560606_รายการ สัมโมทนียกถา งานอโศกรำลึก โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข17 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

560606 รายการ สัมโมทนียกถา งานอโศกรำลึก โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ พ่อครู …วันนี้เป็นวันที่ 6 มิถุนายน 2556 ที่ บวร ราชธานีอโศก นำสวดมนต์สั้น เพื่อความสงบเย็นของจิตใจ วันนี้เป็นวันแรกของานอโศกรำลึก ซึ่งรวมงาน โฮมไทวัง งานบัณฑิตศิษย์เก่า และงานอโศกรำลึก ซึ่งดูแล้ว งานโฮมไทวังก็พอเป็นไป เพราะมีคนอยู่ที่บ้านราชฯมาก งานบัณฑิตศิษย์เก่า ก็ยังไม่เห็นเท่าไหร่ ก็กระพร่องกระแพร่ง แม้แต่บัณฑิตศิษย์เก่า ว.บบบ.ก็ไม่ค่อยคึกคัก ก็มีเหลือแต่ อโศกรำลึก ถ้าตัดส่วนโฮมไทวังออก ตัดบัณฑิตศิษย์เก่าก็คงจะเหลือน้อยลงอีก การรวมตัวในการนัดของสังคมงานนั้นงานนี้ หรือจะสารพัดฉลอง ก็เพื่อรวมตัวกัน เป็นวิธีการของมนุษย์ มารวมกันพบปะพูดคุยกัน ได้มาระบาย หรือได้มาแจ้งข่าว บางทีก็เกิดกิจการใหม่ เป็นเรื่องของสังคมมนุษย์มารวมเพื่อสร้างสรรหรืออื่นๆตามวัตถุประสงค์ การมารวมตัวกันก็ได้มาโอภาปราศรัยกัน รวมแรงร่วมมือร่วมใจกัน ถ้าคนที่มามีคุณธรรม เป็นหนึ่งเดียวกันไม่ขัดแย้ง จะเป็นพลังรวมที่มาก จะสร้างสรรอะไรก็สำเร็จเรียบร้อย ถ้าจะขัดแย้งก็ประชุมกันก็ลงมติกว่าจะตกลงกันได้ก็ใช้เวลามาก แต่ผู้ที่ไม่ขัดแย้งกันก็ไปได้เร็ว นี่เป็นเรื่องที่พวกเราก็เข้าใจ ให้พวกเราทบทวน เราอยู่ในสังคมนี้ เรามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง อาตมา พยายามให้มีบำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม คือทำงานและร่วมกันในด้านจิตวิญญาณ จะมีปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ เราไม่ขาด มาแล้วก็ได้ร่วมใจ แน่นอน ร่วมแรงก็มีมาลงมือทำงานที่เพิ่มขึ้น เรียกว่าบำเพ็ญคุณ ส่วนบำเพ็ญธรรมนั้นมีอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าพวกเรามารวมตัวกันจัดงานก็มาร่วมมือกัน ก็ไม่ได้บังคับทีเดียว ก็บอกกันให้มาช่วยกัน ไม่ได้ไปกดดันอะไรให้สมัครใจ แต่บางคนก็ฝืนใจก็เกิดสภาพการปฏิบัติธรรม บางคนก็อิสระเสรี ใครจะทำก็ทำ เราก็ไปที

อ่านต่อ

่ชอบๆ คนอื่นก็จะเห็นว่า คนนี้ไม่ร่วมกับหมู่เท่าไหร่ ก็เป็นธรรมดา เรามาฝึกสามัคคี ฝึกการมีเอกภาพ ให้เกิดการเ จริ ญ ให้มีแรงรวม โดยเฉพาะใจ ที่มีปัญญามาร่วมแรงร่วมมือกัน โดยใจเป็นประธาน ใจเต็ม ใจไม่ขัดแย้ง ด้วยอิทธิบาท 4 เกิดจริง พวกเราศึกษาฝึกฝนตามหลักธรรม พระพุทธเจ้า ในการจัดงานของเราไม่ใช่การจัดสูญเปล่า เป็นงานหล่อหลอมสร้างเสริมความเป็นมนุษย์ นอกจากพวกเรา ไม่สนใจก็ไม่มา อย่างงานอโศกรำลึก ที่บ้านราชฯจะบูชาพระธาตุอย่างไร.. อาตมา ก็ว่าพระธาตุอยู่ในอุนาโลมพระพุทธโต 151 องค์ และในพระพุทธโตน้อย ก็มีพระบรมสารีริกธาตุทุกองค์ อย่างนี้เป็นต้น แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีก็ไม่เป็นไร เราเข้าใจว่าบูชา พระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรว่างเปล่าเลยก็บูชา พระพุทธเจ้า ได้ ใครติดยึดก็เสีย ก็แล้วแต่เฉพาะบุคคล มี sms ในวันที่ 5 ที่ผ่านมาว่า _ 0894979xxx สำนักนี้อธิบายธรรมและสภาวธรรมได้ดีมากครับ (เข้าใจง่ายไม่ต้องมีอุปมา-อุปมัยในปริศนาธรรมให้ต้องไปนั่งคิดนอนคิด ตีลังกาคิด สมองมันจะแตกเพราะปริศนาธรรม) และก็ปฎิบัติแบบไม่ต้องยึดติดใน(รูป)สมมุติบัญญัติ เพราะทุกอย่างมันไปด้วยจิต(นาม) นี่แหละผมว่าตรงที่สุดแล้ว แม้ความเป็นจริง เราจะอยู่ในโลกสมมุติบัญญัติก็ตาม ? กราบนมัสการครับ _ 0824039xxx ที่พ่อครูสอนคล้ายกับคำสอนท่านหนึ่งมีความสันโดษคือมีความพอใจเป็นพื้นฐานของจิตใจพอใจตามมีตามได้..คือ ได้อย่างไรก็เอาอย่างนั้น ไม่ยึดติดขอให้คิดว่ามีก็ดี ไม่มีก็ได้พอใจตามกำลังคือ มีน้อยก็พอใจตามที่ได้น้อย พ่อครู ว่า… นี่คือผู้ที่ฟังธรรมแล้วก็ได้ผลอย่างไรก็บอกมา ส่วนที่อวยพรวันเกิดก็ขอบคุณ ส่วน 8705 ก็ส่งมาว่า _ 0888705xxx พุทธเจ้าตรัสว่ารูปคือสิ่งที่ต้องแตกดับ และนามก็คือสิ่งที่ต้องแตกดับเช่นกัน! ฉะนั้นพุทธเจ้าจึงปรินิพพานโดยปราศจากทั้งรูปปราศจากทั้งนาม!(หรือที่เรียกว่าหายไป เปรียบเหมือนไฟดับ..อย่าได้ถามว่าแล้วไฟไปไหน!) ซึ่งก็คือปรินิพพานในระหว่างรูปฌาน(=รูป) กับอรูปฌาน(=นาม)นั่นเอง ส่วนอาฬารดาบสและอุทกดาบส ตายไปอยู่ในอรูปพรหมที่มีแต่นาม(กาย) โดยไม่มีรูปกาย และด้วยเหตุที่ไม่มีรูปกายนี้เอง..พุทธเจ้าจึงไม่สามารถไปโปรดได้! พ ่อครู ว่า..ก็ใช่อยู่ ตายไปแล้ว ไปอยู่ในภพ ก็ไปโปรดไม่ได้ หรือแม้จะไม่อยู่ในภพก็ไปโปรดไม่ได้ นี่คือความเห็นต่างกับคุณ8705 เช่นที่พูดกันในพระไตร ปิฎก ว่า พระพุทธเจ้า โปรดมารดาในเวลาเข้าพรรษา ๓ เดือน ในดาวดึงส์ อาตมาว่า ความรู้ความเป็นกายนั้นคนละอย่าง จะไปพาซื่อว่าแม่หรือมารดา คือพระนางสิริมหามายา ตายแล้ว พระพุทธเจ้า ก็ไปโปรดหมายถึงว่าหายตัวไปโปรดมารดา แล้วยังไงถึงไปโปรดภิกษุที่จำพรรษาอยู่ได้อย่างไร จะว่านิรมานกายไปโปรด ส่วนตัวก็อยู่กับภิกษุอย่างนั้นหรือ ซึ่งคนเข้าใจอย่างนี้เสียมากเลย คำว่า นามกาย กับ รูปกาย คืออะไร รูปกาย คือองค์ประชุมของรูป รูปรูป คือเช่นพระพุทธรูป(บนโต๊ะพ่อครู) แต่ถ้าเป็นรูปกายของสมเด็จปู่วิชิตอวิชชา คนก็ต้องมีอายตนะ สัมผัสรู้ ส่วนรูปรูปนั้น ไม่ต้องเกี่ยวกับสัมผัส แต่องค์ประชุมของรูปกายคือ ต้องมีการกระทบสัมผัส หรือว่าแม้ตากระทบรูป ก็พูดไปเวทนาในเวทนา คุณต้องมีตากระทบรูป จึงมีของจริงประกอบ แต่ถ้าตาคุณไม่กระทบรูป ก็ไม่มีของจริง เป็นของแห้ง ไม่ใช่ของสด ไม่ใช่ปัจจุบันธรรมที่คุณมีเวทนาสดๆ คุณจะรู้ภาวะเวทนาที่ตั้งอยู่และดับไปไม่ได้ เพราะเอาแต่ของแห้งมานึกเอง สภาพอารมณ์สุขทุกข์แท้ๆในสัมผัสคุณไม่มี พระพุทธเจ้า จึงตรัสว่าคนที่จะปฏิบัติล้างอาสวะสูงสุดได้ ต้องปฏิบัติลดละโอฬาริกอัตตา แล้วก็ลดละ มโนมยอัตตา หรืออุปาทายรูปคือ รูปที่ต่อเนื่องจากนามกาย หรือนามรูป ซึ่งนามรูปคือ นามธรรมที่ถูกรู้ ส่วนนามธรรม คือนามที่เป็นองค์รวมของตาหูจมูกลิ้นกายใจ รูปรูป และ รูปกาย ต่างกันอย่างไร รูปรูป คือองค์ประชุมของ กายไม่มีนามธรรม มา เกี่ยวข้องเลย คุณจะรู้จัก รูปกาย คุณ ต้องมีนามธรรม ต่อเนื่อง ดังนั้นคุณ 8705 ยังไม่เต็มเต็งในการรู้รูปกาย (ไม่ได้พูดข่ม) ผู้ใดดับแบบอาฬาดาบส และอุทกดาบส เมื่อกายแตกตาย ก็จะมีแต่รูปกาย คุณจะรู้นามของตนเองไม่ได้ เพราะดับแบบบื้อ เป็นกิณหะเท่านั้น ไม่ใช่นิโรธ แต่ถ้าผู้ที่อภิญญารู้จิตผู้อื่น อย่างพระอนุรุทธก็รู้นามของคนอื่นได้ แต่นามรูปของคนนั้นไม่มี แต่นามกายของคนนั้นไม่มีความรับรู้ จึงเป็นแค่รูปกาย คนที่ ไม่เข้าใจนามรูป ก็ เรียนรู้ วิญญาณฐีติ 7 หรือ สัตตาวาส 9 ไม่ได้ ซึ่งคำว่ากาย เป็นองค์ประชุมที่มีทั้งรูปและนาม มีแต่รูปรูปเท่านั้นที่ไม่มีนาม นอกนั้นมีนามหมด รูปของ อุทกดาบส อาฬารดาบส ตัดรูปไปตั้ง 5 ทวาร มีแต่รูปจิต ลึกไปเป็น ความดับแข็ง ตีไม่แตก แต่ว่าก็ยังมีรูปกายอยู่ เพราะกายนี้คือสิ่งที่ถูกรู้ได้ พระพุทธเจ้า ไม่สามารถโปรดได้ อย่าว่าแต่ใครก็ตาม แม้แต่พุทธมารดาที่ตายไปแล้วก็ไปโปรดไม่ได้หรอก แต่มารดาที่ว่าก็คือ พระพุทธเจ้า เข้าพรรษา สอนใคร ก็คือ สอนภิกษุ ดังนั้นภิกษุก็คือ แม่ พระพุทธเจ้า ตรัสว่า สารีบุตร และโมคคัลลานะก็คือ แม่ และแม่นม ที่ช่วยเลี้ยงลูกให้ต่อคือ ภิกษุ ภิกษุณี ทั้งหลายที่ ช่วยสร้างศาสนา กับ พระพุทธเจ้า คือ ทำหน้าที่ของแม่ และพ่อทางจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้า เป็น พ่อ และโปรดแม่ คำว่าแม่ เป็นธรรมาธิษฐาน พระพุทธเจ้า ไปโปรดอัตภาพที่ตายไปแล้วไม่ได้ เพราะจิตวิญญาณ อสรีรัง อนันตัง สัพโตปภัง เฉพาะของแต่ละคนที่ตายไป มีแต่มนายตนะก็ไปเดี่ยวๆ เป็นเอกจรัง จิตวิญญาณ ที่ ออกจากคูหาสยัง แล้ว ก็เป็น เอกจรัง ไปสู่โลกที่ไม่ใช่อิทโลก ไม่มีอาการ 32 แต่เป็น อาการที่ 33 ( ดาวดึงส์ ) ก็สอนไม่ได้ มารดาไปอยู่ดาวดึงส์ก็ สอนไม่ได้ เพราะ ไม่มีสุรภาโว สติมันโต เช่น คนหลับไปก็ไม่มีสติเต็ม คนตายไปก็ไม่ครบทวาร 6 จึงไม่ใช่โลกที่จะไปโปรดได้ คนที่อยู่ใน ชมพูทวีป คือ คนที่มีภูมิธรรม เป็น เวไนยสัตว์ เป็นชมพูทวีป ถ้าที่ใดมีจิตวิญญาณเวไนยสัตว์มีเท่าไหร่ ก็เป็นชมพูทวีปเท่านั้น อย่าง ราชธานีอโศกก็เป็นชมพูทวีป เราไม่รอไม่หวังแต่เราทำ ได้แค่ไหนแค่นั้น ที่อธิบายนี้เป็นเรื่องลึก ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา แต่ถ้าฟังแล้วเอาอะไรมาแย้งก็ขอบคุณ ได้ประโยชน์ อาตมา เอามาพิสูจน์ได้ ที่พูดตอนแรกว่ารูปดับ นามดับเป็นโวหารที่จริงแท้ เพราะทุกอย่างก็ต้องมีดับแตกสลายไปวันหนึ่ง ไม่ว่ารูปหรือนาม ไม่มีอะไรคงทนอยู่ตลอดไป ทุกอย่างแตกดับ ไม่ว่ารูปรูป หรือนามรูป ก็พูดถูกโดยโวหาร พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน โดยปราศจากรูปและนาม และปรินิพพานในระหว่างรูปฌานและอรูปฌาน ทำไม พระพุทธเจ้า จึงต้องปรินิพพานตรงนั้น เพราะเป็น ฐานนิพพาน ถ้าคนที่เข้าใจนิโรธว่าต้องเข้าไปดับนั่งดับ นั้นไม่ได้ดับจริง แต่สะกดจิตไม่ให้สัญญาและเวทนาทำงาน ซึ่งเป็นนามกาย หรือนามรูปที่กำหนดรู้ได้ แต่ตัวมันเองก็เป็นจิตให้ถูกรู้ได้ เช่น อารมณ์สุขเป็นอย่างไร ตัวมันเองไม่รู้ แต่ ตัวที่รู้ คือ ญาณ หรือ สัญญา ของเรา พระพุทธเจ้า ทุกองค์ปรินิพพาน ที่ฐานนิพพาน คือ อุเบกขา มี เอกัคคตา ซึ่งไม่ใช่แปลว่า จิตเป็นหนึ่ง แต่แปลว่า ยอด,เลิศ,สูงสุด คือ เอก กับ อัคคะ (ยิ่งใหญ่) สรุปแล้วคือ จิตพิเศษ พระอรหันต์ทุกองค์ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌาน 4 ก็พ้นวิตกวิจารแล้ว ปีติก็ลดแล้ว ซึ่งปีติเป็นพลัง ถ้าใครใช้ปีติเป็น ไม่ต้องวูบวาบ เป็นปีติที่เป็น ผรณาปีติ ไม่ต้องเป็น อุพเพงคาปีติ ที่ไม่สงบ เป็นพลังงานที่มากไป จนเป็นโรคกระตุก ธาตุ 4 คือดินน้ำไฟลม ธาตุ 6 ก็เพิ่ม วิญญาณ และ อากาศธาตุอีก 2 เราจัดงานอโศกรำลึกก็มีงานรวมพล อย่างนอกประเทศในประเทศ ก็มีหน้ากากขาว ก็มีวิญญาณที่จะรวมพลกัน แล้วก็ยังมีหน้ากากแดงมารวมพลชุมนุมเช่นกัน แต่พวกแดงก็บอกว่า พวกหน้ากากแดงไม่ใช่พวกข้า แต่รู้ทั้งรู้ว่าพวกเดียวกัน แม้แต่พวกแดงยังไม่กล้ารับกัน ก็แตกแยก ส่วนหน้ากากขาว ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน เป็นหนึ่งเดียวกันเลย ส่วนพวกแดงนั้นไม่เป็นเอกภาพเลย นี่คือปรากฏการณ์มนุษย์ที่เกิด หน้ากากขาวที่เกิดขัดแย้งอาจจะมีได้ ส่วนปริมาณหน้ากากขาวจะมีมาก ตอนนี้การรวมตัวเพื่อทำงานก็เชิญเลย ซึ่ง อาตมา ก็จะตั้งโศลกใหม่ ซึ่งอันเก่าคือ " พุทธศาสนา คือประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ในโลก " แต่ตอนนี้จะมีใหม่คือ " มีหมู่ฝูงที่ดีรีบพลีชีพลุย " ...มาเถอะมาอย่าช้า อยู่ไหนรีบมา คว้ามีดพร้าและจอบเสียม....(แต่อย่าเอาจอบเสียมมาจริงล่ะ) มาสร้างสมรรถนะ น้ำก็ไปรวมกับน้ำ น้ำมันก็ไปรวมกับน้ำมัน ขณะนี้ก็ตื่นเสียทีๆ ผนึกกำลังกันดี พูดไปสองไพเบี้ย "นิ่ง" เสียประเทศไทย พูดไปมากยิ่งแล้ว ไทยเอย คนก็เฉยกับเฉย ยากแท้ ไม่เห็นแก่ชาติเลย จิตป่วย กระนั้นฤา ต่อสำนึกเสื่อแย่(แหย้) ชำรุดแล้วกระไรไฉน ทุกข์ไทยในขณะนี้ คือใด ไทยเห็นอยู่ว่าภัย มนุษย์บ้า ระห่ำหนักขนาดไหน ชัดยิ่ง ลายชั่วอาละวาดท้า หยาบช้าเกินคน ไม่สนแม้ขื่อบ้า แปเมือง หยาบย่ำกระน่ำเคือง คั่งแค้น หักเหลี่ยมถล่มเหลือง มุ่งประหัต ประหารแฮ ไทยบ่เคยมีแม้น เช่นนี้ได้ไฉน หรือไทยจักสิ้นชาติ ศาสน์กษัตริย์ หรือจักถึงวิบัติ แน่แท้ หรือทั้งชาติขาดขัด- สนกต- เวทิตา หรือจักหมดทางแก้ ล่มแล้วเมืองไทย พูดไปใช่จ่ายเบี้ย สองไพ หาก "นิ่ง"ได้ตำลึงไทย ไม่แล้ว ยิ่ง "นิ่ง"ยิ่งไทยไถล ถลำต่ำ แน่เอย ไทยดับแน่ไป่แคล้ว อยู่เท้าเผด็จการ สันดานดิบดีดดิ้น ดำฤษณา เงินบวกอันธพาลพา คลั่งร้าย มันบ้าเลือดเข้าตา กระทิงดุ มิปานแล ชนขวิดไม่เลือกคล้าย สัตว์แท้เดรัจฉาน ผนึกสมานกันร่วมสู้ ไทยเอย เอาแต่ "นิ่ง"เชือนเฉย ชาติสิ้น พูดเถิดเปิดปากเฉลย ตามสิทธิ์ เถิดเทอญ แสดงออกช่วยกันปลิ้น ถลกเนื้อในเหม็น "สไมย์ จำปาแพง" 2 พ.ค. 2556

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน