350501 ตะปูตรึงใจอย่างไรแน่นนัก บรรยายธรรมจากพระสูตร (ขีลสูตร) โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350501 ตะปูตรึงใจอย่างไรแน่นนัก บรรยายธรรมจากพระสูตร (ขีลสูตร) โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์
ตะปูตรึงใจอย่างไรแน่นนัก บรรยายธรรมจากพระสูตร (ขีลสูตร) ทำวัตรเช้า เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2535 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
วันนี้ จะมาถึงขีลสูตร ขีลสูตรนี่ดีนะ สูตรขีละนี่แปลว่าตะปู ตะปูตรึงใจซึ่งเราก็เคยนำขึ้นมาบรรยายกัน มาอธิบายกันให้ฟัง ซึ่งมันเกิดจริง มันเกิดจริงเป็นจริงในคนธรรมดาๆ ที่ยังลดละความถือสา ที่เป็นอัตตามานะ นี่อาตมากำลังเน้นเรื่องอัตตามานะ ตอนนี้แหละ ยิ่งสำคัญแหละ เรื่องอัตตามานะ เรื่องขีลสูตร นี่เรื่องที่เกี่ยวกับการถือสา ...เพราะว่ายึด เพราะว่าติดอัตตานี่ ก็คือยึด ยึดถือความเห็นของตน ยึดถือดีน่ะ ถือดี ถือตัว ... เสร็จแล้ว มันก็ทำให้เกิดการไม่สมใจ ไม่ดังใจตัว ไม่สมใจตัว... มันก็ผลัก ก็เกิดการไม่ยอม ... ถือสา ไม่ปล่อย ก็เป็น การมีการประชดประชัน มีการ...จะต้องเอาชนะคะคาน มีอะไรต่ออะไร เกิดไปได้สารพัดเลย มีอย่างมากก็ได้ มีอย่างน้อยๆก็ได้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่จะต้องรู้จริงๆเลยในตัวเรา แล้วต้องฝึกละล้าง ลดออก ต้องฝึกจริงๆ ต้องทำจริงๆ ทั้งนอกทั้งใน การปฏิบัติธรรมนี่ เราจะทำแต่เฉพาะใจเฉยๆ มันไม่มีแรงพอหรอก มันต้องทำทั้งกาย ทั้งวาจา ปฏิบัติจริงๆเลย แล้วมันถึงจะแข็งแรง มันถึงจะมีน้ำหนัก มันถึงจะนำพาให้เราลดๆ ละๆ ปละปล่อยได้น่ะ เอ้า ลองฟังดูนะ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ 5 ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ยังตัดไม่ขาดแล้ว กลางคืน หรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเสื่อมอย่างเดียว ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเจริญเลย ตะปูตรึง
อ่านต่อ
ใจ 5 ประการที่บุคคลนั้น ยังละไม่ได้แล้วเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไป เพื่อความเพียรเพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อการกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 1 นี้ อันภิกษุผู้มีจิต ไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม อันที่ 1 นี่ ก็พระศาสดา หรืออาจารย์น่ะ อันที่ 2 ต่อมา ประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระธรรม อันที่ 2 นี่ พระธรรม ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 2 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้วด้วยประการฉะนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ ดูกร ภิกษุทั้งหลายจิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 3 นี้ อันภิกษุ ผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในสิกขา ในการศึกษา ไม่เอาใจใส่ในการประพฤติปฏิบัตินั่นแหละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไป เพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 4 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้วด้วยประการฉะนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมโกรธ ไม่พอใจ มีจิตอันโทสะประทุษร้าย มีจิตกระด้างในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย อันที่ 5 นี่ เมื่อไม่ศึกษาแล้ว ตัวเองก็พาล กลายเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองกลายเป็นคนแกล้ง กลายเป็นคนอะไรต่ออะไรไปหมด ภิกษุย่อมโกรธ ไม่พอใจ มีจิตอันโทสะประทุษร้าย มีจิตกระด้างในเพื่อนพรหม- จรรย์ทั้งหลาย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 5 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไป เพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อเพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้ว ด้วยประการอย่างนี้ ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลนั้น ยังละไม่ได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการ อันบุคคลนั้น ยังตัดไม่ขาดแล้วเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความอยากในกามทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เพื่อผูกพันใจ ประการที่ 1 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไป เพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความอยากในกาย อันที่ 1 ในกาม อันที่ 2 ในกาย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เครื่องผูกใจ ประการที่ 2 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไป เพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุยังเป็นผู้ไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความอยากในรูป จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไป เพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เครื่องผูกพันใจประการที่ 3 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุฉันอาหารเต็มท้อง ตามต้องการแล้ว ย่อมประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอน ความสุขในการหลับอยู่ จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เพื่อผูกพันใจประการที่ 4 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยความปรารถนา เป็น เทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า เราจะเป็นเทพเจ้า หรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีล พรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เครื่องผูกพันใจประการที่ 5 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้...เครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลนั้น ยังตัดไม่ขาดแล้ว ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ยังตัดไม่ขาดแล้ว กลางคืน หรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเสื่อมอย่างเดียว ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเจริญเลย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนกลางคืน หรือกลางวันที่ผ่านมา ถึงพระ- จันทร์ในกาฬปักษ์ พระจันทร์นั้น ย่อมเสื่อมไปจากศรี ย่อมเสื่อมจากมณฑล ย่อมเสื่อมจากแสงสว่าง ย่อมเสื่อมจากความยาว และความกว้าง แม้ฉันใด ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตามยังละไม่ได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ยังตัดไม่ขาดแล้ว กลางคืน หรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้น พึงหวังความเสื่อมอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเจริญเลยฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ 5 ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง ภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ละได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ตัดขาดได้แล้ว กลางคืน หรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเจริญอย่างเดียว ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเสื่อมเลย เอ้า อีก อีกหน้ากว่า อ่านให้จบเลยก็แล้วกัน จะได้อธิบายรวดเดียวเลย ตะปูตรึงใจ 5 ประการ ที่บุคคลนั้นละได้แล้ว เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัย ย่อมน้อมใจเชื่อ เลื่อมใสในพระ-ศาสดา จิตของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 1 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ละได้แล้วด้วยประการอย่างนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่เคลือบแคลง ไม่สงสัย ย่อมน้อมใจเชื่อ ย่อมเลื่อมใสในพระธรรม อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่เคลือบแคลงไม่สงสัย ย่อมน้อมใจเชื่อ ย่อมเลื่อมใสในพระสงฆ์ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่เคลือบแคลง ไม่สงสัย ย่อมน้อมใจเชื่อ ย่อมเลื่อมใสในสิกขา อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่โกรธ พอใจ มีจิตอันโทสะไม่ประทุษร้าย มีจิตไม่กระด้าง ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันภิกษุมีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ละได้แล้ว ด้วยประการอย่างนี้ ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลนั้น ละได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการ อันบุคคลนั้นตัดขาด ตัดได้ขาดแล้วเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความอยากในกามทั้งหลาย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เครื่องผูกพันใจประการที่ 1 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดขาดได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความอยากในกาย อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความอยากในรูป อีกประการหนึ่ง ภิกษุฉันอาหารเต็มท้องตามต้องการแล้ว ไม่ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอน ความสุขในการหลับอยู่ อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยความปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง ว่าเราจะเป็นเทพเจ้า หรือว่าเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีลพรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ จิตของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เครื่องผูกพันใจ ประการที่ 5 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตน้อมไป เพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดได้ขาดแล้วด้วยประการอย่างนี้ เครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลนั้น ตัดได้ขาดแล้ว ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ละได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใด ผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ตัดขาดได้แล้ว กลางคืน หรือกลางวัน ที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเจริญอย่างเดียว ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มี ความเสื่อมเลย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือน กลางคืน หรือกลางวัน ที่ผ่านมาถึงพระจันทร์ในชุณหปักษ์ พระจันทร์นั้น ย่อมเจริญด้วยศรี ย่อมเจริญด้วยมณฑล ย่อมเจริญด้วยแสงสว่าง ย่อมเจริญด้วยส่วนยาว และส่วนกว้าง แม้ฉันใด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็หรือเป็นภิกษุณีก็ตาม ละได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ตัดขาดได้แล้ว กลางคืน หรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้น พึงหวังความเจริญอย่างเดียว ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเสื่อมเลย ฉันนั้น เหมือนกันแล สรุปแล้ว ก็มี 2 ทิศ 1.เครื่องผูกพันใจ 2.ตะปูตรึงใจ เครื่องผูกพันใจ 5 ประการ ตะปูตรึงใจ 5 ประการ ท่านขยายความจาก ...ขยายความในสภาพที่มันติด มันตรึงใจ มันปักใจ แล้วทำให้เกิดลักษณะไปในสายโทสะ น่ะ ไปในสายที่ไม่ชอบใจ...เป็นโทสะ เป็นสภาพที่โกรธเคือง ...ย่อมโกรธ ย่อมไม่พอใจ มีจิตอันประทุษร้าย มีจิตกระด้าง...ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ...อีกอันหนึ่ง ก็ในสายดูดในสายผูกพันใจ...เป็นเครื่องผูกพันใจ เป็นความ...กำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความเร่าร้อน ความอยาก ...ในกาม ในกาย ในรูป หรือไม่ก็เอา แต่การนอน กินอิ่มเต็มท้อง แล้วก็นอน...หาแต่นอน แต่เอน อีกอันหนึ่งอันสุดท้าย ก็มิจฉาทิฏฐิอยู่ มาปฏิบัติธรรม จะถือศีล ถือพรต หรือตบะอะไรก็เพื่อที่จะทำตนให้เป็นคน...เป็น ท่านใช้ศัพท์สำนวนว่า เป็นเทพ เป็นเทพเจ้า หรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ...ถ้าเผื่อว่า ไม่เข้าใจสภาวะของจิตวิญญาณแล้วล่ะก็ เราจะเข้าใจว่า มาบำเพ็ญนี่ เพื่อเกิดความเป็นเทพเจ้า หรือ... เทวดาองค์ใดองค์หนึ่งหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง นี่ คืออะไร ถ้าไม่เข้าใจจิตวิญญาณ หรือยิ่งเข้าใจเป็นแบบ... พวกเดรัจฉานวิชา พวกไสยศาสตร์ กลายเป็นว่า บำเพ็ญแล้ว เพื่อจะได้ตายไปแล้ว ก็จะได้ไปเป็นเทพเจ้า อยู่บนสวรรค์ อะไรไปโน่น มันก็เลยยิ่งไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจน่ะ แต่เราได้อธิบายกันมามากแล้ว...ได้อธิบาย ถึงเรื่องจิตวิญญาณที่เป็นเทวดาสมมุติก็ได้ เป็นเทวดาอย่างจิตจริงอุบัติจริงก็ได้ แล้วเราก็ติดยึดอยู่ในฐานในภูมิของเทพ เทพองค์ใดองค์หนึ่ง ก็หมายความว่า เราติดอยู่ในความเป็นเทพใดเทพหนึ่ง ติดหยุดอยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง เสร็จแล้วเราก็ไม่ถอดไม่ถอน ไม่ไม่เคลื่อนย้าย ไม่เปลี่ยนแปลงเหมือน เหมือน ศาลติด เจ้าติดศาล เหมือนเจ้าติดศาล องค์ใดองค์หนึ่ง ก็หมายความว่า เป็นเทพในระดับใด ระดับหนึ่ง เป็นเทพเจ้าองค์ เขาก็มีชื่อกัน เรียกเป็นขั้นๆชั้นๆ ล่ะนะ แล้วเป็นเทพไหน แล้วเราว่าได้ดี หรือเราได้อย่างที่ต้องการอย่างนั้นๆ เสร็จแล้วก็จมอยู่ตรงนั้นแหละ อย่างนี้ เราก็ไม่เอาเพราะพระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมอย่างนั้น เราจะต้องบำเพ็ญเพียร เพื่อที่จะทำให้ติดต่อ ทำให้เจริญขึ้นไป จนถึงที่สุดนั่นแหละน่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เราไม่ทำอย่างนี้ มันจะไม่เกิดการเจริญ ความเจริญนี้ พระพุทธเจ้าท่านขยายความในเนื้อความนี้ ลองมาฟังความเจริญดู ถ้ามันไม่เจริญ มันจะเป็นยังไง มันไม่เจริญ มันก็จะเป็น ถ้าในสายของความ...ที่จริงมันก็รวมไปหมดนั่นแหละน่ะ มันจะเกิดจิตไม่ดี...ในสายของตะปูตรึงใจ มันจะเกิดความเคลือบแคลงสงสัย อันแรกนะ ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดาน่ะ เมื่อจิตของภิกษุนั้น ไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ...นี่ฟังดูดีๆ มันมีภาษาที่ละเอียดๆอยู่ เรามาปฏิบัติธรรมนี่ เพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อความบำเพ็ญเพียร ที่จริงแล้ว ภาษาบาลีเขามีภาษาไทยไม่รู้จะแปลว่าอะไรกันแล้วน่ะ ถ้าเผื่อว่า เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในศาสดา ศาสดานี่ ตอนแรกเราก็นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน ถ้าผู้ใดไม่ ยังสงสัยในพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดาจริงๆ ในพระพุทธเจ้าจริงๆแล้วละก็ ก็หมดหวังล่ะนะ เพราะจะปฏิบัติมีกำลังอะไรล่ะ สงสัยว่า เอ๊ พระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่า ดีอย่างนี้จริงหรือ ไม่เชื่อ มีด้วยหรือ คนที่จะเป็นอย่างนี้ได้ ไม่เชื่อ ถ้าอย่างนี้ ก็หมดหวังแน่ นี่เป็นตัวต้นเลย ถ้าใครถึงขั้นนี้แล้วละก้อ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ ไม่มีทาง เราจะไปมีความเพียร เพื่อที่จะมาปฏิบัติประพฤติ เพราะว่าเรารู้ดีอยู่ว่า เรามาปฏิบัติประพฤติกันอยู่นี่ เราเพียรขนาดนี้ มันยังขนาดนี้เลย เพียรไป เพียรไป ประเดี๋ยวก็พักไปซะพักไปมาก มากด้วยซ้ำ ทั้งๆที่ในจิตใจของเรานี่ ยังเชื่อมั่นในพระศาสดานะ ยังไม่เคลือบแคลงสงสัย ไม่ระแวงอะไรหรอก แม้อาตมาว่าระแวง แม้นิดหนึ่งก็ไม่ได้แล้ว ว่าพระพุทธเจ้านี่จริงหรือ นี่นะ อาตมาว่า แม้ระแวงนิดหนึ่ง อาตมาก็ว่าไม่เข้าเรื่องแล้ว ไม่ได้เจริญหรอก ไม่เจริญในกุศลธรรม ขนาดพระศาสดานะ ทีนี้นอกจากไม่ใช่พระศาสดาแล้ว อาจารย์ ครูบาอาจารย์ ที่เรานับถือที่มันเป็นขั้นๆตอนๆ พระศาสดาก็พระศาสดาล่ะ ผู้ที่จะเกื้อกูล ผู้ที่จะมีภูมิธรรม มีสิ่งจริง มีสัจธรรม ถ้ามันไม่มีแล้ว มันก็คนเราจะเชื่อถือศรัทธายังไงๆ มันก็อ่อน เพราะฉะนั้น ในทุกวันนี้ก็ตามยังมีนะ ยังมีผู้ที่เคารพนับถือ อาจารย์แล้วก็เชื่อมั่นในศาสดา เชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร ไม่รู้เรื่องหรอก ผู้ที่ยังไม่มีปัญญาล่ะนะ จะมารู้เรื่องก็จากอาจารย์ อาจารย์นี่ เป็นผู้ที่ถือว่าเป็นผู้ที่ถ่ายทอด มีสัจธรรมตาม ตามพระศาสดา ทีนี้อาจารย์เป็นอย่างไหนล่ะ อาจารย์เป็นอย่างไหนก็เป็นอย่างนั้น...เป็นอย่างนั้น อาจารย์ อาจจะมิจฉาทิฏฐิ ไปนอกลู่นอกทางอย่างไร ก็ตามใจเถอะ ทีนี้ ผู้นั้นนั่นน่ะ เลื่อมใส น้อมใจเชื่อในอาจารย์ ก็ยังจะนำพากันไปได้ นำพากันไปเจริญ ตามที่อาจารย์จะนำพา จิตลึกๆ สูงๆ ก็ว่านี่แหละเป็นลูกศิษย์อาจารย์ เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า...เราก็ยังเชื่อในพระศาสดา ในพระพุทธเจ้าอยู่ ทีนี้อาจารย์นี่ ก็มาเป็นตัวแทน มาเป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีคุณ- ภาพ มีสัจธรรม มีของที่ตามพระพุทธเจ้าพาเป็น ก็เชื่อ เชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้นๆ ในสำนักต่างๆ ก็มีอาจารย์อย่างนี้อยู่อย่างนี้เสมอน่ะ ในสำนักต่างๆ ถ้าจะว่าความเจริญแล้ว มันก็ต้องเจริญตามอาจารย์ อาจารย์เห็นอย่างไรล่ะ อาจารย์มีความคิดอย่างไร อาจารย์เข้าใจอย่างไร เราก็ศรัทธาเลื่อมใสอยู่กับอาจารย์ ถ้าเราลดเมื่อไหร่ เราก็ไม่ไปกับอาจารย์แล้ว...เดินทางไม่เจริญแล้ว กุศลธรรมก็ไม่เจริญ จะอยู่ที่นั่นต่อไปยังไงๆนะ ไม่เลื่อมใสในอาจารย์ ไม่ต้องถึงขนาดบอกแล้วว่ายกไว้ ต่อให้เลื่อมใสพระพุทธเจ้าอยู่ยังไงก็ตาม เลื่อมใสพระพุทธเจ้าอยู่อย่างไม่ถอดถอน ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก ซึ่งอาตมาคิดว่าชาวพุทธที่ใส่ใจแสวงหา ประพฤติ ปฏิบัตินี่นะ ก็ย่อมไม่ลดละในการนับถือพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นในพระพุทธเจ้านี่ ยังมีอยู่ทั้งนั้นแหละ แต่ผู้นั้น แม้แต่อาจารย์นี่แหละ อาจารย์ที่ตัวเองอยู่ด้วยนี่ ถ้าเกิดไม่เลื่อมใสในอาจารย์แล้ว ผู้นั้นจะแน่ ต้องแน่นอนเลย ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียรแน่นอน ไม่ทำ ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรนี่ เขาว่าน้อมนี่ นมะ นมะติ นมะ นี่แปลว่าน้อม น้อม นอบ- น้อมนี่ นมติ อาตัปปะยะ อาตัปปา เพื่อความเพียร และตัวหลังอีก เพื่อบำเพ็ญเพียร เพื่อบำเพ็ญเพียรนี้ ภาษาบาลีว่า ปธา ปธานายะ ป.ปลา ธ.ธง สระอา น.หนู สระอา ย.ยักษ์ ปธานายะ มันคนละตัวเลย อาตัปปายะ กับ ปธานายะ แต่ว่าแปลแล้ว คล้ายๆกันว่าความเพียร ปธานายะ แปลว่าบำเพ็ญเพียร คือไม่มีภาษาไทยจะแปลแล้วล่ะนะ เขาก็แปลกันน่ะตัว ที่จริงแล้ว น้อมใจไปเพื่อความมุ่งมั่น เพื่อความมุ่งหมาย เพื่อความเอาจริงเอาจังน่ะ นี่เป็นการขยายความ การปฏิบัติยังมุมานะอยู่ เพื่อบำเพ็ญเพียร ก็หมายความว่า ที่เขาบอกว่า ปธานายะ ก็หมาย- ความว่า ปฏิบัติเพื่อให้เกิดตัวที่ตั้งขึ้น หยั่งลง ถ้าว่าแล้ว น้อมใจไปเพื่อความเพียรมันมีนะ นมะติ มันมีภาษาบาลีอีกตัวหนึ่งกำกับว่าน้อมไป หมายความว่าใจนี่นอบน้อม ใจนี่เอาจริงเอาจัง ใจนี่ ยอมรับนับถือด้วย แล้วก็จะปฏิบัติตนอย่างพาก เพียร เอาใจใส่ส่วนตัวปธานายะ นั่น มันก็ขยายความไปเรื่อยๆล่ะ ไม่ประกอบติดต่อ ไม่ประกอบอย่างเนืองๆ ไม่กระทำ มันมีหยุด มันมีขาด มันมีวรรค นี่แสดงถึงสภาพที่เมื่อเกิดจิตที่ไม่ค่อยดี สะดุดเมื่อไหร่... คนเรานี่จิตใจไม่เต็มด้วยอิทธิ-บาท 4 เมื่อมันสะดุด แล้วจิตใจไม่เต็มด้วยอิทธิบาท 4 มันไม่ยินดี เมื่อไม่ยินดี วิริยะะก็ขาดตอน ความเพียรนี่ ตัวความเพียร วิริยะนี่ แปลว่าความเพียรโดยตรง ความเพียร ความที่จะเร่งเครื่อง เหมือนกับเครื่องมันเดินติดต่ออยู่นี่นะ เหมือนรถยนต์นี่ เครื่องมันเดินต่อเนื่องอยู่ มันจะสะดุดละ สะดุด เดี๋ยวดีไม่ดี เดี๋ยวดับ เดี๋ยวดับ ดับเมื่อไหร่ก็สวย ดับเมื่อไหร่ ก็ไม่ได้เดินแล้ว ถอยหลัง ดีไม่ดี ถอยหลังตกใต้ถุนลงไปเลย นี่ลองเปรียบเทียบอะไรพวกนี้ ฟังดูดีๆ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมนี่ สำคัญมากเลย ในเรื่องที่เรียกว่า เราเองจะเกิดตะปูตรึงใจ แม้ข้อแรก แม้ข้อแรกนี่ว่า เรา เอ๊ เราไม่เลื่อมใสอาจารย์ บอกแล้วว่า ลึกๆศาสดาก็คือพระพุทธเจ้า แต่อาตมาเชื่อว่า เลื่อมใสในพระพุทธเจ้านี่ ไม่ถดถอยกันหรอกพวกเรา เพราะฉะนั้น จะไม่มีผลเท่าไหร่ ว่าเราจะไม่เลื่อมใสพระ- พุทธเจ้านี่ มันก็ยากน่ะ เพราะฉะนั้น ตะปูตรึงใจพวกนี้ มันจะไม่มีผลไปถึงขนาดนั้น ตะปูตรึงใจตัว อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าเลย แม้แต่อาจารย์ อย่างที่ว่านี่แหละนี่แหละมันจะเห็นผลน่ะ เอ๊ ไม่ค่อยมั่นใจในอาจารย์แล้วมีสะดุดเหมือนกับรถเดินเครื่อง ไม่ค่อยจะติดแล้ว กึกกักๆแล้ว จะเป็นเพราะอะไร ก็แล้วแต่เถอะ ขาดๆ ตอนๆแล้วนี่ไม่เจริญ เกิดความปฏิ...การปฏิบัติ ก็ไม่ติดต่อ ไม่ประกอบเนืองๆ ไม่เอาใจใส่น่ะ ความเพียรลดหย่อนแน่ ไอ้ความน้อมใจ นมะติ ความน้อมใจ หรือว่าความที่จะตั้งใจยินดี มันก็ลดลง เมื่อลดลง แล้วไอ้ตัวที่จะปฏิบัติ ประพฤติ เพื่อให้เกิดปธานายะ เพื่อตัวที่จะบำเพ็ญ ตัวประพฤติ ตัวปฏิบัติ ตัวอบรม ปธานายะนี่ มันก็อ่อนแอแล้ว แรง เป็นแรง เป็นแรงเพียร การสั่งสมตัวเพียรขึ้นมาเป็นแรง เรียกว่าปธานายะ นี่ ไม่รู้จะแปลภาษาไทยว่ายังไงก็ว่า เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัวปธา-นายะ มันจะมีตัวกลุ่มที่เมื่อเริ่มต้น เหมือนเราเหยียบคันแร่ง เหมือนเรา ขับรถนี่นะ น้อมใจเพื่อความเพียร ก็หมายความว่า เรากำลังทำการค่อยๆ เหยียบคันเร่งลงไป อื้ด พอเหยียบคันเร่งลงไปได้ที่ มันก็เป็นปธานายะ ทำแล้วเราเหยียบลงไปเรื่อยๆ มันก็จะต่อเดินเครื่องไป แล้วมันจะเกิดพลังขึ้นมา เกิดพลังเพียรนี่ เกิดกำลังของความเอาจริง เอาจังนี่ขึ้นมา ถ้าถึงปธานายะ นี่หมายความว่า โอ ตอนนี้บำเพ็ญเลย ตอนนี้ กระทำเลย ตอนนี้มีแรงของความเพียรวิริยะเต็มที่ เพราะเรานี่ น้อมความเพียร น้อมไปเพื่อความเพียร เริ่มต้นตั้งแต่เหยียบคันเร่งลงไปอย่างนี้ แล้วก็ต้องให้มีติดต่อไป ไม่ใช่ยึกยักๆ อย่างนี้นะ ไม่ใช่ยึกยักอย่างนี้นะ ก็เพราะ-ฉะนั้น ต้องให้เนืองๆ ให้เป็นไปอย่างนั้น แล้วก็ให้ติดต่อไปเรื่อยๆ นี่เห็นพอฟังอาตมาอธิบายทำมือทำไม้ทำโน่นทำนี่ สภาพที่เหยียบคันเร่ง เราก็เหยียบเข้าไปให้ให้ดู มันก็จะเป็นกำลัง ถ้าเผื่อว่า สะดุดเมื่อไหร่ ก็เหมือนกับถอนคันเร่งอย่างที่ว่า เหมือนกับถอนฉึกฉัก ฉึกฉัก ไม่ต่อเนื่อง ไม่ทำให้ติดต่อ ไม่ทำเนืองๆ ไม่ทำอยู่สม่ำ เสมอ มันจะขาดจังหวะ ซึ่งเป็นทุกคนล่ะ เป็นมาก เป็นน้อย ถ้าเผื่อว่า เกิดสะดุด เกิดอย่างโน้นอย่างนี้ เพราะว่าจิตใจ ยังไม่มั่นคง จิตใจยังไม่มีศรัทธาที่สมบูรณ์ ไม่บริบูรณ์ ศรัทธายังไม่แก่ไม่กล้า ยังไม่เต็ม ยังไม่ดี และหรือปัญญา ความเข้าใจนี่ มีจุดจุดหนึ่ง ที่อาตมาเอง อาตมาเห็นคนโง่นี่มีมาก คือ มาศรัทธาครูบาอาจารย์ ก็ศรัทธาแล้วนะ ปฏิบัติไป ก็ได้ผลดีแล้วนะ ได้ผลดี ได้ประโยชน์จากการที่ปฏิบัติไปแล้ว เสร็จแล้วไปคือตัวเอง ตัวติดยึดเป็นอัตตานี่ จุด จุดใดจุดหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ตาม เรื่องเดียวก็ได้ ยิ่งหลายเรื่อง ก็ยิ่งแน่นอน แล้วมันก็ยิ่งประสมประเสเข้าไป มีน้ำหนักถ่วง เสร็จแล้วเราก็ไม่ชอบใจ อันนี้ล่ะนะ ถือสาอันนี้ เป็นอัตตาของตัวเองอันนี้ ถือสา อาจารย์เกิดปฏิบัติจุดนี้ไม่ค่อยสอดคล้องกับใจเราต้องการนี่นะ เกิดสะดุดเลย ลดศรัทธา ไม่ประกอบเนืองๆ ไม่กระทำติดต่อ ไม่น้อมใจเพื่อความเพียรน่ะ อันนี้ อาตมาถือว่าโง่ ทั้งๆที่มาปฏิบัติแล้ว ได้ดีไปก็ไม่ใช่น้อยแล้ว ปฏิบัติตามมาได้อะไรๆแล้ว แล้วมาเจอเอาไอ้เหตุ หรือว่าเรื่อง ซึ่งตัวเองถือ ตัวเองจริงๆตัวเองยังไม่รู้ว่าตัวเองถือ ตัวเองติดตัวนั้นจะเป็นความเข้าใจ จะเป็นความเชื่อมั่น เป็นอะไร ก็แล้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive