350410 อโศกรำลึก'35 พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350410 อโศกรำลึก'35 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
อโศกรำลึก'35 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2535 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
อโศกรำลึก 2535 ปีนี้ อาตมาเกริ่นที่นี่วานนี้แล้วว่า เราจะมีของชำร่วยแจก และเป็นของชำร่วยที่สดใหม่ สดมาก ไม่เคยสดเท่านี้ หรือใครยังเห็นว่าไม่สด ใหม่สดมากนะ ประสาใจ อาตมาพยายามทำโดยไม่บอกใคร พยายามทำงุบงิบๆ อยู่ไม่กี่คน น่าพิมพ์ทำให้เสร็จออกมา เจ้าตัวที่ได้เผลอๆก็ตาม ไม่รู้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ได้แสดงอะไรต่ออะไรออกมาจากใจ ตัวเองจะเป็นใจเผลอ ใจแกล้งใจจริงอะไรก็ไม่รู้ได้แหละ ได้แสดงออกไว้แล้ว อาตมาก็หยิบเอามาพิมพ์ประจานไว้ในนี้ น่า ได้ข่าวมาว่า เมื่อทำแล้ว เสร็จก็มีคนมาเห็น สมณะนี่แหละ มาเห็น ไอ้หย่า พิมพ์ออกมาจากไหนนี่ ไม่ได้เขียนให้เลยว่ายังงั้น บอกไม่เขียนให้หรอก แต่เขียนออกมาแล้วนะ เขาเก็บมานะ ก็เอามารวมพิมพ์ไว้ในนี้นะ ไม่ทุกคน เพราะว่า เฉพาะคนที่ได้ทำ ได้มีความตั้งใจหรือว่าได้มีความร่วม ได้มีความร่วม อาตมาก็เอาสิ่งที่ผู้ที่ได้มีความร่วมนั่นแหละลง ก็มันไม่สมบูรณ์นัก ตรงที่ผู้ทำนี่ ไม่ได้เจตนาที่จะทำกันเป็นจริงเป็นจัง ทำให้ครบครัน ทำขึ้นมาโดยใจคิดอยากจะทำ และก็ทำ คือ ใน พ.ศ.2534 นั่นก็ทำทำใบอะไรขึ้นมาเป็นใบๆแล้วเขียนแล้วก็เอาไปคิดไว้ ใครมีอะไรต่ออะไรยังไงก็ วันอโศกรำลึกนี่ ใครคิดว่าจะมีอะไรจะเขียนอะไรยังไงก็เอาไปเขียนและก็เอาไปติดไว้ ถ้าใครจำได้ มันก็มีอยู่เท่าที่มันมีนั่นแหละ อาตมาไปเห็นเข้า แล้วว่า ดี ก็เลยเก็บมา เก็บเอามาไว้รวบรวมมา และก็เอามาให้เขาเก็บทำเป็นเล่มไว้ เสร็จแล้วเป็นเล่ม รวบรวมเป็นเล่มแบบพิมพ์ง่ายๆ และเอามาเข้าเล่มไว้เฉยๆ ทีนี้อาตมาก็มานึกถึง วันอโศกรำลึกนี่ เอ๊ วันอโศกรำลึกมันก็เป็นเรื่องของอโ
อ่านต่อ
ศกรำลึกน่าจะดีถ้าเผื่อว่า เราได้เอา พวกเราที่ได้เปิดใจ มีหัวใจอะไรที่มันเกิดอะไรต่ออะไรมานั้น เอามารวบรวมกัน เอามาลงไว้ในหนังสือ ก็เอามาแจกกันเป็นหลักเป็นฐาน มันมากขึ้น และมันจะได้กระจาย เพราะว่ามีอะไรดีๆในสิ่งเหล่านี้นะ โดยเฉพาะ อาตมาเห็นว่า คนที่มีจิตใจๆร่วม รวมในความเป็นจิตวิญญาณของหมู่กลุ่ม เช่นวันอโศกรำลึกนี่นะ ไม่มีอะไรหรอก เป็นวันที่ไม่มีอะไร เป็นวันง่ายๆ เป็นวันอะไรที่เรารู้กันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเลย มาก็มารวมกันดื้อๆ มารวมกันเฉยๆนะ มาพบหน้ากัน ไม่มีอะไรครึกครื้น เพราะว่าไม่ใช่วันครึกครื้น วันอโศกรำลึกนี่ เป็นวันเงียบๆ เสียด้วยซ้ำ อย่างที่เราคงจะจำได้ข้อหนึ่ง คือ วันเงียบๆ แต่ว่าใจของเรา หรือว่าจิตใจของเรา มันไม่เงียบหรอก จิตใจของเรา มันมี คนเราที่ยังไม่ตายนี่ คือคนที่ยังมี คนที่ยังเป็น นี่ลักษณะของพุทธะก็คือ เป็นผู้รู้ตื่นเบิกบานๆ นี่เป็นความหมายของพุทธะ และอาตมาในวันอโศกรำลึกนี่ปีนี้ อาตมาก็มีอะไรว่า ความรู้สึกของความเป็นพุทธ หรือมีผลของความเป็นพุทธนี่ จะเป็นอย่างไรนะ ความมีผลของความเป็นพุทธนี่ อาตมาวันนี้ จะให้โศลกอันนี้นะ ทีนี้คนมารวมนี่ อาตมาเห็นว่า เป็นคนที่มีจิตใจเป็นพุทธะ พุทธะนี่เป็นลักษณะๆที่ขาดหลุดที่พ้น แต่รวม ในความเป็นเป็นความเป็นปึกแผ่น แต่ในความวาง ในความปล่อยนี่ ปล่อยได้ขาด วางได้สนิท เป็นพุทธ นี่ ลักษณะเด่นหรือว่าลักษณะที่สุดของปรินิพพาน นี่ ก็คือ ลักษณะขาดสุด สูญสุด ไม่มีสุดๆเลย หมายความว่าเลิก ตายสนิท ดับสนิท ขาดสุด อันนี้เป็นจุดสำคัญที่สุดของพุทธ ที่ค้นพบ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นยอดแห่งความปรารถนาของผู้ที่สนใจธรรมะที่เป็นพุทธ ก็คือนิพพาน และสุดท้ายก็คือปรินิพพาน นิพพาน ปรินิพพาน อาตมาขยายความแนะนำพวกเราอยู่เสมอว่า มันมีความต่างกันในจุดลึกซึ้งอยู่ตามฐานะตามกาละ กาละของการปรินิพพาน ก็เป็นกาละของพระอรหันต์ ที่ไม่ต่อภพ ไม่มีภพ ไม่ต่อภพ ต่อภูมิอะไรแล้ว นั่นหนึ่ง พระอรหันต์ 2.ก็คือ พระพุทธเจ้าๆทุกพระองค์ ก็ปรินิพพานทุกพระองค์ พอถึงวาระที่สิ้นชีพดับขันธ์ ท่านก็ปรินิพพาน คือเรียกว่าดับสิ้น ตายรอบ ไม่มีจริงๆ ไม่มีคำอธิบายอะไรอีกเลยว่า ไม่มีก็คือไม่มี ไม่มีอะไรเกิดอีก ไม่มีอะไรเป็นอีก ไม่มีอะไรต่ออีก ทีนี้มหายาน ไม่รู้จักจบ มหายานๆที่เข้าใจผิดนะ มหายาน ที่เข้าใจผิด ก็เลยต่อไม่รู้จบ ก็กลายเป็นสภาพนิรันดร์ หรือกลายเป็นสภาพที่มันโต่งไป มันเกินไป มันเลยไป มันไม่มีตัวจบสิ้น มันไม่มีตัวสิ้นสุด มันก็เลยๆ เถิดไป ก็มีความเข้าใจผิดไป ก็ออกนอกลู่นอกทางนอกทิศไปนะ ที่จริงแล้ว มีจบๆ จริงๆ จบเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อผู้ใดที่เรียนรู้ศาสนาพุทธแล้ว รู้ว่านิพพานคือตัวจบ ตัวขาดตัวสิ้น ตัวหลุด ตัวพ้น ตัวไม่มี ตัวไม่เป็น ไม่เอา ไม่เกิดอีก และคำสำคัญที่มาพูดกันก็ชัดก็คือ คำไม่เกิด นะ ไม่เกิดนี่คือ ลักษณะหมดเชื้อ หมดสูญจริงๆเลย เพราะฉะนั้น หมดสูญ จะหมดเชื้อในอะไร ในคนที่มาศึกษาของพุทธ ของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องมาเรียนรู้ศึกษาจริงๆว่า อะไรที่มันสำคัญที่สุด พระพุทธเจ้าก็สอนเอาไว้ เรื่องของกิเลส ตัณหา เป็นสมุทัยแท้ ซึ่งพระพุทธ- เจ้าตรัสรู้อริยสัจ 4 แล้วก็ตัวที่เป็นเหตุแห่งทุกข์จริงๆ เราก็เรียนรู้ทุกข์ ทุกข์จริงๆ มันทุกข์ที่มันตั้งอยู่ไม่ได้ มันไม่เที่ยง มันไม่แท้ ทีนี้ ผู้ใดทำไม่ให้ไม่เกิดได้อย่างแท้ ไม่เกิดได้ อะไรไม่เกิด ก็ต้องหมายเอาแต่ละอย่าง เช่นว่า ความเลว ความไม่ดี ความไม่งามนี่ ไม่เกิดไม่เกิดจริงๆ อย่างไรๆ เราก็มีอำนาจ ไม่เกิดๆ ในใจ กาย วาจา ไม่ต้องพูดถึง ถ้าใจไม่เกิดแล้ว จบ ใจเป็นประธาน จิตเป็นประธานสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้น ไม่เกิด เช่น ความไม่ดี ไม่งาม คือเรามองคนอื่นด้วยความเพ่งโทษ อย่างนี้เป็นต้น เราไม่เกิดเลยในใจ ใครๆเขาจะทำดีเรา ก็รู้ว่าเขาทำดี ใครเขาจะทำชั่ว ทำเลว ทำร้าย อย่างไรๆ เราก็รู้เข้าใจจริงๆ อย่างพุทธะนี่ เป็นผู้รู้ๆ นอกจากรู้แล้วตื่น เป็นผู้รู้อย่างคนโลกใหม่ ตื่น นี่คือคนโลกใหม่ๆ นี่ สัพพปาปัส- สะ อกรณัง คนโลกใหม่นี่ สิ่งที่เป็นบาป บาปอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อย่างไม่ดี อย่างบาปก็คือ ความไม่ดี ความชั่ว ความลามก เพราะฉะนั้น ความชั่ว ความลามก ความไม่ดีอะไร ก็แล้วแต่ ไม่ดีนิดหนึ่ง น้อยหนึ่งก็ตาม จะรู้อาการนั่น เมื่อรู้แล้วเป็นคนตื่น หมายความว่า เป็นคนที่ไม่งมงายอีกแล้ว ไม่ให้มันเกิดได้นั่นเองเป็นที่สุด ไม่ให้สิ่งที่เป็นปาปะหรือบาป หรือไม่ดีนี่ แม้นิด แม้น้อย นี่เกิด อย่าว่าแต่เกิดทางกายเลย เกิดทางวาจาเลย แม้แต่ในใจ จะดำริไม่ดีขึ้นมา ความไม่ดี แง่ไม่ดี เชิงไม่ดีนี่ ไม่มี รู้ รู้ได้ เป็นผู้รู้อย่างยอดด้วย เป็นผู้รู้อย่างละเอียด รู้ว่าอะไรไม่ดีก็คือไม่ดี แต่ใจของเราไม่มีความรู้สึกๆไม่ดี หรือไม่มีความคิดดำริที่จะทำความไม่ดี เกิดความไม่ดีซ้อนขึ้นมา เกิดความไม่ดีซ้อนนี่หมายความว่า เขาไม่ดี เรารู้ว่าเขาไม่ดี แล้วเราก็ไม่มีจิตใจที่จะปรารถนา ไม่ดีกับคนไม่ดีนะ เช่นว่า เห็นเขาเลว เราก็จะไปคิดทำสิ่งที่มันเลวซ้อนเข้าไปเหมือนเขา หรือไปในทิศทางที่ไม่ดี หรือเลวกับเขามีแต่จะคิดแก้เอ็นดู ต้องการให้เขาได้ดี จึงเรียกว่าความปรารถนาดี ไม่ใช่ความปรารถนาไม่ดีนา อันนี้เราได้เรียนกัน เราได้ศึกษากันมาในเรื่องของกายสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึง ความปรารถนาไม่ดี คือ ปาปิกาอิจฉา แปลว่า ความปรารถนานา ซึ่งต่างกับปาปิกาอิสสา อิสสาก็คือความริษยาๆที่ไม่ดี หรือความริษยาลามก ริษยาที่ชั่วช้า ความริษยาที่เป็นบาป ริษยานี่สายโทสะ แต่อิจฉา คือความปรารถนา นี่สายโลภะ จะเรียกว่าโลภะก็ได้ แต่ว่ามันไม่ใช่โลภะความต้องการ ความอยาก แต่เป็นความปรารถนาที่เป็นพระอรหันต์ก็ตาม เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ตาม ยังมีความปรารถนาเช่นนี้อยู่ ยังมีความอิจฉาวจร ยังอิจฉาวจร กังขาวจร ยังมีตัวนี้เกิดอยู่ดำเนินอยู่ อวจรก็คือดำเนินไป ยังมีตัวจิตวิญญาณ แม้พระอรหันต์ แม้พระพุทธเจ้าก็ยังมีอิจฉาวจร อาตมาสอนพวกเรา แนะนำพวกเรา ในภาษาบาลีว่าอิจฉานี่ให้ถูกต้อง เรา อย่าไปเรียกคำริษยานี่ว่าอิจฉา มันคละเรื่อง มันคนละขั้ว มันคนละตระกูล ริษยามันอยู่ในตระกูลของอิสสา ส่วนอิจฉานั่นน่า คนภาคกลางนี่ พูดไม่ชัด พูดทองแดง พูดภาษาบาลี เป็นทองแดง พูดอิสสาเป็นอิจฉาไาปหมด แต่คนอีสานนี่พูดถูก พูดภาษาบาลีว่าปรารถนา หรือต้องการพวกนี้ ถูก และพูดคำว่าริษยานี่ถูก คืออิสสา อีสานนี่อิสสา เขาไม่พูดอิจฉาหรอก แต่ภาคกลางนี่ บอกริษยาเมื่อไร แล้วพูดอิจฉา ผิด เสียหาย ชาวอโศกไม่พูดอิจฉาแล้ว เรียกริษยา หัดให้มันถูกต้อง อิจฉาเป็นความปรารถนา ยังมีความต้องการปรารถนา แต่ไม่ใช่ตน ไม่ใช่บำเรอตน ความปรารถนาไม่ใช่บำเรอตน ความปรารถนาที่จะรังสรรค์ที่จะสร้างจะก่อ เป็นจิตวิญญาณที่ศาสนาอื่นเขาเรียกจิตวิญญาณเป็นพระเจ้า ศาสนาอื่นเขาเรียกพระเจ้า ของพุทธเราก็เรียกได้ พระเจ้านี่เป็นพระผู้สร้าง เป็นผู้สร้าง เป็นพระผู้ประทาน เป็นจิตบริสุทธิ์สะอาด พระจิตวิญญาณ พระจิตอันบริสุทธิ์สะอาด จิตวิญญาณลักษณะนี้ ในพระอรหันต์เจ้าที่ยังไม่ตาย ยังเป็นชีวิตอยู่ ยังไม่ปรินิพพาน มีจิตวิญญาณอันนี้แหละจิตวิญญาณพระเจ้า เพราะฉะนั้น ศาสนาอื่นเขาบอกว่าจะไปอยู่กับพระเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า มีจิตวิญญาณของพระเจ้า ก็มีจิตวิญญาณดังพระเจ้า หรือเป็นจิตวิญญาณพระเจ้าจริงๆ เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธเข้าใจพระเจ้าๆ คือ พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว พระจิตวิญญาณ คือ พระอรหันต์ๆคือพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์แล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า เป็นพระเจ้าโดยตรงจริงๆด้วย พระอรหันต์นี่เป็นพระเจ้า มีชีวิตอยู่ก็เป็นผู้สร้างสรร เป็นผู้ประทาน เป็นพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ พระอรหันต์ขึ้นไปนี่ เป็นอย่างนั้น สร้างสร้างสรรนา สร้างด้วยอะไรและจะมีจิตเป็นอย่างไร จิตพระอรหันต์เจ้าจะมี ที่จะบอกว่าที่อาตมาบอกว่าจะให้ คือผลของจิตวิญญาณของพระอริยเจ้าขั้นสูงสุดแล้ว ไม่สูงสุด เราก็จะต้องสร้างให้เป็น คือจะเป็นจิต และก็เป็นผล ทั้งจิตและกรรมๆ ของพระอรหันต์นี่ จะเป็นจิต และกรรมอย่างนี้นะ หนึ่งดีใจจะเป็นจิตที่ดีใจอยู่เสมอ ไม่มีเสียใจ จิตดีใจ หรือใจดี เดี๋ยวพูดกลับ เดี๋ยวอาตมาจะอธิบายคำ มันมี 4 คำ 1.ดีใจ 2.เร็ว เดี๋ยวจะได้ขยายความทั้งนั้น ไม่ขยายความประเดี๋ยวก็เร็วลุกลี้ลุกลน เดี๋ยวก็เป็นคนละเรื่องนะ พระอรหันต์เจ้า มันมีคำกำกับ 3.ประณีต 4.ครบ นะ ดีใจ เร็ว ประณีต ครบ นี่เป็นจิต และกรรมๆ ของพระอริยเจ้าชั้นสูง โดยเฉพาะยิ่งเป็นพระอรหันต์ จะมีจิตอย่างนี้ ดีใจคืออะไร ดีใจก็คือจิตนี้ จะไม่เฉื่อย เราเดาๆกัน หรือคนในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์แล้วไม่มีกิเลสแล้วนี่ เย็นเฉยๆ เฉื่อยๆน่ะ ก็เชื่อว่าท่านเสียใจก็ไม่มี คงเชื่อว่า พระอรหันต์ท่านคงไม่เสียใจแล้วเชื่อ แต่ท่านก็คงไม่ดีใจหรอก ท่านคงจืดๆจืดๆเฉื่อยๆ เฉยๆ เพราะว่าไหนๆ ก็ว่าเป็นจิตของอริยเจ้าเป็นอุเบกขานี่นะ เป็นอุเบกขาก็คงเฉยๆเมย เจอเรื่องอะไร ก็ไม่ตื่นเต้น เจอเรื่องอะไร ก็เรื่อยๆ เฉื่อยๆ จืดๆ นี่เป็นความเข้าใจผิดนะ ที่จะกำชับกำชากันนี่ บอกว่าพรุ่งนี้ จะวันอโศกรำลึกแล้วนะเหรอ พระอรหันต์เจ้า ก็คงจะอย่างนี้ ว่ายังงั้นนะ อ้าว ไม่ตื่น-เต้นก็เฉยๆ ถ้าขืนตื่นเต้น ไม่ใช่พระอรหันต์ วันอโศกรำลึกเหรอ รู้แล้ว ไม่ตื่น รู้แล้วก็หลับต่อไป วันอโศกรำลึก คืออะไร เข้าใจแล้วรู้ว่า อโศกรำลึก เขาจะตื่น-เต้นก็ตื่นเต้นไปซิ ฉันอรหันต์แล้ว ฉันไม่ตื่นเต้นด้วยหรอก ไม่มี จิตใจอย่างนี้ ไม่ใช่พระอริยเจ้าๆจะรู้จักความสำคัญในความสำคัญ ยิ่งเป็นพระอรหันต์ จะรู้ความสำคัญว่าสำคัญ ของสมมุตินี่แหละ ของสมมุติด้วย เพราะรู้จักของสมมุติดี รู้จักสัจจะแห่งสมมุติดี พระอรหันต์เจ้า หรือพระอริยเจ้าชั้นสูง เขาสมมุติว่าอันนี้เป็นความสำคัญ อโศกเราสมมุติว่าวันอโศกรำลึกเป็นวันสำคัญอันหนึ่ง เป็นวันสำคัญของชาวเราจะต้องรำลึก จะรำลึกอะไร ก็จะได้สาธยายกันต่อ เดี๋ยวอาตมาจะได้อ่าน นี่ อาตมาก็รำลึกไว้ในนี้ เป็นเนื้อความเขียนเอาไว้ตั้งสี่ห้าหน้าพิมพ์นี่ ในหน้าอันนำเล่มนี่ อาตมาก็รำลึกเหมือนกัน รำลึกบอกเขา แต่ละรำลึกได้คนละนิดละหน่อย บางคนบรรทัดเดียว บางคนรำลึกไว้ อย่างท่านติสสวโรนี่ รำลึกไว้แค่ตาย เออ รำลึกไว้แค่นี้แหละนะ เขียนไว้แค่ตาย ติสสะๆๆ ลงชื่อไว้ว่าติสสะ ลงพิมพ์ไว้น่ะ หรือท่านธัมมาวุโธ ก็รำลึกไว้ไปละพ่อว่ายังงั้น ไปไหน รำลึกไว้แค่นั้น ไปละพ่อน่า ไปเผยแพร่ธรรมะ แหม่ มีบรรทัดล่างว่าไปเผยแพร่ธรรมะว่ายังงั้น เออ มีอารมณ์ขำดีนะอย่างนี้เป็นต้นนะ ก็ไม่รำลึกกันไว้คนเล็กๆคนน้อยๆ บางคนก็ยาว บางคนเป็นหน้า บางคนก็รำลึกเอาไว้เป็นกลอน เข้าที อาตมาก็รำลึกบ้าง แต่รำลึกใหม่ มารำลึกทีหลังพวกคุณ หลายหน้า อาตมาจะเอามาอ่านอธิบายขยายความให้ฟัง ตอนนี่ขยายความ ดีใจ เร็ว ประณีต ครบนี่เสียก่อน เมื่อกี้พูดไปพูดมา อธิบายมาถึงแล้ว ว่าพระอรหันต์มี จิตใจที่ดีใจ ใจนี่ ดีใจ เบิกบาน ร่าเริงอยู่เสมอ แล้วก็เป็นใจตื่น ไม่ใช่ใจซึม ไม่ใช่ใจเฉื่อย ไม่ใช่ ใจเรื่อย ไม่ใช่ใจไม่รู้ ใจดี ดีใจนี่ที่มีใจดีๆ ใจนี่ จะเป็นคนที่รู้จักดี ดีเป็นสมมุติ ชั่วเป็นสมมุติ แต่ก็รู้จักดี มีการรู้สมมุติในโลกว่า ไอ้นี่ดีเป็นกุศล นี่ต้องยังให้ถึงพร้อม ต้องร่วมต้องรวมต้องกระทำสิ่งเหล่านี้เมื่อมีโอกาส นอกจากสุดวิสัย ที่ว่ามันร่วมไม่ได้ รวมไม่ได้ หรือเห็นว่าสมควรจะไม่ต้องรวม จะไม่ต้องร่วม มีปัญญาอยู่ในนั่นเสร็จ ใจนี่มีปัญญาอยู่ในนั่นเสร็จ พระอรหันต์เจ้า หรือพระอริยเจ้าชั้นสูง มีปัญญาตัดสินวินิจฉัยว่า ควรร่วม ร่วม ควรลงมือรวม รวม ควรเร็วๆ และพระอรหันต์เจ้าจะประณีต จะครบจะมีกรรมเป็นกรรม ที่กระทำลงไป และประณีต กรรมที่ทำลงไปนั่นครบ แต่ที่ว่าครบๆนี่ เป็นกุศลกรรมครบนะ ไม่ได้หมายความว่า อกุศลกรรมเข้ามารวมด้วยครบ ไม่ใช่นะ ไม่มีอกุศลกรรม ไม่มีบาป บาปไม่มีกรณะ กรณังไม่มีการกระทำขึ้น ไม่มีกรรม ไม่มีบทบาท ที่เกิดกรณะขึ้นมาเลย ไม่มีความซับซ้อนของสิ่งที่จะเกิดขึ้นมา เป็นลักษณะที่ไปรบกับใคร กรณะนี่ อาตมาบรรยาย แปลบาลีด้วยลักษณะบาลีของอาตมานี่ กรณะนี่ กรณัง กะตัวหนึ่ง รณ ตัวหนึ่ง รณะ หรือ รณ แปลว่ารบ แปลว่าสงคราม ไม่ไปทำสงคราม หรือไม่ไปทำการเข่นฆ่า หรือไปทำร้ายหรือทำลาย อหิงสาสูงสุด อหิงสาอาตมาอธิบายเอาไว้แล้วว่า มันมีถึง 4 ขั้น แต่อาตมาอธิบายเอาไว้ตอนแรก 3 ตอนหลัง นี่ก็คิดว่า มันยังไม่ครบดี ก็เลยมาเห็นว่า แง่ความหมายของอหิงสา มันควรมี 4 คือ 1.ไม่อำมหิต โหดเหี้ยม ทารุณ 2.ไม่รุนแรง 3.ไม่เบียดเบียน 4.เสียสละ อภัย อหิงสา จะครบสมบูรณ์ ในลักษณะที่จะสูงสุดขึ้นมาเป็นลำดับๆ คนที่มีจิตอหิงสาจริงๆแล้ว แรกๆ นี่จะกระทำกรรมอำมหิต เพราะฉะนั้น โหดร้ายทารุณ ไม่เป็น หรือทำไม่ลง ทำไม่ได้เลยในชีวิตน่ะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีจิตใจอหิงสา แล้วได้ระดับ 1 แล้วนี่ สิ่งที่เรียกวา ถึงขั้นโหดเหี้ยม ถึงขั้นอำมหิต ถึงขั้นทารุณ นี่ ทำไม่เป็น ทำไม่ลง ใจของพระอริยเจ้า ที่ระดับที่ได้พ้นอหิงสาระดับที่ 1 แล้ว จะทำไม่ได้จริงๆตลอดชีวิต ทำไม่ได้หรอก ไม่เป็นวิสัยที่จะทำได้ ใครเขาทำก็ทำไม่ได้ ถ้ากรรมนั้น ในระดับอำมหิต ในระดับที่เรียกว่าอำมหิต ในภาษาที่เราคงเข้าใจเอาเองว่า ขนาดนี้ เรียกว่าอำมหิตแล้ว ขนาดนี้เรียกว่าโหดเหี้ยม ขนาดนี้เรียกว่าทารุณ นี่ ผู้ที่มีจิตอหิงสาระดับนี้แล้ว ทำไม่ได้ ทีนี้ ต่อมาก็ระดับอย่างรุนแรงอยู่ รุนแรงได้บางทีมีกรรมกิริยาที่รุนแรงพอสมควร แต่ไม่ถึงขีดที่เรียกว่ากรรมอย่างนี้อำมหิต กรรมอย่างนี้โหดเหี้ยมกรรมอย่างนี้ทารุณไม่ทำ แต่ก็ยังมีรุนแรง ทีนี้พระอริยเจ้านี่ ระดับสูงขึ้นไปอีก แม้แต่รุนแรง ก็ไม่รุนแรง มีอหิงสา ในระดับสูงขึ้นไปอีกแล้ว ไม่รุนแรงแล้ว เพราะฉะนั้น กรรมใดในระดับที่เรียกได้ว่ารุนแรงอยู่จะไม่มี จะว่ากายกรรม หรือแม้แต่วจีกรรมที่จะรุนแรง ก็ไม่รุนแรง วจีกรรมที่ไม่รุนแรง อาตมาเอง อาตมาอยากจะให้พวกเราสังเกต อาตมานี่ พูดวจีกรรม กายกรรม ก็คงเห็นว่าอาตมาไม่รุนแรงกะใคร ไม่เคยไปพัวะไปพะกับใครเลย และในชีวิตนี้ บอกว่าเคยชกกันเหมือนกัน เมื่อตอนเด็กๆ มาท้าชก ก็มาชกกันเลย ผู้ใหญ่ไม่ต้องหวง ไม่ต้องไปชกกะผู้ใหญ่ที่ไหนเลยนะ ในชีวิตนี้ ทั้งชีวิตมา เด็กท้าชกนี่เป็นเพื่อนน้อง มาท้าชก เอ มันต้องชกแต่ยังเด็กๆ อาตมาก็เด็กๆ อายุ 11-12 ชกกะเขา ดักชกก็ชกกันอย่างบุกๆบักๆ นะ ไม่มีกรรมการอะไร หวดกันปึบบับๆไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ชกกัน ชกกันอยู่นั่นแหลำะ และเด็กๆ มันก็ชกกัน มันก็ไม่มีใครเจ็บ และไม่มีเลือด มีเลิดอะไรหรอก ชกกันอยู่ได้ ตลก นึกแล้วก็ยังตลกเลยแต่มันก็เป็นด้วยจิตใจอย่างนั้นจริงๆ เอ นี่ มันต้องเหมือนๆผู้ใหญ่นัดมาชกกัน ดวลกันอย่างสุภาพบุรุษเลย และก็มาชกกันดื้อๆ มาก็ชกกันบึกบัก บึกบับ เมื่อยแล้วก็เลิกกันเอง เจ็บกันบ้างนะ เด็กมันหวด มันถูกหน้าถูกตากัน กำหมัดไม่ได้ใส่นวมอะไร กำหมัดชกกันดื้อๆ ดุ้นๆเลยนะ ตั้งแต่อายุ 11-12 เพราะฉะนั้น ในเรื่องรุนแรง อาตมาอย่างที่พูดว่าให้คุณสักเกต อาตมาว่าอาตมาไม่รุนแรงนะ ในกายกรรมนี่ก็ดี วจีกรรมละอาตมารุนแรงไหม แต่ อาตมาว่า อาตมารุนแรงก็ตรงที่ถึงขนาดว่า อาตมานี่ด่านะ ที่จริงอาตมาด่าไม่เป็น พวกเรานี่ชอบว่าอาตมาปากของคุณจัดเอง ว่าอาตมาด่า อาตมาอย่างเก่งก็แค่ดุๆ ดุกะด่านี่ ต่างกันนะ อาตมาให้นิยามคำว่าดานี่ก็คือ ภาษาที่เรียกว่าด่าก็คือ ตำหนิผู้อื่นด้วยกิเลสหยาบ และมีความรุนแรงๆในใจออกมา มีกิเลสแรง มีกิเลสหยาบ มีกิเลสแรง แล้วก็ตำหนิผู้อื่นด้วยกิเลส จะเป็นกิเลสโลภ หรือ กิเลสโกรธก็ตาม แม้แต่ที่สุด หลงลืมตัว ก็แรงออกมาได้ นั่นหลงหลงลืมตัวแรงออกมาได้ด้วยกิเลส อำนาจกิเลส มันจะแสดงออกมาแรง คนที่มีอำนจพิเศษ หรือว่า คนที่มีแรงพิเศษนี่ คนนั้นลืมตัวแล้วกำลังภายในออกมา เช่นว่า ตกใจ โอ้โฮ แบกตุ่มได้ แบกพรวดเลยนะ แม่อาตมานี่เคยยกตุ่ม ทั้งๆที่มีน้ำ ยกมาได้เลย แต่แตก ยกมาถึงไม่มีน้ำนา ไฟไหม้ๆ น้องชายเขาทำไฟไหม้ ไฟไหม้ในบ้าน ไฟไหม้มุ้ง แม่ตกใจ แหม่ เจอตุ่มได้ยกตุ่มมาเลยนะ ตุ่มมีน้ำนะ ยกเอามา แต่ปรากฏว่า น้ำนั่นตุ่มมีน้ำนะ พอยกขึ้น ก้นมันไม่อยู่ มันทนอยู่ไม่ได้ ก้นมันทะลุออกไป น้ำก็เลยไหลพรวดออกมา ลากออกมา พอมาถึงนี่ตุ่มๆ มีแต่ตุ่มไม่มีน้ำ ยกตุ่มได้ กำลังวิเศษนั่น คือคนลืมตัว คือคนไม่มีสติข้างนอกแล้ว แต่ข้างในจิตใต้สำนึก มันทำงานมีแรงมาก คนทำอย่างลืมตัวนะ คนอย่างนั้น ก็มีนะ เล่าอธิบายอันนี้แล้วเลยลืม ไปเมื่อกี้นี้ ถึงไหนแล้ว เลยไม่ได้ยิน เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ด่า คือมีกิเลสที่แรง ไม่ว่าโลภก็แรง ไม่ว่าโกรธ ก็แรง หรือแม้แต่หลงก็ลืมตัว อย่างที่อธิบายแซมเมื่อกี้นี้ นี่ก็ลืมตัวได้ อย่างนี้ก็แรง เพราะฉะนั้น ด่าด้วยความหลงตัว ลืมตัวก็ได้ ถ้าสามัญสำนึกมีอยู่เต็มที่แล้วนะคนนี้ไม่ทำหรอก ทำไม่ลง ถ้าสามัญที่ดีแล้ว ทำไม่ลง ถ้าจิตใต้สำนึกยังไม่หมดกิเลส ยังไม่หมดอนุสัย จิตตัวนั้นแรงออกมาได้ เพราะฉะนั้น จะด่าด้วยกิเลสหลงก็ได้ ด่าด้วยกิเลสโกรธ ด่าด้วยโลภก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดที่สังวรไม่พอ มีสำนึกนี่เป็นตัวคุม คนเรามีสำนึกสามัญ เป็นตัวคุม คุมไม่ให้เราแสดงความโลภ คุมไม่ให้เราแสดงความโกรธ คุมไม่ให้เราแสดงความหลง คุมไว้ คนเรามีสติสัมปชัญญะ คุมสิ่งเหล่านี้ไว้ คุมโลภ โกรธ หลงไว้ ยิ่งมีความรู้ว่า การแสดงความโลภไปทางทางกาย ทางวาจา ทางใจนี่ไม่ดี การแสดงความโกรธออกไปทางกาย ทางวาจา ทางใจนี่ไม่ดี อย่าแสดงออก แล้วก็ได้ฝึกปรือแล้วหัดควบคุม คนนั้นก็ควบคุมได้ แต่ถ้าควบคุมได้ แต่ถ้าไม่เรียนรู้อย่างทฤษฎีของพระพุทธเจ้าไม่ล้างจิต ไม่ล้างกิเลสจากจิต ไม่ล้างจนกระทั่งถอนอนุสัยนะ ก็ไม่จริงเหมือนฤาษีทั้งหลาย คุมไว้มีแต่กดข่ม ควบคุมไว้เฉยๆนี่ สังวรไว้เฉยนี่ ไม่ล้างอนุสัย แต่ก็สามารถที่จะแข็งแรง สำนึกสามัญ ฝึกสติ ฝึกความสำรวมสังวรได้ ก็เกิดความแข็งแรง เกิดความมีสภาพที่ระวัง กาย วาจา อยู่ด้วยดี เพราะฉะนั้น ลักษณะนี้แหละ พุทธเอามาสอนว่า ศีลนี่ควบคุมกาย วาจาจริง ถ้าเรียนศีลแค่ควบคุมกาย วาจา ไม่อ่านจิตอย่างอาตมาแนะนำพวกเราว่า ปฏิบัติให้เป็นวิปัสสนาญาณ ต้องให้อ่านลงไปถึงอาการลิงคะนิมิตของจิตใจเรา ศีลของเรานี่แหละไม่ฆ่าสัตว์ ทำไมเราไม่ฆ่าสัตว์ ไปสัมผัสทำไม เราถึงไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ฆ่าควบคุมกายได้ วจีได้ แต่ใจเราอยากจะยังอย่างโน้นอย่างนี้ โดยการไม่เรียนรู้อาการของใจที่อยากฆ่า หรือจะโลภอยากได้ๆ และไม่ควบคุม และก็ไม่มีวิธีการที่จะลดละความโลภ ความโกรธที่ใจเป็นภาคปฏิบัติที่แท้จริง ปฏิบัติวิปัสสนาแท้รู้ๆ และทำให้ได้ด้วยวิปัสสนาภาวนา หรือจะมีสมถะช่วยด้วย อย่างที่อธิบายสู่ฟัง เสมอๆว่า เรามันแรงไป ก็ใช่การกดข่มบ้าง ให้เหลือขนาดหนึ่ง เสร็จแล้วเหลือขนาดนั้น ก็จะต้องมีวิจัยวิจารณ์ สัมโพชฌงค์ หรือมีการรู้เหตุ รู้ผล รู้ความจริงว่ามันไม่ควรให้มันเกิดนะ กิเลสน่ะ มันเป็นเรื่องไม่จริง มันเป็นความร้าย ความเลว หาเหตุหาให้ได้ หาความจริงให้เจอว่า ทำอย่างไร ให้กิเลสนี่ มันลดด้วยปัญญา กิเลสลดด้วยความรู้แจ้งจริง แล้วว่ามันลดแล้ว มันสบายนะ กิเลสลดนี่ มันดี มันวิเศษ ต้องลด เพราะฉะนั้น เมื่อปฏิบัติมามากๆ เห็นหน้ากิเลสเท่านั้นแหละ เมื่อญาณ ปัญญามันสูงแล้ว ก็ไอ้นี่แหละชื่อว่ากิเลส มันมีความเข้าใจอย่างนั้นจริง พอมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง อันนี้ชื่อว่ากิเลสแกมาเกิดไม่ได้ แกมีบทบาทลีบาไม่ได้ เท่านี้กิเลสมาก็ฝ่อแล้ว กิเลสมันก็ลดแรงลงไปเอง ถ้าเผื่อว่าหาเหตุผล ไม่ต้องมากต้องมาย มันก็จะลด มันจะไม่ทำเป็นอย่างหนา ไม่ทำเป็นอวดเป็นกล้าอยู่หรอก ไม่ยอมเป็นอย่างหนา มันจะฝ่อ มันจะเร็ว ฝ่อฝึกไปแล้วมันจะง่าย พอเข้าใจว่า อั๊ยนี่ กิเลสแน่ๆ ลักษณะของกิเลส ไม่ใช่ลักฏษณะเนื้อ ไม่ใช่เพื่อผู้อื่น หรือไม่ใช่เพื่อสิ่งที่รังสรรค์ตัวแท้ๆนะ มันบำเรอตัวเราแท้ๆ นะ จะมีปัญญา เข้าใจอย่างชัดเจน เมื่อมีตัวนี้แล้ว ตัวนี้ เป็นตัวกิเลสที่เป็นตัวบำเรอตัวเองแท้ๆนะ มันจะฝ่อ มันจะลดทันที มันจะไม่มีแรงกิเลสนั่น แต่ความปรารถนาของพระอริยเจ้า เป็นความปรารถนาที่ดีน่ะเป็นความปรารถนาที่สูงได้ เป็นความต้องการที่สูง มีความแข็ง มีความแรง มีฤทธิ์ได้ นี่มันซ้อนอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อเวลามีความปรารถนาดีไม่ใช่ความปรารถนา ไม่ใช่ปาปิตาอิจฉา ไม่ใช่ตัวปรารถนา ปรารถนาไม่ใช่เพื่อตัว ปรารถนาเพื่อสร้างสรรค์ปรารถนาเพื่อรังสรร เพื่อความถูกต้อง เพื่อสิ่งที่ดีงามนี่ มีแรงนะ มีอำนาจนะ นี่ซ้อน ไม่ใช่ว่าจะไม่มีแรงความปรารถนาอะไรเลย เฉื่อย เป็นคนจืดๆ ชืดๆ ไม่ใช่เลยนะ เพราะฉะนั้น คนที่มีความดีใจ พระอริยเจ้าชั้นสูง ดีใจ จะเป็นอย่างนั้นที่นี่ มาจบนี่ด่าซะก่อน ด่าถ้าไม่มีกิเลสพวกนี้แล้ว ไม่เรียกด่านะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้อยู่ และก็ไม่มีกิเลส แต่ตั้งใจสังขาร ตั้งใจปรุงให้มันแรง เพื่อที่จะต้องมีวาจาที่แรง มีกายกรรมที่แรงพอสมควร แต่วาจา หรือกายกรรม ที่จะแรงขนาดไหน ก็แล้วแต่ๆละคนน่า ความรุนแรงนี่ พระพุทธเจ้ามีวินัยอยู่ข้อหนึ่ง สอนภิกษุสงฆ์ ถ้าเงื้อมือ จะฆ่าๆ นี่อาบัติ ไม่ได้กายกรรมแสดงออก เงื้อมือจะฆ่า แม้เงื้อจะฆ่า ก็ไม่ได้ อาบัติ มีกายกรรมที่หยาบออกมา ต้องรู้ใจตัวเองว่าจะฆ่านะ จะฆ่าเงื้อมือจะฆ่า อาบัติแล้วๆยังไม่ได้ฆ่านะ แต่ถ้าฆ่านี่ ไม่อาบัติแล้ว ปาราชิก ไม่ใช่น้อยแหละ ปาราชิก แต่เมื่อจะฆ่านี่อาบัติ ปาจิตตีย์แล้ว ไม่ได้อย่างนี้เป็นต้นนะ เพราะฉะนั้น จะต้องระงับกายกรรมออกมาจากจิตๆที่แรง จะต้องสังวร จะต้องระวังที่มันแรง ที่มันจะหยาบคายทางกาย แม้วาจาก็ต้องไม่แรงนะ วาจาหยาบ ก็คือวาจาแรงๆ แต่แรงอย่างดุๆ ไม่เรียกหยาบ มีสติสัมปชัญญะไม่ได้ทำด้วยโกรธ ไม่ได้ทำด้วยโลภ ไม่ได้ทำด้วยหลง ไม่ได้มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน แต่มีเจตนา มีมโนสัญเจตนาๆ จะดุจะว่านะ จริตหลายคน จะต้องว่าดุ ด้วยภาษาที่ถึงขีด ถึงเขต เขาถึงจะคือ ชนิดอย่างหนาบ้างนะ มันก็แทงเข้าไปบ้าง ด้วยวาจานี่แหละเป็นวาจาที่เป็นหอกปาก หอกแทงไปบ้าง พอสมควร เจตนามีความมุ่งหมายดี ไม่ได้หมายความว่า มีเจตนาร้าย มีใจปรารถนาดี แต่มันซ่อนแต่รูป มันเหมือนร้าย ปากจัดปากร้ายอะไรอย่างนี้นะ แต่ที่จริง ปากนั่นไม่ได้พูดอย่างเลวๆ ร้ายทั่วไป จะดุจะว่าอะไรก็มันแรงได้ แต่ว่ามีเหตุผล มีเรื่องราวตำหนิสิ่งที่ไม่ดี ก็ว่าไม่ดีอยู่ในองค์ประกอบ บางทีก็ฉีกหน้าเขาประจานเขา อะไรก็แล้วแต่ มันดูเหมือนมันแรง คนที่มีอัตตามากๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองถูกประจาน คนที่ถือตัวอัตตาแบบนี่แหละ อาตมาเจตนาที่จะประจานหลายคนบ่อยๆ เพราะว่ากิเลสที่มันถือตัวนี่แหละ ก็จะต้องมีบทบาท ให้ๆรู้ตัว และให้ทำแบบฝึกหัดที่แท้ ตัวเองถูกฉีกหน้าตัวเองอายๆ ก็ต้องลดกิเลสตัวเอง เพราะงั้น ถ้าเผื่อว่าตัวเองไม่มีสำนึก หรือว่าไม่มีสังวร แล้วก็รู้ไม่ทันนะ เกิดกิเลสซ่นอีกโกรธ และว่ายิ่งประชด ยิ่งอะไรไปอีกนะ คนนั้นก็ยิ่งเรียกว่า ตายประชดป่าช้านา คนไปตายประชดป่าช้านี่ ป่าช้าเขาไม่เดือดร้อนอะไรหรอก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive