560901_รายการสงครามฯ โดยพ่อครู เรื่อง ยิ่งเล็กย่ิงใหญ่ ย่ิงจนยิ่งรวย ตอน 2(คานธี).doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข31 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560901 รายการสงครามฯ โดยพ่อครู เรื่อง ยิ่งเล็กย ิ่ งใหญ่ ย ิ่ งจนยิ่งรวย ตอน 2 (คานธี)

พ่อครูว่า… วันนี้ว ันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2556 วันนี้จัดรายการที่สวนลุมฯชุมชนดูไป มีคนส่งข้อมูลให้ เมื่อวาน อาตมา ได้เอากวี ยิ่ งเล็กยิ่งใหญ่ ยิ่ งจน ยิ่ งรวย มาสาธยายให้ฟัง ก็มีคนส่งเรื่องของมหาตมาคานธีให้ อาตมา ก็จะนำมาสาธยายต่อ ซึ่งท่านคานธีปฏิบัติเป็นผลสำเร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ว่า อาตมา มาทำ ในไทยมีคนเห็นว่า อาตมา เพ้อฝันอยู่มาก เขาไม่เชื่อ แต่ว่า อาตมา ก็ว่าไม่เป็นไร อาตมา มาทำ การพิสูจน์ความจริง จะนำทฤษฏี คำสอนของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยให้ฟังตามความเห็นความรู้ ตามที่ อาตมา เข้าใจ เชื่อว่าถูกต้อง ซึ่งต้องมีการประมาณในการพูด ถ้าพูดบุ่มบ่ามก็ตายเลย รักษาตัวรอดเป็นยอดเดี่ยวได้ และมีผู้ฟังเข้าใจเห็นจริงได้ มีคนมาทำตาม อย่างทวนกระแสโลก ก็ทำมาเรื่อยๆ หลายปี ก็มั่นใจว่ามันถูกต้องแล้ว จนกระทั่งมั่นใจว่าเมืองไทยจะมี สิ่ งที่ถูกต้อง จนกระทั่งมีจำนวนหนึ่งที่จะมีธรรมฤทธิ์ที่จะเปลี่ยนมนุษยชาติได้ จน อาตมา ตั้งใจจะต่ออายุขัย ให้ได้ถึง 151 ปี คนจะหาว่าฟุ้งซ่านก็ไม่เป็นไร อาตมา ทำแนวไอสไตน์คือมีจินตนาการก่อน แล้วทำต่อให้สำเร็จ พากเพียรไป ก็วาดหวังไว้ไกล ลึกไปอีกว่า ถ้าเป็นผลสำเร็จดี เมืองไทยจะเป็นเมืองที่ยอดเยี่ยมเลย เป็นการเมืองแบบพุทธศาสนา ทุกวันนี้ไม่ใช่แบบพุทธศาสนา แต่เป็นธนาศาสนา คือการเมืองแบบธนบัตร เป็นศาสนาธนบัตร เอาธนบัตรมาสร้างอำนาจ ผู้รู้บอก การเมืองเป็นบริษัทมีเจ้าของบงการได้ทุกอย่างเลย

มาสู่บทที่คนให้ข้อมูลมา... มหาตมา คานธี ผู้ที่ยิ่งเล็ก...ที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ยิ่งจน...ที่ยิ่งรวย TOC \h \u \z \t "Heading 1,1,Heading 2,2,Heading 3,3,Heading 4,4,Heading 5,5,Heading 6,6," 2 ตุลาคม พ.

อ่านต่อ

ศ. 2412 เป็นวันเกิดของเด็กน้อยชาวอินเดียคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อร้อยปีก่อน ไม่มีใคร คาดคิดว่า เขาจะกลายเป็น รัฐบุรุษเอก ของโลกท่านหนึ่ง โดยมีศาสนา เป็นเครื่องมือบริหารบ้านเมือง จนได้รับการขนานนาม ยกย่องเป็นบิดา ของประเทศว่า "มหาตมา คานธี" ผู้ที่ยิ่งเล็กที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมีคุณธรรมที่น่าซาบซึ้งใจ อยู่หลายประการ หวังว่าผู้ใฝ่สันติ ทั้งหลาย คงจะได้พลังใจจากการได้รำลึกถึงชีวิตของท่าน เพื่อช่วยกัน กอบกู้ มนุษยชาติ ให้พ้นจากทุกข์ ทั้งหลายทั้งปวงกันต่อไป

อารมณ์ขันของคานธี ตอบคำถามของนักหนังสือพิมพ์ผู้หนึ่ง ซึ่งถามคานธีว่า คานธี มีอารมณ์ขันหรือไม่ "หากไม่มีอารมณ์ขัน ผมคงจะฆ่าตัวเองตายไปเสียนานแล้ว" พ่อครูว่า … การเมืองมันไปไม่รอดเพราะไม่มีธรรมะ เอาแต่เรื่องการเมือง ทุกวันนี้ความบกพร่องการเมืองก็แฉกันจนหมดแล้ว แต่แก้ไม่ได้ เพราะทั้งผู้ที่ทำเลว และผู้ที่ไม่ทำดี เพราะธรรมะไม่ถึงใจ ไม่ถึงขั้นบันดาลใจให้ออกมาทำ ไม่ใช่ไม่มีคนดี แต่เพราะยังไม่ถึงขั้นที่บอกว่า ต้องเอาธรรมะใส่การเมือง แต่ไปตีทิ้งว่า ต้องห้ามไม่ให้ธรรมะยุ่งกับการเมือง และทำไมต้องห้ามไม่ให้สงฆ์นำการเมือง เพราะพระเหล่านั้นไม่ถึง ถ้าให้พระเหล่านั้นมาจะถูกนักการเมืองครอบงำหมด ปฏิภาณเล่ห์เหลี่ยมสู้ไม่ได้ จึงต้องกันไม่ให้ศานาเข้ามาเกี่ยวกับการเมือง เขากันไว้น่ะถูกแล้ว แต่มาถึงทุกวันนี้พ่อครูก็เห็นว่าปล่อยไปไม่ได้แล้ว และพ่อครูเห็นว่าตนจะไม่ถูกกลืนถูกครอบงำ และมั่นใจว่าธรรมะจะกอบกู้ แม้แต่การเมือง แต่ถ้าจะทำแบบเดิมคือเปลี่ยนขั้วอำนาจ สมบัติผลัดกันชม ผลัดกันคอรัปชั่นมา 80 กว่าปีแล้ว เลวจัดแล้วในวงการการเมือง ประชาธิปไตยไทยเป็นประชาธิปตายแล้วอย่าง พุทธทาสบอก

ศาสนาในทัศนะของคานธี ข้าพเจ้าเป็นนักบวชที่ยากจน ทรัพย์สินที่ข้าพเจ้ามีอยู่ในโลกนี้ มีกงล้อปั่นด้าย 6 เครื่อง จานรับประทานอาหาร ตั้งแต่อยู่ในคุก 3 ใบ กระป๋องใส่นมแพะ 1 ใบ ผ้านุ่งโธตี และ ผ้าเช็ดตัวทอด้วยมือ 6 ชิ้น นอกนั้น ก็มีแต่ชื่อเสียง ซึ่งก็ ไม่มีราคาค่างวด หรือความหมาย อะไร ไม่มีศาสนาใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าสัจจะและความเป็นธรรม ท่านต้องเฝ้าดูชีวิตของ ข้าพเจ้า ว่าข้าพเจ้ากิน อยู่ หลับนอน พูดจา และมีความประพฤติทั่วไปเป็นอย่างไร ผลรวมของพฤติการทั้งหมดเหล่านี้ ที่ได้เห็นในตัวข้าพเจ้านั่นแหละ คือศาสนาของข้าพเจ้า

การเป็นผู้รับใช้คือการได้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า เป้าหมายขั้นสุดท้ายของคนเราก็คือ การบรรลุ ถึงพระผู้เป็นเจ้า กิจกรรมทุกประการ ของคนเรา ไม่ว่าจะเป็น ในด้านการเมือง การสังคม หรือการศาสนาก็ดี ควรจะมีเป้าหมาย อยู่ที่การบรรลุถึง พระผู้เป็นเจ้า การบริการรับใช้ เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นกิจกรรม ที่จำเป็นอย่างหนึ่ง ในการบรรลุถึง พระผู้เป็นเจ้า เพราะการบรรลุถึง พระผู้เป็นเจ้าก็คือ การบรรลุถึง สรรพชีวิต ที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นมา และการทำตน ให้เป็นส่วนหนึ่ง แห่งสรรพชีวิตเหล่านั้น การรับใช้เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เป็นกิจกรรมที่จะขาดเสียมิได้ หากเราประสงค์ จะเข้าให้ถึงพระบิดาของเรา และเราจะต้อง เริ่มกิจกรรมนี้ จากเพื่อนมนุษย์ ซึ่งอยู่รอบๆ ตัวเรา ซึ่งก็ได้แก่การรับใช้ ประเทศชาติของเรานั่นเอง ข้าพเจ้าเป็นส่วนหนึ่ง ของส่วนรวม และข้าพเจ้าไม่สามารถจะพบพระผู้เป็นเจ้า ณ ที่อื่นใดได้ นอกเหนือไปจาก ในส่วนรวม เพื่อนร่วมชาติ เป็นเพื่อนบ้านและเพื่อนมนุษย์ ที่อยู่ใกล้ที่สุดของข้าพเจ้า เขาเหล่านี้ อยู่ในสภาพที่ระทมทุกข์ ขาดความช่วยเหลือ และไร้ที่พึ่ง เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงต้องมุ่งมั่นรับใช้เขา เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่ทุกวันนี้ ศาสนามีความหมาย เพียงเรื่องของรูปแบบ และพิธีกรรม หรือไม่ก็เป็นเรื่องของทิฐิมานะ เราทั้งหลาย พากันลืมสารัตถะ อันได้แก่ แก่นแท้ของศาสนาเสียแล้ว ข้าพเจ้าใคร่ขอ แสดงความเห็นว่า ไม่มีอวิชชา หรือความไม่รู้ ที่เสียหายร้ายแรง ยิ่งไปกว่าสภาพเช่นนี้ ชาติกำเนิดก็ดี พิธีกรรมก็ดี สิ่งเหล่านี้มิใช่เป็นเครื่องกำหนด หรือแสดงถึงความดี หรือ ความไม่ดีของคนเลย การกระทำและความประพฤติ ของคนเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องวัด ให้เห็นได้ว่า ใครดี ใครไม่ดี พระผู้เป็นเจ้า มิได้ทรงสร้างผู้ใดขึ้นมา ด้วยการประทับตรา ติดร่างว่า ใครดี ใครไม่ดี ไม่มีคัมภีร์ศาสนาเล่มใด ที่จะบังคับให้เราเชื่อได้ว่า เพราะชาติกำเนิด คนนี้จึงเป็นคนดี และเพราะชาติกำเนิด คนนั้นจึงเป็นคนไม่ดี คำกล่าวอ้างเช่นนี้ เป็นการปฏิเสธ พระผู้เป็นเจ้าและสัจธรรม เพราะพระผู้เป็นเจ้าก็คือ สัจธรรมนั่นเอง ประสบการณ์ในชีวิตได้สอนข้าพเจ้าตลอดมาว่า นอกจากสัจจะแล้ว ไม่มีพระผู้เป็นเจ้า อื่นใด

ศาสนาของข้าพเจ้าคือการรับใช้ ในช่วงเวลาที่อินเดียจะได้รับอิสรภาพอยู่นั้น มีบาทหลวง ชาวอเมริกันรูปหนึ่ง เข้าพบ เพื่อฟัง ความคิดเห็นของ มหาตมา คานธี "ท่านมหาตมาครับในแผ่นดินอินเดียที่เป็นอิสระแล้ว ศาสนาใดควรจะเป็นศาสนา ที่เหมาะสม แก่ชาวอินเดียครับ ?"บาทหลวงถาม ด้วยความสุภาพ ขณะนั้น คานธีกำลังปรนนิบัติคนไข้อยู่ 2 คนในห้องที่บาทหลวงเข้าพบ คานธีชี้ไปทาง คนไข้ พลางพูดว่า "ศาสนาที่ผมนับถืออยู่ ทุกวันนี้คือ ศาสนาแห่งการรับใช้ผู้อื่น ผมเชื่อว่า ศาสนานี้ เหมาะสมแก่อินเดียเสมอ !"

ศาสนาและการเมืองในทัศนะของคานธี "การอยู่อย่างมีอิสระภาพแต่แบบตัวใครตัวมันนั้น หาใช่เป็นเป้าหมายของนานารัฐ นานาประเทศชาติไม่ โลกเป็นอันหนึ่งอันเดียว และต้องพึ่งพาอาศัยกัน และศาสนาที่ข้าพเจ้า รับนับถือ มิใช่เป็นศาสนาแห่ง ความคับแคบเห็นแก่ตัว ซึ่งนักการศาสนาส่วนใหญ่ ที่ข้าพเจ้าได้พบเห็น ล้วนเป็นนักการเมือง ที่ปลอมแปลงตัวมา ส่วนตัวข้าพเจ้า ผู้สวม บทบาทเป็นนักการเมืองนั้น ด้วยจิตใจอันแท้จริง แล้วเป็นนักการศาสนาต่างหาก"

ผู้บรรลุสัจธรรมย่อมไม่จำกัดตนเอง การที่จะบรรลุสัจธรรมอย่างแท้จริงได้นั้น เราจะต้องสามารถรักสรรพชีวิตให้ได้เหมือนกับ ที่เรารักตนเอง ผู้ที่มีความปรารถนาเช่นนี้ จะจำกัดตนเองให้อยู่ในขอบเขตหนึ่งขอบเขตใด ของชีวิตไม่ได้ และเพราะศรัทธาปสาทะ ที่มีต่อสัจธรรมนี้เอง ข้าพเจ้าจึงมาพัวพัน การบ้านการเมือง ข้าพเจ้าพูดโดยมิต้องรีรอและด้วยคารวะในทัศนะของผู้อื่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า บรรดา ผู้ที่พูดว่า ศาสนาไม่เกี่ยวกับ การเมืองนั้น เป็นผู้ที่ไม่ทราบความหมาย ของคำว่า "ศาสนา" "สำหรับผมแล้ว…การเมืองที่ปราศจากหลักธรรมทางศาสนาเป็นเรื่องของความโสมม ที่ควรสละละทิ้งเสีย เป็นอย่างยิ่งการเมืองเป็นเรื่องของ ประเทศชาติ และเรื่องที่เกี่ยวกับ สวัสดิภาพ… ต้องเป็นเรื่องของ ผู้มีศีลมีธรรมประจำใจ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเอา ศาสนจักร ไปสถาปนาไว้ใน วงการเมืองด้วย" ถูกแล้วคุณ… ผมเป็นนักการศาสนา แต่คุณจะว่าผมหลงทางเข้ามาในวงการเมืองไม่ได้ นักการศาสนา จะต้องต่อต้าน ความไม่มีศาสนา ในทุกแห่งหนที่เขาได้พบเห็น แต่ในยุค ปัจจุบัน ความไม่มีศาสนา ได้เข้าไปยึดการเมือง ไว้เป็นป้อมปราการ อันสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องเข้าไปในวงการเมือง เพื่อต่อต้านความไม่มีศาสนา" การป้องกันตนให้พ้นจากผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง เมื่อข้าพเจ้าพบว่าตนเองได้ถูกดึงเข้ามาในแวดวงของการเมืองเสียแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ถาม ตัวเองว่า การที่จะรักษาตน ให้พ้นจากความไม่มีศีลธรรม อสัจจะและจากสิ่งที่เรียกกันว่า ผลประโยชน์ทางการเมืองนั้น จำเป็นจะต้องทำอย่างไร คำตอบที่ผุดขึ้น ในสมองของ ข้าพเจ้า ก็คือ " หากจะรับใช้เพื่อนร่วมชาติด้วยกัน ซึ่งเราเห็นเขาได้รับความทุกข์ยาก อยู่ทุกเมื่อ เชื่อวันแล้วไซร้ ก็จำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะต้องละทิ้ง ทรัพย์สินทุกชิ้นโดยสิ้นเชิง" ข้าพเจ้าไม่สามารถจะคุยด้วยความสัจได้ว่า ข้าพเจ้าปฏิบัติตนตามความคิดเช่นนี้ได้ใน ทันที ตรงกันข้าม ข้าพเจ้าจำต้อง สารภาพว่า แรกๆ นั้นทำได้ยากและช้ามาก และไม่ใช่แต่ ยากและช้าเท่านั้น หากยังเต็มไปด้วย ความปวดร้าวใจ เป็นอย่างยิ่งอีกด้วย แต่เมื่อ กาลเวลาล่วงเลยไป ข้าพเจ้าก็พบว่า ข้าพเจ้าจำต้องทิ้งสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งข้าพเจ้า เคยยึดถือว่า เป็นของตน และต่อมา ข้าพเจ้าก็พบว่า การละทิ้งสิ่งเหล่านี้ ก่อให้เกิด ความสุข อย่างแท้จริง ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าก็สามารถสละทุกสิ่ง ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ ข้าพเจ้ากำลังพรรณนา ถึงประสบการณ์ ของตนเองอยู่นี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ภาระอันหนักอึ้ง ได้หลุดลอยไปแล้ว จากบ่าทั้งสองของข้าพเจ้า เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าเดินได้อย่างเสรี และ สามารถรับใช้ เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยความสุข และความเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่ง การ "มี" ไม่ว่าสิ่งใด เป็นเรื่องของ ความวุ่นวาย และเป็นทุกข์โดยแท้

พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องความมี_ความไม่มี พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่า สัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ [ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้โดย มากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี๑ ความไม่มี๑ ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทยัง) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง (น อุเปติ) ไม่ถือมั่น (น อุปาทิยติ) ไม่ตั้งไว้(นาธิฏฺาติ) ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฐิฯ (กัจจานโคตตสูตร ล. 16 ข. 43 ) ข้าพเจ้าพูดกับตนเองต่อไปว่า การเป็นเจ้าของน่าจะเป็นอาชญากรรมหรือเป็นความผิดอย่างหนึ่ง การขโมย มิใช่ หมายความว่า ไม่ลักทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น แต่การมีไว้หรือรับไว้ซึ่งสิ่งใด ที่ตนไม่มี ความจำเป็นต้องใช้ ก็หมายถึง การขโมยด้วยเหมือนกัน และการขโมย เป็นหิงสกรรม อย่างหนึ่งแน่นอน เราควรจะมีเฉพาะสิ่งที่คนอื่นเขามีได้ แต่เราทุกคนทราบดีว่านี้เป็นสิ่งที่เป็นไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่ทุกคนจะมีได้ก็คือ ความไม่มี หรือ การไม่เป็นเจ้าของ สิ่งใดเลย กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ยอมตนเป็นคนไม่มีไม่เป็นเจ้าของ เมื่อมีความเชื่อมั่นเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงคิดว่า แม้ร่างกายของเรา เราก็ควรจะมอบให้แด่พระผู้เป็นเจ้า นั่นก็คือ เราควรจะใช้ร่างกายนี้ มิใช่เพื่อความสุข สนุกสนาน หรือเพื่อสนองตัณหา หากควรจะใช้มัน เพื่อบริการผู้อื่น ตลอดเวลา ที่เรายังมีชีวิตอยู่ เมื่อร่างกายของเรา เรายังมอบให้แด่ พระผู้เป็นเจ้าได้ เช่นนี้แล้ว นับภาษา อะไร กับเสื้อผ้า และสิ่งของอื่นๆ เราจะมอบให้แด่ พระผู้เป็นเจ้า ไม่ได้เล่า ผู้ที่สามารถทำตนเป็นคนยากจนด้วยใจสมัครเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือกล่าวอีก นัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่ปฏิบัติตน จนบรรลุ อุดมการณ์ดังกล่าว ย่อมเป็นสักขีพยานได้ว่า เมื่อใดที่เราทำตน ให้เป็นคนไม่มีอะไรได้เลย เมื่อนั้น เราจะเป็นคนที่ ร่ำรวยที่สุดในโลก พ่อครูว่า....ส ิ่ งที่นำมาอ่านนี้ยืนยัน ความจริงที่ผ่านมาแล้วและปฏิบัติได้จริง เป็นความรู้ความจริงที่ทวนกระแสของปุถุชน อสาธาณังปุถุชเนหิ คนเราเกิดมาแต่ละชาติเกิดมาใช้กรรม เราก็ทำกรรมต่อไป ถ้าชาตินี้เกิดมาแต่ได้แต่ทำกรรมที่ไม่ถึงขั้นละหนี้บาปหรือกิเลส บาปคือกิเลส บุญคือการชำระกิเลส ถ้าผู้ใดเกิดมาไม่ได้ชำระกิเลส แล้วเข้าใจว่าทำบุญคือการได้ แล้วไปเที่ยวหาทำบุญเพื่อให้ได้โลกธรรม ทรัพย์สินแก่ตน ทำบุญแต่ทำใจในใจให้โลภจัดมากขึ้น ชาติหน้าขอให้รวยกว่านี้ แต่ว่าพุทธนั้นสอนให้ลึกซึ้ง ทำทานก็สอนให้ละกิเลส ในอนุบุพพิกถา ก็สอนทาน ในสัมมาทิฏฐิข้อแรกก็สอนเรื่องทาน ทำทานให้มีผลชำระกิเลสได้ เรียกว่าล้างออก ไม่ใช่เอาเข้า ถ้าใครทำใจในใจไม่ตรง ชีวิตนี้ทั้งชีวิตก็ทำบาป สร้างหนี้ เกิดมาซวย เสียชาติเกิด เราต้องมาทำใจในใจให้เป็น โยนิโสมนสิการ แล้วล้างกิเลสไปทุกกรรมกิริยา ไม่ว่าจะทำกรรมการงานใด ให้ล้างกิเลสได้ตลอด วันนี้เป็นวันเปิดตลาดอาริยะ ก็เห็นว่าครึกครื้นมาก อาตม ากระทำมา 30 กว่าปีแล้วตลาดอาริยะ มันเป็นการสละออก เป็นการทำบุญ ที่พาทำนี่ มันเป็นเรื่องที่ตรงตามพระพุทธเจ้าสอน เป็นศานาที่แท้จริง สอดคล้องทั้งประโยชน์ตนได้ล้างกิเลส สอดคล้องประโยชน์่ท่านในยุคที่เดือดร้อน เกิดมาในแต่ละชาติถ้าเข้าใจได้ว่าเราจะทำกรรมอย่างไรให้ดี เกิดมาพบศาสนาพุทธได้ฟังคำสอน มีคนสอนคนอธิบาย แต่ว่าไม่ตั้งใจศึกษาปฏิบัติ กลับไปศึกษาความรู้แต่ทางโลกที่สร้างความโลภ สร้างอาวุธใส่มือ เอาไปห ้ำ หั่นเอาเปรียบให้แก่ตนเอง เป็นความรู้ที่ฆ่าตนเองในแต่ละชาติๆ เกิดมาก็ทำบาปกรรม โลภได้มาก กอบโกยได้มาก สังคมจำนนต่อคุณ ให้เอาแก่คุณได้มาก คุณได้เปรียบ คุณเกิดมาชาตินั้นซวย เสียชาติเกิดจริงๆ ขอให้สำนึกนะ ผู้ที่ได้เปรียบอยู่ในสังคมอย่านึกว่าตนได้ทำส ิ่ งดีงาม แต่ที่จริงซวย คนเกิดมาควรเสียเปรียบหรือเสียสละ ทำจริงทั้งกายและใจ แล้วยุคนี้ก็ส่งเสริมการเอาเปรียบให้ได้มากๆๆๆ ชาตินั้นถ้าคุณได้เปรียบหรือรวยมากเท่าใด เสียชาติเกิดเท่านั้น เกิดมาไม่ได้ประโยชน์ ตายไปตกนรกหนัก ถ้าผู้ใดเข้าใจจริงแล้วปฏิบัติอย่างท่านคานธี ต้องมีความจริงของปัญญา สละไปแล้วได้เบาจริง มันจะเห็นเลยว่าการไม่เอามาเป็นของตน มันเป็นประโยชน์ต่อโลก เราใช้เฉพาะที่จำเป็น เราใช้ไม่มากหรอก เราก็สละไป ไม่ให้สังคมกระเบียดกระเสียนมาก แต่นี่เอากอบโกยเข้าแก่ตน แล้วเอาไปออกดอกออกหนี้ วิธีคิดทุนนิยมเป็นวิธีคิด อภิมหาบรมบาป เราเกิดมาเป็นคนอย่าหลงไปกับโลกมากนัก ตั้งจิตตรวจสอบด้วยปัญญาอย่างแท้จริง ไม่ได้มาล้างสมอง แต่ให้เกียรติคนคิดไตร่ตรองเอง

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _ ตลาดอาริยะแบบนี้เป็นประชานิยมหรือไม่ พ่อครูว่า… การที่จะทำแล้วให้ตนได้ประชานิยมหรือคะแนนเสียงให้มาก ถ้า แบบนั้นละก็ตลาดอาริยะนั้นไม่ใช่ประชานิยม แต่เราเป็นการให้แก่ประชาชนจริงๆ เป็นวิธีการแบบอย่างให้ทำ ทำอย่างนี้ให้ประชาชน โดยความหมายซ้อนว่าหาเสียงนั้นคือประชานิยม แต่การทำตลาดอาริยะนั้นไม่ใช่การหาเสียง

_ แล้วทำเพื่อหวังจำนวนมวลชนใช่หรือไม่ พ่อครูว่า… ก็คล้ายกับข้อแรก คนที่ทำด้วยเจตนาอย่างนั้นจริงต้องอ่านให้ ออกว่าถ้ามีมโนสัญเจตนาเพื่อตน เพื่อกู เพื่อของกู อันนี้ผิด อันนี้เป็นบาป แต่ถ้าเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเราของเรา แต่เราทำเพื่อประโยชน์สังคม อันนั้นไม่ใช่ประชานิยม เราไม่จำเป็นต้องหาเสียง อาตมา ทำงานตามรอยพระยุคลบาทพระพุทธเจ้า ทำงานศาสนานี้ประพฤติพรหมจรรย์ ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ.หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ เราออกมาชุมนุมถ้ามีมวลมากก็ดี เพราะพิสูจน์อำนาจประชาธิปไตย เอาอันนี้ยืนยันคะแนนเสียงให้เขารู้ว่าใช้หลักนิติรัฐนิติธรรมของโลก ก็ต้องเป็นตามนั้น แต่ใจเราอยากหรือไม่สิ ถ้าใจเราอยากมันไม่มี แต่ว่ามันควรเป็นอย่างนั้น ถ้าได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้เราก็ไม่เสียใจ

ต่างจากระบอบทักษิณตรงไหน? พ่อครูว่า… ต่างจากระบอบทักษิณ คือทักษิณไม่ได้จริงใจอย่างพวกเราเลย จะหาว่าเดา ก็ตามที พ่อครูว่าทักษิณไม่ได้คิดว่าจะไม่สร้างมวล เขาต้องการสร้างมวลเพื่อใช้กฎหมู่มาล้างประชาธิปไตย เขาทำแทบเป็นแทบตายเขาสร้างกฎหมู่ มีตนเดินทางไปหาไปเอาตำแหน่งเงินทอง เขาก็ภาคภูมิใจที่สั่งให้ใครเป็นไปตามใจได้ พ่อครูเห็นว่าไม่ใช่สิ่งน่าภูมิใจเลย มันเป็นสิ่งเลวด้วย แต่พ่อครูก็ขอพูดว่าเขาไม่เข้าใจหรอกที่พ่อครูพูด คือเขาไม่ฉลาดพอที่จะรู้เรื่องนี้หรอก อาจเข้าใจผิวเผินแต่ไม่ซาบซึ้งจนเปลี่ยนใจได้หรอก นอกจากเขาจะแพ้จำนนหรือหยุดหรือตาย ไม่อย่างนั้นเขาไม่หยุด ดังนั้นที่เราทำจึงต่างจากระบอบทักษิณสิ้นเชิง _ แล้วทำให้เขาขี้โลภเพิ่มขึ้นหรือไม่ พ่อครูว่า… คือเราทำนั้นมีเชิงซ้อน มีการสอนในพฤติกรรม ซึ่งยากที่คนจะ ทำได้แต่ยืนยันว่าอโศกทำได้ เราแจกอาหารนี่ คนให้ไหว้คนรับ มีทั้งกายกรรมวจีกรรม เป็นอาการเคลื่อนไหว เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ เป็นความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือดีไม่อวดตน การให้ของเรามีนัยลึกซึ้งซับซ้อนหลายอย่าง คนที่มีปัญญาไม่ขี้โลภจะเห็นตามและมาทำตามเรา ส่วนคนขี้โลภเห็นแก่ได้ก็มีบ้าง แต่เราได้คนที่มีปัญญาเข้าใจและมาทำมาเสียสละร่วมมือกับเรา ซ้อนๆๆๆไป เพ ิ่ มขึ้น ซึ่งลึกซึ้ง คนปัญญาชนจะรับได้ ส่วนคนกิเลสหนาก็รับไม่ได้ เราก็จำเป็นให้เขาดีขึ้นไม่ได้ แต่เราได้ผลที่เราตั้งใจให้เกิด มีอัตราก้าวหน้าได้ _ ต่างจากธงฟ้าราคาประหยัดอย่างไร พ่อครูว่า… ตลาดอาริยะอย่างเรา ที่ราคาธงฟ้านั้นเอาหน้า มันทำหลอก มนุษย์ แล้วเอาเงินรัฐบาลเงินประชาชนทำ แต่เราเอาเงินของชาวเราเองทำ ไม่ได้เอาเงินที่บริจาคในการชุมนุมนี้เลย ตลาดอาริยะนั้นเราเอาเงินของเราไปขาดทุน มีน้อยก็ทำน้อย มีมากก็ทำมาก เอาเลือดเนื้อของเราทำ แต่ต่างจากรัฐบาลที่ทำ เอาหน้า _ ทำแบบนี้เป็นประชาสงเคราะห์หรือไม่ จะยั่งยืนอย่างไร พ่อครูว่า… คำว่าประชาสงเคราะห์คือช่วยเหลือเกื้อกูลประชาชนก็ใช่ เป็นการสงเคราะห์ แต่ว่าไม่ใช่ประชาสงเคราะห์อย่างไม่จริงใจ เราไม่มีแฝง มันเริ่มจากใจพ่อครูนี่พาทำอย่างจริงใจ เป็นคุณธรรมประโยชน์เราก็ทำเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติ เราไม่เอาสินค้าแบรนเนมมาหรอก ไม่จำเป็นเพราะคนร่ำรวยเขาไม่ต้องการแล้ว เราก็เอาทำส ิ่ งที่จำเป็น อุปโภคบริโภค เราทำอย่างมีปัญญา มาช่วยกันด้วยใจจริง ส่วนจะยั่งยืนอยู่ที่จิตของคน ถ้าเห็นคุณค่ามันยังดีต่อสังคมและทำได้อยู่ก็ทำตลอดไปเลย ยั่งยืน นอกจากเราทำแล้วเกิดส ิ่ งไม่ดี ไม่ควรผู้รู้ก็ติเตียนหรือคนทั่วไปบอกเหลวไหล หรือเราทำไม่ไหว แต่ถ้ามันดีและเรายังทำได้ เราจะทำ เราไม่เบีย ด เบียนตน ไม่เป็นหนี้มาทำ ไปทำอวดเอาหน้าเราไม่ทำ ไม่ถึงกระเบียดกระเสียน แต่เสียสละเราทำ เราทำมา 30 เกือบ 40 ปีแล้ว แต่ก่อนเราทำปีละครั้ง ต่อมาเราทำหลายครั้งต่อไป ตอนนี้เราทำเดือนละ 2 ครั้ง ถ้าทำได้ดีก็ติดต่อกันไปเรื่อยๆ ที่จริงรัฐบาลน่าจะเอาอย่างเราบ้างนะ _ ตลาดอาริยะแบบนี้จะนำไปใช้แก้ปัญหามหภาค คือเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่ พ่อครู ... ถามใหญ่จัง นี่คือเศรษฐกิจบุญนิยม เราทำได้ถึงขั้น สาธารณโภคี คือ มีสมาชิกกลุ่มที่รวมทรัพย์สินเงินทองของกินใช้เป็นของส่วนกลาง เช่น ชาวอโศก แต่ละชุมชนบริหารปกครองวิถีดำเนินชีวิตแบบสาธารณโภคี เราดีกว่ากงสีใหญ่ของจีนที่ว่าแม้ที่สุดใครมาเป็นสมาชิกของครอบครัวใหญ่สามารถกินอยู่จนตายได้ แต่จะแยกไปจากที่นี่ไม่มีสิทธิ์เอาของที่นี่ออกไป แต่ถ้ากงสีถ้าแยกออกไปจะแบ่งสมบัติให้ แต่ของสาธารณโภคี ถ้าแยกตัวออกจากหมู่กลุ่มไม่ให้อะไรออกไป แต่คุณมีสิทธิ์อยู่ไปจนตาย มีลูกหลานก็อยู่ต่อไป ขณะนี้เราทำได้เป็นหมู่บ้านชุมชน และเศรษฐกิจมหภาคคือเป็นชุมชนเชื่อมโยงกัน คือที่สันติอโศก หรือราชธานีอโศกหรือที่ไหนๆของอโศกก็เป็นอันเดียวกันหมดเลย เป็นมหภาค ไม่ใช่เป็นก้อนเดียวกัน แต่เป็นเครือแห ซับซ้อนอยู่ในนั้นหลายชั้น มั่นใจว่าใช้กับสังคมโลกได้ อาจไม่ได้หมด เพราะต้องการการลดกิเลส ถ้ามาอยู่ในสังคมสาธารณโภคีนั้นทำงานเสียภาษี 100 % การเสียภาษีต้องเต็มใจเสียสละ ไม่ได้บังคับ ถ้าคุณจะอยู่ในหมู่กลุ่มนี้ อยู่นานเท่าไหร่ก็ได้ จะออกไปเมื่อไหร่ก็ได้ มั่นใจว่าไทยจะเป็นได้ เกิดหมู่บ้านทางนิตินัยแล้ว มีผู้ใหญ่บ้านมีอบต. _ มรรค 8 ข้อสุดท้าย สัมมาสมาธิในแนวสันติอโศกปฏิบัติอย่างไร พ่อครูว่า… ปฏิบัติตามหลักมหาจัตตารีสกสูตร เป็นวิธีปฏิบัติมรรคองค์ 8 หรือสัมมาสมาธิของพระอาริยะ(อริโยสัมมาสมาธิ) และปฏิบัติอย่างไรคือทำมรรค 7 องค์ เป็นเหตุแล้วจะเกิดผลคือสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิสะกดจิตอยู่ข้างใน แต่เราทำมีองค์ประกอบ มีการคิด พูดทำ อาชีพ สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ _ ฟังท่านโยมคิดว่าท่านเป็นแกนนำ จริงหรือไม่ พ่อครูว่า … เคยตอบไปแล้วนะ อาตมา บอกแล้วว่าไม่ได้ตั้งใจเป็นแกนนำ แต่ โดยสัจจะมันเป็นของมันด้วยเขายกให้ ถ้าไม่ให้เป็นแกนนำ อาตมา ก็ไม่เป็น ขอมาทำงานเท่านั้น เขาให้ทำงานก็ขอแค่นี้ จะว่าแกนนำหรือแกนตามก็เป็นแค่นี้ _ สมาชิกวุฒิสภาอังกฤษใช้วิธีสรรหา แต่สมาชิกวุฒิสภาของอเมริกาใช้ระบบ เลือกตั้ง สำหรับไทยกำลังแก้ว่าให้เป็นแบบเลือกตั้งหมด น่าจะทำเพื่อให้ไปสู่ระบอบประธานาธิบดีในที่สุดนะ พ่อครูว่า … เห็นด้วย อาตมา เห็นว่าเมืองไทยเรามีระบอบประชาธิปไตยที่ มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดีแล้วนี่จะเปลี่ยนไปทำไม _ แล้ว Woman touch แปลว่า พ่อครูว่า… สัมผัสผู้หญิง หรือจะใช้เชิงชั้นผู้หญิงเหมือนตอนโอบาม่ามา ประเทศไทย ใช้ลีลาผู้หญิง จริตหญิง _ มีนักกฎหมายบางคนเห็นว่าศานากับการเมืองไม่ควรอยู่ในเส้นทางเดียวกัน นักกฎหมายเขามองสมมุติเป็นที่ตั้ง แต่ศาสนาเอาปรมัตถ์เป็นที่ตั้ง แล้วไปด้วยกันอย่างไร พ่อครูว่า… คนที่เห็นว่าศาสนากับการเมืองไม่ไปด้วยกันนั้นน่าสงสารและน่าเขกกระบาน ซึ่งเขาคิดอย่างนั้นก็เลยทำอย่างนั้นได้สำเร็จด้วย ไม่ให้ศาสนายุ่งกับการเมือง บ้านเมืองจึงฉิบหาย มันจึงได้ซวย คานธี ไอสไตน์จึงบอกว่าการเมืองกับการศาสนาเป็นเรื่องเดียวกัน และการคิดว่าศาสนากับการเมืองไม่ควรเกียวกัน นั้นเป็นภัยต่อบ้านเมืองด้วย ก็อธิบายแล้วว่า ผู้ที่ไม่สมควรก็ไม่ควรให้มายุ่งเกี่ยว _ นักกฎหมายที่เล่นกฎหมายด้วยอัตตานิยม จะเรียกว่าเป็นนักกฎหมายที่เป็น เทวนิยม แล้วมีนักการศาสนาที่จะเป็นอัตตานิยมได้ไหม พ่อครูว่า… นักกฎหมายที่เล่นกฎหมายแล้วจะมีจิตใจตรงกับกฎหมายมาก เลย ซึ่งกฎหมายส่วนใหญ่จะเป็นเชิงดีมีประโยชน์ ถ้านักกฎหมายทำตรงตามกฎหมายก็จะดีมากเลย แต่ถ้าจะมีปฎิภานด้วยก็จะดี คือมีนิติศาสตร์ร่วมกับรัฐศาสตร์ด้วย ผู้พิพากษาต้องใช้ สัปปุริสธรรมทุกคน _ เพราะเหตุใดคุณสนธิ ลิ้มทองกุลจึงไม่มาร่วมกับกลุ่มนี้ พ่อครูว่า… เพราะคุณสนธิเป็นคุณสนธิ อาตมา ก็ไม่รู้นี่ว่าทำไมไม่มา จะไปรู้ ใจเขาได้ไง อาตมา ไม่เก่งอาเทสนาปาฏิหาริย์ _ อยากเสนอเรื่องคานธีให้นำไปลงในนสพ.เราคิดอะไร พ่อครูว่า… ก็มีคนเขียนลงเสมอๆ มีคอลัมน์ที่กล่าวถึงไอสไตน์ และคานธี เสมอ _ ผมขอให้คนที่ไม่ชอบธรรมะในเวทีสวนลุมฯนั้นขอให้ใจเย็นๆ เวที่ที่เสนอแต่ การเมืองความรู้ความเก่งนั้นล้มเหลวมาแล้ว แต่ถ้าแสดงอย่างนี้เราอาจได้ฉลองแนวทางใหม่อย่างที่พ่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน