350110 เกิดมาเอาอะไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ สถานกักสัตว์ กรมปศุสัตว์ จังหวัดเพชรบูรณ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350110 เกิดมาเอาอะไร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ สถานกักสัตว์ กรมปศุสัตว์ จังหวัดเพชรบูรณ์
เกิดมาเอาอะไร ทำวัตรเช้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 10 มกราคม 2535 สถานกักสัตว์ กรมปศุสัตว์ จังหวัดเพชรบูรณ์
สำนึกดี ท่านทั้งหลาย ตอนนี้ เราก็เดินสายไปเรื่อยๆ ตามที่ฟ้ากำหนด ฟ้ากำหนดให้เราเดินสาย เราก็เดินสายไป เป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน สิ่งที่ไม่เคยไปก็ได้ไป สิ่งที่ไม่เคยมาก็ได้มา มาถิ่นนี้ เพชรบูรณ์นี่ เขาว่าเป็นดงแห่งมะขาม มะขามหวาน ก็มีคนเตรียมจะมาซื้อมะขามหวานไปกัน แต่โชคไม่ดีนะ ตอนนี้ฝนตกมากมะขามหวานขึ้นรา เจ้าถิ่นเขาก็เลยมีพวกเราที่ปรารถนาดี ก็แนะนำมาว่า อย่าไปซื้อกันเลยมะขามตอนนี้ ซื้อไปแล้ว มันก็จะไม่ค่อยดี เพราะว่ามันขึ้นรากันเยอะ เมื่อซื้อไปแล้ว เราก็จะไม่ได้ของดี ของเขาก็ต้องใช้วิธี และคนขายก็ต้องทำวิธีขาย ใครจะไปเอาราขาย รามันก็ต้องอยู่อย่างนั้นน่ะนา เวลาเขาขายของ เขาก็ต้องมีวิธี เพราะฉะนั้น ก็เลยคิดว่า มันอย่างไรๆ ก็อย่าไปซื้อเลย ที่จริง มันก็แพงหนา แค่จะต้องกิน น่ะ จะแพงไม่แพง ฉันก็จะกินล่ะ ว่าอย่างนั้นนา อันนี้ก็เป็นการปฏิบัติธรรมน่ะ การกินเป็นหนึ่งในโลก อาหารไม่ใช่การกินหรอก พระพุทธเจ้าท่านใช้ อาหาระ อาหาระเป็นหนึ่งในโลก อาหารหนึ่งนั้น ก็คือการกินๆ การกิน กวฬิงกราหาร เป็นอาหารที่กินเข้าปากใส่ท้อง ท่านสอนเราไว้ ให้ระมัดระวัง ให้รู้จักการกิน กินไม่ให้เป็นทาสการกิน กินเป็นแต่เพียงพฤติกรรมอันหนึ่ง ที่เป็นเครื่องอาศัยชีวิต เราจะกินอาหารเข้าปาก เข้าท้อง เราก็จะต้องมีสติสัมปชัญญะ ปัญญา รู้ว่าเอาอาหารเข้าปาก เข้าท้องไป เพื่อยังขันธ์นี้ให้ตั้งอยู่ได้ เมื่อขันธ์นี้ตั้งอยู่ได้ ก็เป็นการปฏิบัติที่ดี เป็นการทรงชีวิตไว้ ยังชีวิตไว้ดี เพื่อจะได้สร้างสรร เพื่อจะได
อ่านต่อ
้ลดละกิเลส เพื่อจะได้นำพาตนเองไปสู่ทางประเสริฐสูงสุดคือนิพพาน นั่นเป็นทางที่ดี มีคนถามอาตมาหลายที เอ๊!ไอ้ชีวิตคนเรามันเกิดมาทำไม อาตมาตอบเป็นคำโศลกเอาไว้แล้ว เกิดมาทำไม ก็เกิดมาทำงาน ก็ตอบไปแล้วน่ะ เกิดมาทำงาน แล้วเกิดมาเพื่ออะไร ก็เพื่อตาย มันตายแน่ๆ เกิดมาก็เพื่อตาย เกิดมาแล้ว รอไปได้เลย เพื่อตายไม่มีใครเกิดมาเพื่ออื่นหรอก ต้องตายกันทุกคน ไม่มีละเว้นเลย ไม่มีละเว้น แม่นที่สุด เกิดมาเพื่อตาย นี่แม่นที่สุด ไม่มีผิด ตอบอย่างไร ก็ไม่มีผิด คนเราเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อตาย บอกว่า ตอบผิด เอาเลย ใครจะเถียงก็ได้ ไม่มีผิด แล้วเกิดมาทำไมอย่างนั้นน่ะ เกิดมาทำงานแล้วงานนั้นต้องเป็นกุศล เกิดมาทำงาน หรือเกิดมาใช้กรรม คนที่จะใช้กรรมได้ จะต้องเป็นผู้ที่เรียนรู้เรื่องกรรม จะต้องเรียนรู้เรื่องกรรม กรรมที่เป็นกุศล กรรมที่เป็นกรรมดี ต้องเรียนรู้เรื่องกรรมจริงๆ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กรรมก็มีกรรมใหญ่ๆ สามอย่างนี้เท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้น จะคิด จะพูด จะกระทำ กระทำกิริยาอะไรออกมา อิริยาบถอะไรออกมา การกระทำนั้นๆๆ เกิดไปเป็นการงาน เกิดประกอบการงานออกมา จะต้องเรียนรู้พวกนี้แหละ ว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล เพราะท่านสอนเอาไว้อีกว่าเมื่อเป็นกรรมแล้ว กรรมนั้นจะเป็นของเรา เป็นสมบัติเลย เป็นทรัพย์ ดีก็ตาม ชั่วก็ตามเป็นทรัพย์ เป็นสิ่งที่เราจะต้องมีอิทธิพล มีเป็นมรดก จะต้องได้รับเป็นมรดกไปอีก เป็นอิทธิพลสำหรับเรา ไปจนกระทั่งถึงปรินิพพาน โน่นแหละ ถ้าเรายังไม่ปรินิพพานตราบใด กรรมเหล่านั้น จะต้องเป็นของของเรา จะต้องเป็นมรดกของเรา เราจะต้องรับกรรมนั้น กรรมนั้นจะต้องพาเราเกิด พาเราเป็น จะพาเราเกิด พาเราตายอย่างไรก็แล้วแต่ กัมมโยนิ มันเกี่ยว อันนี้จะพาเราเกิด จะเป็นพันธุกรรม จะเป็นกัมมพันธุ จะเป็นเครื่องอาศัย ถ้าดีมันก็ได้อาศัยเป็นสุข อาศัยเจริญ อาศัยเป็นคุณค่า ถ้ามันไม่ดี กรรมที่เราได้สั่งสมเป็นสมบัติของเรา มันก็จะเป็นเหมือนกับทรัพย์สินเงินทอง เหมือนกับข้าวกับของ เหมือนกับอะไรของของเรานั่นแหละ ที่จะมีเพื่อที่จะให้เราได้ใช้ ได้สอย ได้อาศัย ได้กระทำอะไรต่ออะไรออกมา เป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ เราก็จะได้จากกรรมทั้งหลายแหล่ ซึ่งอธิบายละเอียดลออก็ยาก เพราะว่ามันเป็นอจินไตย วิบากกรรม อย่างนี้เป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่คิดเห็นได้ยาก เป็นเรื่องที่พูดถึงได้ยาก เป็นเรื่องที่เอามาอธิบายได้ยาก มันซับซ้อน ลึกซึ้ง หลากหลายมากมาย กรรมจะจำแนกให้เรานี่ไปเกิด ไปเป็น ไปมี อยู่ตลอดนานนับกัปกาล ตราบที่ยังไม่ปรินิพพาน ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ที่จะตัดสินใจวาง ปล่อย ทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็เมื่อตายดับขันธ์ ก็จะสลาย ก็จะเลิก จะละ จะปลดจะปล่อย จะสูญ จะจบจะสิ้น ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีความเป็นไปได้ที่เราได้สะสมบุญบารมี จนกระทั่งมีคุณ- ธรรม มีภูมิธรรมจริงๆ ถึงขั้นปรินิพพาน เราก็จะถูกกระแสโลก มันชักนำชักพาให้เราเป็นไป ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง หลงโลกียะหลงว่ามันเป็นสุขแท้จริง พระพุทธ- เจ้าท่านตรัสแล้วว่า มันเป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์ ท่านไม่ได้ตรัสรู้ว่ามันเป็นสุขหรอก ตรัสรู้ความจริงแล้วว่า อ้อ! ไอ้คำว่าสุขนี่ โลกียสุข หรือสุขัลลิกะนี่ สุขที่โลกๆ เขาแสวงหากัน ได้ลาภมา ไดัของมาสมอกสมใจก็สุข พลัดพรากก็ทุกข์ ไม่ได้สมใจ ก็ทุกข์ อะไรอย่างนี้ ที่โลกๆเขาไม่รู้ทัน ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือว่าไปเสพโลกียสุข ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้มีโน่นมีนี่อะไร ก็ตามแต่เถอะ มีอิริยาบทอย่างโน้นอย่างนี้ หรือว่ามีเป็นวัตถุ เป็นข้าวของ เป็นการสัมผัสแตะต้อง ที่เราเอง เราสมมติไว้ในตนเอง แล้วเราก็สมใจที่เราได้ หลงว่าเป็นการสมใจเรา แล้วเราก็หลงว่ามันเป็นสุข สุขนี่เป็นความหลง ความไม่ต้องบำเรอ ไม่ต้องบำบัด มันจะสัมผัสแตะต้อง เราก็รับรู้ ได้แต่รู้ ไม่ใช่ได้แค่รู้อย่างโง่ๆด้วยนะ รู้แจ้ง รู้จริง รู้อย่างชัดอย่างเจน รู้ว่าอะไรคืออะไร อะไรจะมีหน้าที่อย่างไร จะเป็นเรื่องที่จะต้องใช้ต้องสอย ต้องเป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ เป็นโน่นเป็นนี่ เป็นอะไร อย่างไรก็ใช้ เราก็ทำ ทำเพื่อการยังอยู่ให้โลกสงบ ให้โลกอยู่กันอย่างดีอย่างเจริญ อย่างเป็นสุข ผู้ใดที่ละลด รู้ว่า ไอ้นี่คือกิเลส นั่นคือตัณหา นี่คืออุปาทาน ซี่งท่านก็เรียกหลายนัย นี่คือโลภ นี่คือโกรธ นี่คือหลง ยังซอยละเอียดไปในเรื่องโลภ โกรธ หลง สายโลภมูล สายโทสมูล สายโมหมูล เป็นอย่างไรๆ ท่านก็อธิบายเอาภาษามาตั้งชื่อเรียก ลักษณะอย่างนี้ อาการอย่างนี้ มันมีอาการอย่างไร มีเครื่องหมายบอกให้เรารู้ว่าเป็นอย่างไร อย่างนี้เรียกว่าโกรธ อย่างนี้เรียกว่าโลภ อย่างนี้เรียกว่าตัณหา อย่างนี้เรียกว่าอุปาทาน อย่างนี้เรียกว่าอย่างหยาบ อย่างนี้เรียกว่าอย่างกลาง อย่างนี้เรียกว่าอย่างละเอียด มีความแตกต่างกันอย่างไร มีลิงคะ มีเพศ มีความแตกต่างกันอย่างไร ก็รู้ละเอียด ไอ้มีกับไอ้ไม่มี มันต่างกันอย่างไร มีมากกับมีน้อย มันต่างกันอย่างไร มีมากแล้ว มันทุกข์ขนาดไหน มีน้อยลงมันลดลงไหม ทุกข์ลด ลงไหม อะไรต่างๆนานา ท่านก็อธิบายให้ฟัง แยกแยะละเอียดลออ เอาไว้หมด อาตมาก็เรียนรู้ตามมา ก็เอามาปฏิบัติตัวเองดูแล้วก็เห็นผลจริง ก็เอามา บอก มาแนะพวกเรา ให้พวกเราได้รู้ตาม ปฏิบัติตาม ลดละตาม มันก็ได้ลด ได้ละ ได้ฝึกหัดตามจริงๆ ก็เกิดความเห็นจริงด้วยญาณ ด้วยปัญญา แล้วก็ได้เลิกได้ละมา การเลิก การละ หรือการให้ออกไปการทานออกไป การสละออกไป สละออกไป โดยไม่ยึด ไม่ติด ไม่หลงใหลเอาไว้ นั่นแหละเป็นผล เมื่อมันได้วาง ได้ปล่อย ได้เลิกได้ละ ซึ่งเลิกละสูงสุด ก็คือ จิตใจของเรา จิตวิญญาณของเรา ได้เลิกได้ละ ได้ปล่อยได้วาง บอกใครก็ยาก บางทีเราจับอยู่แท้ๆ อยู่กับเราแท้ๆ เช่น ร่างกายนี่ ท่านสอนว่า ไม่ใช่ของของเรา ร่างกายนี่ก็ไม่ใช่ตัวตนเรา ตัวตนของเราอะไรหรอก มันเป็นเพียงเหตุปัจจัย ธาตุ ธาตุต่างๆ มันเกาะกุมกัน ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ มันอยู่อาศัยอยู่ มันเกาะกุมกันเป็นร่างกาย เป็นชีวิต จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เล็บ ขน ผม ขน ฟัน หนังอะไร ต่างๆนานา อะไรพวกนี้ มันไม่ใช่ตัวเราหรอก มันก็เป็นสิ่งที่มันก่อเกิดประกอบกันอยู่ แล้วเราก็หลงใหลได้ปลื้มว่ามันเป็นเรา ประคบประหงมดูแล หวงแหน ต่างๆนานาพวกนี้ ท่านก็ให้พิจารณาไปถึงขนาดนั้น เมื่อเราเรียนรู้แล้ว จนกระทั่งไม่หวงแหน ไม่หลงแก่ร่างแก่กาย ไม่ประคบประหงม ไม่เป็นทาสมัน ท่านสอนให้ปล่อย ให้วาง ถึงอย่างนั้น เมื่อผู้ที่บรรลุแล้ว เกิดปัญญาญาณเห็นจริงรู้แจ้ง เชื่อมั่น เชื่อมั่นแล้วจิตใจก็รู้แจ้ง แล้วก็ปล่อยวางเป็น การปล่อยวางเป็นนี่ ไม่มีใครรู้ด้วยเรา พระอรหันต์เจ้าตรัสรู้แล้ว จนสุดท้ายเป็นศรัทธาพละ ความเชื่อถือ เป็นศรัทธาพละ มีกำลังถึงขั้นเชื่อมั่น ศรัทธาพละนี่เชื่อมั่นสูงสุด จนกระทั่งละกิเลสหมด ละตัวละตนได้หมด ละอัตตามานะ ละสังโยชน์สูงได้หมด จนพ้นอวิชชา หมดอวิชชา พระอรหันต์ได้บรรลุธรรมสูงสุด แล้วก็เชื่อมั่น แต่ไม่ได้ยึดมั่น ไม่ได้ยึดมั่น ท่านเชื่อมั่น เชื่อมั่นนี่ คือความรู้แจ้ง ความเป็นไปแล้ว ความเป็นไปได้จริงๆนั้น รู้แจ้ง รู้ชัด ความเป็นไปแล้ว เป็นไปได้จริงๆ ที่ตัวเอง โดยเฉพาะ จิตวิญญาณกระทำได้ ก็เชื่อมั่น เชื่อมั่นเป็นศรัทธาพละ แต่ไม่ใช่ยึดมั่น การเชื่อมั่น กับยึดมั่นนี่ มันคล้ายๆ กันคือมันยืนหยัด ผู้เชื่อมั่น ก็จะยืนหยัดสิ่งนั้น ผู้ยึดมั่น ก็จะยืนหยัดสิ่งนั้นเหมือนกัน เชื่อมั่น นี่ก็จะอยู่อย่างนั้นแหละ ผู้นั้น เชื่อมั่นอันนั้นว่าดี เชื่ออันนั้นว่าต้องให้มันเป็นอย่างนั้นอยู่ เชื่อมั่นว่าต้องเป็นอย่างนั้นอยู่ กับคนที่ยึดมั่นสิ่งนั้นก็เหมือนกัน อย่างอาตมาเชื่อมั่นว่าไม่กินเนื้อสัตว์นี่ดี อาตมาเชื่อมั่น แต่อาตมาไม่ได้ยึดมั่น แต่อาตมาก็ยึดไว้ ยึดไว้อยู่ แต่ไม่ได้ยึดมั่น ยึดไว้ อาตมาจะเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ อาตมาก็ไม่กินหรอกเนื้อสัตว์ อย่างนี้เป็นต้น บุหรี่นี่สูบแล้ว ไม่ดีหรอก อาตมาก็เชื่อมั่นว่าสูบบุหรี่ไม่ดี อาตมาก็ไม่สูบ ก็ยึดความไม่สูบเอาไว้ ใครมาบังคับให้สูบ ก็เถียงก่อนแหละ ไม่เอาก่อนนั่นแหละ ต่อต้านก่อนแหละ จะมาให้อาตมาสูบบุหรี่ อาตมาต่อต้านก่อนแหละ จะให้อาตมากินเหล้า อาตมาก็ว่ากินเหล้าไม่ดีหรอก ไม่มีคุณค่า ประโยชน์อะไร เชื่อมั่นว่าไม่ดี ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ดี ตั้งแต่หยาบๆ ไปจนกระทั่งกลางๆ คุณลักษณะหรือว่าโทษ-ลักษณะ เราก็รู้ชัดเจนว่า นี่เป็นโทษ นี่เป็นคุณ เราก็เลิก สิ่งที่เป็นโทษ เราก็ยังไว้ซึ่งสิ่งที่เป็นคุณ เราก็กระทำด้วยความเชื่อมั่น กระทำอยู่เพราะเรายังมีชีวิต ร่างกายเรานี้ อย่างที่พูดไปแล้ว ว่ามันไม่ใช่เรา ของเรา เชื่อมั่น เราไม่ได้ยึดไว้ เราก็เหมือนยึด เราไม่ได้ยึดมั่น ว่าร่างกายนี้เป็นเรา เป็นของของเรา แต่เราก็ต้องยึดไว้อยู่ จะกินข้าวให้มัน จะดูแลมัน ยังให้มันเป็นร่างเป็นกาย มันจะไม่สมดุลด้วยประการใดๆ เราก็รักษามัน มันเจ็บ มันป่วย มันไม่สมดุลนี่แหละ ความเจ็บป่วย อย่างนั้น อย่างนี้ เราก็ให้ยา ให้สิ่งที่มันขาดไปทดแทน ได้ให้มันสมดุล ให้มันเป็นอยู่ได้ตั้งอยู่ได้อย่างดี ก็เหมือนกันกับหวงแหนเหมือนกัน คล้ายๆหวงแหน แต่ในใจที่เราเอง เราไม่หวงแหน เป็นอย่างใด อาการไม่หวงแหน ไม่ติด ไม่หลง ถึงขนาดหนักเป็นอย่างไร อาการนั้น เกิดที่จิต จิตเราได้ฝึกฝนแล้ว จิตของเราเป็นได้ หรือเป็นไม่ได้ เป็นได้มาก เป็นได้สมบูรณ์ หรือยังไม่ได้สมบูรณ์ เราก็จะต้องเรียนรู้ อ่าน อ่านอาการของจิตของเราเองจริงๆ ด้วยญาณของเราเอง ต้องอ่านด้วยญาณของเราเอง เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เรื่องหยาบๆ ต่ำๆ ที่เราได้หัดฝึก ฝึกละ ฝึกลด มาจนกระทั่งมาเลิกละ มาจนกระทั่งมันไม่มีที่ร่างกาย หรือมันมามีที่ร่างกาย มันมามีสัมผัสสัมพันธ์กับเรา หรือมันไม่ได้สัมผัสสัมพันธ์กับเราเลยก็เรียนรู้ไปหมด อย่าง ที่บอกว่า เราไม่กินเนื้อสัตว์ แต่เขาเอาเนื้อสัตว์มายัดปากเราเข้าไปบ้าง เราจะชักดิ้นชักงอไหม ที่จริงมันก็ไม่ถึงชักดิ้นชักงอ ใจเราวางได้ ถ้าถึงคราวจำเป็น เอายัดปาก ต้องเคี้ยว ไม่เคี้ยวเอาปืนยิงเดี๋ยวนี้ ไม่เคี้ยวก็ตีให้เจ็บ อะไรก็แล้วแต่ จะมาบังคับอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรก็แล้วแต่ ถ้าเผื่อว่า สุดวิสัยเราก็เคี้ยว กลืน เอ้า ก็กลืน จะต้องให้กินจริงๆ มันไม่ถึงขั้นที่จะมาบังคับถึงขั้นนั้น จำเป็นที่เราจะต้องกินก็กิน แต่ใจเราจริงๆ เราก็ไม่ได้ยินดียินร้าย หรือว่าใจเราก็ไม่ผลัก ไม่ดูดจนเกินการ คำว่าไม่ผลัก ไม่ดูดนี่ เราก็ต้องรู้ว่า จิตใจของเรา นี่ไม่ผลัก ไม่ดูด ปล่อยวางได้ ก็สุดท้าย เห็นว่าจำเป็นแล้วก็จำเป็น มันไม่ดีนักหรอก แต่เราจำเป็นจะต้องอนุโลม ถ้าเขาบังคับให้กินเนื้อสัตว์ ดังกล่าว เป็นต้น หรือบังคับจะต้องให้ดูดบุหรี่ บังคับให้ต้องดื่มเหล้า ดื่มยา บังคับให้ต้องให้แต่งหน้า บังคับให้ต้อง ให้ทาปาก ทาลิปสติก เราจำเป็นจริงๆ เราก็ทำ สุดวิสัยแล้วจำเป็น อนุโลมกันบ้าง ไม่ต้องไปให้มันเดือดร้อน ทะเลาะเบาะแว้ง หรือว่าจะต้องอยู่กันอย่างทุกข์ อยู่กันอย่างลำบาก ถ้าเราทำ ถ้าเราเสียสละได้บ้างเล็กๆน้อยๆ มันจะเกิดความพอเป็นไป เราทำเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อบำเรอตน ไม่ใช่เพื่อเราชอบ เพื่อบำบัดกิเลสเรา เราทำเพื่อให้ความเป็นอยู่สุขเกิดขึ้น ให้เกิดความสันติ ให้เกิดความดำเนินไปดี เราก็อนุโลม ถ้ามันไม่ถึงเสียหายอย่างมาก อย่างมายอะไรนัก พอเป็นไป อนุโลมพอให้เกิดสิ่งที่มันจะเกิดนั้นดีกว่า ถ้าเราจำยอมเราก็ทำ อย่างนี้เป็นต้น การยอม หรือว่าการที่จะเสียสละให้เหล่านี้ เราเรียกว่าทานทั้งนั้น เรียกว่าจาคะ เรียกว่าทาน การประพฤติปฏิบัติธรรมนี่ เพื่อทานอย่างเดียว เพื่อสละออกอย่างเดียว เพื่อยอมที่จะให้ผู้อื่นไป ไม่ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา สุดท้ายจริงๆ การปฏิบัติธรรมนี่ เพื่อที่จะทาน เพื่อที่จะให้ เพราะฉะนั้นวัตถุ นอกๆตัว ที่เรารัก เราหวง เป็นของที่รัก เป็นของที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น เสร็จแล้วเราก็ไปหลงว่าควรได้ ควรมี ควรเป็น น่าได้ น่ามี น่าเป็น หอบหวง มากมาย ก่ายกอง เขายั่ว เขายุ เราเต็มบ้านเต็มเมืองเลย ที่ไหน ๆ ในโลก ไหนๆ เหมือนกันหมดนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นอยู่ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ จนกระทั่งประเทศต่างๆ ประเทศที่ห่างกันอยู่กันคนละทิศคนละทางที่ไหนๆ เหมือนกันหมด คนนี่ก็เหมือนกันหมด ที่มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน เหมือนกันหมด ไม่เข้าใจก็โลภโมโทสัน หวงแหน กอบ โกย เอาเป็นเรา เป็นของเราไปหมด เมื่อเราเรียนรู้ แล้วก็มาหัดละ หัดเลิก หัดปลด หัดปล่อย ไม่สะสม ไม่กอบโกย ไม่มีเป็นเรา เป็นของเรา ไปให้ปล่อยออกเป็นทาน เป็นบริจาค ให้ผู้อื่นขึ้นไปให้มากที่สุด เอาไว้แต่น้อย ที่เพื่ออาศัย เป็นเครื่องอาศัยนิดๆหน่อยๆ พออาศัย แล้วก็ชีวิตอยู่ได้ แม้อาศัยอยู่น้อยๆ แค่นี้ ก็เป็นไปรอด อยู่ได้อย่างเปลืองน้อยที่สุด มีน้อยที่สุด เท่าที่จะมีได้ และเราก็อยู่กันอย่างดี แข็งแรง สร้างสรรทำงาน ทำการ ทำกิจอะไรก็ได้มากมายก่ายกอง เรามาพิสูจน์กันด้วยหลักการอย่างนี้ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเราไว้ หัดลดละ มาเป็นลำดับๆๆ และเราก็ได้ฝึกฝนกันมา ตั้งแต่ ฟังดู ที่ผู้ที่อธิบายก็มีศรัทธา มีความเชื่อถือ เอ้อ เข้าท่า เหตุผลนี้ หลักการนี้ แล้วก็ฟัง แล้วเชื่อถือ จนกระทั่งมีศรัทธาสูงขึ้น เป็นศรัทธิน- ทรีย์ เออ ดีแฮะ เชื่อว่าถ้าเผื่อว่าทำได้ดีจริงๆ เจริญจริงๆ แล้วจะประเสริฐขึ้นจริงๆ แล้วจะพ้นทุกข์ จะละลดอะไรเข้าไปหานิพพานได้จริงๆ เราเชื่อถือสูงขึ้นๆ เป็นศรัทธินทรีย์เลย เรียกว่าเชื่อฟังแล้วลงมือปฏิบัติตาม หัดละ หัดปล่อย หัดลด หัดเลิก หัดให้ หัดทาน หัดสละออก ทานอย่างวัตถุ ท่านก็เรียกว่า ทาน ในลักษณะที่เรียกว่าปลดปล่อย ถึงจิตขึ้นไปนี่ ท่านเรียกว่าเนกขัมมะ เป็นการออกจากการติดยึด เนกขัมมะนี่ ออกจากการติดยึด ออกจากกาม ออกจากการใคร่อยาก ออกจากการโลภ ออกจากราคะ ออกจากการหวง ออกจากการสมใจ ที่เราสมใจใคร่ได้ใคร่ดี ใคร่ดูด ใคร่ผลัก เราจะผลัก มันก็คือการออกจากเหมือนกัน แต่ก่อนเราผลัก เราต้องการทำลาย เราต้องชัง เราต้องผลัก ว่าไม่เอา เราไม่ต้องการมี ก็มีเสียบ้างซี เพราะฉะนั้น ที่เราไม่ต้องการ ที่เราไม่เห็นว่าต้องได้ ต้องมี จะต้องมีเพื่อ เป็นคุณค่า เราก็มีเสียบ้าง เช่นว่า เรามีความขี้เกียจ เราก็ไม่มีซะความขี้เกียจ แล้วมามีความขยัน เราไม่มอยากมีความขยัน มันอยากมีขี้เกียจมากกว่า ฟังให้เป็น ฟังดีๆ น่ะ ฟังเป็นนามธรรมแล้ว เราก็หัด ไม่มีความขี้เกียจเสียบ้าง ขจัดออก ไล่ออกเสียบ้าง ไอ้ความขี้เกียจน่ะ เอาความขยันมาแทน มีความขยันขึ้นมาแทน และไอ้การมีความขยัน จะเป็นอย่างไร ก็ฝึกหัดเอาซิ ขยันนี่ มันฝืนอยู่น่ะ มันต้องพยายามทำตนให้ขยัน ทำตนให้มีจิตมีใจอย่างนี้ ลงมือลงไม้ มีกรรมมีกิริยา มีการกระทำอย่างนั้นๆๆ อย่างนั้นอย่างไร คุณก็รู้เอาเองก็แล้วกัน ถ้าลงว่าโง่กว่านี้ก็อย่ามาปฏิบัติธรรมเลย ฝึกความขยันไม่เป็น อบรมตัวเองให้เป็นคนขยันไม่เป็น ก็เลิกกันเสียเถิดอย่ามาปฏิบัติธรรมเลย ขี้เกียจนี่ มันเป็นอย่างไร นี่เป็นนามธรรมแล้ว เพราะออกจากเนกขัมมะนี่ ออกจากสิ่งที่ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น แล้วก็มามีสิ่งที่น่ามีน่าเป็นไปตามสมควร เพื่ออาศัย เพื่อสร้าง ยิ่งเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเราเองเลย นั่นแหละ ยิ่งดีๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ชอบอะไร แต่สิ่งนี้ท่านบอกว่าควรจะมี ควรจะเป็นบ้างนะ เราก็อย่าได้ไปเที่ยวผลักมากนัก หัดมีเสียบ้าง อาตมาพาพวกเรามาเป็น มามีในสิ่งที่ไม่เคยเป็น ไม่เคยมี ก็มาพาเป็น พามี หรือเคยมี เคยเป็น เคยติดเสียด้วยซ้ำ เสร็จแล้ว เราก็เลิก เลิกสิ่งที่เราติด เรายึดนั่นแหละ อาตมาก็กลับเอาสิ่งที่เราเคยเลิกนั่นแหละ เลิกได้แล้ว เอามาให้อีก หลายคนก็บอกไม่เอาละ ผลักอย่างใหญ่เลย แล้วก็มองเขม่น ดูถูกดูแคลนผู้อื่นอะไรไปเลย คือเราปฏินิสสัคคะ เราสลัดคืน เราเวียนกลับ หรือว่าเราทำย้อนกลับใหม่อีกที เพื่อที่จะได้รู้ว่าเราติดยึดจริงหรือไม่ เราติดยึดในประเภทที่เรียกว่า ประเดี๋ยวเราก็ เราติดยึดนี่ คือว่าพอเราสุดโต่งไปผลักก็ผลักไปเลยไม่เอาเลย ทั้งๆที่มันต้องอาศัยบ้าง เราก็ต้องหัดดูบ้าง อย่างที่เคยพาทำ บางอย่าง บางสิ่ง ไม่ทีเดียวหรอก ก็บางสิ่งบางอย่าง ไม่ทั้งหมดหรอก ที่อาตมาทำอยู่ตอนนี้ ก็หลายอย่าง ที่เอามาให้ฝึกให้หัด เพื่อที่จะได้ฝึกให้มันลึกซึ้งลงไปอีก เอ๊ ทำไมเราจะต้องสุดโต่งด้วยอย่างนั้น เรากลับไป มันไม่มีคุณค่าเลยหรือ แล้วเราก็จะไม่เป็นประโยชน์ตรงที่คือว่า ถ้าเผื่อว่า เอามาแล้ว เราก็มาได้พิสูจน์ว่า ถ้าเราสัมผัสแล้ว เราจะรู้จักสิ่งที่ดี วิเคราะห์วิจัยลึกๆ เอาแต่ส่วนดีๆของสิ่งนั้นๆมาใช้ สิ่งนั้นๆมาเป็นประโยชน์ ส่วนไม่ดี เราก็รู้จักเอาออก เราไม่กินทุเรียนทั้งลูก ทั้งเปลือก เรารู้จักว่าจะกินทุเรียนก็เอากินเนื้อมันเท่านั้นแหละ เมล็ดมันข้างในมันก็ไม่เอา เปลือกมันเราก็ไม่กิน ถ้าขืนกินทั้งเปลือกทั้งเมล็ดเข้าไป ทั้งเนื้อ ทั้งเปลือก เม็ด โอ้โฮ เอ้า ช้างมันกินได้ไหม เอาทุเรียนให้มันเคี้ยวทั้งลูกนี่ มันกินหมดเลย ทั้งลูก ทั้งเปลือกทั้งเนื้อ ทั้งเมล็ด ช้างมันกินไหม? ใครเคยไหม โยนทุเรียนให้ช้าง เอาเข้าปากเคี้ยวทั้งเปลือก ทั้งอะไรเคยไหม ใครเคย เคยบ้างไหม อาตมาว่า ช้างมันก็ไม่กินน่ะ มันก็คงจะต้องกะเทาะออกบ้างหรอกนะ แต่เขาก็ไม่มีใครอุตริเอาทุเรียนให้ช้างกินหรอกกระมังนะหนอ มานึกได้ตอนนี้ ยกตัวอย่างน่ะ นี่เราพูดแล้วก็คงพอใจ เราไม่ไปบ้ารับไปทั้งหมดหรอก เราก็ดูว่า เออ ทุเรียนมา เขาเอาทุเรียนมาให้ ก็รับทุเรียนมาทั้งลูก นั่นแหละ เสร็จแล้วเราก็คงไม่ขม้ำมันทั้งเปลือก แล้วก็เลยตะกรามกัดมันทั้งเปลือกเข้าไป จนกระทั่งกินเนื้อ กินเมล็ดมันต่อ ลุยเข้าไปอีก ก็คงจะกินพอสมควรน่ะนา แต่ที่จริง เม็ดทุเรียนกินได้น่ะ อาตมาเคยกินเม็ดทุเรียนนี่พอกินเนื้อมันเสร็จ ก็เอาเมล็ดมันมาหมกพอดีๆ แล้ว แหม เหมือนกับ มันต้มไม่ได้ หา เหมือนเมล็ดขนุน เมล็ดขนุน ก็กินได้ เมล็ดทุเรียนก็กินได้ เอาละ พูดกินต่อไป เดี๋ยวยาว กำลังอธิบายเนื้อหาสาระอยู่ เรารู้จักเอา รู้จักชำแรกเอาสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระ แก่นสาร สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นเศษ สิ่งที่ไม่เข้าท่า เราจะต้องมีปัญญาเรียนรู้ ชำแรก ชำแหละ ใช้ปัญญาญาณให้รู้จักว่า อันนี้สิ่งนี้เราไม่เอา อันนี้เราเอา มันมีสิทธิ์ เรามีสิทธิ์มีสิทธิ์ที่จะรับสิ่งที่ควรรับ ไม่รับสิ่งที่ไม่รับ แม้จะเอามาให้ทั้งดุ้น เอามาให้ทั้งลูก ทุเรียนอย่างนี้ เป็นต้น เราก็มีปัญญาที่จะชำแรก ชำแหละเอาสิ่งที่มันสมควร มีญาณปัญญา โดยเฉพาะ ที่เป็นนามธรรม เป็นนามธรรมนี่ เรายิ่งสัมผัสแล้วก็รู้ว่า จะรับอะไร ไม่รับอะไร ยกตัวอย่าง เช่น อาตมาเอาวิดีโอ มาให้พวกเราดู อย่างนี้เป็นต้น หลายคน ทั้งเปลือกเลย ทั้งลูกเลย ไม่ดูละ วิดีโอ มันเป็นมหรสพ ฉันไม่ดูละ ดูเข้าไปเดี๋ยวฉันก็ตกต่ำ ก็แสดงว่า ตัวเองไม่มั่นใจตัวเอง ไม่เชื่อมั่นตนเองว่า ตนเองนี่มีพลังไหม มีอินทรีย์พละ มีความสามารถไหมว่า อย่างนี้แค่นี้น่ะ ถ้าเราสัมผัสแล้วนี่ เราจะเลือกเอาเนื้อหาสาระ สาระสัจจะในนั้นมาได้ สิ่งไหนเป็นสาระ เป็นเนื้อหาสาระเราเอาได้ ที่ไม่ใช่เนื้อหาสาระ มันมอมเมาเรา มันยั่วยวนเรา มันทำให้เราเกิดกิเลส มันมีฤทธิ์พอไหม เป็นการพิสูจน์ ว่าเรามีโลกุตรจิตจริงหรือไม่ เป็นการพิสูจน์ แค่สัมผัสของ แหมนี่ ของปลอมน่ะ วิดีโอ นี่ไม่ใช่เรื่องจริงสักหน่อย เราก็รู้ๆน่ะนา ขนาดปลอมอย่างนี้ เรายังทนมันไม่ได้ สู้มันไม่ได้ มันทำให้เราเกิดกิเลส แสดงว่าเราอินทรีย์พละยังอ่อนมาก เจอตัวจริงเข้าเป็นอย่างไร เสร็จอีดำ เสร็จอีแดง เสร็จอีด่างเลย เสร็จเจอเข้าจริงก็ต้องเสร็จอีดำเสร็จอีแดง เสร็จอีด่างแน่ๆก็ขนาดเรื่องปลอมแค่นี้ เรายังอินทรีย์พละเรายังไม่พอเลย เรายังเป็นทาส เรายังไม่มีสติ- สัมปชัญญะ ปัญญาไม่มีกำลัง ไม่มีอินทรีย์พละของตัวเอง ที่จะสู้ หรือที่จะเรียนรู้ได้ นั่นก็แสดงว่า เราเอง ไม่มีโลกุตรจิตจริง มีผัสสะเป็นปัจจัยขนาดนี้ ไม่ได้อยู่เหนือมันได้เลย มันมีฤทธิ์เหนือเรา เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เริ่มต้นเลย คนที่ไม่ได้พิสูจน์ ไม่ได้ศึกษานี่ พอเห็นว่า ไอ้นี่เป็นวิดีโอ แล้วก็อินทรีย์ตื้นๆ โอ้ยนี่มหรสพ นี่มันเรื่องละเม็งละคร ไม่ดูละ ดูไม่ได้ ขืนดูผิดศีล คนนั้นก็ไม่มีโจทย์ ไม่มีแบบฝึกหัด เดี๋ยวนี้สมัยนี้ มันไม่เหมือนเมื่อก่อน มันจัดจ้านร้ายแรง ร้ายแรงกว่าในวิดีโอนะ วิดีโอ นี่เขาถ่ายทอดมาได้นี่ เซ็นเซอร์น่ะ ถ้าไม่เซ็นเซอร์แล้วก็จะเอาเรื่องเอาราวที่ปู้ยี่ปู้ยำ ยิ่งกว่านั้นน่ะ เรื่องจริงมันปู้ยี้ปู้ยำยิ่งกว่านั้นน่ะ เขาถ่ายออกมาได้ที่ไหน ถึงแม้ถ่ายได้ก็ไปฉายกันออกหนังเอกซ์ หนังอาร์ของเขาอย่างที่ว่านี่ ร้ายกว่านั้นอีก จะเป็นหนังบู๊ หรือหนังรักก็ตาม เป็นหนังในเชิงราคะ เป็นหนังในเชิงโทสะก็ตาม จัดจ้านกว่านั้น มันทำถ่ายเป็นหนัง มันน่าเกลียดเลย ถ่ายแล้วก็ต้องปล่อยให้มันถ่ายกันได้ ที่เราเลือกมานี่ นอกจากจะเปิดฉายกันได้แล้ว อาตมายังเลือกมาอีกชั้นหนึ่งน่ะ เอามาให้ดู เลือกมาอีกทีชั้นหนึ่ง เอามาให้ดูตามกาลเทศะ แล้วเราก็จะได้พิสูจน์ทดสอบ เป็นโสตทัศนศึกษา เครื่องมือวิทยาศาสตร์ มันช่วยเราได้เหมือนกัน เราต้องอยู่เหนือมัน ต้องใช้ เอาละ ผู้ใดอินทรีย์พละอ่อน เอาละ ดูแล้ว ก็เสียท่าจริงๆ ก็ต้องรู้ตัวว่าต้องพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ เราดูแล้ว เรายิ่งอินทรีย์อ่อนจริงๆ เราดูทีไรเราก็เสียท่า เราเกิดกิเลส สู้ไม่ไหวทุกที เอ้า เราก็อย่าเพิ่งมาดูซี ต้องพยายามให้คนอื่นช่วยบ้าง เราก็ช่วยตัวเองบ้าง อย่ามาดู พยายามตัดอกตัดใจ หัดละง่ายๆ แบบฝึกหัดต้นๆว่า เราหัดเลิก เราหัดละ ห่างเว้น ก็จริง นั่นลำดับหนึ่ง ทีนี้ เมื่อเรามีอินทรีย์พละ พอสมควร เราก็มาดู ดูสิว่าเราสู้ได้ไหม เราได้ประโยชน์คุณค่าไหม เราก็ดู แล้วอย่าโกหกตัวเอง ถ้ารู้สึกว่าเราเสียท่าจริงๆ แล้วเราก็หัดเลิกบ้าง เอ๊ เรายิ่งดู เราก็ยิ่งเกิดกิเลสเพิ่มเติมขึ้นมากมาย กลายเป็นทาสมัน ติดยึด หรือไม่ก็ฤทธิ์แรงของ แม้จะแค่ลีลาของหนัง เท่านั้นแหละ เติมกิเลสราคะโทสะให้แก่เราได้มากขึ้นๆๆๆ ในโลกนี้ ก็ยั่วย้อมอยู่กันอย่างนี้จริงๆ เพราะฉะนั้น เขาจึงเซ็นเซอร์กันบ้าง ไม่เซ็นเซอร์มันจะยั่วยุๆให้เกิดโทสมูล ให้เกิดอาฆาตพยาบาทมาดร้ายอย่างหนังจีนนี่ โอ้! ไม่ได้หรอก ความแค้นต้องชำระ ต้องแก้แค้น อะไรพวกนี้มากมาย อย่างนี้ เป็นต้น มันก็จะสะสมความแค้น อาฆาต มาดร้ายไปนานนับกัปกัลป์ ไม่รู้จักเลิก ไม่รู้จักปล่อยจักวาง เราก็มาพยายามศึกษา อาตมาก็บอกแล้วว่า ความแค้นต้องอภัย ไม่ใช่ความแค้นต้องชำระ นี่เราก็มาแก้เคล็ด เอาเถอะ ในหนังมันจะต้องเป็นอย่างนั้น ตามวิสัยของโลกียะ วิสัยของโลกเขาก็ทำอย่างนั้น แต่นี่ธรรมะของเรา จะต้องอยู่เหนือ เราก็ต้องรู้ว่าโลกเขาทำ เราก็อย่าไปทำตามเขาซี เราเป็นผู้ที่ศึกษา เรารู้แล้ว เราก็อย่าไปทำตามเขา อย่างนี้เป็นต้น เราก็เรียนรู้ในมุมที่เราจะต้องเนกขัมมะ จะต้องสละออก จะต้องฝึกปรือตัวเราออก การกระทำสละออกทางใจ มันเป็นเรื่องขอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive