560410_ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๗ โดยพ่อครู เรื่อง ตอบกันด้วยวิญญาณพุทธ ตอน ๔.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข12 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560410_ทวช.งานปลุกเสกฯครั้งที่ 37 โดยพ่อครู เรื่อง ตอบกันด้วยวิญญาณพุทธ ตอน 4 พ่อครูว่า…วันนี้วันที่ 10 เมษายน 2556 ที่เรามารวมกันมาปฏิบัติ มาทำงานร่วมไม้ร่วมมือ ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน แต่ก็ต้องมีผล แม้แต่หายใจเข้าออกก็ต้องมีผล ยิ่งเรามีกรรม การงาน ที่มีประโยชน์ทั้ง สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ ก็เป็นผลของแต่ละคน ยิ่งแต่ละคนมารวมกัน ทำอย่างมี ความระลึกถึงกัน ระลึกถึงคนที่จะได้รับผลจากแรงงานของเรา ไม่ใช่อย่างหลงตัวหลงตนว่าเราสำคัญ แต่ว่าเรามาออกแรงงาน สามัญก็เป็นแรงงานของตน มีผลผลิตของตน แล้วตนก็ยึดถือหวงแหน ใครจะมาเอาก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน และต้องได้กำไรด้วย เอาคืนให้ได้มากที่สุดด้วย นี่คือสามัญ แต่ว่าพวกเราได้รับการฝึกฝนให้ลดความเป็นตัวเราของเรา แท้จริงหรือไม่ ให้ตรวจสอบดู ว่าชีวิตเราแต่เกิดมา เราได้ลดความเป็นตัวเราเป็นของเราหรือไม่ ใช้ความฉลาดของตนตรวจดูว่า เราได้ลดความเป็นตัวเราของเราหรือไม่ มันไม่มีรูปร่าง แต่มี อาการลิงค นิมิต อุเทศ แล้วเราก็สามารถมีปัญญาหยั่งรู้ความจริงได้ แล้วก็รู้ว่าเรายึดอะไรบ้าง ในโลกธรรม ในข้าวของ เป็นมหาภูตรูป ที่เป็นข้าวของหรือบุคคล ตั้งแต่อาหาร(กวฬิงการาหาร) ในสัตว์สิ่งของที่เรายึดเราหวงไว้ แต่เราก็ไม่ได้พาซื่อว่าคำว่าไม่ยึดมั่นสำคัญหมายว่า ไม่เป็นเราเป็นของเราแล้วเราก็จะพาซื่อ ไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรอาศัย ไม่รู้ว่า สาธารณโภคี คืออะไร ซึ่งที่จริงทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีใครเป็นเจ้าของ แต่ว่าเราก็ไม่ควรไปละเมิดสมมุติ ไปเอาของเขามา ตั้งแต่เขตแดนประเทศ มาถึงบ้านเราของเรา จนลึกถึงนามธรรมในใจที่เราไปยึดถือเป็นเราเป็นของเรา แล้วเราก็ต้องชัดเจนว่ามีสมมุติ แล้วเราก็อาศัยไปตามสมมุติ ตามควร ถือว่าเป็นเราเป็นของเราขนาดไหน ใครทำชั่ว มาทำละเมิดไม่ถูกตามสมมุติ เราก็ระวั

อ่านต่อ

งไม่ให้เขาทำชั่ว สิ่งที่สมมุติกันแล้วก็ต้องทำตาม แต่ผู้ใดทำก็เกิดจากจิต ที่ไปแย่งชิงละเมิด จิตเมื่อมีลีลาอยากได้ แล้วก็ไปเอาของที่ไม่ใช่ของเรา มันก็มีสัจจะเกิดจริงในจิต อย่างเขามาละเมิดดินแดนนั้น สัจจะสมมุติก็บอกกันไว้แล้ว ใครละเมิดก็มีบาปตามสัจจะแห่งจิต ในอัตภาพที่อยู่ในโลกนี้ ที่ได้พัฒนาจิตวิญญาณ มาอยู่ในโลกนี้ ก็เกิดจากพลังงานในมหาจักรวาล ซึ่งจะสูญไปเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ได้ แต่เมื่อเราได้อัตภาพมาแล้ว ก็ควรทำให้พัฒนาดีที่สุด ซึ่งจิตเป็นประธานทุกอย่าง มโนบุพพัง คมาธัมมา เราก็อาศัยกรรม (กัมปฏิสรโณ) อาศัยกรรม พาเกิดพาตาย เราก็ได้เรียนรู้ความเกิด-ตาย แล้วพัฒนามันขึ้นอย่างมีภูมิปัญญา รู้ว่าเราจะพัฒนาอัตภาพให้ดี แม้เกิดใหม่ก็ดีขึ้นอีก ให้ดีที่สุด พระพุทธเจ้าตัดรอบดีที่สุดคือ อรหันต์ แล้วใครจะต่อก็เป็นโพธิสัตวภูมิ ส่วนใครไม่ต่อก็จะรู้ว่าเราจะต่อหรือไม่ แล้วเราจะมีภูมิตามจริง สั่งสมไป ที่ว่าตัดรอบที่อรหันต์คือ ผู้ที่มีอัตภาพจิตวิญญาณ ได้เรียนรู้มาแล้วตั้งแต่ปุถุชน กัลยาณชน คืออะไร แล้วก็รู้ว่าจิตที่สูงกว่าคืออะไร นั่นคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือรู้ ภูมิอาริยะ มีเหตุปัจจัยสังเคราะห์สังขารกันอย่างนี้ แล้วมีเหตุปัจจัยอย่างใดที่จะเกิดภูมิอาริยะได้ ซึ่งมีจิตเจตสิกอย่างไร รู้จิตตัวอวิชชา รู้การหมุนเวียนในโลกที่สูงสุด เก่งที่สุด ก็คือกัลยาณชน แม้เป็นศาสดาที่ดีที่สุดที่จะทำอัตภาพของความเป็นคนให้มีจิตวิญญาณที่ดีที่สุด ที่มีทั้งเจโตและปัญญาสูงสุดเท่าที่จะทำได้ดีที่สุด ไม่มีโทษภัยมีแต่คุณค่าประโยชน์ ทางโลกียะก็สามารถทำได้คือ ศาสดา และนักบุญในศาสนาต่างๆ ทำกุศลดีงามเพื่อผู้อื่น คนที่ดีก็รู้กันทั่วไปคือ ผู้ไม่เห็นแก่ตัว แต่ความจริงแล้ว จิตที่เข้าใจอย่างเดียว กับการสามารถทำเหตุให้ถูกละล้างไป หรือเราสามารถกดข่ม อย่างศาสดาหลายองค์ก็ทำกดข่มได้สำเร็จ คือ กดไว้ไม่ให้ออกมาทำงาน หรือว่า ลืมไป ไม่ใส่ใจ ไปใส่ใจแต่ข้างนอก ทำงานกับข้างนอกเสียสละช่วยเหลือข้างนอก ศาสดาของศาสนาส่วนใหญ่ทำอย่างนี้ บางศาสดาก็รู้ว่ายังมีสิ่งเหลืออยู่ แต่บางศาสดาก็เข้าใจว่าเราเก่งมากได้มาก เราก็ควรได้มาก แต่ว่าถ้าเก่งมากทำได้มาก แล้วเราจะสละสิ่งที่เป็นสิทธิ์ของเรานั้นดีกว่าไหม ก็ต้องดีกว่าตามสามัญสำนึก เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจอย่างนี้ก็ทำ เห็นได้ว่าศาสดาบางคนท่านไม่สะสมไม่เอาของใครเลย แต่หลักจริงของศาสนาพุทธ คือต้องมีญาณหยั่งรู้ไปถึง จิต-เจตสิก รูป-นิพพาน จิตคือภาษาหลักของอัตภาพ อาการของจิตคือเจตสิก แล้วเราก็วินิจฉัยออกว่าอาการจิตมีกิเลสหรือไม่ เป็น ราคะ-โ ท สะ-โมหะ แล้วมันมีลูกหลานของกิเลสในระดับไหน ต้องศึกษาว่ามันมีไหม เราสามารถอ่านออกในตัวเราว่า มันมีหรือไม่มี แล้วมันหมดไปจากจิตถาวรหรือไม่ อย่างนี้คือศาสนาที่รู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน ที่แท้จริงคือศาสนาพุทธ เมื่อวานมีผู้ถามค้างไว้ ยังไม่ได้ตอบ ในหน้า 309 หนังสือธรรมที่เป็นพุทธ ในเรื่องของ อานาปานสติ ศาสนาพุทธสอนให้ลืมตารู้ความจริงไม่ใช่ไปนั่งหลับตา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อานาปานสติสูตร หรือ มหาสติปัฏฐานสูตร นั้น พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้แยกกัน แต่มีผู้ที่คิดแบบแยก คือไปนั่งหลับตาในภพภายใน ยึดเป็นหลักใหญ่คือต้องไปนั่งหลับตาอยู่ในภพภายใน ขอยืนยันว่าทำอย่างนั้นขาดใหญ่ แม้จิตเป็นใหญ่ แต่จิตต้องเรียนรู้ให้ครบ ซึ่งภายนอกมีสิ่งรู้ที่เรายึดเป็นเราของเรามากมาย แล้วเราได้มีจิตวางสิ่งเหล่านี้หรือไม่ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ สติปัฏฐาน 4 คือให้มีฐานในการฝึกโดยให้รู้ทั้งภายนอกภายใน ซึ่งมีพยัญชนะในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 คือ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ (พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) อย่างศาสดาในศาสนาอื่นเขามีกายสักขี สามารถนิ่ง ทนต่อสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อมที่นิ่งได้มากเลย มีกายสักขี แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่รับรองเป็นอาริยะ จะต้องเกี่ยวข้องกันทั้งรูปธรรม นามธรรม คือต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คำว่ากาย เราต้องรู้สังขาร ตั้งแต่ ปุญญาภิสังขาร คือต้องชำระจิตสันดาน ลดกิเลสไป จนหมดก็เป็น อปุญญาภิสังขาร สั่งสมจนเป็น อเนญชาภิสังขาร แล้วก็สั่งสมญาณที่เจริญขึ้น จนมีโคตรภูญาณ จากโสดาฯ-สกิทาฯ-อนาคาฯ-อรหันต์-ไปเป็นโพธิสัตว์ จะมีโคตรภูญาณรู้การเจริญ อย่างไม่ขาดการรู้ทั้งภายในภายนอก ในมหาสติปัฏฐาน ท่านให้เรียนรู้ในกาย(องค์ประชุม) ให้เกิดการระงับ คือระงับตัวเหตุที่ทำให้วุ่น คือกิเลส ตัณหา อุปาทาน แล้วท่านก็ให้พิจารณาว่า ภิกษุทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็น กายในกาย ภายนอกบ้าง คือมหาภูตรูป ทั้งคน สัตว์ สิ่งของ ภายนอก แล้วพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในภายนอกบ้าง จนไปถึงพิจารณาไปถึง ธรรมในธรรม ย่อมอยู่ คือยังเป็นอยู่ ดำเนินอยู่ แม้สิ่งที่เสื่อมไปตามธรรมชาติ ทำลืมไป มันก็ตกตะกอน จับตัวกันแน่นได้ แต่ไม่ตีแตก ไม่ได้รู้สัจธรรม ไม่รู้ความยึดถือที่เป็นยางเหนียว ศาสนาพุทธได้ทำลายความยึดที่เป็นยางเหนียว ให้เป็นนิวทรอน หมดฤทธิ์แรงความยึด ทำอย่างสมถะมันก็ไม่ทำอกุศล ไม่ออกฤทธิ์มาทำอกุศลได้ จะเรียกว่ามันไม่เสื่อมก็ได้ แต่ความไม่เสื่อมของพระพุทธเจ้าคือ ทำไปที่เหตุเลย เป็น วิปัสสนาวิธี เป็นของพระพุทธเจ้าที่สมบูรณ์ อย่างศาสนาฤาษีจะหยุดจบ เรียกว่านิโรธ แล้วจิตจะไม่ทำงานเลย รับรู้โลกภายนอกน้อย แม้จะมีวิกฤติมากระทบ มีไฟมาจี้ผิวหนังก็ไม่ร้อน เอาไฟมาเผาร่างกายเขาก็ไม่รู้สึกว่าร้อน เขาตัดจิตไม่รับรู้ได้ นั่นคือนิโรธของเขา ฟังให้เห็นความต่าง ไม่ได้ดูถูกดูแคลน เราฟังอย่างนักศึกษา ให้อิสระในการเลือกทำ ศาสนาพุทธนั้นลืมตารู้ทุกอย่าง แล้วล้างกิเลสตั้งแต่อบายมุข แล้วละล้างกำจัดอย่างมีภูมิปัญญา รู้แจ้งเห็นจริง อย่างโสดาบันก็รู้ แม้จะไม่มีญาณละเอียด แต่ก็จะรู้จริงตามสัจจะ ยิ่งผู้ใดฉลาดรู้ตั้งแต่โสดาบัน ในอบายภูมิเราก็สิ้นเกลี้ยงตรวจในอรูปฌานของพุทธได้ รู้อากาสานัญจายตนะ-อากิญจัญยายตนะ ฌานของพุทธ แม้ในระดับอบาย ก็ได้ ในศาสนาพุทธ ที่เสื่อมลงมาเรื่อยๆ ไปเข้าใจว่าเป็นศาสนาหลับตาหมด ไม่ได้รู้และทำอย่างมีปัญญาลืมตาเห็นกิเลสลด กิเลสสดๆ แต่เมื่อเรามารู้แล้วเราก็ทำได้ถูกต้อง มาละล้างตั้งแต่โสดาบัน -สกิทาคามี ไปเป็นอนาคามี ก็ดับกิเลสที่เกิดจากโลกภายนอกได้หมด แม้กระทบสัมผัสอยู่ เมื่อก่อนเรามีกิเลส แต่เมื่อเราทำได้ก็ไม่เกิดกิเลส แม้เราลืมตาสัมผัสอยู่ ซึ่ง พระอนาคามีก็จะมีนิโรธแล้ว คือนิโรธอย่างลืมตา เมื่อได้นิโรธแล้วก็ไปล้างกิเลสในรูปภพ อรูปภพ ทำอย่างลืมตาด้วย สรุป จากกายข้างใน แม้จะทำจิตอยู่ในภพก็ต้องรู้กายภายนอก อย่างละเอียด คือรู้ลมหายใจ ใน อานาปานบรรพ แล้วเข้าไปทำใจในใจ อย่างเตวิชโช รู้ ตรวจว่าเราได้ลดละอะไร ตรวจว่าเราได้ผ่าน โสดาฯ-สกิทาฯ-อนาคาฯ-อรหันต์หรือไม่ เราหลับตาก็ตรวจได้ตามความจริง เน้นว่าแม้หลับตาก็ไม่ทิ้งภายนอก แต่หลับตาเพื่อตรวจสอบเป็นหลัก ทำเตวิชโช รู้ว่าจิตเกิดจิตดับจริง รู้ว่าเราได้ดับอาสวะจริงหรือไม่ โดยตรวจของแห้ง ที่พอระลึกได้ แต่การลืมตามสัมผัสสดๆ แล้วเรากิเลสไม่เกิดจริงหรือไม่ อาสวะไม่เกิดจริงหรือไม่ ไม่ใช่มีแต่ภาษา อนุสัยเกิดเหลือหรือไม่ แม้มีธุลีละอองเกิดแม้น้อยนิดหรือไม่ แล้วก็ต้องรู้ให้จริง รู้บ้างไม่รู้บ้างไม่ได้ ในของจริงทั้งนอกและใน ใน อิริยาปถบรรพ คือทั้งนอกและในในขณะมีอิริยาบถอยู่ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เมื่อเราเดิน-ยืน-นั่ง-นอน เราก็มีสติตั้งมั่น รู้ว่ากายมีอยู่ ไม่ให้ทิ้งกาย ให้สัมผัสวิโมกข์ 8 อยู่ ให้รู้ตั้งแต่ภายนอก ข้า ว ของ บ้านช่องเรือนชาน ไปจนบุคคล ก็ให้รู้แต่สักแต่ว่ารู้ รู้ว่าเราไม่ประกอบด้วยตัณหา ทิฏฐิ หรือไม่ แม้หยาบ กลาง ละเอียด สัมผัสอยู่ เราก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นเราเป็นของเราหรือไม่ จิตเราเมื่อสัมผัสแล้วมีจิตระลึกนึกอยู่ มีสัมปชัญญะ มีสัมปัชฌานะ คือวิจัยเหตุที่เป็นกิเลส แล้วลดละล้างออกไปจากจิต สัมปชัญญะบรรพ ก็ละเอียด มีการรู้ตัวมากกว่าคือ ในการเหยียดแขนเข้า คู้แขนออก การนุ่งห่ม การเดินเข้า เดินออก การอุจจาระ ปัสสาวะ ภิกษุย่อมตามเห็นกายในกาย สติของเธอตั้งมั่นอยู่ว่า องค์ประกอบของกายทั้งนอกและในมีอยู่ ก็เพียงสักแต่ว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ที่ตัณหา ทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว คือทำให้ไม่มี ไม่ใช่ว่าเอาแต่พยัญชนะ หลงภาษาว่าเราไม่มีแล้ว ต้องทำเอา และไม่ยึดมั่นถือมัน แต่อาศัยกายอยู่ นั่นคือมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ปฏิกูลมนสิการบรรพ คือการทำใจในใจ จัดแจงจัดการใจ ทำให้มันออกให้หมด เหมือนซักผ้าให้สะอาด ในปฏิกูล คือสิ่งที่จะต้องเอาออก ท่านว่าให้พิจารณาแต่พื้นเท้าไปถึงเส้นผมว่า เต็มไปด้วยของไม่สะอาด ต่างๆนานา พระพุทธเจ้าท่านละเอียดละเลียด ท่านพูดให้รู้ว่ามนุษย์มีอาการ 32 คือมีอาการกิริยาอยู่ ท่านก็เปรียบเหมือนถุงหนัง (ผิวหนัง ) ที่มีทุกอย่าง คือ ตับไต ไส้พุง อาหารเก่า-ใหม่ น้ำลาย ฯลฯ อยู่ คือให้พิจารณาหมด แล้วทำให้มันเสื่อมมันหมดไป ซึ่งมีทั้งที่มันเสื่อมไปโดยธรรมชาติ และที่เราตั้งใจทำให้มันเสื่อมมันหมด คือทำให้ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว คือต้องมีความรู้ใน สัมปชัญญะ-สัมปชานะ-สัมปาเทติ-สัมปัชชติ-สัมปาเปติ-สัมปฏิสังขา-สัมปัชชลติ-สัมปัตตะ-สัมปันนะ- สัมปฏิเวธ จากนั้นเป็น ธาตุมนสิการบรรพ ธาตุ คือทั้งรูปธาตุ และนามธาตุ คือสิ่งที่เราสมมุติว่ามีตัวตนแล้ว มีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ ที่ประกอบกันอยู่ แล้วก็อธิบายลักษณะที่มันเป็นอยู่ อย่างในเคมี เป็นต้น แต่ว่าธาตุทางนามธรรมก็แยกแบ่งได้ อย่างคนฆ่าโค แล้วชำแหละแบ่งแจกออกไป ภิกษุก็แยกธาตุเช่นนั้น สุดท้าย คือ นวสีวถิการบรรพ พระพุทธเจ้าท่านอธิบายว่า กายที่เรามีอยู่ก็แค่อาศัยใช้ ให้พิจารณาในขณะเราเป็นๆอยู่ เพราะตายไปแล้วเราก็ศึกษาไม่ได้ เราก็น้อมว่า ความเน่าเหม็น ความเสื่อมของกาย ก็น้อมมาสู่เราว่ากายเราก็เป็นเช่นนั้นอยู่ นวสีวถิกาบรรพ [ 287 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูกผุ เป็นจุณแล้ว เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้ แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความ เสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็น กายในกายอยู่ ฯ พ่อครูว่า… เชื่อไหมว่า อวิชชา ของคุณไปยึดอัตภาพ นานกว่าโลกลูกนี้แตกเสียอีก แล้วเราจะยึดถือไปถึงไหน ส่วนพิจารณา เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ก็อธิบายมามากแล้ว คุณอาศัยเวทนามากกว่ากาย หลายคนประคบประหงมกาย ก็คือคุณประคบประหงมจิต จิตมันบ้าไป เราควรให้มันพอเป็นไป ให้สมดุลวันต่อวัน แข็งแรงไม่มีเชื้อโรค ก็อาศัยมันไปจนกว่าจะปรินิพพาน คนในโลกมันหลงกาย ก็หลอกกันไป เล่าอดีต อาตมา เคยมีแฟน เขาไปซื้อลิปสติกราคา 400 บาท ซึ่งสามารถซื้อทองคำได้ 1 บาท พ่อครูตอนนี้ก็ว่า จะบ้าหรือ แต่ก็สามารถสอนให้เขาวางทิ้งได้ ไปซื้อผ้ามาเมตรละ 400 บาท เขาจะจำได้หรือไม่ ตอนนี้ไปเป็นภรรยาฝรั่ง อยู่อังกฤษ มีลูก 1 คน ผู้หญิงเขาหลอกเอาขี้หมาทาสีก็ซื้อ เคยได้ยินข่าวว่า ลูกสาวขอเงินเป็นแสนไปซื้อกระเป๋า แม่ไม่ให้ก็โกรธ แต่แม่ก็ลองดูก็เซ็นเช็คให้ แต่ลูกก็มีสำนึกได้ เอาเงินมาคืน ซึ่งก็คือเล่นลิเกไปเท่านั้น บางคนซื้อกระเป๋าใบละสี่แสน จะบ้าหรือ(นี่คือโวหาร) เราพิจารณาในสิ่งหลอก ในกายก็ดี ในเวทนาก็ดี ก็พิจารณาในเวทนา 108 ก็พิจารณาว่าเราไปทำตามตัณหาอุปาทาน เราก็ต้องรู้มันขณะเกิดก็กำจัดมันอย่างสดๆ ธรรมในธรรม ก็พิจารณาในนิวรณ์ 5 ที่ย่อมาสั้นที่สุดแล้ว ให้รู้ให้ชัด ว่าพ้นหรือไม่ ? คนสามารถรู้รูปนามขันธ์ 5 โดย ขันธบรรพ รู้โพชฌงค์บรรพ รู้ว่าขันธ์ 5 สะอาดหรือยัง ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธบรรพ [ 291 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออุปาทานขันธ์ 5 ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์ 5 อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นดังนี้ว่า อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูปอย่างนี้ความดับแห่งรูป อย่างนี้ เวทนา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา อย่างนี้ ความดับแห่งเวทนา อย่างนี้สัญญา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา อย่างนี้ความ ดับแห่งสัญญา อย่างนี้สังขาร อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร อย่างนี้ความดับ แห่งสังขาร อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ อย่างนี้ความดับ แห่งวิญญาณ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมใน ธรรมบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียง สักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัย อยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์ 5 อยู่ ฯ

อายตนะบรรพ ในอายตนะในไม่ต้องมีสัมผัส คือมีมนายตนะและธรรมายตนะ คือสิ่งทรงไว้ กับ ใจ มันเป็นของแห้ง ที่ทรงไว้อยู่ในเก๊ะ แต่ชีวิตคุณมีทวาร 6 ต้องศึกษาอายตะ 12 ต้องรู้ทั้งนอกและใน โพชฌงคบรรพ ไปจบที่อุเบกขา จิตคุณไม่หวั่นไหวแม้กระทบสัมผัส หรือคุณจะเขย่าปรุงเองก็ไม่หวั่นไหว แม้ข้างนอกกระทบกระแทกเราก็ไม่หวั่นไหว มีสังขารุเปกขาญาณ เราก็รู้ว่าเรามีธาตุของสังขารขนาดไหน คุณจะอนุโลมได้ขนาดไหน จะแสดงปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรับปวาทะ ให้เรียบร้อยโดยสหธรรม ถ้าสามารถทำได้ เมื่อจบโพชฌงคบรรพก็พิจารณา [ 294 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออริยสัจ ๔อยู่ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจ 4 อยู่ สรุปที่จูฬสุญญตสูตร [ 341 ] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญาตนสัญญา ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิ อันไม่มีนิมิต จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตนี้แล ยังมีปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้ ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้นั้น ไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่าในญาณนี้ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัยกามาสวะ ชนิดที่อาศัยภวาสวะและชนิดที่อาศัยอวิชชาสวะ มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย(ทรถ)(ท่านไม่ต้องทุกข์ในโลกีย์ แต่ท่านทุกข์ในโลกุตระของท่าน) คือ ความเกิดแห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากกามาสวะ สัญญานี้ว่างจากภวาสวะ สัญญานี้ว่างจากอวิชชาสวะ และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือความเกิด แห่งอายตนะ ๖ อาศัยกายนี้เองเพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโต สมาธินั้นอันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ เป็นการก้าวลงสู่ ความว่าง ตามความเป็นจริงไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ ต้องมีปัญญาตรวจความไม่มี เป็นความว่างจากที่ที่ไม่ควรมี แม้เล็กน้อย ละเอียดยิ่งกว่าธุลีละอองคุณมีหรือไม่ เป็นความกระวนกระวายความทุกข์ที่เราทนได้แค่ไหน คุณออกไปทำงานกลางแดด คุณทนได้หรือไม่ คุณกำลังถูกเขาตอกขมับทับเล็บ ถ้ามีวิบาก คุณก็ไม่มีขุ่นใจโกรธเคืองเลย แต่ก็รู้ว่ามันทุกข์โดยสภาวะ ถูกเขาด่าก็รู้ว่าเป็นสภาวะที่ไม่ดี กินพริกที่เผ็ดมากๆ ก็มีสภาวะที่ทุกข์ แต่ใจเราก็ไม่ได้หมองอะไร เขาใส่พริกมาในอาหารก็ตั้งใจให้เราเจริญอาหาร แต่เราทนไม่ได้เอง แต่ก่อนแม้เผ็ดแต่ถูกเขาหลอกว่าอร่อยก็หลงเชื่อเขามาแล้ว แม้แสบเผ็ดก็กินเข้าไป เราล้วนเคยถูกหลอกมาแล้วทั้งนั้น เราฟังธรรม แล้วก็มีบทปฏิบัติ แม้ว่าเราต้องเจอแดดร้อน ไปทำปุ๋ย ต้องไปทำงาน ก็ล้วนเป็นเหตุปัจจัยของสัมมาอาชีพ แม้คุณไม่ได้ทำไปตลอด แต่ว่าคุณได้มาร่วมที่บ้านราชฯ บางคนก็อาจได้รับทุกข์บาดเจ็บ ก็มีทุกข์กาย แต่ใจคุณถ้าเข้าใจมีปัญญาก็จะไม่ทุกข์ มันก็จะมี ทรถ (กระวนกระวายใจ) มันไม่เฉยๆทั้งนอกและใน ใจมันก็มีสะดุ้งก็เจ็บ พระอรหันต์พระพุทธเจ้าก็เจ็บ มันร้อนมันหนัก บางทีไม่ได้ตั้งสติก็เป็นไป แต่ใจเราไม่ได้ขุ่นเคืองจองเวรจองกรรม รู้เหตุปัจจัย สรุปใน จูฬสุญญตสูตร เรากำหนดรู้ อาสวะ คือสิ่งหมักดองแตกตัวได้เหมือนแบคทีเรียหรือยีสต์ ถ้ารู้แล้วก็จบ รู้ว่าอันนี้มันร้อนเย็นหนาว ก็เข้าใจ แม้ปะทะข้างนอกหรือใจมันเองก็ตามแปล๊บมาก็รู้ แก้ไขได้ก็ทำ ไม่ได้ก็ปล่อย แม้อย่างพระโมคคัลลานะ มีวิบากก็ตาย แม้จะเนรมิตกี่ทีก็มีวิบากมาทำ สุดท้ายท่านก็ยอมตายด้วยวิบากนี้ต้องชดใช้ เขาฆ่าก็ต้องให้ทำอย่างนี้เป็นต้น ................. จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน