ปฏิบัติศีลแต่ละข้อระวังไปติดในความละเอียดกลายเป็น ปปัญจารามตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.27 KB
วันที่แก้ไข13 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ปฏิบัติศีลแต่ละข้อระวังไปติดในความละเอียดกลายเป็น ปปัญจารามตา _อ๋อย เอื้อมพร : ฟังพ่อครูเทศน์เมื่อวานในรายการ "ตุ้ม ตะลุ่มตุ้มโมง" ฟังซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ นึกทบทวนถึงสภาวะที่เกิดกับตัวเอง ดังนี้ค่ะ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปนั่งทานอาหารร่วมโต๊ะกับคนที่เขายังกินเนื้อสัตว์อยู่ ส่วนตัวเองกินมังสวิรัติแน่นอนอยู่แล้ว ปกติทานอาหารที่บ้าน พ่อบ้านก็กินมังสวิรัติด้วยกันค่ะ แต่วันนั้นคนนั่งตรงข้าม กินขาไก่ เมื่อตาเห็นเขากินขาไก่ ความรู้สึกในจิตขณะนั้นไม่ได้รังเกียจที่เขากิน แต่นึกสงสารไก่ สงสารคนที่กำลังกิน (แต่ไม่ใช่สมเพช หรือดูถูกเหยียดหยามเขา) นึกไปถึงว่าแต่ก่อนตัวเองก็เคยเป็นอย่างเขา กินเนื้อเพื่อนด้วยความยินดี เห็นว่าเป็นของอร่อย ได้เสพ คิดไปแล้วสมเพศอดีตของตัวเองมากกว่า นั่นคือ "หทยรูป" ที่เกิดในขณะนั้นใช่ไหมคะ? เพราะเป็นอาการ 3 เส้าที่เกิดขึ้น คือ 1. ห - อาการความรู้สึกจริงที่เกิด คือสงสารคนที่กำลังกินไก่ และสงสารไก่ 2. ท - คืออาการเต็มรูป คือสงสารจริง ไม่มีความรู้อื่นเจือปน 3. ย - อาการร่วมกันของทั้งสองอย่าง พร้อมกันนั้นได้พิจารณา เห็นจิตของตัวเองว่ายังมีอิตถีภาวะกับเนื้อสัตว์อยู่ ก่อนหน้านี้คิดว่าตัวเองพ้นแล้ว ไม่มีชอบ-ชังในเนื้อสัตว์ และคนกินเนื้อสัตว์ แต่พอได้เห็นคนกินขาไก่ต่อหน้า ต่อตา เกิดอาการสงสาร จึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่เหนือ (อุตตระ) ยิ่งนึกไปถึงอดีตของตัวแล้วยิ่งรู้สึกละอายมากเลยค่ะ แบบนี้ยังต้องล้างความรู้สึกของตัวเองต่อไปหรือต้องทำอย่างไรคะ? พ่อครูว่า... "หทยรูป" ย ตัวแรก หากแยะเป็นสระก็ได้ อะ กับ อา สองตัวร่วมกันอยู่ ท่านเรียกว่า อยะ แม้แต่เอา อะ มาใส่ จับเป็น อยะ ก็คือสิ่งที่เกาะกันแล้ว ท่านเรียกว่าเป็นยางเหนียว เรียกว่าเป็นแรงแม่เห

อ่านต่อ

ล็ก ติดเข้ามาสัมพันธ์เข้ามา เรียกว่า อยะ ถ้ายิ่ง อายะ ก็ยิ่งทำประโยชน์กันมากขึ้นเป็นพหูพจน์แล้ว จาก อยะ เป็น อายะ แปลว่าประโยชน์ หรือกำไร ค่อยๆศึกษาไป พยัญชนะก็จะสื่อสภาวะอย่างที่ว่าไปตามลำดับ คิดละเอียดดีแล้ว แต่ก็อย่าไปติดยึดติดกับความละเอียดอย่างนั้น ระวังเถอะ เวลาไม่คอยใคร เตือนไว้ ยังไม่ต้องไปลงละเอียดมากกว่านี้หรอก เพราะว่าการกินเนื้อสัตว์ยังเป็นเรื่องหยาบแท้ๆยังไม่ใช่เรื่องลึกที่จะต้องไปลงละเอียดเสียจนมากไป เอาอย่างอื่นอีกบ้าง จากเนื้อสัตว์ก็มาเรื่องสมบัติต่างๆ แล้วก็มาเรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ที่เป็นกามคุณ 5 ลงไปด้วย ไม่เช่นนั้นคุณจะไปดิ่งอยู่ที่เรื่องเนื้อสัตว์ข้อเดียว มันจะโต่ง มันจะสุดโต่งไป ดู 3 เส้า ศีล ข้อที่ 1 2 3 อย่างที่อาตมาได้พยายามอธิบายประกอบหลายทีแล้ว ไม่เช่นนั้นมันจะไม่ครบถ้วน มันจะกลายเป็นสุดโต่งไปในด้านเดียว แล้วมันก็จะนานช้า เป็น ปปัญจรามตา ไม่เข้าที 641013_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหามารในตนให้พ้นปปัญจารามตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน