560416_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง มีอาริยะเป็นทุนพ้นบุญพ้นบาป.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข13 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560416_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง มีอาริยะเป็นทุนพ้นบุญพ้นบาป พ่อครูว่า …วันนี้วันที่ 16 เมษายน 2556 เราหยุดรายการนี้ไปหลายครั้งเนื่องจากติดงานปลุกเสกฯ 7 วัน งานตลาดอาริยะอีก 3 วัน ติดต่อกัน สื่อสารมวลชนเป็นสิ่งที่จะสื่อสาระ เรามีโทรทัศน์เพื่อสื่อสาร ไม่ได้มีเพื่อหาเงินทอง ไม่ได้มีแม้แต่เพื่อโฆษณาตัวเอง เราไม่ได้มีจิตลามกอยากอวดโอ่ตนเอง(สาเฐยะจิต) คนจะเข้าใจตรงนี้ได้ยาก พรหมจรรย์นี้ ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ คำว่าเราไม่ได้คิดอยากอวด ไม่ได้มีอกุศลเจตสิกอยากอวด ต้องอ่านใจเป็นอ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทศ แล้วแสดงกรรมกิริยาอยู่ ซึ่งทุกวันนี้ อาตมา แสดงธรรมด้วยความเมตตา ซึ่งพูดแล้วเหมือนคุยตัวเองยกตัวเองใหญ่เหมือนอวดตัวตน แต่เป็นสัจจะที่เลี่ยงไม่ออก แต่ทำด้วยเมตตาจริงๆ อาตมา มีปณิธานในชีวิตมาหลายชาติแล้ว ว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแล้วก็มาช่วยเหลือรื้อขนสัตว์ ซึ่งในยุคนี้เหน็ดเหนื่อยหนัก เพราะคนลบหลู่ดูถูกธรรมะโลกุตระ เมื่อไม่เข้าใจก็ต่อต้าน ดีไม่ดีก็จะล้มล้างด้วย ก็เข้าใจว่ายุคนี้เป็นอย่างนี้ ก็เลยยากในการ นำ สู่สัจธรรม แม้ยากแต่ก็เข้าใจ เต็มใจทำ อุตสาหะทำ เมื่อทำมาก็มีคนที่แสวงหา คนตั้งใจศึกษา รับรู้ได้ นำไปปฏิบัติจนมีมรรคผลของตน จนบัดนี้ยิ่งมีเครื่องยืนยัน

อ่านต่อ

คือมวลมนุษย์คือผู้คนทั้งหลายที่ได้มาฟังมาเข้าใจ ปฏิบัติแล้วมารวมกันเป็นกลุ่ม มาทำตามแนวทางที่ อาตมา พาทำ งานตลาดอาริยะครั้งนี้เป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยหนักหนา ทุกปีก็มีตลาดอาริยะ แต่ปีนี้ว่าเราก็น่าจะขยายผลไปสู่ข้างนอกอีกก้าว ก็เปรยกับพวกเรา ก็เห็นพวกเราเห็นด้วย บางคนไม่เห็นด้วยแต่ก็เอากับหมู่ บางคนเห็นเป็นเรื่องท้าทายด้วย ก็เลยทำได้ขยายพื้นที่สู่สังคม สังคมก็เป็นผู้รู้มาก ที่รู้มากนั้นเป็นภัยต่อโลกุตระ เพราะรู้มากทางโลกีย์ หลงใหลได้ปลื้มกับโลกีย์ พอ อาตมา พูดถึงโลกุตระที่ทวนกระแส สัจจะของพระพุทธเจ้าจะทวนกระแส เมื่อแสดงธรรมก็สวนกระแส มันก็ต้านกัน เขาก็เลยยิ่งเห็นว่าเราเป็นไอ้เข้ขวางคลองขวางโลก แต่ก็มีผู้ที่รู้ที่เข้าใจ มาร่วมตลาดอาริยะมาก ตลาดอาริยะเราจัดมาตั้งแต่ปี 2523 ปีนี้เป็นปีที่ 34 ทุกทีเราจัดอยู่ต่างจังหวัด อยู่ในอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ซึ่งตั้งแต่แรกๆเราจัดอยู่ในเมืองที่สันติฯ ต่อมาไปจัดที่ปฐมอโศก และกว่าจะลงตัวมาจัดอยู่ที่บ้านราชฯก็หลายปี เพราะจัดกับคนเมืองจะมีเล่ห์เหลี่ยมมาก เราก็ทำเองเพื่อให้เราได้เสียสละเต็มที่ ปลูกฝังพวกเราให้เสียสละมากขึ้น เราก็ทำเฉพาะชาวอโศก เราขายสินค้า-อาหาร ราคาต่ำกว่าทุนจริงๆ ไปตรวจสอบได้เลย เราทำงานคราวนี้ทำให้เห็นว่าพวกเรา มีทรัพย์ พวกเรามุ่งมาจน และมาเป็นคนจนจริงอย่างไม่หลอกสังคม มุ่งมาจน เต็มใจจนจริงๆ ไม่มีข้าวของเงินทองมาก แต่เราก็มีทรัพย์ มีทุน มีบทความของ ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ จึงได้รวบรวมแนวคิดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จากประสบการณ์ชีวิตของท่านมาไว้ในหนังสือ “8K’s+5K’s : ทุนมนุษย์คนไทยรองรับประชาคมอาเซียน (Ks หมายถึง Keywords) ซึ่งเสนอมุมมองการพัฒนาคุณภาพของคนให้สามารถนำมาปรับใช้ในการเตรียมความพร้อมให้แก่ คนไทยเพื่อให้สามารถก้าวไปสู่การเป็นพลเมืองอาเซียน (ASEAN Citizen) ได้อย่างยั่นยืน ทฤษฎีทุน ๘ ประการ (8K’s) เป็นทุนพื้นฐานในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย Human Capital ทุนมนุษย์ คือ ทุนเริ่มต้นของคนแต่ละคนที่เกิดมามีร่างกาย รูปร่างหน้าตา สติปัญญาที่แตกต่างกัน Intellectual Capital ทุนทางปัญญา คือ ทุนที่เกิดจากการศึกษาเรียนรู้ที่ทำให้คนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และสามารถนำความรู้ที่มีไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม คือ ทุนภายในส่วนลึกหรือสามัญสำนึกของจิตใจคน ซึ่งจะส่งผลต่อทุนทางปัญญาที่จะคิดวิเคราะห์ด้วยความดี มีศีลธรรม มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก Happiness Capital ทุนแห่งความสุข คือ ทุนที่อยู่ภายในจิตใจของคน ในการลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากแรงบันดาลใจ ที่จะส่งผลให้เกิดความสุขความอิ่มเอมใจในการกระทำสิ่งเหล่านั้น เป็นแรงผลักดันให้การทำงานมีเป้าหมายที่ชัดเจน Social Capital ทุนทางสังคม คือ ทุนที่ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือสังคมภายนอกในการหล่อหลอมตัวตนของแต่ละบุคคลให้เป็นไปในทางดีหรือทางเสื่อมขึ้นอยู่กับทุนทางจริยธรรมของแต่ละบุคคลที่จะมุ่งสร้างคุณงามความดี หรือจะกระทำความเดือดร้อนให้แก่คนรอบข้างและสังคม Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน คือทุนที่เกิดจากการกระทำของคนที่มุ่งหวังผลในระยะยาวโดยเริ่มต้นจากการกระทำความดีต่างๆ อยู่ตลอดเวลา Digital Capital ทุนทางไอที คือ ทุนความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สามารถนำเครื่องมือเครื่องใช้ด้านไอทีต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง และสังคมโดยรวมได้ Talented Capital ทุนทางความสามารถพิเศษ คือ ทุนที่ได้จากการสั่งสมประสบการณ์ทักษะความรู้ บ่มเพาะจนเป็นผู้เชี่ยวชาญมีความชำนาญในด้านต่างๆ ตามแต่ความถนัดและทัศนคติของแต่ละบุคคล ทฤษฏีทุนใหม่ ๕ ประการ (5K’s New) เป็นทุนที่สำคัญสำหรับทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ ประกอบด้วย Knowledge Capital ทุนทางความรู้ คือ ทุนในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม เจาะลึกความรู้ทั่วไปภายใต้มิติเดียว ไปสู่การรอบรู้อย่างลึกซึ้งในหลากหลายมิติ Creativity Capital ทุนทางความคิดสร้างสรรค์ คือ ทุนในการคิดดัดแปลง คิดประยุกต์ใช้ คิดขึ้นใหม่ และคิดพัฒนาโดยมุ่งให้เกิดความเจริญในทางบวก Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม คือ ทุนในการพัฒนาต่อยอดจากของเดิมไปสู่สิ่งใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้น Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม คือ ทุนในการเรียนรู้ ค่านิยม แนวคิดหรือความเชื่อของคนที่เราติดต่อสัมพันธ์ด้วยเพื่อให้เข้าใจและเข้าถึงความคิดของบุคคลนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง Emotional Capital ทุนทางอารมณ์ คือ การบริหารจัดการ EQ ซึ่งจะส่งผลถึงทุนในด้านต่างๆ ให้พัฒนาไปอย่างยั่งยืน หมายเหตุ : Kapital ภาษาเยอรมัน แ ปลว่า “ทุน”

คำว่าทุนนั้น อาตมา จะใช้คำว่า ทรัพย์ ทั้งวัตถุและพฤติกรรมมนุษย์ ส่อแสดงถึงคุณลักษณะที่มนุษย์พึงได้พึงมีพึงเป็น อาตมา เห็นว่าชาวอโศกเป็นผู้มีทุน หรือมีทรัพย์อย่างที่บทความข้างต้นเขียนไว้เลย ทุนทางปัญญา (Intellectual capitalism) เป็นปัญญาที่เข้าใจชีวิตมนุษย์ว่าควรไปทิศทางไหน ทิศทางที่จะไปล่าโลกธรรม หรือมาเป็นผู้ที่เอาจิตที่ไปติดยึดเสพโลกีย์ออกไปอย่างพระพุทธเจ้าพาทำ ปัญญาอันนี้ชาวอโศกมี ออกมาได้จนมีหมู่กลุ่มเป็นรูปธรรม ทำงานให้สังคมเห็น ออกทาง FMTV ก็มีให้ดูว่า มนุษย์อย่างนี้มีในโลก ไม่ประหลาดด้วย เป็นคนที่เดินตามรอยพระพุทธเจ้า เป็นอาริยะคือผู้เจริญผู้ฉลาด ที่ตรงกันข้ามกับการฉลาดทางโลกที่ไปล่าเอาโลกธรรม แก่งแย่งแข่งขัน หรือพรั่งพร้อมด้วยเบญจกามคุณ พูดไปแล้วก็เกรงใจ เพราะมันค้านแย้งกับกระแสหลัก ที่เขาไม่ได้สอนให้เลิกละลดจากโลกีย์ เขาสอนกันน้อย ส่วนใหญ่ไม่สอน มีแต่เผยแพร่ อีกอย่าง ส่วนผู้ที่พยายามเลิกละออก แม้จะมิจฉาทิฏฐิ ทำตามทฤษฏีที่พระพุทธเจ้าเคยทำผิดมาก่อน เป็นอัตตกิลมถะ ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลางบั้นปลาย อย่างได้ระดับ ราบลุ่มเหมือนฝั่งทะเล แต่เขาก็เข้าใจว่ามักน้อยสันโดษก็หลีกหนีจากสังคม ซึ่งศาสนาอย่างนั้นมีประจำโลก ส่วนศาสนาพุทธไม่ได้มีประจำโลก มีเป็นครั้งคราว สัตว์ที่จะศึกษาศาสนาพุทธ ต้องมี ความฉลาดพอ มี Intellectual พอ เป็นเวไนยสัตว์ ศาสนาหลักๆเขาก็มีมักน้อยสันโดษ หนีสังคม แต่ศาสนาพุทธอยู่กับสังคม มีหลักธรรมที่จะอยู่กับสังคม รู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้อริยสัจ 4 มีวิธีที่ทั้งสมถะและวิปัสสนา อย่างถูกตัวตนเลย ต้องเข้าใจอัตตทิฏฐิ สามารถตามเห็นอาการที่เรามีตัวตนของสมุทัยคือกิเลส เป็นจิตเจตสิกที่เราต้องกำจัด เมื่อทำได้สำเร็จจริง จิตอกุศลถูกกำจัดอย่างแท้จริง ดับหมดอย่างชัดเจน ยืนยัน ถึงอนุตตรจิต(จิตสุดยอดแล้วไม่มีจิตอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว) ผู้ปฏิบัติจะรู้เองว่าจิตเราดีแล้วแต่ยังไม่สุดยอด ก็ให้ทำทวนแล้วทวนอีก (อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง) ทำจนมันเที่ยงแท้ มั่นคง ยืนหยัดยืนยัน ไม่มีเปลี่ยนแปลงแปรปรวน(อวิปริณาธัมมัง ) ไม่มีกลับกำเริบ(อสังกุปปัง) นี่คือศาสนาวิทยาศาสตร์รู้แจ้งเห็นจริง มีหลักฐานพิสูจน์ได้ เชื้อเชิญมาดูได้(เอหิปัสสิโก) และมาทำเองก็จะได้เป็นของตนเอง เป็นปัจจัตตัง ถ้าหมู่ใหญ่กระแสหลักได้พาออกนอกพุทธ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้เปรียบกับกลองอานกะ ว่าในอนาคตศาสนาพุทธจะเหมือนกลองอานกะที่ในภายหลังมีชื่อว่า กลองอานกะเช่นเดิม แต่เนื้อกลองถูกเปลี่ยนไปจากเดิมหมดแล้ว เช่นเดียวกับศาสนาพุทธที่มีชื่อว่าศาสนาพุทธ แต่เนื้อแท้นั้นเพี้ยนไปแล้ว เราทำให้คืนมาจนเป็นสังคมที่มีพฤติพุทธ เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาตรวจสอบมาจับดู ก็ให้ท้าทาย เชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ได้(เอหิปัสสิโก) แม้ยุคนี้ (อกาลิโก) ไม่จำกัดยุคสมัย ถ้ามีผู้ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ แต่เงื่อนไขว่าต้องมีสัมมาทิฏฐิ ต้องรู้ว่าศีล-สมาธิ-ปัญญา เป็นอย่างนี้ ปัญญาจะเห็นทวนกระแส ไม่ต้องไปแย่งชิงเป็นคู่แข่งกับโลกีย์ เราก็มาลดละของเราเอง ไม่ต้องไปหนีเข้าป่าด้วย ทำตามฐานะตามศีล แล้วปฏิบัติให้ได้ว่าศีลทำให้เกิดอธิจิตสิกขา เกิดฌาน เกิดวิมุติที่แท้จริง ทำได้ก็จะมี (Ethical Capital) คือทุนทางจริยธรรม ซึ่งของ อ.จีระว่า คือสามัญสำนึกของคน แต่ อาตมา ว่ามันลึกกว่าสามัญ ลึกถึง(subconscious) คือจิตใต้สำนึก(อยู่ในรูปาวจร)และจิตไร้สำนึก(Unconscious)(อยู่ในอรูปาวจร) คุณธรรมเหล่านี้คืออุตริมนุสธรรม คือ ธรรมหรือคุณธรรมเหนือปุถุชน จึงมี Happiness Capital ทุนแห่งความสุข คือ ทุนที่อยู่ภายในจิตใจของคน ในการลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากแรงบันดาลใจ ที่จะส่งผลให้เกิดความสุข ความอิ่มเอมใจในการกระทำสิ่งเหล่านั้น แต่ของพุทธนั้นมีสุขอย่าง นิพพานัง ปรมังสุขัง เป็นสุขระดับนิพพาน คนละเรื่องกับสุขโลกีย์ ที่เขาได้เสพรสโลกีย์ เป็นรสอร่อยของโลก เป็นอัสสาทะ ได้เสพกามคุณเป็นต้น แต่ของพระพุทธเจ้าคือสุขสงบจากโลกีย์ ได้โลกธรรมก็ไม่ดีใจ ก็รู้ว่าดี เราลงมือทำอันนี้ได้ลาภโดยธรรม เพราะเราขยัน เราก็ไม่ดีใจ เขาจะเพิ่มยศชั้นให้เราเพราะเรามีความรู้ความสามารถ เขาก็ให้เราทำสิ่งที่มากที่ยากขึ้นก็เป็นความเจริญก้าวหน้าของชีวิตเราก็เข้าใจ ไม่ต้องฟูใจ ไม่ต้องวูบวาบ แม้แต่กามารมณ์ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็ไม่ได้เพลิดเพลินสนุกสนานไปกับเขา เราเรียนรู้แล้วก็ลดรสเหล่านี้ เรียกว่าสุขสงบจากโลกียรส เป็นอุเบกขาว่างจากรสสุขทุกข์โลกีย์ ที่คนหลง เป็นสุขขัลลิกะคือสุขเท็จ ผู้ประเสริฐแล้วจะเข้าใจว่าเสพรสอย่างนี้เป็นทุกข์ ท่านบอกว่ายากเหมือนยิงธนู 10 ดอกไปเสียบกุญแจให้หมด หรือจักเส้นผมเป็น 100 แฉก และแต่ละแฉกเท่ากันหมด ท่านว่าเห็นทุกข์นั้นยากกว่านั้นอีก ฟังแล้วจะรู้ว่าเห็นทุกข์นั้นเห็นยาก แทบเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ฝึกฝนจนเห็นเหตุแห่งสุขแห่งทุกข์ ถ้าเราให้มันมันก็สุข ไม่ให้มันก็ทุกข์ สุขทุกข์เกิดจากเหตุตัวเดียวกัน พอดับเหตุแล้วก็ไม่สุขไม่ทุกข์ ผู้ทำออกปลดสุขปลดทุกข์อย่างนี้เรียกว่า "เนกขัมมะ" คือทำออกจากความใคร่อยากในกาม พอดับเหตุได้อารมณ์สุขก็หาย ทุกข์ก็ไม่มี อาตมา ไม่เห็นว่าสำนักไหนจะสอนเลย ที่บอกว่าหมดสุขแล้วจะหมดทุกข์ สุขเป็นเท็จ และหาว่า อาตมา แปลบาลีผิดอีก อย่างสุขขัลลิกะ เขาไม่ได้แปลอย่างนี้ ในบาลีท่านแปล อปุญญา ว่าบาป ท่านก็วนเวียนอยู่กับบาป บุญก็ไปแปลว่าได้สิ่งดี แต่ในภาคปฏิบัติต้องทำออก บุญคือการชำระจิตสันดานให้หมดจด มีบาลีกำกับในพจนานุกรมบาลีฉบับภูมิพล ถ้าลำพังพูดแต่ อาตมา คนไม่เชื่อถือแน่ ต้องอ้างอิง บุญ หรือปุญญะ คือการชำระจิตสันดานให้หมดจด ตรงสภาะของ อาตมา มี ดังนั้น อปุญญะคือไม่ต้องชำระกิเลส ในอวิชชาคือความไม่รู้ นั้นไม่รู้ว่า อวิชชามีนิวรณ์ 5 เป็นเครื่องอาศัย ไม่ใช่ว่าไม่รู้ศาสตร์ต่างๆ ที่เป็นโลกียะศาสตร์ ไม่ใช่ แต่ อวิชชานั้นคือความไม่รู้ในพุทธธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ศาสนาใดว่างจากมรรคองค์ 8 ศาสนานั้นไม่มีสมณะที่ 1-4 (คือไม่มีพระโสดาฯ-สกิทาฯ-อนาคาฯ-อรหันต์) ในธรรมวินัยใดมีอริยมรรคมีองค์ 8 จึงจะมีสมณะ 4 เหล่า คำว่า โยนิโสมนสิการ เขาแปลว่า พิจารณาโดยแยบคายถ่องแท้ ก็แปลไม่ผิด แต่ว่าพิจารณาอะไร ตรง สัมมาทิฏฐิ 10 หรือไม่ 1 . ทานที่ให้แล้ว มีผล (ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) แต่เขาทานกันทั่วไปก็ท่องบนแต่ขอให้ร่ำรวยให้เลื่อนยศ ให้อยู่เย็นเป็นสุข ขอให้ได้แฟนสวยๆหล่อๆ ถ้าขอให้ได้บ้านได้เมืองก็ขอ ก็มีแต่โลภทั้งๆที่ทานคือลดความโลภ นี่คือสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อแรก ถ้าไม่เข้าใจสัมมาทิฏฐิ ไม่มีทางบรรลุอรหันต์ ไม่มีส่วนแห่งบุญ(คือส่วนที่ชำระกิเลส) มีผลแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา) 2 . ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ทำใจไม่เข้าร่องเข้ารอย อ่านจิตไม่ออก อ่านอาการ ลิงค นิมิต ไม่ออก มันมีรูปร่างแต่มันมีอาการ และความต่างกัน(ลิงค) และเราต้องกำหนดหมายเป็นนิมิตของเรา ทำในปัจจุบันหรือทบทวนเรา หรือศีลพรตเราได้ลดกิเลสหรือไม่ 3 . สังเวย (เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) คือที่เราทำแล้วมันได้ผลหรือไม่ ถ้าแปลว่าสังเวยที่บวงสรวง ก็จะไม่ค่อยเข้าใจไม่รู้เรื่อง แต่ต้องแปลตามสภาวะ คือได้ผลลดกิเลสหรือไม่ ในบุญกิริยาวัตถุ ทำทานแล้วเกิดผลหรือไม่ ใจเราได้ลดกิเลสไหม กิเลสจางคลายหรือไม่ เสวยผลหรือไม่ ได้สังเวยใจตนเอง ที่ได้ปฏิบัติศีลพรต จิตได้เสวยผลลดกิเลสหรือไม่ ต้องรู้อย่าง อนุปัสสี 4 (เห็นความไม่เที่ยง-ความจางคลาย-ความดับของกิเลส-แล้วทำซ้ำทำทวนจนแน่ใจไม่กลับกำเริบ) ตามเห็นอนิจจานุปัสสี คือเห็นความไม่เที่ยง (แค่เห็นว่าไม่เที่ยงยังไม่จางคลายก็พ้นมิจฉาทิฏฐิแล้ว) สรุปไว้ตรงนี้ก่อนว่า ถ้าเราไม่สามารถอ่านจิตเจตสิกรูปได้ ก็ไม่รู้ปรมัตถ์ ไม่รู้ทิศทางว่ามันไม่เที่ยงใน ขบวนการละทิฏฐิ 3 บุคคลรู้เห็นอายตนะ 12 รู้เห็นวิญญาณ 6 รู้เห็นสัมผัส 6 รู้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทั้ง 6 เป็นปัจจัย รู้โดย ความเป็นของไม่เที่ยง (อนิจจโต) จึง ละมิจฉาทิฏฐิ ได้ เราต้องรู้ว่าไม่เที่ยงอย่างกิเลสหนาเพิ่มอ้วนก็คือปุถุชน หรือไม่เที่ยงอย่างมีทิศทางลดลง แต่ยังไม่พ้นสักกายะทิฏฐิ บุคคลรู้เห็นอายตนะ 12 รู้เห็นวิญญาณ 6 รู้เห็นสัมผัส 6 รู้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทั้ง 6 เป็นปัจจัย รู้โดย ความเป็นทุกข์ (ทุกขโต) จึง ละสักกายทิฏฐิ ได้ เห็นตัวตนกิเลส อย่างพ้นวิจิกิจฉา ก็จะทำศีลพรตอย่างไม่ลูบๆคลำๆ ต้องกำจัดกิเลสได้จึงพ้นศ ีลลั พตุปรามาส จึงเข้าข่ายอาริยะเป็นโสดาบัน บุคคลรู้เห็นอายตนะ 12 รู้เห็นวิญญาณ 6 รู้เห็นสัมผัส 6 รู้เห็นเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะสัมผัสทั้ง 6 เป็นปัจจัย รู้โดย ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน (อนัตตโต) จึง ละอัตตานุทิฏฐิ ได้ (พตปฎ. ล. 18 ข. 254 – 256 ) พ่อครูว่า … โสดาบันจึงต้องมีญาณ 7 ข้อ ที่จะเข้าไปรู้จิต เจตสิก รูป ต้องทำอย่างพ้นวิจิกิจฉา จึงจะไม่กลับกำเริบ(อสังกุปปัง) พูดเรื่องทุนยังไม่ครบ ไว้ค่อยขยายความต่อ ซึ่งพวกทุนนิยมคือ พวกหลงโลกีย์ไปแย่งชิง แต่มีอีกทิศทางคือ "บุญนิยม" เป็นความหมายที่ไม่มีในภาษาอังกฤษ ในภาษาไทยก็ทับศัพท์จากบาลี แต่ว่าภาษาที่จะเรียกสภาวะแท้ของบุญนั้นไม่มี เป็นธรรมขั้นอาริยะสูงส่งพิเศษเฉพาะพระพุทธเจ้าเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องทับศัพท์ว่า "บุญนิยม" หรือ Boonniyom เป็นภาษาอังกฤษทับศัพท์ ต่อไปเป็นการตอบปัญหาและประเด็น ตายแล้วเกิดทันที แล้วเวลาตกนรกจะไปมีเวลาไปตกนรกที่ไหน ตอบ … ก็อยู่กับนรก เช่น ตอนมีชีวิต มีนรกอยู่แล้ว ตอนตายก็ยิ่งตกนรกยิ่งกว่าอีก เช่น เขาสอนว่าตกนรกกระทะทองแดงในตอนเป็น พอตายไปก็ตกนรกกระทะทองแดง เป็นมโนมยอัตตาจริงของเขา อันเดียวกับคนเชื่อคำโกหกเขาก็คิดว่าโกหกเป็นเรื่องจริง เราก็ต้องมาละล้าง แล้วรู้ว่าเป็นสิ่งโกหก ก่อนตายจะระลึกสิ่งดีงามที่เราทำเขาก็ระลึกได้ แต่ว่ามันไม่เป็นหรอกเพราะมันต้องไปตามวิบาก เช่น จิตคุณติดอะไรอยู่ เวลาตายมันไม่รู้ว่าตนเองตาย แม้ขณะนอนหลับคุณยังไม่รู้เลยว่าคุณหลับ ตอนตายคุณไม่รู้หรอก อาตมา มีภูมิพอจะบอกได้ว่ามันไม่รู้ แต่คุณไม่เชื่อ ตายแล้วเราไม่รู้ว่าตาย เราก็ดิ้นจะเอาตามอยากเหมือนตอนเป็นๆ มันอยู่ในตัวของจิต และจิตมันก็เอกจรัง และก็อยู่คูหาสยัง(ที่ไม่มีกายนอก)เป็นคูหาสยังในภพ และจิตวิญญาณละเอียดกว่าแสง แสงยังทะลุบางอย่างไม่ได้ แต่วิญญาณทะลุทะลวงไปได้หมด ซึ่งตอนฝันเราไปพบคนนั้นคนนี้ แต่ไม่ได้พบจริง ก็เพ้อพกอยู่คนเดียว ตอนตายก็เป็นอย่างนั้นเพ้ออยู่คนเดียว แต่ตอนตายมีแต่ใจเดี่ยวๆออกมาทางกายไม่ได้ เพราะคุณจะไม่ยอม ยังอยากได้ตามกิเลสคุณ ก็ดิ้นอยู่อย่างนั้น เพราะไม่มีทวารตาหูจมูกลิ้นกายให้ได้เสพ และไม่มีคนไปเตือนคุณได้ นานเท่านานเท่าที่คุณหลับ ไ หล ไม่มีอะไรฉุดรั้งจนกว่าจะหมดวิบาก ใครยึดมั่นถือมั่น พยาบาทเท่าไหร่ก็จมอยู่อย่างนั้น นานเท่านาน ทรมานมาก คนเราตายแล้วจะมาเกิดอีกได้กายขันธ์อีกนั้นนานมาก เพราะฉะนั้นจึงลืมชาติที่แล้ว นานจนลืมนั่นแหละ นานมากจนเราลืม นรกนั้นจะนาน ส่วนสวรรค์จะเร็ว เพราะสวรรค์เกิดจากสัมผัสทางทวารนอก แต่นรกนั้นอยู่กับเราอีกนานชั่วนาตาปี สวรรค์เป็นของหลอกของเท็จที่ได้เสพทวาร 5 นอกจากนั่งฝันเพ้อไปนั้นมันไม่ได้นานหรอก แม้คุณตั้งใจฝันเพ้อก็อยู่ได้ไม่นาน คุณไปตกนรกก่อนที่จะมาเกิดเข้าท้องพ่อท้องแม่หรอก ตกนรกทันทีเลยเมื่อตายไป คุณเป็นๆก็มีนรกสวรรค์ให้ตกให้เสพอยู่ทุกวันอยู่แล้ว นอกจากว่าคุณจะไปมีอารมณ์ว่างๆอยู่ก็ได้บ้าง หัดเลี้ยงใจ ทำใจให้อยู่กับความว่าง ก็ไม่ใช่วิธีการอริยสัจ 4 ถ้าเรารู้ว่าอ่านจิตของผู้ชายที่มักมากในกามราคะ แล้วจิตของผู้หญิงเป็นจิตขั้นไหนเป็นจิตใต้สำนึกหรือไร้สำนึก ตอบ... เป็นจิตเดาสำนึก คุณไม่รู้จริงหรอก พระพุทธเจ้าไม่สอนให้อ่านจิตคนอื่น พระพุทธเจ้าให้อ่านจิตตน ว่ามีกิเลสไหม นอกจากมีภูมิพิเศษซึ่งไม่จำเป็นที่ต้องมี แม้เป็นโพธิสัตว์ก็ไม่อยากจะไปรู้จิตคนอื่น มันจะเป็นไปเองตามธรรม 1 . สภาวะจิตที่รู้สึกว่าพ่อครูมาก็ไม่ดีใจ พ่อครูไปก็ไม่เสียใจ แต่พ่อครูมาก็รู้สึกยินดี อย่างนี้เป็นอย่างไร ตอบ... ก็เป็นสภาวะจิตที่ไม่ยึดมาก ก็ดีแล้ว 2 .การกำหนดหมายบางทีทำให้ลืมหรือคลาดเคลื่อน หรือไม่กำหนดให้ควบแน่นพอ จะเรียกว่าคนขี้ลืมได้ไหม ตอบ... ก็ไม่ได้ฝึกสัญญา ที่มีหน้าที่ 1 .กำหนดรู้ 2 .จดจำ ถ้าเราแค่กำหนดรู้แล้วประทับใจก็จำได้มาก แต่ถ้ากำหนดรู้แล้วไม่จดจำก็ได้ ไม่ประทับใจ ดังนั้น ถ้าลืมก็คือไม่ได้ฝึก 3 .บาปน่าจะคู่กับกัลยาณะ ได้หรือไม่ ในเมื่อบาปแปลว่าชั่ว ตอบ... จริงๆแล้ว บาปคือกิเลส ไม่ใช่ ชั่ว คำว่าชั่วคืออกุศล ดีคือกุศล แต่บาปเป็นตัวหนักกว่า แต่ในคำว่า กุศล อกุศล ก็รวมบาปและบุญไปด้วยแล้ว ส่วนกัลยาณะคือโลกีย์ บาปนั้นคู่กับบุญ ชาวอโศกที่ชอบใส่สายเดี่ยวมีมากไหม คือชอบยึดอะไรๆแบบโดดเดี่ยวๆปักมั่น ถ้ามีจะละสายเดี่ยวได้อย่างไร ตอบ... ก็รู้ตัวเองว่าสายเดี่ยวมันอ้างว้าง ต้องมารวมกับหมู่ คำว่าทุนใช้คำว่าทรัพยากร จะชัดขึ้นหรือไม่ ตอบ … คำว่าทรัพยากรเป็นคำกลางๆ แต่ถ้าใช้คำว่าทรัพย์คือของใครที่จะไปยึดเอามาได้ มันเหมือนกับใครเป็นเจ้าของได้ ถ้าว่าเรามีทรัพยากรมันไม่ค่อยคือเท่าไหร่นะ ภูมิธรรมที่เรามี ตายแล้วจะหายไปหรือไม่ ตอบ … ไม่หาย โดยเฉพาะโลกุตรธรรม ถ้าทำได้โสดาบัน ถึงขั้นอนิยตะ(ตั้งแต่ 50 %) เป็นต้นไป จะเที่ยงแท้ ส่วนโลกียะนั้นเหลวไม่เที่ยงแท้แน่นอน แต่ไม่หายไป ถ้าเป็นวิบากก็จะมาเล่นงาน อินทรีย์กับพละต่างกันอย่างไร? ตอบ … อินทรีย์แปลว่า กำลัง ส่วนพละก็แปลว่า กำลังฤทธิ์แรงต่างๆ ท่านใช้คำว่าพละนั้นเหนือกว่าอินทรีย์ พละเป็นส่วนผล ส่วนอินทรีย์เป็นส่วนมรรค ทำไมในอโศกไม่ให้เด็กสัมมาสิกขาผมยาว ตอบ... ก็ให้ฝึกหัด อย่าไปหลงใหลผมยาว นายกปูมาว่าอย่างนั้นให้ นร.ไว้ผมได้ เราไม่เอา ถ้าใครเห็นว่าอยู่สัมมาสิกขาไว้ผมยาวไม่ได้ไม่อยู่ ก็อย่ามาเรียนเลยสัมมาสิกขา รักผมมากก็ไม่ต้องมาเรียนสัมมาสิกขา ที่นี่เราสอนให้ลดละแค่นี้ลดไม่ได้ ก็มาไม่ได้หรอก ผมอยู่บ้าน ต้องทำอาหารเนื้อสัตว์ให้คนอื่นกิน ตอบ... เราไม่ได้มีเจตนา ถ้าเราไปซื้อก็มีส่วนวิบาก ถ้าเราฆ่าเองก็มีวิบากมากกว่าอีก แต่ถ้าเราไม่ได้เอามาเอง เราไม่ได้ฆ่าก็วิบากน้อยกว่า ซึ่งไม่ครบองค์ 5 ของปาณาติบาต( รู้ว่าสัตว์มีชีวิต-สัตว์มีชีวิต-มีจิตเจตนาฆ่า-ลงมือพยายามฆ่า-สัตว์ตายไป) แต่คุณทำไม่ครบองค์ 5 ก็ลดวิบากลง สุดวิสัยมันมีวิบากก็ทำไป หาทางเลี่ยงได้ก็ทำ วันหนึ่งผมอยู่ที่ห้องสมุดสีมา มีชายคนหนึ่งมาถามว่า ไปชุมนุมไหม ถามว่าไปทำไม ผมตอบว่าไปเรียนประชาธิปไตยในปัจจุบัน แต่เขาว่าประชาธิปไตยต้องเรียนในห้อง ผมเลยตอบว่าเรียนแบบบูรณาการ เขาก็ถามอีกว่า ไปแจกอาหารด้วยใช่ไหม เธอไม่รู้หรอกว่าเขาใช้เธอเป็นเครื่องมือทางการเมือง ผมตอบว่า ไม่ เขาเลยบอกว่าเด็กสัมมาสิกขาไร้เดียงสา โง่ต่อไปๆ ตอบ... ก็ใช้ปัญญาว่าอย่างไหนควรไม่ควร เราไม่ได้ครอบงำความคิด 1 .พ่อครูจัดงานที่บ้านราชฯประทับใจมาก 2 .ที่เชียงใหม่มีการติดป้ายว่า เชียงใหม่มหานคร เขตจัดการตนเอง มีการติดประกาศและแจกเสื้อ ดิฉันหวั่นไหวว่าจะกระทบกับอโศกหรือไม่ ตอบ... อาตมา ไม่รู้ว่าเขาหมายอะไร ชาวอโศกเราพึ่งตนเองรอด อาศัยหมู่ แต่สัมพันธ์กับสังคม ตามแบบแผนสังคม เราไม่ละเมิดกฎหมายหรือระเบียบสังคม สรุปแล้ว อโศกนี่มีลักษณะของเฉพาะอโศกแล้วก็พึ่งตนเองแต่อยู่กับสังคมได้ ในสภาพที่ไม่กระเทือนสังคม เรายังช่วยสังคมด้วย เราพยายามตัดวงจรโดยเฉพาะวงจรเศรษฐกิจ เราพยายามสร้างปัจจัยยังชีพ ปัจจัย 4 นอกนั้นบริขารสำคัญเราก็พยายามพึ่งตนเอง เงินทองอโศกเราพึ่งตนเองได้มากเลย โดยไม่กู้ยืมธนาคารหรือคนนอก เรายืมเฉพาะคนใน ยืมเฉพาะส่วนกลาง ยืมบุคคลนั้นเราไม่ส่งเสริม นอกจากจะเกื้อกูลกันภายใน ถ้าเศรษฐกิจทางโลกเขาล้มเหลว เราไม่เกี่ยวกับวงจรเขา เราจะไม่กระเทือนเราเลย เราไม่ไปเล่นธุรกิจทางโลกเขา เราไม่เล่นหุ้น อย่างฟองสบู่แตก คนมีอำนาจก็หาทางชักดาบคนเล็กคนน้อยก็ถูกเอาเปรียบ แต่เราไม่กระทบกระเทือนเลย เราตัดประเด็นที่จะต้องพึ่งพาโลกีย์ได้ เราก็เป็นผู้หลุดพ้น นี่คือสุดวิเศษของสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ คาถาอาคมมีจริงหรือไม่ ตอบ... คาถาอาคมมีจริง แต่มันไม่จริง อาตมา ก็เล่นมาเยอะ เล่นได้เฉพาะผู้มีอุปาทานด้วยกัน ผู้ไม่มีอุปาทานก็เล่นไม่ขึ้น มันเกี่ยวกับจิตของคน คนที่เป็นโรคจิต คิดว่าตนเป็นไข้ก็มีไข้ได้ หาสาเหตุไม่เจอภายนอก อาเจียนเป็นเลือดได้จริง ดังนั้นหนังเหนียวเดินลุยไฟได้ เป็นได้ทั้งนั้น จะว่าคาถาอาคมไม่จริงไม่ได้ แต่มันจริงเฉพาะคนยึดถือ อยากให้พ่อครูวิเคราะห์กรณีเขาพระวิหาร ทำให้ไทยไม่เสียดินแดนได้หรือไม่ ตอบ... เมื่อมันเกินวิสัย เราก็ได้ช่วยเต็มที่แล้ว ทำจนเราเดือดร้อน และเราก็ทำอย่างตามฐานะ ไม่ดูดายใจดำ ซึ่งกำลังของคนชั่วมันหนักหนาสาหัส เขาช่วยกันเพื่อให้ดินแดนเสียไป เป็นกำลังของระดับบริหารสูง มันตกที่นั่งร้ายแรงมาก อาตมา ก็พูดไปตามที่ใจเห็น ก็ดูกันไปต้านทุกอย่างแล้ว ก็ขอบคุณคนที่ช่วยกันทำพากเพียร แต่พวกเราบางทีก็ไปสมบุกสมบันอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเราไม่มีพลังโลกีย์มาก เรามีแต่พลังโลกุตระคือวิมุติ ก็เห็นว่าคนที่ดิ้นจะตกนรกเราพยายามช่วยแต่เขาก็ดิ้นไปนรก ก็แล้วแต่วิบากเขา อยากแนะนำให้อ่านแนวทางท่านพุทธทาสบางเพื่อความเหมาะสมและอยากส่งหนังสือท่านพุทธทาสให้ศึกษา ตอบ... อาตมา ก็เคารพท่านพุทธทาส ก็ไม่ได้ดูถูกดูแคลน คุณจะศึกษาท่านพุทธทาสก็ดีแล้ว ถ้าจะศึกษา อาตมา บ้างก็ดี พ่อครูว่า… สำหรับสังคม ที่ อาตมา เอาเรื่องของทุนมาพูด ก็สมควรที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้ฟัง แต่ละทุนมีความหมายที่ดีมาก ชาวอโศกมีความยั่งยืน ที่เกิดจากสภาวะของสัจธรรม เกิดจากจิตที่มีปัญญาและเจโตทั้ง 2 ด้าน แม้แต่ 5Ks คือทุนในการสร้างสรร ทุนในทางความรู้ ทุนทางนวัตกรรม ทางอโศกเรามีนวัตกรรม เก่าเอี่ยม โบราณนวทัศน์ ของเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน