570211_ทวช.พุทธาฯที่ผ่านฟ้าฯ โดยพ่อครู เรื่อง สัญญาที่สัมมาต้องรู้ฌาน รู้ภพ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570211_ทวช.พุทธาฯที่ผ่านฟ้าฯ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 เรื่อง สัญญาที่สัมมาต้องรู้ฌาน รู้ภพ
เรามาต่อกันด้วยธรรมะ ...ชีวิตของทุกคน ถ้าไม่สำนึกจริงว่า เรื่องธรรมะเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าความรับรู้สำนึกไม่ชัดเจน ถ้าชีวิตเกิดมาไม่ได้โลกุตรธรรม ...หมายความว่า จิตเราไม่เกิด ไม่หยั่งลงกระแส ไม่โสตาปันนะ จิตยังเป็นโลกียะ ซึ่งคนละเรื่องเลย ชีวิตโลกียะ หลงสุข หลงลาภ ยศ สรรเสริญ จริงๆก็หลงสุข ที่หยิบมาพูดคือ หนังสือรู้คนขังสุข ไปหลงว่า ได้อารมณ์สุข ที่จะได้มาจาก เสพกาม พระพุทธเจ้า ให้เรียนรู้ สิ่ง อาศัย 4 อย่าง 1 . กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) 2 . ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) 3 . มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) 4 . วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ คือ กำหนดรู้จักแยกแยะนาม-รูป แล้วกำจัดเฉพาะอาสวะให้จบสิ้น) สิ่งที่ให้วิญญาณอาศัยสำคัญคือ อาหาร คนโมหะหลงก็คิดว่านี้น่ามีน่าเป็น ตั้งแต่เป็นเดรัจฉาน เซลล์เดียว ก็ไม่ยึดมาก แต่พอมีหลายเซลล์ก็ปรุงแต่งว่า อันนี้น่าได้น่ามีน่าเป็น จนมาเป็นคนนี่ก็ติดยึดมากเลย คนไปได้สิ่งใด เป็นวัตถุ ถ้าได้ ดม ได้สัมผัส ก็รู้สึกเป็นอารมณ์สุข ชื่นชอบ มีอัสสาทะ เพลิดเพลิน มีอิฏฐารมย์ และหลงว่าน่ามีน่าได้น่าเป็น เป็นสุขโลกีย์ เราต้องพิจารณาให้เห็นว่า เป็นสุขขัลลิกะ เป็นความเท็จ เป็นประเด็นที่ต้องเข้าใจให้สำคัญเลย เช่น ไปหลงติดยึดว่า สิ่งนั้นน่าได้สัมผัส เมื่อจิตต้องการ แล้วได้สัมผัสจริง เราได้ของสิ่งหนึ่ง แล้วเราได้สัมผัส ได้แตะต้อง ได้รับรส เสียดสี เย็น ร้อน อ่อนแข็ง จะเกิดอารมณ์ชื่นใจ ที่ได้สัมผัส เหมือนคนหลงรูป ก็จะมองสัมผัส แล้วก็ชื่นใจ เป็นอารมณ์สุข ยกตัวอย่างเช่น ผู้ชาย ชอบผู้หญิงที่เห็นแ
อ่านต่อ
ล้ว จะชอบส่วนนั้นส่วนนี้อย่างไร แล้วมีอาการใคร่อยาก เป็นสุขที่ได้สัมผัสทางตา ทางหู ได้กลิ่น ได้รับรส ได้สัมผัสโผฏฐัพพะ เป็นสิ่งที่ติดยึด ตั้งแต่เดรัจฉาน จนถึงคน ที่จริงไม่น่าติดยึด แต่ก็หลอกกันจนติด เป็นความจัดจ้านในอบายมุข ยกตัวอย่าง ผู้หญิงผู้ชาย เมื่อเทิดทู น ก็รักมากชื่นชมมาก ฝ่าตีนก็จูบได้ เกิดอิฏฐารมย์ เป็นจริง พอดีมีคนค้นในพระไตร ฯ [ 3 ] ถ้าท่านพลาดโสดาปัตติมรรค คือ ความแน่นอนแห่งสัทธรรมในศาสนานี้ ท่านจะต้องเดือดร้อนใจในภายหลังสิ้นกาลนาน ดุจพาณิชชื่อเสรีวะผู้นี้ เมื่อไม่ได้เรียนรู้วิชชา มีอวิชชา ก็หลงใหลสิ่งไม่ควรติดยึดมายึดติดใน อัตตภาพ สิ่งที่ล้างยากที่สุดคือ ความติดยึดในสัญญา ทั้งที่ควรปล่อยได้ ไม่ยึด คือความจำ การสัมผัสเกิดเวทนา ส่วนมันเกิดสัญญานั้นไม่ใช่ผัสสะ เป็นธรรมารมย์ เป็นมนายตนะ กับธรรมายตนะ ผู้หมดกาม คือหมดผัสสะทางภายนอก ผัสสะแล้วอารมณ์ โสมนัสหรือโทมนัสไม่มี สัมผัสอยู่ก็มีไตรลักษณ์ธรรมดา ส่วน ปัจจัตลักษณ์มีของตน เป็นปัตจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ สามัญลักษณ์ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป ก็เป็นสามัญ แต่ไม่เกิด รู้จนเป็นวิญญูชน ที่มีความรู้ยิ่ง อย่างเป็นโสดาปัตติมรรค เรายังมีอัสสาทะ เป็นเราเป็นของเราอยู่ อย่างเงินของเรา ที่ดิน คนของเรา สัตว์ของเรา เป็นวัตถุ มันเป็นตัวข้างนอก เป็นสภาพเท่านั้น เวทนาเป็นเรา เราก็ยังเสพติด มีอัสสาทะ อย่างเวทนาต้องมี ผัสสะ แล้วเกิดเวทนา เมื่อไม่ได้ผัสสะทางทวาร 5 แล้วคุณระลึกถึงสิ่งนั้นแล้วเป็นสุข นั่นคือ สัญญา เป็นเรา เป็นของเรา ใช้สัญญามาปรุงแต่งในใจ อันนี้ พระพุทธเจ้า ว่า ถ้าเราไม่มีสุขทุกข์ในทวารนอกทั้ง 5 ที่สัมผัสแล้ว ก็จะเหลือแต่ในใจ เป็นภูมิอนาคามี มี วิปัสสนาญาณ 9 ( 1 ) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิด- ความเสื่อมไปของกิเลส ของชาติ เวทนาสุขทุกข์ต่างๆ ( 2 ) ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความสลายไปของสังขารธรรม-ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย ( 3 ) ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัวเพราะล้วนแต่ต้องสลายไป ( 4 ) อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย ( 5 ) นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย ( 6 ) มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น (อตัมมยตา) ( 7 ) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณพิจารณาทบทวนถึง การปฏิบัติที่ปลดปล่อยได้ ก็ทำซ้ำอีกจนสำเร็จยิ่งขึ้น ( 8 ) สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขารปรุงแต่งทั้งหลาย ( 9 ) สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมต่อชาวโลก ต่อสมมุติสัจจะทั้งหลาย โดยใช้ สัปปุริสธรรม 7 ที่รู้จักประมาณสัดส่วนต่างๆ จะอ่านเวทนาที่เป็นเคหสิตะหรือเนกขัมมะออก ได้แก่ มโนปวิจาร 18 (หรือเวทนา 3 ผสมกับอายตนะ 6 ) สุขเวทนาแบบโสมนัสสูปวิจาร ( 6 ทวาร+โสมนัส) ทุกขเวทนาแบบโทมนัสสูปวิจาร ( 6 ทวาร+โทมนัส) เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร ( 6 ทวาร+อุเบกขา) เวทนา 5 ,เวทนา 6 ,เวทนา 18 ,เวทนา 36 ,แล้วเป็นเวทนา 108 ครบ 108 เวทนา โดยกาละทั้งสาม ได้แก่ . . . เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นอดีตทั้ง 36 ก็สูญแล้ว เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นปัจจุบัน 36 ก็สูญอยู่ เวทนามโนปวิจาร ที่เป็นอนาคต 36 ก็สูญอีก (ปัญจกังคสูตร พระไตรปิฏก เล่ม 18 ข้อ 412 - 424 ) มันเหมือนไม่มีแต่มีอยู่ไม่แสดงออก เหมือนไวรัส มีชีวิตอยู่ได้เป็นล้านๆปี จะเป็นสัตว์หรือพีชะ ที่เซลล์ไม่ใหญ่ แต่อยู่ได้เป็นล้านปี แล้วจิตวิญญาณที่ละเอียดกว่าไวรัส ก็มีอยู่เป็นนานกว่านั้น จะออกมาทำงานได้เป็นอาสวะอนุสัย เมื่อออกฤทธิ์ก็เป็น ตัณหา ได้สัมผัสก็เป็นเวทนา เมื่อมีปัญญารู้จักโลกุตรธรรม ก็เรียนตั้งแต่โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ แต่ไปเรียนลัดไปนั่งสมาธิ ซึ่งต้องเรียนรู้ตั้งแต่สกิทาฯ อนาคาฯ จึงมีผล ที่จะไปนั่งสมาธิแล้วได้ลดละกิเลส จะนั่งสมาธิแล้วบรรลุธรรมได้ ต้องเป็นอนาคามีแล้วเท่านั้น อย่าว่าแต่นั่งสมาธิเลย ให้ฟังธรรมไม่เท่าไหร่ก็บรรลุได้ อย่างพระยสะ พระพาหิยะทารุจริยะเป็นต้น มีบารมีแล้ว ต้องเรียนรู้เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย จะเป็นลำดับ ที่จะต้องแยกออก เป็นวิตก วิจาร คือมโนปวิจาร 18 เริ่มปฏิบัติที่ ตักกะ วิตักกะ เริ่มทำวิปัสสนา จนแยกได้ว่าอะไรเป็นโลกีย์อะไรเป็นโลกุตระ อะไรเป็นอัตตา อะไรเป็นอนัตตา ตั้งแต่อัตตาหยาบ ไปจนอัตตาละเอียด แม้เป็นอนาคามีก็มีกิเลสรูปภูมิ อรูปภูมิอยู่ ก็ล้างจนหมดอวิชชาก็เป็นอรหันต์ อธิบายเวทนา 5 ต่อ คือความอ่อนความแรงของเวทนา เช่นรู้สึกรสอร่อยมากจังหรือเหลือน้อยจัง เป็นดีกรีของอารมณ์ รู้กำลังของเวทนาทั้ง 5 ได้แก่ สุขินทรีย์ (ภายนอก) ทุกขินทรีย์ (ภายนอก) โสมนัสสินทรีย์ (ภายใน) โทมนัสสินทรีย์ (ภายใน) อุเบกขินทรีย์ (ภายใน) ต้องอ่านโดยใช้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อ่านว่า ความแรง หยาบ กลาง เบา ได้ ไม่มีรูปร่างสรีระ แต่รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส นี่คือลักษณะ 5 ของความแรงความเบาของอินทรีย์ มโนปวิจาร 18 (หรือเวทนา 3 ผสมกับอายตนะ 6 ) สุขเวทนาแบบโสมนัสสูปวิจาร ( 6 ทวาร+โสมนัส) ทุกขเวทนาแบบโทมนัสสูปวิจาร ( 6 ทวาร+โทมนัส) เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร ( 6 ทวาร+อุเบกขา)
กำจัดสัตว์นรกจนไม่มีสัตว์นรกในใจ รู้สัตตาวาส 9 ต้องเรียนรู้สัญญาที่สัมมา กับไม่สัมมา คนเรียนรู้ไม่สัมมาทิฏฐิก็กำหนดผิด สัญญาผิด ไปทำเป็นเทวนิยม สัญญาคนละอย่าง องค์ประชุมแต่ละสัตว์ก็ไม่เหมือนกันใน สัตตาวาส 9 อธิบายนิโรธ นิพพาน และความเป็นสัตว์ต่างกันไป เราต้องอ่านเนกขัมมะกับเคหสิตะต่างกันอย่างไร ถ้ากำหนด ผิด สัญญาผิด เราเป็นโสดาบันจะมีเทวดาโลกีย์กับเทวดาโลกุตระปนกัน ต้องเรียนรู้ที่จะล้างสัตว์ในสัตตาวาส 9 เราเรียนรู้กาย ที่ พ่อครู สอน เราทำได้เหมือนที่ พ่อครู ย้ำไหม กายนี่ไม่ใช่สรีระ ต้องมีนามธรรมประกอบเสมอ ไม่ใช่แค่โครงร่างไร้วิญญาณ ต้องมีนามไปรับรู้เสมอ อย่างดอกไม้นี่ มันไม่รู้เรื่อง ศึกษาไม่ได้ กว่าจะเข้าใจเรียนรู้ได้ไม่ใช่เล่นๆ เมื่อเรียนรู้ว่า กายคือองค์ประกอบของรูปและนาม ก็วิเคราะห์สติปัฏฐาน 4 เจาะไปถึง เจโตปริยญาณ 1 . สราคจิต (จิตมีราคะ) 2 . วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3 . สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4 . วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5 . สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6 . วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7 . สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8 . วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด)
รู้วิตกวิจาร แล้วจารคือเจาะต่อไปว่านี่คือสัตว์นรก นี่คือสัตว์เทวดา นี่คือกลางๆ การแยกองค์ประชุมนี่คือกาย ใช้สัญญากำหนดรู้ ต้องใช้สัญญาเป็น เมื่อแตะต้องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แล้วมีวิตกวิจาร รู้ปรุงแต่งกันไปเป็นวิจาร คุณรู้จักวิจาร จากมโนปวิจาร นี่คือสัตว์นรกหรือสัตว์โลกีย์ ทำให้หายไปเป็นเนกขัมมะ เรียกว่ามีวิตก วิจาร ได้มีฌาน 1 การตักกะ วิตักกะสมบูรณ์เข้าสู่วิจาร ที่เป็นเนกขัมมะ ฝึกกำหนดรู้ใช้สัญญากำหนด เมื่อกำหนดได้เก่ง สัญญาก็เป็นสัญญาที่ยอดเยี่ยม เป็นญาณปัญญาแยกแยะ และดับ จนจารของเราเป็นเนกขัมมะ เป็นพรหมจรรย์ เป็นอาการของผู้เป็นพรหม เป็นรูปพรหมเป็นอรูปพรหม เมื่อกำหนดกายได้ ก็แยกแยะวิญญาณฐิติ ได้ แยกแยะความเป็นสัตว์ออก สัตว์อบาย คุณต้องรู้ก่อนเลย ถ้าไม่รู้อันนี้จะไปดับไปล้างกาม และรูป อรูปได้อย่างไร เมื่อดับอบายสัตว์ได้ก็มาดับ กามสัตว์และรูป อรูปต่อไปอีก เมื่อกำหนดรู้ สัตตาวาส 9 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า (ข้อนี้คือสัตว์ทั่วไป ที่ไม่รู้ว่าขังคุกอยู่ น่ากลัว สัตว์ในร่างกาย ในวิญญาณเรา เราขังมันมาไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว แล้วมารู้คนขังสุข สุขนี่ละเอียดกว่าความเป็นสัตว์ ก็จะรู้ว่าเราติดสุข ขังสุขไว้ 2 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น ทำฌานให้ลดราคะ โทสะ โมหะได้ ในฌาน 1 ก็ยังยากอยู่ ในวิตกวิจาร จนสามารถทำได้ลดกิเลสได้ เป็นจาร ที่เป็นพรหมขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็มาล้าง รูปพรหม อรูปพรหมอีก เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ คุณก็จะรู้ วิตก วิจาร จะรู้ลักษณะของ สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) ลักษณะเหมือนหยิบ ฝุ่นออกจากน้ำที่ถูกกวน ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงอรูปฌาน หยิบออกมาทำลายได้ ข้อนี้จะเริ่มรู้ความเป็นสัตว์ เมื่อสัมผัสเมื่อไหร่มีอิฏฐารมย์มีอนิฏฐารมย์ก็ยังเป็นสัตว์อยู่ หากไม่สุขไม่ทุกข์ได้ก็หมดความเป็นสัตว์จะชั่วคราวหรือถาวรก็แล้วแต่ เมื่อได้ล้างกิเลสออกไปๆ พฤติกรรมของคุณก็เป็นพรหมมากขึ้นๆ มีจิตที่ทำ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ นี้ได้ ก็สั่งสมเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา (ตัวแกน ไม่เคลื่อนๆ Static) จะเกิดพลังงานปรุงแต่งโดยไม่มีกิเลสไปร่วม เป็น อสังขาริกัง ถ้ายังมีเศษกิเลสก็เป็นสสังขาริกัง พาลงนรก สวรรค์ 3 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) สายธรรมกาย อภัสราพรหมเขาจะใสๆ สว่าง เขาเป็นโลกีย์ ส่วนของโลกุตระ เมื่อล้างกิเลสแล้วจิตจะใสสะอาดสว่างอย่างแท้จริง กายจะสว่างเหมือนกัน ใสเหมือนกัน แต่สัญญาต่างกัน ธรรมกายกับอโศกนั้นคนละอาภัสรา คนละใส คนละสะอาดสว่าง แม้แต่ของสวนโมกข์ก็ยังสัญญาต่างกันกับของอโศก ข้อนี้กำหนดสว่างเหมือนกัน แต่สัญญาจะต่างกัน สัญญาของธรรมกาย ยังมิจฉาทิฏฐิ 100 % ส่วนของสวนโมกข์ยังมีส่วนถูกอยู่ เป็นอารมณ์ เป็นสัญญาที่เป็นปัญญา เป็นญาณ ที่มีพลังเพียงพอ ถ้ากำหนดได้ถูกต้องก็กำหนดได้ชัดเจนละเอียดต่างกัน ถ้ารู้ได้ มีปัญญามากพอก็รู้ได้ หากไม่มีปัญญาพอก็รู้ไม่ได้ อาตมาเคารพท่านพุทธทาสที่ท่านเป็นอาริยบุคคล ต่างกับธรรมกายที่ท่านมิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้โกรธเกลียด เอามาศึกษากัน พูดด้วยเมตตา สัจจะความจริง แม้สายสวนโมกข์ก็มีสัญญาต่างกับอาตมา การกำหนดรูปฌาน อรูปฌานก็ต่างกับอาตมาแน่นอน 4 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) ถ้าคุณยังสุภันเตวอธิมุตโตโหติ คุณยังเห็นมันสวยงามอยู่คุณก็ต้องมีมันต่อไป สัญญาเหมือนกันว่า ได้นิโรธ พวกมิจฉาทิฏฐิก็ได้มืดดับ หลงนิโรธมืด นั่งหลับตาดับ เวทนา ดับสัญญา ซึ่งสัญญามาผิด นิโรธของเขาดับหลับตาไม่รับรู้ มืด แต่ว่าของอาตมานั้นลืมตาทำ รู้ความดำความดับ จาก จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เป็นอากาสาฯ พวกที่มิจฉาทิฏฐิจะไปกำหนดรู้ได้ความดับเวทนา สัญญา เป็นสายดับ เช่นสายอ.มั่น สายอ.มั่น มีนิโรธตรงกันข้ามกับธรรมกาย สายธรรมกายจะมีความใส โสดาฯก็ใสระดับหนึ่ง สกิทาฯอนาคาฯก็ใสกว่าอีก ใสเพิ่มขึ้นๆ อ.มั่นถือเป็นทักขิเนยบุคคล มีภูมิโสดาบันอยู่บ้าง แต่เป็นสายดับ ไม่รู้เท่าท่านพุทธทาสที่เป็นสายสว่าง ที่พูดนี้อาตมาพูดด้วยความเคารพ มีอีกคนคือเจ้าคุณนอฯ ที่อาตมายกให้เป็นอนาคามีภูมิ อาตมาเคารพนับถือในแต่ละท่านที่พูดมานี้ ท่านมุ่งมั่นเคร่งศีล วินัย เป็นทักขิเนยยบุคคล แต่ไม่เป็น อาริยบุคคล อาบัติเบาแก้ไข แต่ไม่มีอาบัติหยาบ เสียดายไม่มีสัมมาทิฏฐิก็เลยได้เท่าที่ท่านได้ ไม่ได้วิจารณ์อย่างอคติ แต่อธิบายธรรมะ เป็นการศึกษา กายหรือนิโรธของ อ.มั่น ต่างกับกายกับนิโรธของอาตมา 5 . สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) 6 . สัตว์บางพวก เข้าถึง..อากาสานัญจายตนะ ( พ้นรูปสัญญา) สายสว่างจะได้อันนี้ ไปอยู่ในภพสว่าง ไปสร้างภพสว่างใสๆๆ ธรรมกายเป็นต้น ตั้งแต่อาจาย์ใหญ่ท่านทำมา 7 . สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..วิญญาณัญจายตนะ (พ้นเสพความว่าง) สายสว่างจะได้อันนี้ 8 . สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..อากิญจัญญายตนะ (ดับดิ่งไม่มีอะไร) สายดับจะได้อันนี้ เช่นอุทกดาบส และอาฬารดาบส นั่งสมาธิไปดับ มืดไม่รู้อะไร แล้วไม่มีปฏิภาณว่าจะดับอย่างไรมันก็ต้องขึ้นมารับรู้อีกจนได้ไม่ว่ากี่ล้านชาติ แม้ตายไปก็ไปจมในภพนั้นอีกไม่รู้กี่ล้านปี เป็นอากิญจัญยายตนภพ 9 . สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้น..เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ดับๆ รู้ๆ) คนไปหลงข้อนี้คือหลงภูมิสูงสุดของการสร้าง “ชาติ” คือการสัญญาอย่างคลุม เคลือ ไม่แม่น รู้หรือไม่รู้ รู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช้ ไม่สมบูรณ์ไม่คมลึก ไม่แจ้งสุดยอด การนั่งหลับตาทำสมาธิ เมื่อทำจิตให้สะอาดจากนิวรณ์ 4 (กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ) อย่างไม่สงสัย ไม่วิจิกิจฉาเลย นั่นคือภูมิภพของรูปฌานในจิต ในขณะที่คุณเข้าไปสว่าง เป็นอาภัสสราจะรู้ชัดในวิญญาณอยู่ในอากาศ แต่ได้เรียนรู้ว่าสว่างก็ยังไม่ดับไม่จบ ก็เลยดับต่อ ดับสว่างก็เป็นอสัญญี เพราะไปเรียนรู้ผิดๆ เมื่อเชื่อว่าดับคือนิโรธ ตัวอากิญจัญฯ จึงดับ เป็นอาฬารดาบส จิตดับเป็นนิโรธ นั่งได้ทั้งวันทั้งคืน ได้ 7 วันหรือมากกว่า แต่ความดับนั้นก็จะมีความรู้อยู่ เมื่อใดเมื่อนัน แต่อุทกดาบส ระลึกได้ว่ามันยังแวบรู้ ก็เลยไปดับมันอีก ก็เลยได้เนวสัญญานาสัญญายตนภพ โดยการสัญญาผิด ได้ฌานหลับตา เก่งที่สุดของการดับภพในการนั่งหลับตา คือเนวสัญญานาสัญญายตนะ พระพุทธเจ้า ยังว่านี่คือสัตว์ เป็นสัตตาวาส ขั้นที่ 9 เป็นสัตว์อยู่นะ สูงสุดได้แค่นี้ ยังมีอรูปภพอยู่ นี่คือการไม่รู้องค์ประกอบของรูปและนาม ถ้าญาณปัญญาไม่สัมมา คุณสัญญาไปก็ไม่สัมมา ไปกำหนดรู้ในปัจจุบันทุกปัจจุบัน แม้ตายไป สัญญาก็กำหนดในภพภูมิของตน ถ้ามิจฉาก็เป็นความลวง อย่างสูงสุดก็ได้เนวสัญญาฯ พอรู้ตัวก็ดับ แล้วไม่มีร่างกายด้วยก็จมไปนานไม่รู้เท่าไหร่ ตอนคุณนั่งสมาธิ ถ้าเข้าอุเบกขาจะไม่อยากออก มันสบาย นอกจากคุณจะกำหนดเอง ให้ออกมา ถ้าสามารถอยู่ได้นานก็อยู่ไป ได้เป็นวัน เป็นสัปดาห์ ถ้ากำหนดเป็นใส หลงสุภกิณหะ ก็ไปดับมืดนานไปเท่าไหรก็ทำไป ไม่อยากออก ตายไปคุณไม่มีรูปนานขันธ์ 5 เลย คุณจะจมอยู่นานนนนนนนน.....เท่าไหร? มันไม่อะไรกวนเลยไม่มี ทวาร 5 ถ้าคุณหลงผิดก็ไปนั่งหลับตาทำ แม้ได้ฌาน 1 มีวิตก วิจาร แต่กำหนดนิวรณ์ เป็น ไม่มีนิวรณ์ 5 ถ้าคุณกำหนดได้ แล้วเข้าไปสู่ อุเบกขา แล้วอยากออกจากความว่าง อุเบกขา ก็จะไปสร้างความว่าง แล้วเหมือนคุณหลุดไปจากโลก ไปนอกโลก เหมือนอย่างภาษาของท่านมหาบัวพูด ไปอยู่ในภพของอากาสาฯ เบาว่างกว่าอุเบกขาจริง แล้วคุณจะไม่อยากออก ซึ่งได้ครั้งแรกแล้วจะทำอีกครั้งยาก กว่าจะเก่งอากาสาฯก็จมอยู่ตรงนั้น ธรรมกายเขาอาจได้อากาสาฯ อย่างท่านมหาบัว ท่านได้อากาสาฯแล้วท่านจะทำได้เก่งเท่าไหร่ไม่รู้ เพราะถ้าท่านเก่งจะมีภูมิรู้กว่านี้ไม่ติดหมาก อย่าง อ.เทส น์ จะมีภูมิกว่า มหาบัว เรามาทำธรรมะให้เป็นธรรมกายที่ถูกต้อง รู้จักธรรมกายที่เป็นฌาน เป็นรูปฌานที่ถูกต้อง ถ้าเข้าใจถูกคุณจะไปนั่งสมาธิหลับตาอย่างสัมมาทิฏฐิ เป็นบุคคลที่มีทั้งเจโตสมถะและโลกุตระ 1 . บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระ 2 . บุคคลผู้ได้โลกุตระ แต่ไม่ได้เจโตสมถะ 3 . บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ และได้ทั้งโลกุตระ พวกสุขวิปัสสโก (ไม่ต้องไปหลงเจโตสมถะ) 4 . บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้ทั้งโลกุตระ
วันนี้ได้รู้คนขังสุข คุณเป็นคนโลกๆก็หลงสุข แม้เป็นโลกุตระก็ยังหลงเหลือสุขในภพภูมิใดก็ต้องรู้ อย่าง อ.มั่น อ.ชา ท่านพุทธทาส อย่างอ.ชา ก็มาสู่สัมมาทิฏฐิบ้าง แต่สายอ.มั่นไปทางสมถะมากหลงฤทธิ์เดชมาก ส่วนหลวงปู่เทศน์ก็ยกให้ดีกว่าอาจารย์อื่นๆที่ไปหลับตาทำเป็นฤทธิ์เป็นเดชโลกีย์ หรือหลวงปู่แหวน อาตมาวิจารณ์ท่านว่า ล่อขี้โย จะอรหันต์ได้อย่างไร หรืออรหันต์ที่เคี้ยวหมากจะไปเป็นอรหันต์ได้อย่างไร ...วิจารณ์ด้วยเคารพในท่านเป็นทักขิเนยยบุคคล ก็ขอจบรายการนี้เพียงเท่านี้ ….