีแต่ โอ๋ย ดีแล้ว ตายแล้วโล่งอก คู่อาฆาตศัตรูตายแล้วโล่งอกไม่กลัว แต่ก็ยังกลัวอยู่นั่น ถ้าไปเจอมันเข้าเดี๋ยวมันหลอกหลอน มันมาได้มันก็มาซิ วิญญาณน่ะ ทีนี้ที่รักละ คนที่ตายจากกันล่ะ และมันก็ต้องมาหาแล้วโอ๋ย คิดถึงเธอจัง มานัวเนียๆ อยู่นั่นแหละโอ้ เป็นพ่อ เป็นแม่ที่รักลูกก็ตายจาก แล้วก็อยู่นี่แหละ มาหาได้ก็มาแล้ว มาสะกิดอยู่อย่างนี้ๆ แม่หิวปาท่องโก๋แล้วนะ ก็อยู่นี่ เผลอๆ เป็นคู่รักกันมาก็ เธอจ๊ะ เธอจ๋า มาหึงมาหวงมาอยู่แหละ มีแฟนใหม่ไม่ได้ เดี๋ยวถูกวิญญาณเอาตายหมด มีแต่สร้างนิทานกันเท่านั้นแหละ เรื่องจริงไม่จริง เรื่องจริงไม่มี ถ้ามีมันก็เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน