560418_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง มีสติอย่างไรจึงได้อาหารสู่วิชชา.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข13 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560418_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง มีสติอย่างไรจึงได้อาหารสู่วิชชา พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 18 เมษายน 2556 วันเวลาก็ล่วงไปๆ แต่ละวันๆ ใครได้พยายามที่จะมี สติสัมปชัญญะแล้วสำรวม กาย-วจี-มโนกรรมของตน เพื่อจะให้เป็นกุศล เราได้สังวรสำรวมไหม? อันนี้ก็ขอเตือน ขอบอกว่า จุดสำคัญของการบำเพ็ญธรรมตลอดเวลา ต้องมีสติสัมปชัญญะแล้วต้องสำรวมสังวร ไม่ให้เป็นไปตามอำนาจกิเลส ไม่ใช่มีสติแต่ทำตามกิเลส อยากได้ลาภได้ยศว่าน่ามีน่าเป็น กามคุณ 5 เห็นแล้วก็น่ามี น่าเป็น น่าได้ ก็มีสติ แต่ไม่ได้สังวรสำรวม ไม่ได้ตั้งจิตอธิษฐาน-ปณิธานเอาไว้ว่า เราจะทำตามใจความอยากได้หรือตามใจกิเลส ตลอดเวลาหรือ อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ สำหรับผู้ที่หวังดีต่อตนที่น่าจะปฏิบัติ แต่แค่นี้ก็มีประโยชน์มากและถ้ายิ่งได้เรียนรู้รายละเอียดต่อไปอีกก็จะยิ่งดี การมีสติสัปชัญญะรู้ตัวทั ่ วพร้อม ที่จะควบคุม กาย-วาจา-ใจ ซึ่งใจเป็นสิ่งสำคัญมาก ใครไม่ชัดเจนจะทำใจในใจไม่เป็น ควบคุมใจพอได้ ทำตามสัญชาติญาณสามัญ ที่คนส่วนใหญ่จะทำได้ ไม่ให้มันแสดงอารมณ์ออกมาเรียกว่ามารยาทสังคม คือควบคุมไม่ให้มันสั่งออกมาข้างนอก แม้มีราคะ โทสะ ใจก็กดข่มไว้ได้ตามสัญชาติญาณสามัญทำได้ ก็เรียกว่าการทำใจในใจเหมือนกัน แต่แบบนั้นมันไม่พอ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคือ "มนสิการ" หรือ มนสิกโรติ คำนี้สำคัญมากในการปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุได้ ถ้าไม่เข้าใจเพียงพออย่างสัมมาทิฏฐิ ที่จะสามารถทำใจในใจได้อย่างถูกต้องละเอียดแยบคาย และใจเราก็ได้รับการทำด้วยสามารถของเรา ถ้าไม่อย่างนี้จะไม่ได้ประโยชน์สูง หรือไม่สามารถบรรลุธรรมตามแบบพุทธได้ ไม่ถึงนิพพานได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตร เล่ม 24 ข้อ 61 คือ อวิชชาสูตร [ 61 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชาย่

อ่านต่อ

อมไม่ปรากฏในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำนี้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น อวิชชามีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวอวิชชาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารของอวิชชาควรจะกล่าวว่านิวรณ์ 5 แม้นิวรณ์ 5 เราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารของนิวรณ์ 5 ควรกล่าวว่า ทุจริต 3 แม้ทุจริต 3 เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารของทุจริต 3 ควรกล่าวว่า การไม่สำรวมอินทรีย์ แม้การไม่สำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารแห่งการไม่สำรวมอินทรีย์ ควรกล่าวว่าความไม่มีสติสัมปชัญญะ แม้ความไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่าการกระทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย แม้การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ควรกล่าวว่าความไม่มีศรัทธา แม้ความไม่มีศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็น อาหารของความไม่มีศรัทธา ควรกล่าวว่า การไม่ฟังสัทธรรม (บางคนฟังมากศรัทธามาก แต่ไปเข้าใจอสัทธรรมว่าเป็นสัทธรรมก็มี) แม้การไม่ฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหารก็อะไรเป็น อาหารของการไม่ฟังสัทธรรมควรกล่าวว่า การไม่คบสัปบุรุษ พ่อครูว่า … ผู้ที่จะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้ต้องมีทิฏฐิทั้ง 10 ที่สัมมาก่อน ต้องทำความเข้าใจให้ตรงแล้วปฏิบัติให้ตรง คำว่าสัตบุรุษคือผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีมรรคผล ท่านตรัสในพระไตร ปิฎก เล่ม 14 ข้อ 255 ดังนี้ [ 255 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ คือไม่มีดวงตาเห็นได้ ไปคบอสัตบุรุษแล้วเห็นเป็นสัตบุรุษ แล้วได้รับคำสอนเป็นอสัทธรรม แล้วก็จะมีศรัทธาอย่างไม่สัมมาทิฏฐิ ก็มีอโยนิโสมนสิการ ก็เลยไม่มีสติสัมปชัญญะที่เป็นสัมมาสติ เพราะปริยัติก็ไม่ถูกไปปฏิบัติก็ไม่ถูก คือ นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตาสมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมฺจ โลก ปรฺจ โลก สย อภิฺาสจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ อย ภิกฺขเว มิจฺฉาทิฏฺิ ฯ ที่จำเป็นต้องว่าคืออาจารย์ที่สอนกันนี้ผิด ต้องขออภัยจริงๆที่ต้องว่า แต่ช่วยตรวจดูหน่อยว่าจริงอย่างที่ อาตมา พูดไหม? ได้อธิบายและพาปฏิบัติอย่าง อาตมา ไหม? ได้ทำใจในใจอย่างที่ อาตมา พาทำไหม? แต่ละอาจารย์ที่เรียนที่สอนกันอยู่ ถ้ามันไม่ตรง อาตมา ก็ยืนยันว่า อาตมา ถูก อาตมา ยืนยันว่าเป็นสยังอภิญญา เป็นสมณพราหมณา สัมมัคคตา ด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ - การไม่คบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ย่อมยังการไม่ฟัง สัทธรรมให้บริบูรณ์ - การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์ - ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ - การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ - ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ - การไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต 3 ให้บริบูรณ์ - ทุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมยังนิวรณ์ 5 ให้บริบูรณ์ - นิวรณ์ 5 ที่บริบูรณ์ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ

พ่อครูว ่า… เพราะเมื่อไม่ปรโตโฆษะและก็ย ั งโยนิโนมนสิการก็จะไม่มีสัมมาทิฏฐิ ก็ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ ไม่รู้จักองค์ของสังกัปปะ 7 วิจัย ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ไม่ออก แล้วแยกกามหรือพยาบาทออกจากตักกะไม่ได้ คุณก็สังขารอย่างอวิชชาเรื่อยไป เพราะอวิชชาเป็นเหตุให้เกิดการสังขาร ดังนั้นคุณจะทำจิตให้ปราศจากนิวรณ์ได้ ก็ต้องรู้ว่านิวรณ์คืออะไร กาม-พยาบาท -ถีนมิทธะ-อุทธัจจะกุกกุจจะ(คือจิตฟุ้งกระจายจับไม่ติดหงุดหงิดรำคาญ)และมีวิจิกิจฉา เพราะไม่รู้หรือรู้คลุมเค รื อ หรือปฏิบัติผิดๆไปเลย จึงไม่ได้ผล เหตุเพราะไม่คบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ก็ได้ฟังอสัทธรรม ก็ไม่เกิดศรัทธาที่สัมมาทิฏฐิ แล้วก็จะไม่รู้การทำใจในใจให้บริบูรณ์ จึงทำให้ไม่มีสติสัมปชัญญะที่ถูกต้องบริบูรณ์ จึงทำให้ไม่มีการสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ต่อเนื่องทำให้เกิดทุจริตกรรม 3 ซึ่งเป็นอาหารของนิวรณ์ 5 ต้องสัมมาทิฏฐิแต่ต้น ที่จะพยายามปฏิบัติมีสติ กำหนดรู้การสัมผัสทางทวาร ๖ แล้วจะเกิดอาการทางจิตหรือวิญญาณ แล้ววิจัยให้ออกว่ามีโทสะ-ราคะอย่างไร นี่คือเราต้องเดินสติสัมโพชฌงค์ คือสติที่พยายามพากเพียร คือมีสัมมาวายามะเป็นเครื่องห้อมล้อม มีสติสัมปชัญญะถูกต้อง แล้วเชื่อมต่อเป็นสัมปชานะ ก็รู้ว่ามีกิเลสก็จะจัดการเลย แยกแยะมีธัมวิจัย แยกแยะกิเลสได้ ก็ ทำการกำจัดกิเลส ซึ่งจะทำได้ 2 นัย คือ 1 .กดข่มแบบสมถะวิธี 2 .วิปัสสนาวิธี คืออ่านรู้ความไม่เที่ยงของมัน เช่น ตัณหาเกิดเราไม่ให้มันเสพมันก็ลด เราต้องเห็นว่ามันไม่ใช่เรา เป็นแขกจร ไม่ใช่ตัวจริง เป็นอาคันตุกะ และมันไม่เที่ยงมันไม่คงทน เราอย่างน้อยสู้มัน ดูมัน มันจะเก่งอย่างไร เราไม่ตามใจมัน มันจะหายไปเอง ถ้าเราไม่ตามใจมัน มันจะหายไปก่อน เราไม่ตายก่อนหรอก มันเป็นทุกข์เพราะมันไม่ตั้งอยู่ตลอด แต่เราจะไปยอมแพ้มัน ไปบำเรอให้อาหารมันก็ได้สุขหลอก แต่ตัวจริงคือมันทุกข์มันคือเหตุแห่งทุกข์ ถ้าเราดับเหตุทุกข์ก็หาย มันเป็นอิทัปปัจจยตา ดับเหตุแห่งทุกข์แล้วทุกข์ก็หมด นี่คือสัมพัทธภาพทางนามธรรม ที่พระพุทธเจ้าค้นพบก่อนไอสไตน์ พระพุทธเจ้าเอามาประกาศ ถ้าผู้ใดสามารถปฏิบัติอย่างน้อยกดข่ม อย่างน้อยก็เห็นมันจางคลาย ทีหลังก็สู้มันอีก เราก็จะสู้มันได้ดีขึ้นจนมันดับ การกดข่มทำลืมไม่ดีเท่าสู้ด้วยพลังปัญญา ให้เห็นอนิจจัง-ทุกขัง จนมันหายไปเป็นอนัตตา เรานึกว่ามันจริงที่แท้มันไม่ใช่ของจริง มันเป็นของหลอก การอธิบายว่าเห็นไตรลักษณ์ เห็นอนิจจัง-ทุกขัง -อนัตตา ก็เอาไปปฏิบัติทำงาน อย่างมีสติ ถ้าทำได้สำเร็จเรียกว่า สติสัมโพชฌงค์ คือ สติที่พาสู่การตรัสรู้ สู่การบรรลุธรรม ในสัมมาสติ คือคุณกำลังทำให้สติสัมมา พยายามให้สัมมาเสมออย่าให้มิจฉา ไปอยู่กับกิเลส ถ้ามีสติรู้เลยได้ต่อสู้ดับกิเลสได้นั่นคือสัมมาสติ เมื่อสัมมาสติเกิด ก็จะมีสัมมาอื่นๆตามมา เพราะสติเป็นสัมภวะ ไปถึงที่เกิด ถึงแหล่งตัวการของจิตวิญญาณเลย กำจัดได้อย่างจริงจึงสำเร็จ ศาสนาพุทธจึงมีญาณ ปัญญา รู้จัก จิต เจตสิก สติที่ อาตมา อธิบายมานี้ คุณจะต้องเข้าใจสติอีกอย่างคือ กายคตาสติ ที่อยู่ใน อนุสสติ 10 (อนุแปลว่าตาม) คือมีสติตามรู้ความสงบ 1 .ธัมมานุสสติ (ระลึกถึงพระธรรม) 2 .สังฆานุสสติ (ระลึกถึงพระสงฆ์) 3 .พุทธานุสสติ (ระลึกถึงพระพุทธเจ้า) 4 .สีลานุสสติ (ระลึกถึงศีล) 5 .จาคานุสสติ (ระลึกถึงจาคะ) 6 . เทวตานุสสติ (ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้มีจิตใจสูง) 7 . อานาปานสติ (มีสติอยู่ตลอดลมหายใจเข้าออก) 8 . มรณสติ (ระลึกถึงความตาย เร่งขวนขวายอริยผล) 9 . กายคตาสติ (ระลึกถึงกายว่า.. เป็นของที่ไม่เที่ยง ควรละหน่าย) 10 .อุปสมานุสสติ (ระลึกถึงนิพพานอันเป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์) ( พระไตรปิฎก เล่ม 20 ข้อ 180 ) อุปสมานุสสติ คือ สติที่ทำให้กิเลสดับ กิเลสสงบ คือ ตามรู้สติที่ได้ปฏิบัติ ที่ได้เรียนรู้สติตั้งแต่ในอวิชชาสูตร เข้าใจปริยัติแล้วไปทำให้เกิดสัมมาสติ และก็เกิดสติสัมโพชฌงค์ (ทำโพชฌงค์ 7 ทั้งหมด) สติเป็นธาตุที่จะพาให้เกิดญาณปัญญาที่จะเห็นความจริง อนุสสติคือตามรู้เห็นกันสดๆ เพราะปฏิบัติ กายคตาสติสมบูรณ์ คือ มีสติที่จะตามรู้ความเกิดขึ้นความเป็นไปของกาย ซึ่งคำว่า "กาย" นี้ลึกซึ้งมาก ต่อไปเป็นการตอบประเด็นหรือปัญหา ในพระไตรฯ หากมีคำว่ามนสิการเมื่อไหร่แม้ไม่มีโยนิโสฯก็หมายถึงโยนิโสมนสิการ ใช่ไหม? ตอบ … จะพูดอย่างนี้ก็ได้ แต่จริงๆคำว่ามนสิการก็คำหนึ่ง โยนิโส ก็คำหนึ่ง แต่จะถือว่าเข้าใจต่อเนื่องก็ได้ อย่างในมูลสูตรท่านใช้คำว่า มนสิการ เป็นแดนเกิด มีผัสสะเป็นเหตุเกิด(สมุทัย) แต่ถ้าทำใจในใจ แต่ไม่ถ่องแท้ไม่ลงไปถึงที่เกิดก็ไม่ได้ผล แต่ถ้าบางที่เราจะกล่า ว ถึงแต่มนสิการอย่างในมูลสูตรก็อธิบายแค่ว่า การทำใจในใจ ซึ่งมีทั้งโยนิโ ส ฯและไม่โยนิโสฯ ก็ได้ จะไปตีว่า ถ้ามนสิการที่ไหนจะเป็นโยนิโสฯก็ไม่ได้ พ่อครูเคยบอกว่าเรียนหมอเป็นอาชีพบาป ตอบ… อาตมา ไม่เคยบอกเลยว่าเรียนหมอเป็นอาชีพบาป อาตมา เคยไปบรรยายว่า อาชีพแพทย์เป็นเป็นเดรัจฉานวิชชา พอไปบรรยายตั้งชื่อเรื่องนี้ ที่คณะแพทยศาสตร์ ก็มีคนมาฟังแน่นเต็มโรงเลย อาตมา ก็ได้อธิบายให้เข้าใจ อาตมา ก็อธิบายว่า อาชีพใดถ้าอวิชชาก็ไม่ดีทั้งนั้น ซึ่งเดรัจฉานวิชชา ถ้าไม่เข้าใจคือเอาอาชีพทุกอาชีพไปทำเดรัจฉานวิชชา ไม่ว่าเฉพาะอาชีพแพทย์ เดรัจฉานคือสัตว์ที่ไม่พ้นสังโยชน์ เ ช่ น โลภจัด โกงจัด พึ่งจะอ่านบทความในดอกบัวน้อย มีแพทย์ชื่อริชาร์ด แกสำนึกก่อนตาย แกเป็นคนเก่ง มีผลสำเร็จในวิชาแพทย์ก็รวยมาก แต่เสร็จแล้วมาสำนึกก็ต่อเมื่อเป็นมะเร็ง ก็เลยบรรยายก่อนตาย ขอสารภาพบอกว่าอย่ามาหลงอย่างผมเลย สุดท้ายก็ตายเพราะมะเร็ง แม้เป็นหมอก็ตามหรือเป็นพระก็ตาม ถ้าไม่ทำไม่ถูกก็เดรัจฉานวิชชา ทำอย่างไรจะละมโนมยอัตตา ตอบ… มโนมยอัตตา ยากยิ่งกว่า อรูปอัตตา โอฬาริกอัตตา ซึ่งมโนมยอัตตาคืออัตตาที่สร้างรูปในจิต ทั้งกามทั้งอัตตา อย่างกายในกายที่จะสอน คุณต้องอ่านกายที่มันสำเร็จ คือรูปที่สำเร็จด้วยจิต เป็นรูปที่มีสีสันตัวตนก็ได้ แต่เป็นที่ไม่มีสีสันรูปร่างก็ได้ แต่ต้องแยกให้ได้ว่ามันมีความเป็นสัตว์คือกิเลสสังโยชน์หรือไม่ แม้อนาคามีก็มีสัตว์อยู่ ต้องอรหันต์จึงจะพ้นความเป็นสัตว์ แม้เป็นสัตตาวาสก็คือสัตว์อยู่ ขอชื่นชมพ่อท่านว่าพ่อท่านเก่งจริงๆ งานใหญ่ๆสำเร็จได้ด้วยดีค่ะ ตอบ… อาตมา ไม่เก่งหรอก ทำไปหกคะเมนตีลังกาไม่ได้อย่างเขา ไปหาเสียงไม่เก่งอย่างเขา งานที่ผ่านมาถือว่าใหญ่ ลุล่วงด้วยดี แต่ว่า อาตมา ไม่เก่งเป็นแต่เพียงบอกเขา อาตมา ทำเองน้อย มีคนอื่นเขาช่วยทำจนสำเร็จ อาตมา แค่ชี้โบ ๊ ชี้เบ๊ ขอบคุณที่ตั้งใจจะชม อาตมา 0897934xxx มีพันธมิ ต รมาช่วยงาน ต ลาดอริยะบ่นว่าชาวอโศกบางคน ในเรือนหยังกินพูดจาเหมือนไม่ได๋ปฎิบัติห่วงของกินที่แจกอย่างไม่น่าดู … ตอบ… ผู้ที่มาบางทีไม่รู้ตัวเองว่าตะกละละโมบมาก เขาก็ให้สติเตือน เมื่อเตือนเขาก็ถือสาสิ มันมากก็ขาดเกินบ้าง จะไม่ให้มีขาดเกินก็ยาก นี่ไม่ใช่แก้ตัว 0850287xxx จงอธิบาย2ด้าน:ดีไม่ดี-อโศกกับมหานิกาย ตอบ… อโศกกับมหานิกาย ดีไม่ดีอย่างไร ..อโศกไม่ได้เป็นนิกาย ใครจะเป็นนิกายไม่ดีทั้งนั้น แต่เขาเป็นไปแล้วก็อย่างไปยึดนิกาย ต้องเอาอันไหนเป็นสัจธรรม คนแยกนิกายเป็นอนันตริยกรรม อาตมา ไม่ได้แยกนิกาย อาตมา กลัวบาป แยกนิกายคือตัดขาดจากกลุ่มพุทธ โดยสัจธรรมคือ ถ้าผู้ใดนึกว่าตัวแน่แล้วก็แยกตัวตีทิ้งคนอื่นหมดเลย ไม่สมานสังวาสกับใครเลย อย่างอโศกเรามีการเชื่อมโยงกับสงฆ์อื่นอย่างไรตามนานาสังวาสก็ทำอยู่ แต่ก่อนนี้มีธรรมยุติกับมหานิกาย ไม่ยอมกันเลย นั่นแหละอนันตริยกรรม แต่ตอนนี้ดีขึ้นหลายอย่างร่วมกันได้แล้ว ก็ให้เดินตามพระพุทธเจ้าเสีย ของเราจะมีสงฆ์จากหมู่ใหญ่มาอยู่กับเราก็มี แต่สงฆ์ที่เป็นนิกายในมหายานที่ถึงขั้นมีเมียได้หยาบมาก อาตมา ก็ว่าต้องขออนุญาตว่า ร่วมไม่ได้ เพราะผิดวินัยเกิน วันนี้ก็มีสงฆ์ของติชนัทฮันท์มาขอพัก ก็บอกว่ามาเลย ไม่มีปัญหา ก็คงตอบได้เท่านี้ ส่วนดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่สัจจะ แม้คุณจะอยู่ในมหานิกาย มีชื่ออยู่ก็ให้ศึกษาให้สัมมาทิฏฐิ อาตมา ตอนแรกบวชในธรรมยุติ อุปัชฌาย์องค์แรกเป็นธรรมยุติ แต่ตอนหลัง อาตมา แยกไปสวด ญัตติ มหานิกายอีกทีโดยไม่ได้สึก ก็เลยสวด 2 ญัตติเลย ปลายฝนจะอ่านใจในใจ งดกินไอติม 1 เดือน ตอบ… ก็ดี ดีกว่าไม่ดี แล้วก็อ่านใจ ว่าผีมันมาเราพยายามเอาชนะจะเห็นความไม่เที่ยงของกิเลส ทำไมสมณะชาวอโศกจึงไม่เรียกว่าพระ อาจะเพราะถูกห้ามไม่ให้เรียกสมณะเหมือนยาไม่ผ่านอย. ตอบ… ไม่เรียกว่าพระเพราะท่านทางมหาเถระฯท่านไม่ให้เรียกว่าพระ ก็ต่อรองถ้าไม่ให้เรียกพระจะเรียกว่าอะไร ซึ่งเขาก็คุยกันจะเอาอย่างไร จะเรียก พระ, ภิกษุ, นักบวช, นักพรต ก็ไม่ได้ อาตมา ก็เลยว่าเรียกสมณะได้ไหม? ซึ่งไม่มีในคำของกฎหมาย ก็บอกว่า ได้ เราก็จำเป็นต้องเรียกสมณะมาตั้งแต่บัดนั้น เรามีอย.นะ เขาให้เรียกสมณะ ผมติดตามรายการพระโพธิรักษ์มา 4 ปีขอบอกว่าท่านสอนถูกหลักถูกวินัย ทุกรายการผมไม่สนใจ ผมดูแต่รายการท่านเท่านั้น ช่องนี้มีพรรคมีพวกมาก ผมได้ข้อสรุปว่า ถือศีล 5 แล้วกินข้าวกับผลไม้จิ้มเกลือก็จะรู้อะไรอีกมาก อะไรที่ไม่รู้ก็จะรู้หมด ตอบ… เรื่องโภชเนมัตตัญญุตา เป็นเรื่องปฏิบัติไม่ผิด ให้ศึกษาต่อไปดีแล้ว ขอพ่อครูกรุณาวิจารณ์ท่าน โอโช ที่ท่านเป็นผู้นำลัทธิมนุษย์พันธ์ใหม่ ที่ปฏิบัติแบบตื่นตัวให้คนมีความสุขทั้งโลกียะและโลกุตระไปในตัว ผมฟังแล้วขัดแย้ง ให้กรุณาวิจารณ์ ตอบ… การที่จะได้ความสุขโลกีย์ ในระดับโสดาฯยังมีสุขโลกียะ แต่จะรู้ว่าเป็นทุกข์แท้แต่เป็นสุขเท็จ ถ้ากำจัดเหตุที่ทำให้หลงติดสุขทุกข์ ให้อุเบกขา ผู้นั้นต้องรู้มโน ป วิจาร ที่ท่านแปลว่า จิตนึกหน่วง แปลอย่างนี้ก็รู้สึกหนัก ที่จริงมโนปวิจาร คือ องค์ประกอบของพฤติจิต ถ้าเข้าใจสภาวะของมโนปวิจารที่ปรุงเป็นสุขหรือทุกข์ หรืออุเบกขา ที่เกิดจากทวาร 6 แล้วแยกแยะ อย่างเคหสิตะเวทนา (ท่านแปลว่า ประกอบด้วยเรือน) อย่างเคหสิตะโสมนัสเวทนา ท่านแปลว่า สุขอันประกอบด้วยเรือน คือโลกีย์ แล้วก็มีอีกฝั่งหนึ่งคือ เนกขัมมสิตเวทนา ผู้ใดบอกว่าสุขโลกีย์กับสุขโลกุตระไปด้วยกัน ผู้นั้นยังไม่เข้าใจ อย่างศาสนาบาไฮ จะเอาศาสนาทุกศาสนามารวมกัน อาตมา ว่าให้เอาของคุณรวมกันก่อนให้ได้ ซึ่งถ้าเอามารวมกันหมดโลกแตกพอดี มันเป็นความคิดดีที่จะพยายาม จะได้อย่างผิวเผิน แต่เนื้อแท้ทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่เคยคิด และมีหลักเกณฑ์ให้ระมัดระวัง แต่ท่านประสานทุกศาสนา แม้แต่พุทธที่แตกนิกาย อย่างท่านโอโชนั้นท่านเข้าใจโลกุตระยังไม่ได้ ความรู้กับความจำอย่างไหนคือสัญญา ตอบ… ความรู้ คือ คำกลางๆ ความจำที่ระลึกได้เอามาใช้คือความรู้ ส่วนความจำนั้นระบุชัดว่าคือสัญญา เช่น สัญญาทำหน้าที่ในปัจจุบันคือกำหนดหมายรู้ อ่านรู้ก็คือสัญญาทำหน้าที่ ส่วนคำว่า ปริเยยยะ คือควรกำหนดรู้ ส่วนสัญญาคือกำหนดหมาย กำหนดรู้ ให้สัญญาทำงานเลย จากสัญญาจะสั่งสมเป็นปัญญาเป็นความรู้ได้ หนูดูพ่อครู แต่ต้องทำงานค้าขาย หนูใจดีแต่มีเพื่อนน้อยเพราะส่วนมากให้แล้วไม่รู้จักพอ จะทำอย่างไรดี ตอบ... คุณไปบำเรอความต้องการความโลภคนไม่พอหรอก ต้องมีศิลปะวิธี มีผู้ว่าเลยว่า ต่อให้ฝนตกลงมาเป็นเงินก็ไม่พอ และคานธีบอกว่า ทรัพยากรในโลกมีมากพอที่จะเลี้ยงคนทั้งโลก แต่มีไม่มากพอสำหรับความโลภของคน 1 คน ถ้าเห็นโลภมากเกินต้องมีศิลปะในการห้าม โยนิโสมนสิการจะทำลายกิเลสตัวจริงได้ อย่างไร ตอบ… กิเลสไม่มีตัวจริง มีแต่ตัวปลอมได้ คนที่เริ่มรู้กิเลสคือ ผู้มีมรรค สักกายะคือ ตัวกิเลสที่เรารู้ตัวตนของมันได้ กิเลสเรียกรวมว่าอัตตา พอเราไปปฏิบัติแล้วเราก็อ่านจิตจับกิเลสในจิตได้ เริ่มต้นเลย อ่านกิเลสได้ แล้วเห็นได้ว่ามันไม่เที่ยง 1 . รู้เห็นด้วยองค์แห่งสัมผัส รูป->ตา->จักขุวิญญาณ รู้อยู่ เห็นอยู่แม้สุข-ทุกข์-ไม่สุขไม่ทุกข์ ที่เกิดโดยจักขุสัมผัส ฯลฯ ซึ่งเห็นโดยความไม่เที่ยง (อนิจจโต) จึงละมิจฉาทิฏฐิได้. 2 .ซึ่งรู้-เห็น ฯ โดยเป็นทุกข์ (ทุกขโต) จึงละสักกายทิฏฐิได้ 3 .ซึ่งรู้-เห็น ฯ โดยอนัตตา (อนัตตโต) จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ . (พ ระไตรปิฎก เล่ม 18 ข้อ 254 - 256 ) อทิสมานกาย หรือกายทิพย์คืออะไร ตอบ… ให้ อาตมา ไปค้นคว้าก่อนค่อยมาอธิบาย จบ......................

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน