สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ 2 ทีนี้พอ ในที่ว่ามาทั้งหมดที่เขาส่งมา มาเข้าเรื่องที่จะพูดวันนี้คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด ส่วนใครจะทำ ให้สมคิดก็แล้วแต่ ข้อ 1. การจะทำให้คนทั้งประเทศ ไม่มีคนจนนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด โดยความแท้จริง ข้อ 2. และการจะทำให้คนทั้งประเทศเป็นคนรวยไปทั้งหมด มันก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ จึงไม่ควรคิด และไม่ควรพูดเลยในโวหารอย่างนี้ ข้อ 3. การพูดออกไปต่อสาธารณชนว่า เราจะทำให้คนทั้งประเทศหายจนนั้น เป็นไปไม่ได้เลยในโลก ไม่ว่าใครจะเก่งปานใด พูดเช่นนั้นจึงเป็นการคุยโต “สร้างราคา” ให้แก่ตนเอง เท่านั้น เพราะไม่มีใครหรอกในโลกทำได้ แม้แต่พระเจ้าก็มิบังอาจจะบันดลบันดาลให้เป็นเช่นนั้นได้ ข้อ 4. ไม่มีใครเลยในโลกที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยทำให้คนทุกคนในประเทศหายจนไปทุกคนได้หมด มันเป็นไปไม่ได้ตามความเป็นจริง ใครๆก็เสกให้คนทั้งประเทศหายจนไม่ได้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตนหรือของสังคมให้ดีขึ้น ก็ไม่ควรแก้ด้วยการทำให้ตนหรือให้สังคมรวยขึ้นอย่างมาก จนถึงขั้นรวยๆๆๆชนิดไม่มีขีดความพอ ที่เรียกว่า“พอเพียง”นั่นเอง คนเราคนๆหนึ่งจะมีเงินถึงหมื่นล้านนี่ก็อยู่รอดแล้วไหมในสังคมนี้ มันเกินพอแน่นอน เราจัดตลาดอาริยะ คอยดู จะมีแต่คนจนที่มาใช้บริการพวกเรา คนรวยไม่มาหรอก และเราสร้างอาคาร บวร นี้ขอปวารณากับทางจังหวัดว่า ให้มาใช้บริการได้ฟรีเลย มีเงื่อนไขอยู่ว่าคนนั้นหรืองานไหนควรจัดได้ไหม ยิ่งพระนี้จะไปส่งเสริมการแต่งงานไม่ได้ เป็นอาบัติ มีในพระวินัย แต่ท่านที่ไม่รู้ก็ไปงานแต่ง ไปรดน้ำมนต์เขา ข้อ 5. ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการให้คนทั้งหลายรู้แจ้งรู้จริง มีความเข้าใจใน“ความจน” และคนผู้นั้นตั้งใจทำตนให้เป็น“คนจน”ในสังค
อ่านต่อ
มให้ได้จริงๆ ด้วยความมี ปัญญา(ไม่ใช่เฉโก) นั้นประเสริฐจริง ข้อ 6. ปัญญาที่ว่านั้นคือ ต้องเป็น“คนจน”ที่เข้าใจจริงๆ ว่า เราเป็นคนมักน้อย หรือกล้าจน หรือมีทรัพย์สินไว้ที่ตนน้อยๆ(อัปปิจฉะ) เพียงพอกินพอใช้(สันโดษหรือสันตุฏฐิ) ส่วนที่เหลือที่เกินก็รีบสะพัดออก ผู้อื่นที่แร้นแค้นจะได้รับไป เขาจะได้หายขาดแคลน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้ ข้อ 7. คนที่แข็งแรง คนที่มีความรู้ มีสมรรถนะ คนที่ขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ ย่อมพึ่งตนเองได้จริง ไม่มีวันขาดแคลนง่ายๆเลย จึงควรเป็น“คนจน”เสียเอง จะได้ไม่กักตุนไว้ที่ตน กระจายออกไปสู่คนที่ควรได้ควรมี ควรรับไปใช้ไปกินบ้าง ชื่อว่าเป็นคนมีประโยชน์ต่อผู้อื่นจริง ข้อ 8. เพราะคนในสังคม ที่จำเป็นต้องช่วย ต้องให้ความอนุเคราะห์ คือ คนที่ไม่แข็งแรง คนที่ไม่มีความรู้ คนไม่มีสมรรถนะ หรือคนที่จำเป็นต้องช่วยเหลือมันเป็นเรื่องสุดวิสัยแล้วเขาช่วยตนเองไม่ได้จริงๆ เช่น เด็ก คนเจ็บป่วย คนแก่เฒ่าแล้วช่วยตนเองไม่ไหวแล้ว คนพิการกาย คนพิการสมอง คนที่ต้องทำงานช่วยคนอื่นช่วยประชาชนส่วนใหญ่อยู่ตามหน้าที่ต้องรับผิดชอบจริงจนไม่มีโอกาสช่วยตนเองได้ จึงอยู่ในวิสัยที่ต้องช่วย ข้อ 9. ปราบคนขี้เกียจ และคนขี้โกง ให้เด็ดขาด อย่าไว้หน้า อย่าละเว้น เพราะเขาทำบาปให้ตนเองจริงๆ ไม่ดีเลย อย่าปล่อยให้เขาทำบาป เขาน่าสงสารแท้เพราะโง่ อย่ายกเว้นแม้แต่พี่น้อง ญาติ มิตร สหาย เขาจะมีแต่ได้สะสมอกุศลวิบากใส่ตน ในการขี้เกียจและการโกง ข้อ 10. ผู้มีปัญญาจริงนั้น เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจแท้จริงอยู่เสมอตลอดกาล ไม่เชื่อก็ไปถามพระอรหันต์ทุกพระองค์ ขนาดพระพุทธเจ้าก็ยังจนแหละ แม้แต่พวกเราเป็นอาริยะพอสมควร ก็อยู่อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ระวังเถอะ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บฯ ระวัง คุณมาอยู่ในนี้ให้คนอื่นเขาบริการคุณอย่างเดียว คุณไม่ขยันก็ต้องเป็นหนี้ คุณมากินแรงคนบุญคนดีคนอาริยะ มันบาปยกกำลังนะ ไม่ใช่บาปแค่คูณ คุณกินแรงพระพุทธเจ้าเป็นไง คุณกินแรงพระอรหันต์เป็นไง บาปมันเป็นสัจจะ ข้อ 11. ผู้มีปัญญานั้นรู้แจ้งจริงว่า “ความจน”ไม่ใช่ความน่าเกลียด ไม่ใช่ความน่ากลัว ไม่ใช่ความต่ำต้อย ไม่ใช่ความน้อยหน้า ไม่ใช่ความมีเศรษฐกิจเสื่อมถอย ไม่ใช่การเบียดเบียนคนอื่นประเทศอื่น ไม่ใช่ความเดือดร้อนยุ่งยากตนเองแต่อย่างใด แต่ชัดเจนชัดแจ้งแท้จริงว่า “ความจน” นั้นมันยิ่งเบากายสบายใจต่างหาก ไม่มีภาระ ภาระเบามากๆ และเป็นการช่วยที่แท้ ที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจส่วนรวมดีขึ้นต่างหาก ข้อ 12. ความจนอันประเสริฐ ไม่ใช่เรื่องที่คนจะต้องวิ่งหนี แต่เป็นสภาพที่น่ายินดี น่าอภิรมย์ น่าได้ น่ามี น่าเป็น ข้อ 13. คนจนผู้ประเสริฐ คือ ผู้มีปัญญาจริง ไม่ใช่ยังมีแต่เฉโก จึงเข้าใจจริงๆว่า การเป็น“คนจนผู้ประเสริฐ”นั้นดีแท้ๆจริงๆ เพราะทั้งปลอดภัย ทั้งไม่เบียดเบียดผู้อื่น ไม่แก่งแย่งผู้อื่น ทั้งได้ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ จึงเป็นคนมีประโยชน์แท้ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นจริง เพราะตนก็ไม่เบียดเบียนตน และทั้งไม่เบียดเบียนผู้อื่น เนื่องจากตนเป็นผู้มีความรู้มีสมรรถนะสร้างสรรขยันพากเพียรอยู่แท้ จึงมีผลผลิตมากอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอไม่ขาด มีมากมีล้นเกินอย่างแท้จริงด้วยซ้ำ จึงมีเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นประโยชน์ตน-ประโยชน์ผู้อื่นแท้จริง ข้อ 14. แต่เป็นผู้ทำตนให้เป็น“คนจน”ด้วยตัวเอง ด้วยความตั้งใจจน เต็มใจจน และตนมุ่งมั่นมีไว้แต่น้อย(อัปปิจฉะ) จึงเป็น“ความจน”ที่ตนพอมีพอกิน เพียงแต่ตนมี“ใจพอ” (สันโดษ,สันตุฏฐิ) ตนสบายใจไม่โลภมากกอบโกยมาสะสมอีก ตนรู้จักพอ จึงหยุดเอาไว้เป็นของตนแค่นี้ จึงชื่อว่าสงบอยู่(ปวิเวก) ทำให้สังคมสงบ เพราะการตั้งใจมีแค่นี้ ไม่สะสม(อปจยะ)ไว้ที่ตนมาก กว่านี้ แต่ขยันยิ่งอยู่เสมอ(วิริยารัมภะ) เมื่อเป็นคน“เอาไว้แต่น้อย,มักน้อย(อัปปิจฉะ) จึงจน จึงเป็นคนจนจริงๆ แต่ไม่สะสมไว้ที่ตนมาก จึงแจกจ่ายออกไปแก่ผู้อื่นแก่สังคมส่วนรวมจริง ข้อ 15. ตนจึงเป็น“คนจน”เสมออยู่จริงตลอด เป็นนักเศรษฐกิจที่มีคุณธรรมประเสริฐแท้ ข้อ 16. เป็นนักเศรษฐกิจที่“จน”ทว่ามีความอุดมสมบูรณ์ เพราะสามารถสร้างสรรเลี้ยงตนเองได้พออยู่พอกิน และทำให้เหลือให้เกินที่ตนกินตนใช้บ้าง ด้วยความรู้ด้วยสมรรถนะของตน ข้อ 17. คนจนเช่นนี้จึงเป็น“คนจนผู้ประเสริฐ” ทำให้สังคมทรงอยู่ได้ ดำเนินไปได้ แม้คนอื่นจะขี้เกียจและขี้โกง กอบโกยหนัก รวยเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ไม่มีจบสิ้น ก็ยังชื่อว่า เราเป็นส่วนที่ช่วยอุดหนุนจุนเจือสังคมอยู่แท้ พอบรรเทาทำให้สังคมไปได้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งยากแค้น แก่งแย่ง คนที่รวยไม่รู้จักพอกระชากชิงไปไม่หยุด ก็จะทำร้ายกันกว่านี้ ข้อ 18. จึงเห็นจริงว่า ต้องมี“คนจน”ที่เสียสละอย่างนี้ เพราะคนที่เขาไม่ยอมจน เขาไม่ยอมจริงๆ เราจึงต้องมาเป็น“คนจน” ไม่เช่นนั้น ไม่มีส่วนใดในสังคมนั้นที่จะช่วยสังคมอยู่ ถ้าไม่มีลักษณะของคนในสังคมเช่นที่ว่านี้ ข้อ 19. ซึ่งเป็น“คนจน”แต่เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ขยันสร้างสรรอยู่ แม้จะได้สะพัดเผื่อแผ่ผู้อื่นอยู่ตลอด อย่างสุขใจจริง และสะพัดชนิดที่“ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา”อีกด้วย จึงมีมากอยู่เสมอ อุดมสมบูรณ์ มีเหลือมีเกินอยู่ได้ คนเช่นนี้จึงต้องเรียกว่า คนจนที่มีความประเสริฐ(ตามคำตรัสของในหลวง ร.9 ตรงตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า) ข้อ 20. คนที่ทำตนได้เช่นนี้ คือ ผู้แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แล้ว เป็นจริงแล้ว สำเร็จแล้ว ชนิดที่มี“กตญาณ(ความรู้ของผู้รู้จักความสำเร็จที่ตนทำจบแล้ว)” ควรรู้จักความจบที่สุดวิสัยแล้วสำหรับตนเอง หากไม่รู้ “ความเป็นไปได้ที่ควรเป็นอย่างแท้จริง” และไม่รู้“ความจบ” หรือมีที่จบ ก็ต้องร้อนใจอยู่ตลอด เพราะไม่รู้เสร็จ ไม่รู้จบ จึงมีทุกข์ไม่มีจบสิ้นได้ ข้อ 21. ดังนั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน“มิติ”ที่หมายเอาแค่ว่า จะทำให้ประเทศไม่มีคนจน ทำให้คนหายจนให้ได้มากที่สุดนั้น จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ที่ดี ที่ประเสริฐเลย เพราะวิธีที่ไปตั้งใจ หรือตั้งความคิด ว่าจะรวยๆๆๆ แล้วหวังจะให้คนในประเทศของเราต่างก็จะให้มีความร่ำรวยกันทั้งประเทศนั้น ถ้าตนก็สามารถเท่านี้ ตนก็มีผลผลิตเท่าที่ตนมี แต่อยากได้มากกว่านี้ จึงมีแต่ใจจะเอาเพิ่มจากที่“ตนมีได้จริง” เมื่ออยากได้มากกว่านี้ ก็ต้องแย่งจากผู้อื่นเท่านั้น คนเช่นนี้จึงใช้ความฉลาดแกมโกง ฉลาดอย่างมีกิเลส คือ เฉโก คิดหาวิธีที่ตนจะ“มีมากๆๆๆๆ” แล้วก็ทำการโกงด้วยวิธีโกงนั้นกันเต็มสังคม ตั้งแต่น้อยนิดจนถึงขั้นแรงสุด ข้อ 22. วิธีการโกงในสังคมที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยคนที่มีคอนเซพท์อยู่แต่ว่าคนต้องรวย ประเทศต้องรวย จึงเป็นแนวคิดที่ “คนมีแต่อยากรวย” ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ไม่มี “จบ” แก้ไม่เสรฺ็จ ตลอดกาลนาน ข้อ 23. ฉะนั้น การจะทำให้คนในประเทศเราร่ำรวยขึ้นได้มากจริงดังว่า ก็คือ ต้องแย่งเงินทองจากประเทศอื่นมาให้ประเทศแก่ตน โดยการเอาเปรียบ หรือขูดรีดด้วยการขายผลผลิตของตนราคาสูงมาให้ตนเอง ซึ่งเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ตามปกติสามัญของคนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เมื่อทำได้ ก็ดีใจ ชอบใจ ด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ขูดรีดผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น ตั้ง“แนวคิด”อย่างนี้ทำไม? มันไม่ดีเลย มันเห็นแก่ตัว มันมีแต่ขี้โลภ เห็นแก่ได้ มันไม่คิดจะเสียสละเพื่อผู้อื่นเลย ข้อ 24. เกิดเป็นคนควรจะเป็นผู้เสียสละมากกว่า เป็นผู้ได้เปรียบ หรือเป็นผู้เอาเปรียบ สามัญสำนึกก็คงพอรู้ ข้อ 25. เกิดมาเป็นคนแล้ว ไม่ควรคิดเป็นผู้ได้เปรียบ ไม่ควรเป็นผู้เอาเปรียบ เพราะมันกลายเป็นคนไม่มี “ประโยชน์” เป็นคนไร้“ค่า” เป็นคนขาด“คุณ” เป็นคนไม่มีธรรม “คนไม่ดี-คนไม่ประเสริฐ” ซึ่งไม่ควรมี ไม่ควรได้ ไม่ควรเป็นเลย ข้อ 26. เกิดมาเป็นคนแล้ว จึงควรคิดเป็นผู้เสียเปรียบ ควรเป็นผู้เสียสละ เพราะมันเป็นคนมี“ประโยชน์”แท้ เป็นคนมี“ค่า”จริง เป็นคนมี“คุณ”แน่ เป็นคนไม่ว่างเปล่าจากธรรมที่“คนดี-คนประเสริฐ”ควรมี ควรได้ ควรเป็น ข้อ 27. การแก้ปัญหา ที่ว่า ทำอย่างไร จึงจะ“หายจน” หรือทำอย่างไรปัญหา“ความจน”จึงจะจบลงได้สนิท ก็ขอไขความลับนี้ เราก็เป็น“คนจน”เสียเองเลย จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ จนอย่างอุดมสมบูรณ์ เพราะมีความรู้ มีความสามารถ และขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอตลอด เราไม่พัก(อัปปติฎฐัง)อยู่ เราไม่เพียร(อนายูหัง)อยู่(พตปฎ. เล่ม 15 ข้อ 2) จึงเป็น“คนจน” ที่“จน”อย่างไม่ขาดแคลน
โดยมีหลักการ ประมาณ 10 หลัก เป็นต้นว่า 1.ไม่เป็นหนี้(โดยเฉพาะหนี้ที่ต้องเสียดอกเบี้ย ในระบบทุนนิยม) 2. ทำกินทำใช้พอเพียงให้ได้สำหรับตน 3. สร้างให้เกินที่ตนกินตนใช้อยู่เสมอ 4. เมื่อตนเหลือกินเหลือใช้แล้วก็สะพัดออกเผื่อแผ่ผู้อื่น 5. สะพัดแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเราได้ เพราะมีเกิน 6. สะพัดออก โดยไม่ต้องกักตุนไว้มาก มีไว้เพียงพอที่จะใช้จะหมุนทำงานไม่ขาดขั้นขาดตอน แต่ไว้แต่น้อยๆ คนมีไว้แต่น้อยๆ จึงคือ คนจน 7. ไม่ต้องอยากรวยเลย ในชีวิต 8. เรียนรู้จิตอย่ามีสาเปกโข คืออย่ามีความหวังทุกครั้งที่เรามี“การให้” หรือ“ทาน”แล้ว อย่าอยากได้อะไรตอบแทน จึงเจริญครบสัจจะทั้งทางโลกีย์ และทั้งทางโลกุตระ 9. ขยันสร้างสรรเช่นนี้ เสมอๆ อย่าเกียจคร้าน 10. ถ้ามีหมู่กลุ่มรวมกันอยู่ ก็จัดสรรโดยวิธีสาธารณโภคี หากทำได้สำเร็จจริง ก็เป็นเศรษฐกิจที่ดีสุดสูงสุด
ข้อ 28. ดังนั้น หากยังมีคอนเซพท์ มีกระบวนทัศน์ มีวิธีการ จะให้คนพากันมารวยอยู่ละก็ขอยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ การแก้ปัญหาสังคมให้เศรษฐกิจเป็นคนรวยอย่างยั่งยืนนั้นไม่มีวันสำเร็จ จะได้ก็เพียง“สมบัติผลัดกันชม” คือ จะมีคนรวย-คนจนสลับกันไปมา ไม่มีจบ เพราะคนจะแย่งกัน“รวย”อยู่ตลอดกาล “ทีใคร-ทีมัน” หมุนเวียนเปลี่ยนกันไป นิรันดร ตราบที่คนยังอยากเป็น“คนรวย” ไม่หยุดคิดจะรวย ไม่เห็นจริงว่า รวยนั้นไม่ดีเท่าจนอย่างมีปัญญาจริง การจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้มีคนรวยที่ยั่งยืนตลอดกาลนั้น ไม่เกิดผลสำเร็จหรอก ขออภัยนะ ..เพ้อเจ้อชั่วนิรันดร์แน่นอน ข้อ 29. ที่ว่าเป็น“คนจน” เพราะเป็นคนไม่สะสมทรัพย์ศฤงคารเงินทองบ้านช่องเรือนชานเป็นของตัวของตน เป็นอนาคาริกชนจริง อยู่กันอย่าง“สาธารณโภคี” ทรัพย์สินช่วยกันสร้างช่วยกันทำอย่างสัมมาทิฏฐิ-สัมมาปฏิบัติ มีลาภมาโดยธรรม(ลาภธัมมิกา) ทุกอย่างเป็นของส่วนกลาง แล้วบริหารกันอย่างเป็นธรรม กินใช้ร่วมกัน อยู่กันอย่างเป็นสุข ข้อ 30. เศรษฐศาสตร์ทฤษฎีนี้ เป็นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่อาตมาคิดเอาเอง ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ สุดโต่ง ที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ในสังคมโลก ไม่มีทฤษฎียิ่งใหญ่ที่จะสอนคนให้ปฏิบัติลดละกิเลส จนสามารถศาสนิกบรรลุธรรมเป็น“คนจน”ดังว่านี้ได้จริง อย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ข้อ 31. ขออภัยที่จะต้องยกคนจริงๆ สังคมหมู่บ้านหรือชุมชนที่มี“ความจริง”ที่เกิดได้จริงเป็นได้จริง มายืนยัน อ้างอิง ประกอบความปรากฏอยู่จริงได้จริง(phenomenal) ที่ยืนยันเชิญให้ไปสัมผัสของจริง พิสูจน์ได้จริง(เอหิปัสสิโก)ขึ้นในที่นี้ ได้แก่ สังคมคนอโศก หรือชาวอโศก หรือที่คนไทยทั่วไปมักเรียกว่า พวกสันติอโศก นั่นเอง ที่รวมตัวกันเป็นสังคมชุมชน หมู่บ้าน กระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ก็ไม่มากมายกี่เปอร์เซ็นต์หรอก เพราะมันไม่ง่ายเลย ในต่างประเทศนั้น คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเศรษฐศาสตร์ขั้น“สาธารณโภคี”นี้เป็นของพุทธศาสนาศาสนาเดียวในโลก แม้ในยุคพระพุทธเจ้าก็เป็นได้แค่ในกลุ่มสงฆ์ภิกษุเท่านั้น ในสังคมฆราวาสยังเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุมีเงื่อนไขทางสังคมยุคนั้น มันเป็นยุคทาส ยุคสมบูรณาญาสิทธิราช และคนก็ยังไม่มีความรู้ใน“สิทธิ”ต่างๆอันคนพึงมีกันเลยทั้งโลก ซึ่งแตกต่างจากสังคมยุคนี้ที่เลิกทาส มีความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน คนละขั้วแล้ว ข้อ 32. ชุมชนตัวอย่างในประเทศไทยที่ว่านี้ เป็นชาวพุทธที่นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติกระทั่งเกิดผลจริง เป็นชุมชนที่พูดได้เต็มปากแล้วว่า ชุมชนนี้ไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ“ความยากจน” ข้อ 33. เพราะทำ“แบบคนจน” หรือ“ขาดทุนของเราคือ กำไรของเรา” ตามศาสตร์พระราชา หรือจริงๆก็ตามรอยพระยุคลบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง จนกระทั่งบรรลุผล เป็นหมู่ชนที่มี“วรรณะ 9” มี“กถาวัตถุ 10” เป็นไปตาม“หลักเกณฑ์ตัดสินพระธรรมวินัย 8” และมี“สาราณียธรรม 6” ได้อย่างแท้จริง เพราะจิตเกิดคุณสมบัติมีความเป็นไปตาม“พุทธวจนะ 7” ได้แก่ สาราณียะ-ปิยกรณะ-ครุกรณะ-สังคหะ-อวิวาทะ-สามัคคียะ-เอกีภาวะ ข้อ 34. คนในสังคมชุมชนหมู่บ้านที่ว่านี้ เป็น“คนจน” จริงๆ เชิญมาวัดค่า“ความจน”ของ“คนจน”พวกนี้ได้ จะได้“ค่าเฉลี่ยแห่งความจน”ออกมายืนยันได้แท้จริงว่า เป็น“คน จน”ที่แต่ละคนมีรายได้“สูญ” คือ ทำงานอยู่ในสังคมฟรี ช่วยกันสร้างผลผลิต มีผลผลิตเอาเข้ากองกลางทั้งหมด แล้วกินใช้ร่วมกันในกองกลางนั้น และพยายามช่วยกันสะพัดออกไปช่วยเผื่อแผ่สังคมภายนอก อย่างไม่เอาเปรียบ เป็นการเสียสละให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงเป็นคนจนที่มีคุณภาพ เป็น“คนจน”ที่มีประโยชน์ เป็น“คนจน”ที่ไม่เบียดเบียนสังคมอื่น เป็น“คนจน”ที่มีน้ำใจต่อสังคมอื่นช่วยผู้อื่นจริงๆ ไม่เสแสร้ง ไม่กดดัน ไม่หลอกลวงแน่นอนเด็ดขาด เพราะเป็นคนซื่อสัตย์แท้จริง มีศีลมั่นคงแท้ มีธรรมะของพระพุทธเจ้าจริง ตามที่ได้สาธยายมา และมีชีวิตจริง อยู่เป็นคนมีศีลมีธรรมจริง มารวมกันเป็นหมู่กลุ่มชุมชนชาวอโศกจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่ท้อถอย ยังไม่ลดอัตราการก้าวหน้า ยังดำเนินหมู่ชนให้สัมผัสได้จริง ต้องขออภัยอย่างมากที่พูดความจริง ยกตนเองจริง. ก็ยกจริงไม่ได้พูดเล่น ยกจริงๆยืนยันจริง หลักความจนของพระพุทธเจ้านั้น มีใน“วรรณะ 9” มี“กถาวัตถุ 10” เป็นไปตาม“หลักเกณฑ์ตัดสินพระธรรมวินัย 8” และมี“สาราณียธรรม 6” วรรณะ 9 คือ 1 เลี้ยงง่าย (สุภระ) ไปง่ายมาง่าย อยู่ง่าย กินง่าย ใครเคยดูในหลวงเสวย ก็เสวยง่ายๆ เป็นคนไม่ใช่มักง่ายนะ แต่สบายๆ
2 บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)
3 มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) คือเป็นคนกล้าจน ชอบจะมีน้อยๆ
4 ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ)
5 ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เป็นการขัดเกลาฝึกฝนตนเอง เป็นไปตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา จนศีลเคร่งได้
6 เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) สำเร็จเป็นวิมุติ วิมุติญาณทัสนะได้ จนเป็นปกติ ที่ใครเห็นก็ว่าเคร่ง แต่คนปฏิบัติได้แล้วเป็นปกติ สามัญปกติชีวิต อย่างพวกเรากินมื้อเดียวก็ธรรมดา วันๆไม่มีรายได้ก็ธรรมดา ไม่เห็นต้องฝืนต้องลำบากหรือทรมานอะไรก็สบายๆ ถือศีลขนาดนี้
7 มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)
8 ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ)
ธูตะหรือองค์แห่งศีลเคร่ง เขาเข้าใจผิดทั้งประเทศว่าการธุดงค์หมายถึงการเดินหรือการออกป่า แม้ว่าจะเอาธุดงค์ของพระมหากัสสปะเป็นตัวอย่าง ก็ได้ ธุดงควัตร 13 ข้อ ก็มี หมวดที่ 1 จีวรปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับจีวร)
1.) ปังสุกูลิกังคะ การถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือใช้แต่ผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งไว้ไม่มีเจ้าของ ใช้แต่ผ้าเก่าที่คนเขาทิ้งเอาไว้ตามกองขยะบ้าง ข้างถนนบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง นำผ้าเหล่านั้นมาซัก ย้อมสี เย็บต่อกันจนเป็นผืนใหญ่แล้วนำมาใช้ งดเว้นจากการใช้ผ้าใหม่ทุกชนิด (บังสุกุล = คลุกฝุ่น) และจะรับผ้าจากทายกถวายไม่ได้
2.) เตจีวริกังคะ การถือผ้า 3 ผืน (ไตรจีวร) เป็นวัตร คือการใช้ผ้าเฉพาะที่จำเป็นเพียงสามผืนเท่านั้น เกินกว่านั้นใช้ไม่ได้อันได้แก่ สบง(ผ้านุ่ง) จีวร(ผ้าห่ม) สังฆาฏิ(ผ้าสารพัดประโยชน์ เช่น คลุมกันหนาว ปูนั่ง ปูนอน ปัดฝุ่น ใช้แทนสบง หรือจีวรเพื่อซักผ้าเหล่านั้น ปัจจุบันภิกษุไทยมักใช้พาดบ่าเมื่อประกอบพิธีกรรม)
หมวดที่ 2 ปิณฑปาตปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับบิณฑบาต )
3.) ปิณฑปาติกังคะ คือการถือบิณฑบาตเป็นวัตร บริโภคอาหารเฉพาะที่ได้มาจากการรับบิณฑบาตเท่านั้น ไม่บริโภคอาหารที่คนเขานิมนต์ไปฉันตามบ้าน
4.) สปทานจาริกังคะ เดินบิณฑบาตแต่เฉพาะทางที่กำหนดไว้ทางเดียวเท่านั้น ถือการบิณฑบาตตามลำดับบ้านเป็นวัตร คือจะรับบิณฑบาตโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เลือกว่าเป็นบ้านคนรวยคนจน ไม่เลือกว่าอาหารดีไม่ดี มีใครใส่บาตรก็รับไปตามลำดับ ไม่ข้ามบ้านที่ไม่ถูกใจไป
5.) เอกาสนิกังคะ ฉันมื้อเดียว(ต่อวัน) ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร คือ ในแต่ละวันจะบริโภคอาหารเพียงครั้งเดียว เมื่อนั่งแล้วก็ฉันจนเสร็จ หลังจากนั้นก็จะไม่บริโภคอาหารอะไรอีกเลย นอกจากน้ำดื่ม
6.) ปัตตปิณฑิกังคะ ฉันสำรวมโดยนำอาหารเทรวมกันในบาตรถือการฉันในบาตรเป็นวัตร คือจะนำอาหารทุกชนิดที่จะบริโภคในมื้อนั้น มารวมกันในบาตร แล้วจึงฉันอาหารนั้น เพื่อไม่ให้ติดในรสชาติของอาหาร
7.) ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ลงมือฉันแล้วไม่รับเพิ่มทีหลัง ถือการห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร คือเมื่อรับอาหารมามากพอแล้ว ตัดสินใจว่าจะไม่รับอะไรเพิ่มอีกแล้ว หลังจากนั้นถึงแม้มีใครนำอะไรมาถวายเพิ่มอีก ก็จะไม่รับอะไรเพิ่มอีกเลย ถึงแม้อาหารนั้นจะถูกใจเพียงใดก็ตาม
หมวดที่ 3 เสนาสนปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับเสนาสนะ )
8.) อารัญญิกังคะ ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร คือจะอยู่อาศัยเฉพาะในป่าเท่านั้น จะไม่อยู่ในหมู่บ้านเลย เพื่อไม่ให้ความพลุกพล่านวุ่นวายของเมืองรบกวนการปฏิบัติ หรือเพื่อป้องกันการพอกพูนของกิเลส
9.) รุกขมูลิกังคะ ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร คือจะพักอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้เท่านั้น งดเว้นจากการอยู่ในที่มีหลังคาที่สร้างขึ้นมามุงบัง
10.) อัพโภกาสิกังคะ ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร อยู่กลางแจ้ง เช่น ตามท้องทุ่งนา คือจะอยู่แต่ในที่กลางแจ้งเท่านั้น จะไม่เข้าสู่ที่มุงบังใดๆ เลย แม้แต่โคนต้นไม้ เพื่อไม่ให้ติดในที่อยู่อาศัย
11.) โสสานิกังคะ ถือการอยู่ในป่าช้าเป็นวัตร คือจะงดเว้นจากที่พักอันสุขสบายทั้งหลาย แล้วไปอาศัยอยู่ในป่าช้า เพื่อจะได้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ไม่ประมาท
12.) ยถาสันถติกังคะ ถือการอยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดไว้ให้เป็นวัตร อยู่ในที่พักที่เขาจัดให้โดยไม่เลือก คือเมื่อใครชี้ให้ไปพักที่ไหน หรือจัดที่พักอย่างใดไว้ให้ ก็พักอาศัยในที่นั้นๆ โดยไม่เลือกว่าสะดวกสบาย หรือถูกใจหรือไม่ และเมื่อมีใครขอให้สละที่พักที่กำลังพักอาศัยอยู่นั้น ก็พร้อมจะสละได้ทันที
13.) เนสัชชิกังคะ ถือการนั่งเป็นวัตร อาศัยอิริยาบถนั่งอย่างเดียว คืองดเว้นอิริยาบถนอน จะอยู่ในอิริยาบถ 3 เท่านั้น คือ ยืน เดิน นั่ง จะไม่เอนตัวลงให้หลังสัมผัสพื้นเลย ถ้าง่วงมากก็จะใช้การนั่งหลับเท่านั้น เพื่อไม่ให้เพลิดเพลินในการนอน
เป็นวาสนาสำหรับพระกัสสปะ ต้องอยู่ป่า ถ้าไม่อยู่ป่า มาอยู่เมืองนี้สรีระท่านรับไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ยอมให้อยู่ป่า ธุดงค์ไม่ใช่การจัดให้ไปเดินเป็นแถว เอาดอกไม้มาโรยแล้วเดินบนดอกไม้เป็นดรามาติก มันออกนอกความรู้ความคิดของพุทธ แม้แต่ส่วนใหญ่ของเถรสมาคม ก็เข้าใจผิดว่าธุดงค์คือการเดิน แม้แต่จะบิณฑบาตเป็นแถวก็ไม่ได้หมายความว่าไปเดินออกป่า การอยู่ป่าก็มีแต่พระกัสสปะที่พระพุทธเจ้าจำนนเป็นวาสนาของท่าน เป็นสัจจะที่เพี้ยนไปและยึดถือกัน อาตมามาแก้ไข เช่นคำว่าสมาธิ สมาธิของศาสนาพุทธไม่ใช่นั่งสงบเป็น Meditation อย่างเดียว ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ในพรหมชาลสูตร ท่านบอกว่านั่งอย่างไรให้ตายก็ได้แต่มิจฉาทิฏฐิ 62 เป็นอดีตกับอนาคต นั่งหลับตามันไม่มีปัจจุบัน ศาสนาพุทธต้องปฏิบัติปัจจุบันมีผัสสะเป็นปัจจัย อาตมาพูดไปเขาก็ไม่เชื่อหรอก แต่อาตมาก็ต้องพูดสัจธรรม ทุกวันนี้ยากมากที่มาทำงานนี้แต่ไม่มีทางเลือกต้องทำ เพราะอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ที่ต้องมาทำงานนี้ ใครจะไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหา อาตมาไม่ได้ทำงานเพื่อให้คนมาเชื่อ แต่คนเข้าใจก็มาเชื่อเอง เขาจะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ไม่เชื่อแล้วอาตมาจะเป็นจะตายอาตมาไม่บ้าอย่างนั้นหรอก อาตมามีแต่เปิดเผยสัจธรรม คนที่เห็นคนที่ว่าจะเอาก็มาเอา การทำงานอย่างนี้อาตมาถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดของชีวิตมนุษย์ที่ควรทำ อาตมาถึงได้เลือกทำงานนี้มาตั้งแต่ 47 48 ปีที่แล้ว เลือกงานนี้ด้วยความมั่นใจรู้จริงว่าต้องมาทำงานนี้ แล้วจนถึงวันนี้ก็มั่นใจว่าจะทำงานนี้งานเดียว จนกว่าจะทำไม่ไหวก็ต้องหยุด ไม่ใช่ให้เขาหามไปทำงานนี้หน่อย ก็พอแล้ว ถ้ามันทำไม่ไหว สมณะเดินดินว่า...ได้เห็นเกจิต่างๆ เคาะหัวไม่ไหวแล้วลูกศิษย์ก็หามไปอีก พ่อครูคงไม่อยู่ในสภาพนั้น พ่อครูเทศน์เรื่องจน พวกเราคงซาบซึ้งมากกว่าภายนอก แต่ไม่เข้าใจว่า พวกเรามีอยู่อย่างนี้แล้วจะคิดรวยไปทำไม ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ก็น่าจะมาทำงานให้มีประสิทธิภาพมีประโยชน์คุณค่าได้มากขึ้น แต่เมื่อเรามีสิ่งพะรุงพะรังกับชีวิตมาก เราก็ทำงานได้น้อย มีความกังวลมากเป็นต้น … 601215_พุทธศาสนาตามภูมิ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบพุทธ ตามภูมิโพธิรักษ์คิด ตอน 2