เรากินเนื้อสัตว์ที่เราไม่ได้ฆ่าเองมันจะมาพยาบาทเราได้อย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.64 KB
วันที่แก้ไข13 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

เรากินเนื้อสัตว์ที่เราไม่ได้ฆ่าเองมันจะมาพยาบาทเราได้อย่างไร _ทำเป็นธรรม : การกินเนื้อสัตว์เป็นผู้เกี่ยวพันในสังสารวัฏ คำถามคือ ถ้าเราไม่ได้เป็นผู้ฆ่า แต่คนอื่นฆ่ามาขาย สัตว์ตัวนั้นเวลาถูกฆ่ามันก็ต้องพยาบาทคนฆ่าคนถูกต้องไหมครับ? แล้วเมื่อสัตว์มันตาย เวลามันไม่มีร่างกาย มันจะมีจิตพยาบาทคนกินได้อย่างไรครับ? พ่อท่านอธิบายว่า ร่างกายเหมือนอุปกรณ์ในการใช้จิตวิญญาณ แต่สัตว์ตัวนั้นถูกทำลายร่างกายไปแล้ว ทีนี้จิตของมันจะมาพยาบาท คนที่กินต่อ ๆ ไป เป็นทอด ๆ ได้ยังไงครับ? ซึ่งผมคิดว่าคนที่กิน ร้อยทั้งร้อย คือเข้าข้างตัวเอง ฉันไม่ได้เป็นผู้ฆ่า..มันจะมาพยาบาทฉันได้อย่างไร..คนฆ่าเท่านั้นที่บาป..มันตายแล้วจะมาพยาบาทฉันได้ยังไง..จึงเป็น “ข้ออ้างยอดฮิต”..ของผู้ที่ติดเนื้อสัตว์ อยากให้พ่อท่านไขความตรงนี้ชัด ๆ อีกทีครับ (คำถามนี้ผมเคยถามเมื่อตอนเกือบ 10 ปีที่แล้วครับ สมัย FETV ครับ..อยากฟังปฏิภาณญาณของพ่อท่านในปัจจุบันนี้ครับ ว่าจะหงายของที่คว่ำได้ชัดกว่าสมัยก่อนไหมครับ กราบนมัสการครับ) พ่อครูว่า...คุณดูถูกว่าจิตมันยึดมั่นถือมั่นร่างกายของมันเท่านั้น พอมันตายไปแล้วสัตว์มันจะไม่ ยึดถือร่างกายนั้นอีกแล้ว มันฉลาดปานนั้นหรือเดรัจฉาน หมูหมากาไก่พอมันตายแล้วมันก็จะบอกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเราแล้ว เราก็อันตรธานหายไป มันเป็นอย่างนั้นได้จริงหรือสัตว์เดรัจฉาน ขนาดเป็นคนแล้วยังยึดถือร่างกายนั้นเป็นของเรา ขนาดมาเป็นอาริยบุคคลแล้ว กว่าจะยึดร่างกายหรือกว่าจะยึดจิตที่ติดเป็นกายในกาย ในเวทนาในเวทนาเข้าไปอีกต้องละเอียดกี่ชั้น ค่อยๆศึกษาดีๆนะจะรู้ อาตมาจะไม่ขอขยายความยาวไปกว่านั้น เพราะว่าคุณยังพูดอยู่ในระดับพื้นฐานเบื้องต้นแล้ว จิตวิญญาณที่ไม่มีร่างกาย ตายแล้วไม่ได้อยู่ในร่างกายนี้แล้ว มันหมดความพยาบาทด้วย

อ่านต่อ

เลยหรือ มันง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ อาตมาว่าอาตมาหงายของเสมอ แต่คุณจับคว่ำเองอยู่เรื่อย คุณก็เลยไม่เห็นข้างในสักที อธิบายมาเป็นลำดับไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว อาตมาไม่ขยายความเพิ่ม อยากจะสรุปตรงนี้ก็แล้วกัน ความลึกละเอียดของจิตที่มันพยาบาท พยาบาทเป็นตัวบาป การพยาบาทของอวิชชาของสัตว์โลก การพยาบาทของสัตว์โลกที่มันยังอวิชชาอยู่ มันไม่รู้หรอกเพราะมันอวิชชาจริงๆ มันไม่รู้มันพยาบาท พระพุทธเจ้าท่านสรุปในชีวกสูตร 5 ข้อนี้ คนไม่ได้เข้าใจง่ายๆเลย 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) มันแสดงเจตนาของคุณ ที่เป็นตัวตั้งต้น เจตนาตัวที่ 2 3 4 5 6 ก็จะตามมา เพราะฉะนั้นเริ่มต้นจุดแรกบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย คุณได้ก่อขึ้นมา ด้วยการกล่าวชื่อสัตว์นั้น ก่อจุดจิตเจตนา เริ่มมีจิตเจตนาแล้ว 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส ก็เป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส มันก็ต้องเป็นบาปซ้ำเป็นข้อ 4 หนักเข้าไปอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเลย แม้แต่ในมหาประเทศ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเลย เป็นสิ่งที่ปฏิเสธเลย อย่างไรอย่างไรก็ไม่มีวันควร อกัปปิยะ 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 ข้อ 5 มีเจตนาบริสุทธิ์ อยากให้ท่านอร่อย กินแล้วเหาะได้เลย สุดยอดอาหารแล้วทำอย่างประณีต อย่างนั้นแหละเป็นเจตนาที่ดีเป็นกุศลเจตนา แต่มันกลับเป็นอกุศล ที่บาปซับซ้อนอย่างกลับตาลปัตรคนละเรื่องเลย ข้อที่ 5 นี้เขาไม่มีเจตนาชั่วเลย แต่ข้อ 1 ถึงข้อ 4 เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน เขามีเจตนาเป็นบาปตั้งแต่กล่าวชื่อสัตว์นั้นเลย มีการปฏิบัติบาปมาตามลำดับ 5 ข้อนี้เป็นเรื่องสุดยอดลึกซึ้งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในชีวกสูตร 5 ข้อนี้ นี่เป็นหลักฐานที่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ ฟังแล้วชัดเจนขึ้นใช่ไหม แต่เขาอธิบายบอกว่าไม่เห็นไม่ได้ยินไม่สงสัย บริสุทธิ์โดยส่วน 3 ไม่ได้เห็นกับตาว่าเขาฆ่าสัตว์นี้มา มันเป็นสัตว์เดนสัตว์กิน เป็นปวัตตมังสะ กินได้ไม่ใช่อุทิศมังสะ ไม่ใช่สัตว์ที่ถูกฆ่าตายโดยคน แต่ไปเบี้ยวบาลีบอกว่าไม่ใช่สัตว์ที่ฆ่าระบุบุคคล ฆ่าสัตว์ที่ตายเพราะถูกฆ่าโดยคน กับสัตว์ที่เจตนาอุทิศมุ่งเจาะจงโดยคน กับสัตว์นี้ตายโดยระบุบุคคลโดยชื่อ ซึ่งในพระบาลีก็ไม่มีหรอกที่แปลอย่างนั้น ซึ่งมาจากประโยคว่า สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง แปล คนมีเจตนาฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต พระพุทธเจ้าอนุโลม ปวัตตมังสะ จะตายจะเป็นก็กินไปเถอะ เป็นบาปน้อยที่สุดแล้ว คือเป็นเดนสัตว์กินกับสัตว์มันตายเอง สัตว์มันตายเองไม่ใช่ว่ามันจะไม่ยึดถือว่าเป็นเนื้อตัวของมัน ถ้ามันสุดแล้วคุณจะกิน ก็อนุโลมให้แค่ 2 ประเด็นนี้ เดนสัตว์กิน ถึงแม้เป็นเดนสัตว์กิน สัตว์ที่ตายมันก็ยึดถือว่านี่เป็นเนื้อเลือดของข้า เพราะจิตวิญญาณมันยึดถือเป็นตัวกูของกู ถ้าไม่อย่างนั้นวิบากที่มันมากมายซับซ้อนในความผูกพันกันว่าเป็นตัวกูของกู ไม่ว่าจะเป็นร่างกายก็เป็นตัวกูของกู ยิ่งเป็นจิตในจิตก็ยิ่งละเอียดกว่า มันจะไปรู้ได้ง่ายๆที่ไหน ขนาดกายยังยึดถือเป็นเราเป็นของเรา แล้วจิตมันจะไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเราได้ไง มันละเอียดกว่านั้น กายยังไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกูอย่าทำเป็นเล่นไป มาศึกษาให้เป็นลำดับ ลดความยึดมั่นถือมั่นตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด แล้วถึงจะบรรลุได้ พูดไปตอนนี้ก็อยู่ในยุคสมัยเทศกาลกินเจกันอยู่ พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้าย ก็ยังดีมีวัฒนธรรมนี้ในโลก อยู่เก้าอ๊วงเจ กินเจ 9 วัน 641013_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหามารในตนให้พ้นปปัญจารามตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน