560105_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง สังกัปปะ ๗ คือยอดเคร็ดวิชา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข17 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

560105 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยอาตมา สมณะโพธิรักษ์ เรื่อง สังกัปปะ 7 คือยอดเคร็ดวิชา ณ บวรราชธานีอโศก

พ่อครู เริ่มรายการที่ชั้น 2 เฮือนศูนย์ฯ ราชธานีอโศก....วันนี้วันที่ 5 มกราคม 2556 ตอนนี้ธรรมะที่อธิบายนั้นอธิบายอย่างลึกซึ้งละเอียดลออ เพื่อให้ผู้ที่มีพื้นฐานได้ไปถึงฝั่ง แต่ผู้ที่ฟังไม่เข้าใจก็มี ซึ่งมีผู้โต้แย้งมาอยู่หลายราย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปถกเถียงเกี่ยงงอน เอาชนะคะคาน ไม่มีในใจ อาตมา เลย แต่ที่ต้องพูดเพราะต้องยืนยันสิ่งถูกต้อง ที่ อาตมา เชื่อมั่นเอามาย้ำยืนยัน แม้ความเห็นจะแตกต่างกันสุดขั้ว ต้องชี้ว่าอันนี้ผิด อันนี้ถูก ซึ่งท่านก็มีสิทธิว่า อาตมา ผิด ก็ยืนยันกันไปเป็นนานาสังวาส ก็ขอบอกความจริง.... ก่อนเข้าเนื้อหาธรรมะจะได้กล่าวถึงงานโพชฌังคาริยสัจจายุ ในวันที่ 11-13 มกราคม 2555 ชื่องานโพชฌังคาริยสัจจายุ คืองานของคนที่มีอายุ 77 ปี 7 เดือน 7 วัน เป็นเลข 7 สี่ตัว ซึ่ง อาตมา นั้นเป็นคนแรกที่ได้จัดงานนี้ ไม่ใช่งานฉลอง แต่เป็นงานที่จำให้เกิดการสำนึก เกิดประโยชน์ขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดงานให้ อาตมา ไปแล้ว ก็ในชีวิตหนึ่งก็จะมีครั้งเดียวเท่านั้นที่จะมีอายุถึงเวลานี้ และชาวอโศกก็มีบรรพชนอีกคนหนึ่งคือ คุณจำลอง ศรีเมือง ที่มีอายุห่างจาก อาตมา 1 ปี 1 เดือน พอถึงวันที่ 11 คือวันย่างเข้า 77 ปี 7 เดือน 7 วัน พอไปถึงวันที่ 12 ก็เต็มวันเลยครบวันเลย ซึ่งชาวอโศกจะจัดงานให้ ตอนแรกคุณจำลอง ก็จะไม่ยอม แต่เมื่อเห็นถึงประโยชน์แล้วก็ยอมให้จัดได้ มีกำหนดการคือ กำหนดงานโพชฌังคาริยสัจจายุ พลตรี จำลอง ศรีเมือง (งานฉลอง77ปี 7เดือน 7วัน ลุงจำลอง) วันจันทร์ ที่ 11กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 17.00น. บรรเลงดนตรีที่เวทีธรรมชาติ เวลา 18.00-20.00น. เอื้อไออุ่น... “ถามใจลุงจำลอง?”

อ่านต่อ

วันอังคาร ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 03.30-05.30น. ทำวัตรเช้า เวลา 07.30-08.30น. บิณฑบาต เวลา 09.00-10.30น. พ่อท่านฯสัมโมทนียกถา เวลา 14.30-16.30น. ปวารณา เชิงวิพากษ์ วิภาษ ให้กับ พลตรี จำลอง และชาวกองทัพธรรม โดย คุณ สนธิ ลิ้มทองกุล อ.พิภพ ธงชัย และอ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ดำเนินรายการโดย อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เวลา 17.30-18.30น. คีตาญชลี ที่ลานเวทีบ้านทึ่ง เวลา 18.30-20.00น.ชมวิถีชีวิต ปฐมภพของลุงจำลอง ณ บ้านทึ่ง ปฐมอโศก ด้วยระบบแสง สี เสียง มัลติมีเดีย มาเข้าเนื้อหาธรรมะ ก็ยังอยู่ในเรื่องปฏิจจสมุปบาท ซึ่งถ้าเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วทำให้มีผล ก็เท่ากับบรรลุหมดอวิชชาข้อที่ 8 ซึ่งอวิชชามี 8 ข้อคือ 1. ไม่รู้ใน..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2. ไม่รู้ใน..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3. ไม่รู้ใน..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) 4. ไม่รู้ใน..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคองค์8) 5. ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7. ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ที่เที่ยงแล้ว)(ปุพพันตาปรันเตอัญญาณัง) 8. ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้น - จึงมีขึ้น ตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา ) (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ)

ก็ขอทวนซ้ำในวิภังคสูตรต่อ [5] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ ซึ่งไม่ใช่แค่รู้ภาษา แต่ต้องรู้ภาษาก่อนให้เข้าใจแล้วจึงไปปฏิบัติให้ได้สภาวธรรม ซึ่งถ้ามีญาณปัญญาจะรู้ว่าอาการอย่างนี้คือ สังขาร สังขารนั้นมีตั้งแต่กายสังขาร และ จิตสังขาร ซึ่งจิตสังขารจะไม่ขาดจากกายสังขาร ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านก็ไล่เรียงสภาวะของปฏิจจสมุปบาทไปทีละองค์ธรรมคือ [6] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุดผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่ หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะ เป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพความขาด แห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ชราและ มรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ ฯ [7] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ [8] ก็ภพเป็นไฉน ภพ 3 เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ ฯ [9] ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน 4 เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่า อุปาทาน ฯ [10] ก็ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา 6 หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เรียกว่าตัณหา ฯ [11] ก็เวทนาเป็นไฉน เวทนา 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัสสชา เวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกว่าเวทนา ฯ [12] ก็ผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่าผัสสะ ฯ [13] ก็สฬายตนะเป็นไฉน อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่าสฬายตนะ ฯ [14] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและ รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านามรูป ฯ [15] ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณ ฯ [16] ก็สังขารเป็นไฉน สังขาร 3 เหล่านี้คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร นี้เรียกว่าสังขาร ฯ [17] ก็อวิชชาเป็นไฉน ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์นี้เรียกว่าอวิชชา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [18] ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึง ดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี ด้วยประการอย่างนี้ ฯ ซึ่งแต่ละองค์ธรรมไม่ใช่ท่องแต่พยัญชนะแต่เกิดจากการเรียนรู้จนเข้าใจ แล้วฝึกฝน ทำได้ทำเป็นสามารถลดละจางคลายจนมีมรรคผล ได้วิชชา ซึ่งก็คืออวิชชาดับนั่นเอง อวิชชาดับไม่ใช่ว่า ไม่รู้อะไรเลย จงตั้งใจให้ดีว่าการดับนั้นไม่ใช่ดับอย่างซื่อๆ ตื้อๆ ไม่รู้อะไรเลย แต่เพราะอวิชชาดับ จะเกิดความรู้ยิ่ง เกิดปัญญา เกิดแสงสว่าง เกิดวิชชา เกิดจักษุ ซึ่งเป็นฝ่ายข้างเกิด ที่เกิดได้เพราะมีการดับนั่นเอง อยู่ในสูตรที่ 10 ข้อ 26 [26] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ ก่อนตรัสรู้ ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุปบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่รู้ธรรมอันออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่า ความออกจากทุกข์คือชราและมรณะนี้จักปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นเพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพ เป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมีภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ...เมื่ออะไรหนอ มีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหา ย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะ เวทนาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะอะไร เป็นปัจจัย ... เมื่อ ผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ...เมื่อ สฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไร หนอมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะมีย่อมเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมีสฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ...เมื่ออะไรหนอมีอยู่ วิญญาณ จึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมีวิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตก ดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรานั้นเพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายจึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ...ดังพรรณนา มาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรม ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างเกิด ฝ่ายข้างเกิด ดังนี้ ฯ จะเห็นได้ว่าผู้ที่ดับอวิชชาได้นั้นไม่ใช่ผู้ที่ดับปี๋ มีแต่ความมืด ตาก็ปิด ญาณก็ไม่มี แสงสว่างก็ไม่มี นั้นไม่ใช่เลย เราดับเหตุที่จะมาร่วมปรุงแต่ง คืออกุศลจิต เราต้องอ่านสักกายะที่เป็นเหตุ อ่านออกแล้วปหานด้วยปหาน 5 เมื่อดับเหตุที่จะไปร่วมปรุงแต่งได้ ก็จะปรุงแต่งอย่างไม่ต้องชำระกิเลสอีกแล้ว เรียกว่า อปุญญาภิสัง ขาร ดังนั้น สังขาร 3 ที่ อาตมา แปลจึงแตกต่างจากที่ท่านอื่นแปล ที่ท่านแปล นั้นแปล อปุญญาภิสังขาร คือการปรุงอย่างเป็นบาป ซึ่งแปลแตกต่างจาก อาตมา และที่ อาตมา เข้าใจคือ เมื่อท่านหมดกิเลสแล้วท่านก็สามารถปรุงอย่างไม่มีกิเลสได้ มีจิตที่ไม่หวั่นไหวต่อการสังขาร มีจิตที่แข็งแรง เป็นสายเจโต การปรุงอย่างสายปัญญา คือมีตรรกะ วิตรรกะ ท่านก็อ่านรู้ก็จะดับสิ่งที่มาปรุงร่วม ไม่มีมิจฉาสังกัปปะเลย จึงปรุงอย่างสัมมาสังกัปปะอย่างพอเหมาะ ซึ่งก็จะสลัดมิจฉาสังกัปปะได้ ยืนยันในพระไตรปิฎก..เมื่อไม่มีเหตุมาปรุงร่วมก็ปรุงได้ โดยมีพลังงานธรรมดาบวกลบ คือพลังงานศักย์และพลังงานจลย์ ก็ทำงานเป็นวจีสังขาร ซึ่งคือสังขารที่อยู่ในจิตล้วนๆ ยังไม่ออกไปข้างนอก สังขารจึงเป็นอภิสังขารหรือเรียกว่า วิสังขาร คือไม่มีอกุศลเข้าไปสังขารร่วม แต่เป็นการสังขารอย่างวิเศษเลย เป็นสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ได้เลย ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงการดับในสายปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่ใช่ดับปี๋ไปหมด แต่ยังมีการสังขารได้ และก็สังขารอย่างวิเศษ วิญญาณก็สะอาดจากกิเลส นามรูปก็เป็นนามรูปสะอาด ชาติก็เป็นชาติที่เป็นการเกิดจำเพาะ ตั้งแต่ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ และก็ยังมี ความเกิดที่เรียกว่า ขันธานังปาตุภาโว ( คือความเกิดที่ปรากฏแห่งขันธ์) สัตว์นี้จึงเป็นพรหมสัตว์ เป็นเทวดาชั้นวิสุทธิเทพ ส่วนภพนั้น ก็เรียนรู้เลิกมาตั้งแต่กามภพ เป็นขั้นแรกต่ำสุดที่เรียกว่าอบายภพ ทำได้ก็มีโครงสร้างในการทำขั้นต่อไป และยังมีอุปาทาน 4 คือความยึดมั่นถือมั่น 4 ประการคือ 1. กามุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในกามภพ บำเรอรูปรสฯ) . 2. ทิฏฐุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในทิฏฐิ เช่น เห็นว่าผีมีตัวตน) 3. สีลัพพตุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในศีลและวัตรปฏิบัติธรรม ) 4. อัตตวาทุปาทาน (ถือมั่นเข้าใจในอัตตาหรืออาตมันได้แค่ วาทะ แต่ไม่เคยรู้เห็นอัตตาตัวปรมาตมันจริงๆนั้นเลย) ที่ อาตมา พาทำนั้น ให้ทำตั้งแต่กามภพ ไปสู่รูปภพ อรูปภพ จากนอกไปหาใน ทั้ง 3 ภพ และหยั่งลงถึงการล้างอุปาทาน ตั้งแต่กามุปาทาน ซึ่งต้องกำหนดรู้ในอาหาร 4 กวฬิงการาหาร ต้องกำหนดรู้ในกามคุณ 5 โดยเฉพาะในการอุปโภค บริโภค เมื่อผัสสะก็จะอ่านรู้อาการกามได้ แต่ถ้าไม่ผัสสะ จะไม่ค่อยเห็น พระพุทธเจ้าว่า ไม่มีผัสสะ วิญญาณไม่เกิด จะไม่รู้นามรูป เมื่อแยกไม่ออก ไม่รู้กาม ไม่รู้พยาบาท แล้วจะไปลดละได้อย่างไร ซึ ่ง ต้องลดละ ทิฏฐุปาทานมา ลองทำอย่างที่ อาตมา .สอนดูบ้างก็ได้ผลกัน ส่วนสีลัพพตุปาทาน ท่านก็ยึดไปตามที่ท่านเห็นท่านทำตามกันมา ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าจะมาลองทำอย่างนี้ดูบ้างก็เอา ส่วนอัตตวาทุปาทานนั้น ท่านก็ยึดได้แต่วาทะของท่าน ท่านไม่มี อัตตทิฏฐิ ท่านเข้าใจว่า ไม่ใช่อัตตา เมื่อไม่ใช่อัตตาแล้วจะเอาที่ไหนไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นความเห็นที่อุทเฉท ทำให้ปฏิบัติไม่ได้ผล หรือไม่ได้ปฏิบัติ ในเรื่องของตัณหานั้น พระพุทธเจ้าท่านให้อ่านรู้ ตัณหา 6 คืออ่านทางทวารทั้ง 6 ที่มีการผัสสะ อย่างเปิดตาเปิดทวารรับรู้ ไม่ใช่เอาแต่ทวารใจอย่างเดียว และพระพุทธเจ้าท่านก็ให้อ่านถึง เวทนา 6 เช่นกัน คือเวทนาเกิดเมื่อมีการกระทบสัมผัสทางทวารทั้ง 6 และต้องมีผัสสะด้วย เป็น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ และวิภวตัณหาคือตัณหาที่ล้างกามล้างภาพล้างชาติ ในเรื่องผัสสะนั้นต้องมีทวารทั้ง 6 และมีสฬายตนะ ซึ่ง”สฬ” แปลว่า 6 ยืนยันย้ำว่าต้องปฏิบัติอย่างลืมตาเปิดทวาร อย่างสำเร็จ อิริยบถอยู่ ต่อจากสฬายตนะ ก็คือ นามรูป ซึ่งมี 5 อย่างคือ (เวนทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) ซึ่งต้องทำใจในใจให้ลงไปถึงที่เกิดถึงสนามรบ วิญญาณนั้นเกิดจากการผัสสะ ที่มีส่วนประกอบคือการกระทบสัมผัสนอกและในการสังขารนั้นมี 3 อย่างคือมีการเนื่องกันจาก กายสังขาร เป็นมหาภูตรูป เนื่องไปสู่อุปาทายรูป เป็นข้างในใจ คือ จิตสังขาร ที่เราต้องทำให้สงบรำงับ ให้ดับสังขารที่เป็นอกุศลให้สนิท...เมื่อสังขารดับ วิญญาณที่ทำให้เกิดทุกข์จึงดับ....เหตุแห่งกองทุกข์ทั้งมวลจึงดับไป แต่สิ่งที่เกิดคือวิชชาคือความสว่าง ไม่ได้ขัดแย้งเลย ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 20 ว่าไว้... [20] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาปฏิปทา เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ อย่างนี้ นี้เรียกว่ามิจฉาปฏิปทา ฯ [21] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาปฏิปทาเป็นไฉน เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ นี้เรียกว่า สัมมาปฏิปทา ฯ เมื่อมิจฉาปฏิปทานั้นการปฏิบัติก็มิจฉาไปทั้งสาย แล้วสัมมาปฏิบัตินั้นเป็นไฉน ก็คือสัมมาปฏิ ป ทาคือเกิดเพราะการดับของอวิชชาดับโดยสำรอกไม่เหลือด้วย สูตรนี้ยืนยันว่า ผู้ที่สัมมาก็รู้จักสัมมา ผู้มิจฉาก็จะรู้และปฏิบัติอย่างมิจฉา ดังนั้นฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ถ้าฟังแล้วเข้าใจก็น่าลองทำดูนะ ถ้ารู้ว่าทำใจในใจโดยแยบคาย โยนิโสมนสิการคือการทำแบบลืมตาไม่หนีผัสสะ นั้นทำอย่างนี้ เราเห็นดีก็ลองทำดูได้

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น และอ่าน sms พ่อครูว่า…ที่อาตมา ว่าตอบ คุณ4424 ทำให้เข้าใจชัดดีจังเลยค่ะ มีประเด็นของเขาแล้ว อาตมา ตอบมีประโยชน์ต่อดิฉันมากค่ะ

_จากร้อยเอ็ด… 1.สภาวะอุทธัจจะเป็นอย่างไร เกิดจากสิ่งใด จะแก้อย่างไร .. พ่อครู ตอบ … อุทธัจจะแปลว่าความฟุ้ง คนที่มีญาณปัญญาจะรู้ จับได้ และมีลักษณะต่างจากถีนมิทธะที่หดตัวหลบแข็ง จม ส่วนอุทธัจจะจะมีลักษณะลอย ผู้ใดสามารถทำได้ระงับกิเลสนี้ได้จริง ในเจโตปริยญาณ 16 มีลักษณะสังขิตตัง ซึ่งท่านแปลว่าจิตหดหู่ ส่วนวิกขิตตัง นั้นท่านแปลว่าจิตฟุ้งซ่าน ก็แปลเหมือนกับนิวรณ์ 5 ซึ่ง อาตมา .แปลว่ามันคือสภาวะที่ทำให้กิเลสลดได้ สามารถทำให้นิวรณ์ไม่มีได้ แต่ทางสายเจโตจะมีลักษณะหดตัว(สังขิตจิต) ส่วนสายปัญญาจะมีลักษณะกระจาย (วิกขิตจิต) ไม่จับติด ยังเอามาปหานไม่ได้ ซึ่งยังต้องพากเพียรเคร่งคุมอยู่ อาการไม่มีนิวรณ์จะมีแต่อุทธัจจะ แต่ถ้ามีกุก กุจ จะคือ (ความหงุดหงิดรำคาญ) นั้นเป็นนิวรณ์แท้ข้อที่เรียกว่า อุทธัจจะกุกกุจจะ

2.ตำราทำนายธาตุ เช่นธาตุไฟใจร้อน ธาตุดินอดทน นั้นมีส่วนให้คนมีนิสัยใจคออย่างนั้นจริงหรือไม่.... พ่อครู ตอบ ..ไม่กล้ารับรอง ตอบไม่ได้ อาจเป็นสถิติ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านไม่ส่งเสริม แต่ลักษณะนั้นพระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ได้แม่นยำมาก ท่านใช้หลักฐานเป็นผู้หยั่งรู้จริง ท่านมีบารมีสูงส่งที่จะทำนายได้ เหมือนกับเราทำนายอนาคตเราได้ ในสิ่งที่เราได้ทำให้กิเลสหมด..

3.ขอพ่อครู….อธิบาย ทาน จาคะ เนกขัมมะ .. พ่อครู ตอบ… ทั้งสามอย่างคือลักษณะการเอาออก เอาอะไรออก ...เอาสิ่งไม่ดี ทุจริตอกุศลออก เอาทุจริตกายวาจาใจออก ส่วนทานนั้นให้ลดกิเลสโลภโกรธหลง จาคะนั้นก็ให้ลดกิเลส เนกขัมมะก็ลดกิเลสโลภโกรธหลง ทานนั้นหยาบกว่า จาคะก็ลึกเข้ามา เนกขัมมะก็ลึกเข้าไปอีก ทั้งหมดเพื่อลดกิเลสทานนั้นเป็นเบื้องต้น และเป็นที่สุดด้วย คือเราทำกิเลสให้หมดเนื้อหมดตัวแล้ว เราก็มีชีวิตที่มีแต่การทาน เขาเลี้ยงเราไว้ด้วยบิณฑบาตเป็นทาน แล้วเราก็ช่วยเขาด้วยธรรมทาน สุดท้ายชีวิตก็มีแต่ทาน ทานนั้นยิ่งใหญ่

_ การเลือกตั้งกทม.ถ้าไปลงคะแนนให้คุณเสรีพิศุทธิ์จะชนะไหม เป็นไปไม่ได้ จะเป็นการตัดคะแนนกันไหม?.....ควรเลือกให้ปชป.ก่อนแล้วค่อยปฏิรูปประเทศ จะเลือกเพื่อไทยให้ประเทศล่มจมหรือไง ไม่อยากให้ท่านทำผิดซ้ำสอง เหมือนไปชวนทักษิณเข้ามา.... พ่อครู ตอบ... อาตมา ไม่ได้ชวนมา แต่คุณจำลองชวนมา แต่ตอนแรกก็คิดว่าเขาดี ก็ส่งเสริม แต่พอตอนหลังเราก็ถูกหลอกนั่นเอง....แต่อันนี้เราต้องเลือกผู้ว่าแน่นอนยังไงก็ต้องมีผู้ว่าฯ เราต้องเลือกผู้ที่ไม่มีพรรค เพราะทั้งสองคนที่เป็นตัวเต็งนั้นก็อยู่ในอำนาจพรรค ไม่อิสระ ทั้งสองพรรคนั้นก็โกงเหมือนกัน แต่ฝีมือโกงสู้เพื่อไทยไม่ได้เท่านั้นเอง ...ส่วนเสรีฯนั้นไม่มีใครเป็นเจ้าอำนาจ ที่เขาทำผิดพลาดนั้นก็ให้อภัย เขาบั้นปลายชีวิตแล้วก็คิดทำดีน่าส่งเสริม อาตมา เห็นว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งก็ไม่ได้บังคับให้ใครเลือก อาตมา มองว่าการกระทำอย่างสองพรรคที่ทำนั้นเป็นเกมการเมือง อาตมา ไม่เห็นดีด้วย ที่คุณมาพูดว่า ไม่เลือกพรรคนี้เดี๋ยวพรรคนี้มา อันนี้เป็นเกมการเมือง คุณต้องเลือกว่าคนไหนน่าเลือกควรเลือกเหมาะสมที่สุด ไม่ใช่ว่าไปเลือกเพราะเกมการเมือง ต้องสอนให้ประชาชนรู้วิธีเลือกตั้ง ไม่เอาเกมการเมือง

_จากกทม.หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ทรงจำพรรษที่ 7 ณ ดาวดึงเพื่อโปรดพุทธมารดา แสดงว่าสวรรค์มีจริงใช่ไหม?.... พ่อครู ตอบ… คนที่เชื่อว่าสวรรค์มีแบบมีตัวมีตนนั้นก็คือ มีแบบนั้นเป็น มโนมยอัตตา ถ้าเป็นเรื่องของนามธรรม พระสิริมหามายา ท่านตายไปแล้วจิตวิญญาณที่ไม่ได้อยู่ในโลก ไม่มีสุรภาโว สติมันโต อิ ธ พรหมจริยวาโส เป็นชมพูทวีป ครบกายและจิตมีอายตนะครบ มีอาการ 32 ครบ มีสติเต็มที่จะปฏิบัติ เท่านั้นที่จะสามารถที่จะปฏิบัติธรรม พระนางสวรรณคตไปแล้วท่านก็ไม่มีชมพูทวีปแล้ว ใครก็สอนไม่ได้ ต้องสอนตัวเอง ตายไปแล้วไม่มีสิทธิ์ได้รับการสอน ซึ่งเป็นเหตุผลง่ายๆ แต่คนที่มีมโนมยอัตตาก็จะปั้น ถามว่าคำโกหกมีจริงไหม...ก็มีจริง...แต่คำโกหกนั้นไม่จริง การพิจารณาสติปัฏฐาน 4 เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติเป็นก็พิจารณาเมื่อมีการกระทบสัมผัสทางทวาร ก็เข้าไปเป็นเวทนาในเวทนา เราก็ทำการธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ โดยมีสติ ถ้าต่อเนื่องเรียกว่าสติสัม ปชัญญะ จากนั้นก็เป็น สัมปชาโน คือกำจัดกิเลส เมื่อกำจัดได้ก็เป็น สัมปัชชลติ คนที่ปฏิบัติก็จะมีการสำรวมสังวร เป็นสัมมัปปทาน 4 และมีการเจริญได้มี อิทธิบาท 4 สติปัฏฐานไม่ใช่แค่คิดนึก แต่ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ เห็นถึงความไม่มีตัวตนเป็นนิโรธ

_ผู้บรรลุโสดาบันขั้น 4 สามารถทำอาชีพปลูกผัก ซึ่งต้องฆ่ามดแมลง และจะค้าขายได้ไหม?... พ่อครู ตอบ… ถ้าคุณปฏิบัติโสดาบันไปถึงขั้นแน่นอนมั่นคง แล้วคุณจะต้องค้าขาย นั้นบางสิ่งก็ต้องทำบาปเพื่อรักษาอวัยวะส่วนใหญ่ มันสุดทาง มันจำนน สุดวิสัย จำเป็น ส่วนการทำกสิกรรมนั้นก็พยายามละเว้น งดฆ่ามดปลวก โดยจิตของเราไม่มีอกุศลจิต ไม่ได้อยากฆ่าเลย บาปนั้นไม่เต็มตัว ในองค์ 5 ปาณาติบาต(รู้ว่าสัตว์มีชีวิต สัตว์นั้นมีชีวิต เจตนาฆ่า ลงมือฆ่า สัตว์นั้นตายจริง) บางทีเราไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์ แม้รู้เราก็พยายามเลี่ยง ก็ไม่เต็มบาป ไม่ได้ชี้ให้คุณเลี่ยงนะ

_จากแม่ใบพลู..ลูกชอบปล่อยนก ปลา เต่า ซื้อมาจากตลาดแล้วไปปล่อยไกลๆ จะได้บุญหรือบาป … พ่อครู ตอบ... ก็ได้บุญ แต่จะได้บาปหรือไม่ก็ไม่บาป แต่ถ้าเรารู้ๆ เช่นเราปล่อยนก ซึ่งเขาเลี้ยงไว้ด้วยฝิ่น เราปล่อยมันก็จะบินกลับมาหาเจ้าของ แล้วเอามาขายอีก อันนี้ก็ไม่ควรไปส่งเสริมเขาทำบาปต่อ

_ถ้าเรามีแฟน ได้ฟังธรรม รู้ว่าไม่ดี เราควรทำใจอย่างไร … พ่อครู ตอบ… ให้ใช้ศิลปะในการพรากจากเราต้องปฏิบัติธรรมเอาจริงเอาจัง ถ้าทำได้ผล ทั้งการแสดงออกทางกาม เขาจะรู้ได้ว่าไม่โรแมนติกเหมือนเก่าแล้ว เขาจะรู้แล้วจะยอม นอกจากมีวิบากต้องดึงต้องทึ้ง ถ้าไม่มีวิบากมากก็ทนเอา อย่างไปสร้างเพิ่ม เดี๋ยวนี้กลัวใจคน เดี๋ยวก็ฆ่ากัน

_ทันที่ที่มันมีการดับ ตัวเกิดจะเกิดทันทีหรือไม่ เกิดทุกตัวหรือเกิดตัววิชชาสุดท้ายเลย … พ่อครู ตอบ… ค่อยๆเกิดไปทีละขั้น ไม่ใช่เป็นแท่งเป็นก้อน

_ขอเสนอให้ FMTV เปิดเป็น ฟรีทีวี ครับ … พ่อครู ตอบ ..ยากต้องใช้ทุนสูง และเขาจะให้เปิดหรือไม่?ก็ไม่รู้..แม้ว่าจะให้เปิดเป็นฟรีทีวีก็ไม่จี๋จ่าจัดจ้าน คนจะไม่กรูเกรียวกันมาดูหรอก

_การทำบุญอุทิศส่วนกุศลผู้ตายจะได้รับไหม?.... พ่อครู ตอบ...ผู้ที่เรารักเราชอบเราก็อยากส่งให้เขา..ก็ขอตอบอย่างสัจธรรมว่า ผู้ตายเขาก็มีวิบากของเขา เอาไปให้ก็ไม่ถึง ผู้ตายนั้น จิตที่ออกไปจะไปเดี่ยว เอกจรัง ส่งไปให้ก็ไม่ได้รับ แต่เปรตเป็นๆ คือคนเป็นๆ นั้นจะได้รับส่วนบุญ คือมีคนช่วยนำพาอธิบาย เรียกว่า ปรทัตตูชีวกเปรต ที่เขาอธิบายเป็นตัวเป็นตน ตอบ...ผู้ตายไม่ได้รับ แต่ผู้ทำได้บุญ คือเป็นพิธีกรรม กิจกรรมการให้ทานของสังคม การทานเป็นกุศล แม้จิตจะไม่ลดโลภก็ตาม คนก็เห็นว่าเป็นสิ่งดี เป็นสังคมศาสตร์

_คำว่าพอเหมาะแปลว่าสัมมาหรือไม่.... พ่อครู ตอบ… ไม่ใช่ เราทำสัมมาได้จึงเกิดความพอเหมาะ

วิตรรกะ คือการปฏิบัติ ตรรกะ คือการดำริ เช่นการดำริในกามคือกามวิตก หรือกามสังกัปปะ ถ้าดำริกามแล้วดับไม่ได้ในวิตรรกะ มันก็เป็นกามเต็มรูป ถ้าดับได้ ก็เป็นวิตรรกะ ดังนั้นการทำสังกัปปะต้องอ่านตรรกะวิตรรกะทำให้ได้ คนเรียนแล้วก็จะทำได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าเก่งก็ทำได้มาก คนไม่เรียนจะทำไม่ได้

_พุทธจากไต้หวัน คือการสอนธรรมะจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากเทพจากสวรรค์ที่มีหลากหลาย จากสาวพรหมจรรย์ที่ได้รับการฝึกให้เทพมาเข้าทรง แล้วสอนให้คนทำดี ให้คนบำเพ็ญทำบุญกันมากๆจะได้ไปสวรรค์..สงสัยว่าเทพมาอาศัยร่างคนทำดีได้หรือไม่??... พ่อครู ตอบ… เป็นความเชื่อของเขา ซึ่งก็เป็นการทำดี ให้ละชั่วประพฤติดี ก็ส่งเสริมกันได้ พยายามใช้อำนาจพลังหยุด กดข่มความชั่วให้ได้ แต่ไม่ได้ละล้างกิเลสได้แบบพุทธ

_คนวัดที่ถูกลงโทษเพราะมากด้วยมานะอัตตา แต่ไม่ได้ปฏิบัติให้ตนลดละอัตตา จะมีวิธีอย่างไร?... พ่อครู ตอบ… ในวินัยก็มีการปรับอาบัติ ลงโทษ ถ้าลงโทษหนักสุดก็คือ พรหมทัณฑ์ คือไม่บอกไม่สอนปล่อย ถ้าเป็นปาราชิกก็คือขับออกจากศาสนาเลย ถ้าสังฆาทิเสส นั้นก็มีการลงโทษอยู่กรรม

_ในพุทธกาลคนไม่ดีฟังธรรมพระพุทธเจ้ากัณฑ์เดียวแล้วเป็นอรหันต์ได้เลย..ทำไม??... พ่อครู ตอบ..อย่างพระองคุลีมาล นั้นเป็นโจรมาก่อน ฆ่าคน เป็นคนใจหยาบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นวิบากกรรมเป็นเรื่องอจินไตย คนที่ฆ่าคนนั้นมีวิบากขนาดไหน เป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ ไม่สามารถรู้รายละเอียดได้ แต่อย่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน