560104_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อท่านและ ส.ฟ้าไท ที่บ้านราชฯ ตอน คนพ้นทาส ชาติพ้นทุกข์.docx
เนื้อหาในไฟล์
560104 รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และ ส.ฟ้าไท ที่บ้านราชฯ ตอน คนพ้นทาส ชาติพ้นทุกข์
ส.ฟ้าไทเปิดรายการ วันนี้วัน ที่ 4 มกราคม 2556 ....ทุกวันนี้คนเดือดร้อนเพราะอบายมุขฟูเฟื่อง ขณะนี้ก็มีเรื่องร้อนว่าไทยน่าจะเสียดินแดนรอบปราสาทเขาพระวิหาร วันนี้ไทยยังเป็นทาสอยู่ วันนี้ อาตมา จะมาเทศน์เรื่อง คนพ้นทาส ชาติพ้นทุกข์
คนพ้นทาส ชาติพ้นทุกข์ พ่อครู ยืนยันว่ า… คนเราขาดธรรมะไม่ได้ อาตมา ได้อ่านโคลงสี่สุภาพ เรื่อง "คนพ้นทาส ชาติพ้นทุกข์”......เพิ่งเสร็จสดๆจะนำไปลงเราคิดอะไร คนพ้นทาส ชาติพ้นทุกข์ (1) ชาติคือบ้านที่แท้ ของตน มนุษย์ชาติไทยทุกคน พี่น้อง ทั่วไทยใช่ต่างชน ต่างชาติ ล้วนญาติชาติเชื้อต้อง ผนึกให้เป็นจริง (2) กิเลสสิงใจชั่วไซร้ ไม่ระลึก หลงโลกไป่รู้สึก สักน้อย ทำไฉนจักสำนึก อริยสัจ บ้างนอ ไทยนี่พุทธอ้อยต้อย แต่ร้างแรมธรรม (3) จึงระกำช้ำชอก ฉะนี้แล หลงศาสตร์บ่แยแส ศาสน์บ้าง เป็นทาสขลาดอ่อนแอ สุดสุด สยบเยี่ยงผีถูกจ้าง โม่แป้งขบถธรรม (4) ย้ำให้ไทยทุกผู้ ทบทวน ทุกระบบทุกกระบวน หมดหล้า คือระบอบแห่งโซ่ตรวน ผูกมนุษย์ ไว้แฮ ลาภยศแผลงฤทธิ์กล้า เบ่งบ้าเป็นนาย (5) คนกลายเป็นสัตว์ผู้ ถูกมัด สังโยชน์ผูกร้อยรัด หลุดมิได้ อะไรผูกก็บ่ชัด เท่าอวิช- ชาเลย นายที่โหดเหี้ยมใช้ กิเลสร้ายผูกคน (6) ช่วยตนโดยก่อหนี้ คือแอก รัฐช่วยกระหน่ำซ้ำแบก แต่หนี้ บริหารแบบกู้แหลก แจกล่อ สร้างระบบทาสเช่นชี้ ชัดฉะนี้บรรลัย (7) หากไทยหวังพ้นทาส กันจริง ต้องปลดแอกตามคิง ธ ไท้ พึ่งพุทธมิต้องอิง แอบอื่น อีกเลย ช่วยมนุษย์พ้นทาสได้ ชาติพ้นทุกข์ระทม.
สไมย์ จำปาแพง 4 ม.ค. 2556
ไม่ว่าคนสัญชาติใดก็เป็นคนไทยทั้งนั้น ล้วนเป็นญาติชาติเชื้
อ่านต่อ
อต้องผนึกกันให้ดี แต่มันมีกิเลสสิงใจคน หลงไปกับโลกไม่รู้สึก ก็จะทำอย่างไรจึงจะสำนึกถึงสัจธรรม ไทยนี่เพราะขาดพุทธธรรมจึงทำให้ชอกช้ำระก ำใจ กันไป คนถูกสังโยชน์ผูกร้อยรัด มีอวิชชาเป็นตัวผูกมัดที่แน่นที่สุด คนทำประชานิยมใช้กิเลสล่อ เป็นนายที่เหี้ยมโหด ใครใช้กิเลสผูกตัวเองนี้โง่ รัฐบาลก็ใช้กิเลสล่อคน เป็นทาสทั้งรัฐบาล ทั้งเป็นทาสตัวเองด้วยปล่อยไม่ไป ไม่แน่ใจว่ารัฐจริงใจหรือไม่ที่ใช้นโยบาย ที่อาจทั้งรู้ว่าเลวร้ายหรือไม่รู้ เช่นรถคันแรก บ้านหลังแรก ทำให้คนเป็นหนี้เป็นสิน รถล้านคันใกล้จะออกแล้ว เชื่อแน่ว่าคนส่งค่ารถไม่ได้หมดหรอก กทม.รถจะติดขนาดไหน พอรถติด ค่าน้ำมันก็กินมากเปลืองผลาญขึ้นไปอีก ค่าน้ำมันก็แพงขึ้นไปอีก เขาห้ามขาย แต่ห้ามให้ตาย คนมันก็เอาไปขายจนได้ เช่นเดียวกับที่ สปก. ห้ามขายแต่ก็ห้ามไม่ได้ กฎหมายหรือหลักเกณฑ์ข้อบังคับไม่มีทางแก้ปัญหาคน แก้ปัญหาสังคมได้ มันจะได้ชั่วคราว พอคนหาทางเลี่ยงหาทางดันทุรังก็จะใช้ไม่ได้ หรือคนหน้าด้านดันทุกรังก็จะทำผิดกม.อย่างหน้าด้านๆ ต้องแก้ที่กิเลสคน ต้องฆ่ากิเลส ลดกิเลส อันนี้คือการแก้ปัญหาที่สมบูรณ์ที่สุด ขณะนี้อยู่ในยุคทาสลาภยศสรรเสริญโลกียสุข จะปลดแอกต้องทำตาม King ทำตามแบบพุทธ ไม่ต้องอาศัยอย่างอื่น ก็จะช่วยชาติได้ให้พ้นทุกข์ระทมแน่นอน อาตมา มั่นใจว่ า… จะพิสูจน์เรื่องปลดแอก ให้พ้นทุกข์ได้โดยแท้จริง เมื่อพ้นทุกข์ได้ก็จะเป็นคนที่ช่วยผู้อื่นด้วย ศาสนาเถรวาทเอาแต่ประโยชน์ตน พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า อย่าพร่าประโยชน์ตนเพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก ท่านให้คำนึงประโยชน์ตน แต่ไม่ได้ให้หนีสังคม อย่าเข้าใจว่าปฏิบัติต้องไปอยู่เดี่ยวอยู่ป่า ในพระไตรปิฏกมีสำนวนว่าให้อยู่เดี่ยวเดียวอยู่มาก แต่มาจากภาษาบาลีว่า เอโก ซึ่งแปลว่า โดยส่วนตน จริงๆคือพูดให้ครบว่า อยู่ผู้เดียวไม่มีเพื่อนสอง เพราะปราศจากราคะ โทสะ โมหะ โดยส่วนเดียว เป็นผู้มีความเพียรให้ละกิเลสตัณหาอุปาทานโดยส่วนเดียว รู้ว่าตัณหาเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์แล้วเว้นขาดโดยรอบ อย่างนี้คือความเป็นผู้อยู่แต่ผู้เดียว จริงๆอยู่ผู้เดียว คือ ไม่มีกิเลสเป็นเพื่อนสอง อย่าแปลตื้นๆว่าไปอยู่แต่ร่างกายไปอยู่เดี่ยวๆ กลายเป็นฤาษีเข้าป่าหมด ซึ่งขัดแย้งกับหลักมรรคองค์ 8 ที่จะพาบรรลุธรรมตามลำดับ มีศีลเป็นกรอบขีดขั้นให้ปฏิบัติไปตามเหมาะควร ท่านมีกำหนดไว้หมดแล้ว การปฏิบัติของพระพุทธเจ้าต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ไปอยู่ป่ามันไม่มีผัสสะ หนีผัสสะ ตามพระพุทธเจ้าต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วจะเห็นวิญญาณผี เห็นตัณหาอย่างถูกตัวตน ไม่มีผัสสะจะไม่มีตัณหา มันจะหมกหมักอยู่ในอนุสัย ไม่ถูกล้าง ถ้ามิจฉาทิฏฐิจะไม่ได้ผล ก็จะไม่มีฤทธิ์จริง ท่านเข้าใจมานานหลายร้อยปี พอ อาตมา มาอธิบาย ก็เลยหัวเดียวกระเทียมลีบ แต่ไม่ท้อ ทำมานาน 40 ปี ธรรมะก็เป็นไปได้ มีมรรคผล คนที่ทำได้ผลก็มารวมเป็นหมู่กลุ่ม เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน พหุชนะหิตายะ พหุชนะสุขายะ โลกานุกัมปายะ ถ้าปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิจะช่วยบ้านช่วยเมือง แต่ยากเพราะคนใหญ่โตในบ้านเมือง เป็นลูกศิษย์ลูกหาของกระแสหลัก เราก็ค่อยๆสร้างทำมา พึ่งตนได้รอดก่อน พอออกไปหน้าบ้านออกถนนได้บ้าง เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างไปบ้าง ยืนยันประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน เมื่อคนละกิเลสได้จริง ก็จะลดความเห็นแก่ตัว จิตจะเป็นพรหมวิหารมีอัปปมัญญา จะมีวิญญาณที่มีบทบาทต่อกันและกัน ไม่ใช่หนีสะกดจิตลึกยิ่งลืมยิ่งหาย ไม่มีประโยชน์ตน-ท่านที่แท้จริง ผลไม่เกิด ไม่แกล้วกล้าอาจหาญต่อสังคม ศรัทธาความเชื่อจึงไม่มี จะถอยออกมาๆ ปล่อยสังคมเขาไม่เกี่ยวกับเรา ทั้งๆที่ในศรัทธา 10 จะมีการแกล้วกล้าอาจหาญแสดงธรรมต่อบริษัท ยิ่งความยินดีในเสนาสนอันสะงัด อยู่ป่าเป็นวัตร ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเมือง ยินดีในเสนาสนะอันสะงัดคือเรายินดีในความสงบ ไม่ยินดีในความเอะอะมะเทิ่ง เรายินดีในป่ามากกว่าเมือง ยินดีในธรรมชาติมากกว่าตึก แต่คนที่ไม่ติดป่า ไม่ติดธรรมชาติ เราก็ไม่ต้องเสพแสวงหา เราก็มาทำงานตามหน้าที่ที่ควรทำ แม้มันจะยาก แน่นอนอยู่ในที่สงบมันก็ง่าย แต่เราก็ไม่ได้กลัวในที่ๆไม่สงบ อธิบายศรัทธาสูตร นั้นแสดงให้เห็นว่าการยึดอย่างเขายึดในความสงบอยู่ป่า ก็ฟัง อาตมา ไม่ขึ้น ทั้งที่เอาหลักฐานไตรปิฎก ทั้งอธิบายเหตุผล คนที่ไม่ยึดมากก็จะเข้าใจตอบรับมา เป็นเรื่องที่พิสูจน์จริง ที่ทำงานทุกวันนี้อยู่รอดเพราะ คนเราแม้จะโง่อย่างไรก็มีความฉลาดอยู่บ้าง นอกจากคนปิดประตูรับสนิท แต่คนที่ไม่ปิดสนิท มีปรโตโฆ สะ บ้าง แม้เขาจะมีเศษความฉลาดอยู่บ้าง ทำให้เราอยู่ได้ และถ้าคนฉลาดจริงก็จะส่งเสริมเราด้วย ดังนั้นเราอยู่ได้ในสังคมไทยเราทุกวันนี้ เพราะ เขายังมีเศษของความฉลาดอยู่บ้าง เป็นธัมโมหเวรักขติธัมมจาริง ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม คนยังมีฉลาดปฏิภาณเหลือบ้างก็ยังให้เราอยู่ได้ ถ้าคนโง่หมดเราอยู่ไม่ได้หรอก เราหลุดจากโซ่ตรวนที่ผูก คือสังโยชน์ เราจึงสามารถปลดแอกให้แก่มวลมนุษย์ได้ เพราะฉะนั้น ต้องทำให้คนพ้นทาส ชาติจึงพ้นทุกข์ ถ้าคนไม่พ้นทาส ชาติไม่มีทางพ้นทุกข์ ขอยืนยัน ทาสตัวนี้ไม่ใช่เหมือนสมัยปัจจุบัน มีการล่าอาณานิคมแบบสมัยใหม่ ใช้ความรู้ ลาภ ใช้ความเฉโก ล่าลาภยศ เขาทำกันทั่วโลก ใช้วาทะใช้แถลงการณ์แก้ตัวโต้กันไปมา ที่แถลงเพื่อส่วนรวมก็มี แต่ส่วนใหญ่เพื่อเห็นแก่ตัว อาตมา ทำงานนี่ไม่ได้เอาชนะคะคานใคร พระพุทธเจ้าสอนให้หมดปัญหา เปลี่ยน ปัญหาเป็นปัญญา เป็นคนหมดปัญหา ไม่มีปัญหา เข้าใจเขา เรามีแต่ปัญญา ผู้ใดสามารถหลุดพ้นแอกตามทฤษฏีพระพุทธเจ้า ก็จะกอบกู้มนุษยชาติได้ แม้ยุคนี้ก็เป็นไปได้ อาตมา แย่งยื้อพลเมืองออกมาจากโลกเขาได้ คนที่มาในงานว.บบบ.ก็เป็นเครื่องยืนยัน เป็นพัฒนาการเป็นความก้าวหน้า เป็นสิ่งที่ อาตมา มุ่งมั่น แม้ยากขึ้น คนที่มีภูมิปัญญาก็มาจนเหลือน้อยอยู่บ้าง แต่ในการปฏิบัติ เราจะเปิดเผยความปฏิบัติที่จริงออกไป เราจะแสดงความไม่ทุกข์ แพ้ก็ไม่ทุกข์ ไม่ต้องเอาชนะ ตัวไม่ทุกข์นี่คือตัวยืนยันแท้ๆ จนแต่เป็นสุข มีคำตรัสว่า ความเป็นหนี้เป็นทุกข์ แต่พุทธพจน์ที่ว่า ความจนเป็นทุกข์นั้นต้องไขความคนจน ที่ อาตมา พาเรามาจน ก็ยืนยันชัดๆทำจริงๆ จนพวกเรากล้าเปลี่ยนนามสกุล มีทั้ง จนดีจริง-มุ่งมาจน-เต็มใจจน-พร้อมจน-จนกระจุก และอีกมากมายในตระกูลจน การช่วยสังคมทุกวันนี้เราก็ทำให้เขาเชื่อถือเราได้พอสมควร และเราทำนี่ไม่ได้อยากใหญ่ แต่เราพามาพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้า พามาจน อย่างไม่ได้นึกว่าอีกหน่อยเราจะไปรวย บางคนก็ยังอยากรวย ก็จะดูว่าจะไปได้อีกกี่น้ำ สังคมเขาแย่งชิงกัน ของเรานอกจากไม่แย่งแล้วยังแบ่งปันให้เขาอีก มันจะไม่ทุกข์ เรานอกจากจะช่วยตัวเองรอดก็จะช่วยคนอื่น มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ถ้าสัมมาทิฏฐิจะไม่ขัดแข้งกันในคำสอนพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้ธรรมะของศาสนาพุทธมีแต่เบี่ยงเลี่ยงทุกข์มันก็พักยกไปชั ่ว คราว ไม่ถาวรยั่งยืน และไม่ชัดเจนในปัญญา ของเรานี่รู้ว่าเราพอจริงๆ แต่ก่อนเราไม่รู้จักพอ แต่เดี๋ยวนี้เราพอ แม้เรามีที่เรายังไม่หมด แต่เราก็จะรู้จักพอในขอบเขตของเรา และยิ่งถ้าพัฒนาจิตใจเป็น อาริยะสูงขึ้น ก็จะยิ่งมักน้อยลง น้อยก็พอ เราไม่ต้องการมาก เป็นคุณธรรมแท้ แค่นี้ก็พอ สงบ จะอ่านจิตเราออกว่าไม่ดิ้น ไม่บังคับมันก็ไม่ดิ้นนี่คือปวิเวกะ ส่วนอสังสัคคะ คือ ไม่เอาสวรรค์โลกีย์ สวรรค์เท็จ เราแปลตามสภาวะ แต่ท่านจะแปลเลี่ยงเพี้ยนไปตามที่เห็นผิด เลี่ยงบาลี เบี้ยวบาลี ซึ่งขอยืนยันว่าพระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมการกินเนื้อสัตว์ เช่น อุทิสสมังสะ คือเนื้อสัตว์ฆ่าโดยมีเจตนา 5 (สัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต สั่งให้ฆ่า พยายามฆ่า ฆ่าสำเร็จ) นี่คือสัตว์ตายด้วยเจตนา อีกสูตรหนึ่งบอกว่า ทำบุญแต่ได้บาป 5 ประการ คือ 1 .ท่านทั้งหลายจงนำสัตว์นั้นมา เขาว่านี่คืออุทิ สส มังสะ เช่นไปจับไก่ตัวนั้นมา บอกชื่อสัตว์ ท่านจงไปนำสัตว์ชื่อนั้นมา 2 .สัตว์นั้นถูกจับมา 3 .ให้เอาสัตว์นั้นมา 4 .สัตว์นั้นกำลังถูกฆ่า ย่อมเสวยทุกข์เวทนา 5 .นำเนื้อสัตว์มาปรุงแต่งให้สาวกพระพุทธเจ้ารับประทาน ยืนยันว่า อุทิสสมังสะ ไม่ใช่ว่า ระบุว่าให้ภิกษุชื่อนี้รับประทานไม่ได้ คนอื่นไม่ใช่ชื่อนี้ก็รับประทานได้ อย่างนี้เป็นการไม่ถูกต้อง ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย เบี้ยวบาลีชัดๆ ฟังแล้วตลก ในชีวกสูตรเรื่อง อุทิสสมังสะ ที่บอกว่า พระพุทธเจ้ารับนิมนต์จากคหบดี ซึ่งคหบดีก็บอกให้ไปซื้อเนื้อสัตว์มาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้า(แต่เขาไม่ได้อธิบายว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์หรือไม่)แต่ว่า อเจลกะพยายามทำลายพระพุทธเจ้าโดยบอกว่า เจ้าข้าเอ๊ย พระสมณะโคดมฉันเนื้อสัตว์ด้วย ให้ประชาชนฟัง เป็นการตู่ท้วง ซึ่งเราฟังแค่นี้ต้องรู้ว่า โดยปกติ พระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์แน่นอน ถ้าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ทำไมต้อง ตู่ว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ด้วย ฟังแค่นี้ก็รู้แล้วว่าปกติ พระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์ ศีลเบื้องต้นห้ามฆ่าสัตว์ ในมิจฉาวณิชชา ก็ห้ามขายเนื้อสัตว์ ถ้าไม่ฆ่าไม่ซื้อแล้วจะเอาจากไหนมากิน ก็คือ 1 .สัตว์ตายเอง 2 .เดนสัตว์กิน(อย่าไปแย่งสัตว์) พระพุทธเจ้าก็อนุญาตเพียงแค่นี้ เรื่องมังสวิรัตินั้นเป็นบุญญาวุธหมายเลย 1 ของอโศกก็ไปได้ไกลแล้ว ก็อย่าหาว่ายกอ้างอโศก พูดดีเข้าตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ไม่มีเจตนายกตนข่มท่าน แต่เจตนาอธิบายสัจธรรม โดยมีหลักฐานยืนยันประกอบ ชาวอโศก มาปฏิบัติแม้มักน้อยแต่เราก็ขยันทำงานมีผลผลิต และเราก็ไม่บำเรอ เราจึงมีส่วนเกิด เราเอามาพัฒนาสร้างบ้านแปลงเมืองอยู่บ้าง แต่เราก็ไม่ได้สร้างใหญ่โตเกินตัว เราก็มีส่วนเหลือ ไปช่วยข้างนอกเขา นี่คือเรื่องสัจจะที่แท้จริง คนที่รวยกว่าเราเขายังไม่มาทำอย่างเรา แต่อโศกทำได้เพราะทำถูกต้องตามธรรมพระพุทธเจ้า หลักสำคัญคือ อัปปิจฉะ สันตุ ฏฐิ หรืออป จ ยะนี่คือเราไม่สะสม เราสร้างมาก็เอามาหมุนเวียนไม่ให้ขาดตกบกพร่อง แต่ไม่ให้เกิน แล้วก็ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ตั้งแต่เราช่วยกันเอง ในพี่ในน้อง แล้วเราก็ช่วยผู้อื่น หลักธรรมมักน้อยสันโดษคือหัวใจ และก็มีวิริยารัมภะ คือขวนขวายขยันกระปรี้กระเปร่า ขยันหมั่นเพียร เราเป็นคนจนแต่ไปช่วยคนรวย ของเขาคนรวยบางเจ้า รายเดียวเขามีทรัพย์สินมากกว่าอโศกเขายังไม่มาทำงานช่วยสังคมอย่างอโศกเลย แต่ที่พูดไม่ได้โอ้อวด แต่เป็นการอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ ให้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องรวยก็ช่วยคนอื่นได้ เราจนแต่เราก็ช่วยคนอื่นได้ อย่างเรานี่ไม่รวย เราจนแต่ไม่มีหนี้ แต่มีเงินหนุน เรามีหลักว่าเราไม่ไปกู้หนี้ยืมสินธนาคารหรือใครที่จะเสียดอกเบี้ย แต่เรามีเงินหนุน ที่หยิบยืมมาหมุนเวียนใช้ในหมู่พวกเรา มันเป็นจิตที่ไม่หวงแหน ไม่ได้แกล้ง แต่เป็นจิตที่ได้พัฒนาลดความโลภเห็นแก่ตัวขี้เหนียว และกลายเป็นจิตใจที่เสียสละออกไป ถ้าเป็นระบบที่หลอกกันไปให้สงบให้นั่งว่างๆใสๆสบายๆ ให้ขยันทำงานให้ยิ่งรวยๆ จะปลุกระดมกันไป แต่ของเราไม่ได้ต้องการไปรวย การไปสร้างใจคนครอบงำคนให้ไปรวย มันก็ค้านแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้าทันที ไม่มักน้อย แถมไม่พออีกต่างหาก ขัดกับ กถาวัตถุ 10 วรรณะ 9 ที่มีอปจยะ และมีวิริยารัมภะ คือขยันจนเป็นปกติ ไม่มีขี้เกียจแล้ว จะมีพลัง 4 ทำการงานอันไม่มีโทษ แล้วทำเพื่อสังฆหะ เป็นพลังกำลังฤทธิ์แรงทำอย่างมีพลังกำลังดี ไม่เฉื่อยเนือย ในธรรมวินัย 8 ในข้อ 1 .คือวิราคะ 2 .วิสังโยคะ 3 .อปจยะ(ไม่สะสม) 4 .อัปปิจฉะ 5 . สันตุฏฐิ 6 . ปวิเวกะ 7.วิริยารัมภะ 8.สุภระ วิราคะคือกิเลสจางคลาย ส่วน วิสังโยคะ คือกิเลสหลุดถูกปลดปล่อยไปแล้ว ถ้าอ่านวิราคะไม่เป็นเห็นความจางคลายในวิราคานุปัสสี ตามอ่านกิเลสในขณะที่เราลืมตามีผัสสะ อ่านตามเห็นในภาคปฏิบัติ ให้เห็นอนุปัสสี 4 สัมผัสแตะต้องอย่างเห็นอยู่รู้อยู่เป็นปัจจุบันนั่นเที่ยว มีกาเยนะผุสิตวาวิหารติ เรามีผัสสะอ่านเวทนาแล้วทำให้ตัณหาลด ต้องรู้ภาวะจริงตามจริง ไม่ใช่คิดเอา พิจารณาเห็นอาการกิเลส ทำวิกขัมภนปหานกดข่มเช่นนี้ แล้วใช้ปัญญาพิจารณา เห็นความจางคลาย ความไม่เที่ยงเห็นกิเลสมันลดไป แม้ไม่ต้องกดข่มมันก็ลด หรือจะกดข่มช่วยมันก็ลดลงไป เห็นอนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี แล้วเราทำจนมีวสีชำนาญ เห็นวิธีปฏิบัติ มันหมดแล้วก็เป็นนิโรธานุปัสส ี แล้วก็ทำทวนทำซ้ำ ปฏินัสสัคคานุปัสสี แล้วก็ชัดแจ้งชัด เห็นในขณะมีผัสสะเป็นปัจจุบันนั่นเทียว ความสุขมันมีเมื่อผัสสะจึงรู้แจ้งได้เพียงชั่วแวบเดียว แล้วก็หลงเหลือเป็นความจำเป็นสัญญาเป็นของแห้ง เราต้องแยกให้ออกว่า สุขสด กับสุขแห้งว่าต่างกันในอาการ เมื่อคุณจำได้ คุณถ้าแยกไม่ออกก็จะเห็นว่าสุขแห้งเป็นสุขสด แต่คนที่แยกออกคือคนที่มีญาณละเอียด เมื่อปฏิบัติเราจะรู้เห็นว่าอารมณ์สุขทุกข์นั้นหายไป แต่จะรู้ความจริงตามความเป็นจริงในสมมุติ ในโลกสมุทัยคุณต้องทำให้มันลดเพราะมันเป็นเหตุแห่งทุกข์เมื่อดับโลกสมุทัยก็มีโลกนิโรธ คือไม่มีกิเลส และร ู้ ทางปฏิบัติ คือคนที่มีมรรคผล (อัตถิ) ส่วนคนไม่มีมรรคผล คือ (นัตถิ) โลกคือความวน ถ้าเราดับความวนจนจบกิจไม่ต้องทำอีกแล้วเสร็จแล้วถาวรยั่งยืนแล้ว ส่วนฤาษีนั้นจะไม่ยั่งยืนถาวรเพราะไม่มีการปฏิบัติอย่างมีอายตนะมีผัสสะครบ จึงไม่รู้จักตัณหา และสายของปฏิจจสมุปบาท คำว่าเอาผีมาโม่แป้ง เป็นการเปรียบเทียบว่า ใช้เงินปลุกผีมาทำงานให้ ใช้เงินใช้อำนาจซื้อ ใช้สรรเสริญ ใช้กามซื้อ ให้มาทำงานให้ บางทีใช้อำนาจยศศักดิ์ ถ้าเอ็งไม่ทำก็ปลด ก็แป๊ก จากตำแหน่ง แต่อโศกเราทำด้วยปัญญา โดยไม่ได้ใช้เครื่องล่อแต่อย่างใด ไม่ได้ให้คุณมาทำเพื่อให้ได้ลาภยศสรรเสริญ หรือเพื่อความใหญ่โต แต่เราทำเพื่อมนุษยชาติ คุณก็ใช้ปัญญาตัดสิน พิสูจน์ได้มีสิ่งปรากฏจริง มีรูปร่างปรากฏชัด โดยไม่มีการบังคับ ไม่ล่อหลอกประเล้าประโลม ขณะนี้ ว.บบบ. มีคนท้วงว่า อาตมา ใช้ทองมาล่อ แต่ อาตมา รู้จักลักษณะของการล่อ แต่ลักษณะที่ทำนี้คือการใช้ตัณหาล้างตัณหา เอากิเลสล้างกิเลส ซึ่งลึกๆจริงๆแล้วพวกเราไม่ต้องการทองคำหรอก แต่ทองคำมันมีคุณค่าอย่างไรลึกซึ้งอีก จะไม่ขยายความยาวในวันนี้ จะสาธยายในโอกาสอื่น ซึ่งมันเป็นการหมุนรอบเชิงซ้อน เช่นเดียวกับการเอาโทรทัศน์มาดูในวัด แรกๆก็มีปฏิกิริยาโต้ต้าน แต่ปัจจุบันก็ไม่เห็นพวกเราติดโทรทัศน์ เราก็ทำการงานได้ปกติ ถ้าติดโทรทัศน์จนไม่ทำการงาน เราไปไม่รอดหรอก ซึ่งแต่ก่อนการแสดงละครก็ไม่คอยมี เราตั้งกฎว่า ถ้าอายุ ต่ำว่า 15 หรือสูงกว่า 45 ปี ไม่ให้ขึ้นไปแสดงบนเวที แต่เดี๋ยวนี้อายุ 20 - 30 ก็ขึ้นได้ ก็ไม่เห็นจะเต้นอะไรกันมากมาย
ส.ฟ้าไทสรุป...คนที่จะมาเรียนรู้อาริยคุณ โลกสมุทัย ก็จะได้ความพ้นทุกข์ โลกนิโรธ แล้วเอาการมุ่งมาจนของพวกเรามาเป็นองค์ประกอบอธิบายความจริง อย่างอ่อนน้อมไม่ได้เป็นการข่มเบ่งโอ้อวดแต่อย่างใด
จบ.