570212_ทวช.งานพุทธาฯที่ผ่านฟ้า โดยพ่อครู เรื่อง อุปาทายรูป ๒๔ โดยปฏิสัมพัทธ์.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570212_ทวช.งานพุทธาฯที่ผ่านฟ้า โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 เรื่อง อุปาทายรูป 24 โดยปฏิสัมพัทธ์
เราก็มาพุทธาภิเษก คือประกอบ เพื่อสร้างทำให้เกิด ด้วยวิธีที่พิเศษ ที่ทำให้เกิดให้เป็นขึ้นมา ช่วยกันคนละไม้คนละมือ สิ่งที่จะให้เกิดคือความเป็นพระ ในภาษาไทย ใช้คำว่า พระ มาจากภาษาบาลีว่า วระ หรือ แปลว่าภาวะประเสริฐ ความประเสริฐ ที่เป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม โดยเฉพาะมโน หรือจิตใจเราได้เกิด หรือ ชาติ การเกิดคือการก่อสภาพขึ้นมา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปหรือสลายไป ดังนี้เราก็จะรู้นัย แม้วัตถุ ก็เป็นเช่นนี้ อาจช้าหรือเร็ว ก็แล้วแต่ การเกิด การดับ ก็ต่างกัน และในวาะที่ตั้งอยู่ ก็ยังมีความเกิด ความดับ ซ้อนอยู่ อารมณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นธรรมดา อาการพฤติกรรม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นสามัญลักษณ์ กิเลส ถ้าเรามีจิตเจตสิก เราอ่านรู้ ว่า นี่คือ โลภ นี่คือโกรธ อย่างการหลง ไปหลงติดยึด คลั่งใคร้ หลงว่า การได้มาอย่างทุจริต อกุศล ได้มาอย่างเลวร้ายรุนแรง แล้วเราหลงดีใจ ภาคภูมิใจว่าเราเก่งโกง เก่งหลอก เราทำร้ายเขาได้ เราชนะก็ได้มา สิ่ง เหล่านี้เป็นอาการสภาวะที่เกิด เราทำมันจึงมี เราไม่ทำมันก็ไม่มี โดยเฉพาะ กายวิญญัติ มีการเคลื่อนไหวประกอบ ทั้งสุ้มเสียงสำเนียง เป็นรูปธรรม เรียก กายวิญญัติ คนอื่นทำ หรือเราทำ เราก็เรียนรู้ศึกษา โดยเราเป็นผู้รู้ในวิญญัตินั้น เป็นอาการเคลื่อนไหว แล้วเราสัมผัสเห็น การทำสมาธิ หากเราไม่มีกาย กับวจี เคลื่อน เราก็อ่านภายใน ที่มีองค์ประชุมของจิต เรียกว่า นามกาย เป็นกายในกาย แต่หากเราตื่นรู้รับวิถี ทวาร 5 กระทบสัมผัส และจิตเราร่วมประกอบทำงานอยู่ เป็นกาย เรียกว่า รูปกาย ถูกรู้ได้ด้วยจิตเรา เช่น ตากระทบรูป ก็รู้ เสียงกระทบหูก็รู้
อ่านต่อ
เราเอาจิตของเราเรียกว่า หทยรูป คือตัวจิตที่ตั้งอยู่ตรงไหน? เช่นขณะนี้ตากระทบรูป แล้วเรารู้ได้ ตรงที่รู้ได้นั่นแหละคือ หทยรูป มันอยู่ที่เรากำหนดรู้ เช่นเราน้อยใจ เราเสียใจ ไม่ได้หมายถึงหัวใจที่เป็นอวัยวะทีสูบฉีดโลหิต ทุกข์ไม่ได้เกิดที่หัวที่มือที่เท้า แต่เกิดที่ใจ เป็นเวทนา ซึ่งเกิดเมื่อใดเราก็กำหนดรู้ สัมผัสสิ่งใดก็รู้ทันที เช่นสัมผัสอันนี้แล้วชอบ ชื่นใจ อร่อย สัมผัสเสียดสีแล้วชื่นใจ เป็นอิฏฐารมย์ เราก็รู้เราก็เข้าใจตามประสาทที่กระทบรับรู้ เป็นปสาทรูป แล้วมันทำงานเรียก โคจรรูป ตากระทบรูป หูกระทบเสียง หรือ ภิกษุสาติ มีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. ล. 12 ข. 440 ) ซึ่ง ภาวะรูป มีสองอย่าง ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ) 1. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง 2. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย)
อาการของอิตถี กับปุริสภาวะ การต่างกันเรียกว่า ลิงค หรือความต่างกัน เราต้องเรียน เป็นภาคบังคับ หากไม่เรียนเราอิตถี คือความไม่จบ และปุริสะคือปัญญาที่รู้ย ิ่ งรู้จริง รู้ถึงที่สุด ถ้ารู้ในระดับรองลงมาเรียกว่า อิตถีภาวะ ถ้าระดับอินทรีย์เรียก อิตถี แต่ลักษณะพละเรียก ปุริสภาวะ ทั้งสองอย่างเป็นพ่อและแม่ ทำให้เกิด หรือศีลกับปัญญาทำให้เกิดจิต หรืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ศีลเป็นข้อกำหนด ให้เราศึกษาจิต เช่นเราไปทำกรรมชั่ว ได้ตีคน แล้วเราได้ยินดี หรือเราไปเล่น ที่มันหยาบคาย สูญเสีย เป็นการพนัน การบันเทิง เสียสุขภาพ เสียเงินทอง แล้วเราไปหลงว่ามันมันส์ เป็นรสอร่อยสุข เสียเวลาทุนรอน แรงงาน แล้วเราก็หลงว่าการได้ทำอย่างนั้น เกี่ยวข้องเป็นสังสัคคะ ปรุงแต่งเป็นสวรรค์ หรือแม้แต่ในมโน ปรุงแต่งคิดจินตนาการหวาน เป็นสุขทุกข์ คือการประกอบสังขาร ปรุงแต่งในจิต ในวาจา ได้ออกเสียง ได้ทำท่าทางก็ชอบอร่อยเป็นสุข สัมผัสแล้วมีกายวิญญัติ วจีวิญญัติ แต่ให้เราจับที่มโนหรือใจ เป็นหลัก กำหนดรู้วิญญาณหรือจิตเราที่เป็นองค์ประชุมเรียกว่ากาย อย่างเห็นมะม่วงนี้ลูกโตดี มันน่าหม่ำไหมนี่ ใจที่อยากนี่คือที่เราตั้งสมมุติไว้ว่าเนื้ออย่างนี้ รสอย่างนี้ ได้ใจเลย ปรุงแต่งเป็นเทวดา ถ้าไม่ชอบก็เป็นอาการผลัก มีสองอย่างหลักๆคือ ดูด กับผลัก ถ้าได้สมใจตามชอบก็ฝังใจเป็นอุปาทาน เมื่อสัมผัสก็อ่านเข้าไปจากกายในกาย ถ้าตาเรากระทบอยู่เราก็อ่านเข้าไปในกาย ตาเรากระทบเราเห็นรูป หรือเราหลับตา เราก็กำหนดเห็นอยู่ในใจ แม้เราหลับตา แต่เรากำหนดที่หทยรูปที่เสียง แต่ตาเรากระทบอยู่ แสงก็ทำงานของมัน สะท้อนมาที่ตาเรา แต่ปสาทรูปของเราไม่ได้กำหนดที่ตา หทยรูปเราไม่ได้อยู่ที่ตา แต่อยู่ที่เสียง แม้ตาเรากระทบแสง แต่ใจเราไม่ได้กำหนดที่ตา แต่เราไปกำหนดที่เสียงที่หู ตาเราไม่มีหทยรูป ไม่มีรูปที่ใจ เราทำงานอยู่มีองค์ประกอบ เช่นเราทำเหล้า แต่เราเห็นว่ามันทำให้คนเสีย ใช้ประโยชน์ได้น้อย เอามาสร้างให้คนกินตะพึด ฉิบหายวายป่วง กินเมื่อไหร่ก็เสียหาย ทำลายสุขภาพ ทำลายจิตใจ เราก็รู้ว่าเราทำเหล้าให้คนกินนี่บาป ทำให้เสียหายเลวร้าย อาชีพทำเหล้าขาย ถ้าเราจะทำเราก็เอามาทำยา ทำประโยชน์บ้าง คนมีปัญญาจะพิจารณาว่าอาชีพบาป อาชีพบุญ อันไหนกุศล อกุศล บาปก็เกิดจากกิเลส กรรมกิริยาที่เกิดจากกิเลส ส่วนบุญคือการชำระกิเลสได้ เกิดกิเลสก็คืออกุศล ส่วนคำว่า ตัณหาบางทีก็มีประโยชน์เป็นความต้องการ เป็นกุศลที่ดี เช่นวิภวตัณหา เป็นตัณหาเรียนรู้ภพ เข้าใจภพ รู้เหตุแล้ว เกิดจาก กามภพก่อน คนเราสามารถมีปัญญารู้ได้ว่า อันไหนเป็น กรรม เป็นกัมมันตะ ที่เป็นงานเป็นการขึ้นมา ทำประจำเป็นชีวิต ก็คือ อาชีวะ บางอย่างไม่ได้เลี้ยงชีวิตด้วยซ้ำ ทำให้ชีวิตเสียด้วย เช่น เอาแต่เล่นเตร่ เล่นกีฬาที่หลอกกันจนเสียหาย เช่นปรุงแต่งให้ดูกีฬาจนเสียทุนรอนแรงงานเวลา แต่เขานึกว่าได้เกิดการหมุนเงิน คนจิตเสื่อมไปติดอบายมุข เช่นกีฬา ไปเสพรส ปรุงแต่ง เลวร้าย หาเงินจากเรื่องนี้ ปรุงแต่มาเป็นอาชีพ หมุนเงิน แม้เงินหมุนดี แต่คนซับซาบอารมณ์ เสพอารมณ์ ซึ่งเป็นสุขขัลลิกะ เป็นสุขไร้สาระ เป็นพิษด้วย เสียเวลา แรงงานทุนรอน ถ้าเอาเวลาทุนรอนแรงงานมาทำสิ่งมีประโยชน์ต่อชีวิตจะดีกว่า แต่ไปหลงรสที่ไม่จริง เป็นสุขขัลลิกะ ถ้าไม่ได้สัมผัสจริงจะไม่เกิดรสจริง ต้องบินไปดู เช่นแข่งบอลนัดชิงต้องบินไปดู ไปเสพรสอันนั้น หลงว่าดี ไปแล้วก็เสพตอนนั้น พอกลับมาแล้วก็นึกถึงเอามาเสพในภพ เหมือนควายเคี้ยวเอื้อง ระลึกถึง เป็นเทวดาหลอกให้เสพรส ความเกิด (ชาติ) ความบังเกิด (สัญชาติ) เป็นอัตตาที่เสพ ไม่ใช่อาหารที่เป็นกวฬิงการาหาร ไม่ใช่ผัสสาหาร แต่เป็นมโนสัญเจตนาหารที่นึกจากสัญญาเอามาเป็นจริงเป็นสุขทุกข์ได้ เป็นรูปที่สร้างในจิต เป็นสวรรค์สมมุติ ซึ่งสวรรค์นั้น เป็นสุขตอนสัมผัสทันทีนั้นๆ พอหมดสัมผัสก็หมดสุข ชาติ คือการเกิดทางกาย เกิดชาติพันธุ์ ประชาชาติ ชาติ คือการเกิดทางจิตโอปปาติกโยนิ ที่เป็นอเทวนิยม ได้แก่ ความเกิด (ชาติ) ความบังเกิด (สัญชาติ) เกิด (โอกันติ) ความหยั่งลงเกิด (นิพพัตติ) เกิดจำเพาะ (อภินิพพัตติ)
เมื่อสัมผัสแล้วเกิดเป็นอารมณ์ วิจัยเวทนาเข้าไปถึงเหตุ ว่ามีสราคะ เป็นเหตุ คือได้สัมผัสเดี๋ยวนี้ก็รู้ ว่าเกิดผีหรือเทวดา เมื่อเราสามารถเรียนรู้หทยรูป เรียนรู้ ชีวิตินทรีย์ เรียนรู้ภาวะรูป ที่เป็นอิตถีภาวะและปุริสภาวะ ที่ไม่ใช่การดูถูกชนชั้นวรรณะ หาว่าไม่ส่งเสริมผู้หญิง ก็ไม่ควรคิดเช่นนั้น แต่เป็นการกำหนดสภาวธรรม เป็นความไม่เจริญเรียกอิตถีภาวะ ส่วน สิ่ง เจริญสิ่งจบ เรียกปุริสภาวะ สิ่ง ที่ยังต่องแต่งยังไม่จบคืออิตถีภาวะ แต่ สิ่ง ที่จบสมบูรณ์คือ ปุริสภาวะ เช่นเรามานั่งชุมนุมนี่เกิดคุณค่า แยกไปตามที่ต่างๆ เช่น ที่สีลม ที่อโศก ที่ราชประสงค์ ก็เกิดองค์ประกอบคุณค่าต่างๆ พวกเรามาอยู่ที่นี่ ที่ผ่านฟ้า เราก็ทำไปจะนานเท่าไหร่ไม่รู้ มีประโยชน์อย่างไร ต่อสังคมประเทศชาติ เราได้ทำ สิ่ง ดี แม้เหน็ดเหนื่อยหนักหนา เมื่อยเราก็ทำ สิ่ง มีประโยชน์ สร้างสรรไป แต่ถ้าไม่มีประโยชน์เราก็หยุดไป เช่นเดี๋ยวเกิดระเบิด คนก็อยากให้ย้ายไปที่อนุสาวรีย์ป ระชาธิปไตย แต่มาคิดดูก็ว่าตรงนี้ เป็นอย่างไร บางคนก็ว่าที่นี่มานอนมานั่งฟังธรรมกันอย่างไร ก็ไม่ครื้นเครง แต่ก็อยู่ที่รสนิยมของคน แต่เมื่อมีถ่ายทอดกำนันสุเทพ หรือมีรายการดีเราก็ตัดถ่ายทอดให้ เพราะเราอิสระไม่ได้มานั่งหาเงิน ไม่มี สปอนเซอร์บังคับ เราทำอย่างสร้างประโยชน์ เราทำได้เพราะมีคนที่เสียสละมาช่วยกันทำ แต่ที่จะอยู่ที่นี่ อาตมาก็ว่าที่นี่ดูซึ้งกว่านะ สิ่ง เหล่านี้เป็นเรื่องของมนุษยชาติ ที่เราได้เรียนรู้กัน ตอนนี้ได้อธิบายถึงรูปคือสิ่งที่ถูกรู้ทั้งนอกและใน รู้ ภาวรูป 2 เป็นอิตถัตสะ หรือปุริสัตถะ (สัตถะคือประโยชน์ ) เป็นการสื่อให้รู้สภาวธรรม อย่างแรง อย่างกลาง อย่างละเอียด เป็นปุริสภาวะได้มาก ก็มีอิตถีภาวะน้อยลงได้ เราก็เรียนรู้ชีวิตรูป คือยังมีชีวิตอยู่นะ ถ้าเราจะทำให้ชีวิตของอกุศลเจตสิกตายไป เราทำให้ชีวิตของความเป็นสัตว์อบายตายไป จากสมมุติเทพ ก็เป็นอุบัติเทพ จนเป็นวิสุทธิเทพ จนเป็นพรหม สูงขึ้นไปเราจะรู้ว่าเราจะเป็นพรหมนิรันดร์หรือไม่ อย่างอนาคามีก็เป็นอรูปพรหม ตรวจสอบตนเองในสิ่งเหลือด้วยอรูปฌาน เป็นสมบัติของตนที่ต้องล้าง ให้วิบัติหมดไป คุณจะรู้ว่าอันไหนเกิดอันไหนดับ ทำให้ถึงที่เกิด ตรงหทยรูป เรารู้ว่า ชีวิตของสัตว์นรกตาย ชีวิตของอุบัติเทพเกิด ซึ่งมีตายแบบชั่วคราว และตายแบบถาวร ตายอีหลีอีหลอ เรียกว่าดับเชื้อ รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ เรารู้นามธรรม เวทนาในเวทนา รู้อารมณ์ผี อารมณ์เทวดา เมื่อล้างอารมณ์ผีตายลง อุบัติเทพก็เกิด ชีวิตรูปที่ยังอยู่ ที่แท้คือ อาหารรูป แม้องค์ประกอบปัจจัย 4 ที่จะทำองค์ประกอบเป็นกัมมันตะ ประกอบด้วยวิตกวิจาร ปรุงแต่งนึกคิด เป็นอาการ กิริยา เราก็แยกแยะเรียนรู้วิตก วิจาร เรียนรู้ การงานอาชีพ เราเรียนรู้ในอาหาร 4 ต้องกำหนดรู้ใน รูป นาม แยกให้ออก รู้ไปถึงมโนสัญเจตนาการที่มีหรือไม่มีกิเลสไปร่วมปรุงแต่งด้วย ถ้ามีกิเลสเรียกสสังขาริกัง ถ้าไม่มีกิเลสร่วมเรียก อสังขาริกัง คุณจะรู้ว่านี่มีเพื่อตัวเรามาปนปรุง หรือเพื่อผู้อื่น เพื่อสังคม ชีวิตคนเราไม่ต้องเอามาให้แก่ตนเองมากหรอก ถ้าเป็นคนไปยาก มายาก กินยาก อยู่ยากก็ไม่ดี แต่ถ้าเราเป็นคนที่กินง่ายอยู่ง่าย ไม่เรื่องมาก คนก็จะสนับสนุนส่งเสริม เราก็มีประโยชน์ต่อสังคมได้มาก ชีวิตของคุณเนื่องด้วยผู้อื่น การเลี้ยงชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น (ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา) ยกตัวอย่าง นส.ดาวเพ็ญ เขาก็ว่าชีวิตของเขาไม่ต้องใช้เงิน ก็อยู่กับหมู่กลุ่มไป อาตมาก็ว่าให้ไปเรียนป.โท เขาก็ไปเรียน ใช้เวลาตั้ง 6 ปี กินอยู่เนื่องด้วยผู้อื่น หลายคนเราก็เรียน คนไหนช่วยตนเองได้ก็ช่วยตนเอง หรือหมู่กลุ่มก็ช่วย คนที่ไม่เห็นแก่ได้ ไม่บำเรอตน เป็นคนมีวรรณะ 9 1 . เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2 . บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3 . มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4 . ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5 . ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6 . เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7 . มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8 . ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 9 . ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)
อะไรที่ควรอาศัยให้พอเหมาะ อย่าไปเปลืองผลาญ ให้พอเหมาะพอดี แล้วเรียนรู้จากผัสสะ ในผัสสะมีเวทนา 3 เราเรียนรู้เทวดาปลอม กับผี ที่เป็นสมมุติเทพ เรียนรู้ที่จะปฏิรูป จนปฏิวัติคือทำได้ทันที ในปหาน 5 เป็นนิสรณปหาน คือทำจนเป็นที่พึ่งได้ 1 . วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) 2 . ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) 3 . สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) 4 . ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) 5 . นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ)
เมื่อเรารู้โอกกันติ สามารถทำให้หยั่งลงเป็นโลกุตระ เป็นอาริยะ รู้จักทิศทางกระแสโลกีย์กับกระแสโลกุตระ ใหม่ๆอาจได้แค่เข้ากระแสไม่มากนัก แต่พอได้ แต่พอเราได้มากขึ้นๆ ไปสู่โลกุตระมากขึ้นก็ ก็แข็งแรงขึ้นๆ สวนทางโลกีย์ก็ทวนกระแสกับโลกุตระเลย เหมือนเดินหันหลังให้กันเดินไปคนละทางเลย อย่างที่เขากำลังทำกันอยู่ในปัจจุบันนี่แหละ เราต้องรู้อยังโลโก ปโรโลโก รู้โลกนี้ โลกหน้า เราเรียนรู้ มูลสูตร 1 . มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2 . มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3 . มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4 . มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) ให้ทรงได้ซึ่งธรรมะที่เป็นนิโรธ เป็นนิพพาน เราจัดการการเกิดดับที่เวทนา แยกจิตเจตสิกได้ 5 . มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6 . มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7 . มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันยิ่ง ทะลุถึงปัญญินทรี ย์ ปัญญาพละ 8 . มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) สุดยอดที่จะรู้ยิ่ง เป็นการดับกิเลสได้ ตายสนิท แม้เป็นพรหมสัตว์ก็อาศัย ไม่ยึดติด อาศัยวิญญาณพรหมเป็นเครื่องมือ เมื่อผ่านวิมุติเป็นแก่น 9 . มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) ทำจิตให้เกิดเป็นอมตบุคคล มีอมตจิต ทำโอกันติ ทำนิพพัตติ (อุบัติเทพ) ทำอภินิพพัตติ (วิสุทธิเทพ) ในการเกิด 5 อมตะคือเกิดก็ได้ตายก็ได้ ถ้าทำ “ ผู้” ได้ก็ไม่ตาย คำว่า ผู้ ในภาษาไทยคือผู้ชาย เป็นอมตะ จะอนุโลมเป็นผู้หญิงก็ได้ อาตมาปางนี้เป็นนักรบแม่ลูกอ่อน ดูแล้วเหมือนกระเทยชอบกลๆ บางทีก็อนุโลม บางทีก็เป็นเด็ดขาด เป็นผู้เป็นคนแล้ว ภาษาไทยนั้นลึกซึ้ง ถ้าเป็นผู้เป็นเมียอยู่นี่เป็นอิตถีภาวะ 10 . มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) ถ้าไม่ปรินิพพานก็อยู่ไป อย่างพระอวโลกิเตศวรจะอยู่ไปจนช่วยคนสุดท้ายในโลกให้ปรินิพพาน แล้วเราค่อยปรินิพพาน ก็เอา แต่อาตมาไม่เอาอย่างนั้น (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58 )
ในอาหาร 4 1 . กวลิงการาหาร (อาหารคำข้าว ให้รู้กิเลสเบญจกาม) 2 . ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะกระทบให้เกิดเวทนา) เรียนรู้ของจริง ว่าเกิดกิเลสอย่างนี้ หยาบอย่างนี้ สูงขึ้นอย่างนี้ รู้ผัสสะนอกและใน รู้เจตนา 3 . มโนสัญเจตนาหาร (อาหารใจที่เจตนามุ่งกับตัณหา) วิภวตัณหา เป็นตัณหาเป็นตัณหาล้างตัณหา 4 . วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ คือ กำหนดรู้จักแยกแยะนาม-รูป แล้วกำจัดเฉพาะอาสวะให้จบสิ้น) วิญญาณจะเจริญ จากวิญญาณผี เป็นเทวดา แล้วมาเป็นพรหม (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241 - 244 ) เรียนรู้ในปริเฉทรูป คือการตัดช่องว่าง จนถึงขั้นจิตว่างจากกิเลส ถึงอากาสธาตุ เป็นอากาสาฯ ในอรูปฌาน เป็นวิญญานัญจาฯ เป็น อากิญจัญฯ จน สัญญาเวทยิตนิโรธ เรียนรู้จิตในวิการรูป 5 ลหุตา คือบางเบา ละเอียด มุทุตา แววไว จึงทำ กัมมัญญตา ทำอย่างมีปัญญาอันควรได้ เรียนรู้ใน ลักขณรูป 4 1 .อุปจย (ความเจริญขึ้น) 2 . สันตติ (ความแก่หรือเสื่อมอยู่ไปหาทางตาย) 3 .ชรตา (ความพาเคลื่อนไปเสื่อม) 4 .อนิจจตา (ความเคลื่อน ที่คุณคุมเองได้ด้วย) คุณจะรู้ว่าทุกอย่างอนิจจตา แม้ทำให้เกิดได้ระยะเวลาหนึ่ง แม้ อุต ส าหะทำให้มันนาน โดยเฉพาะพลังทางจิต เจตนาเอง แต่ทุกอย่างก็ต้องสูญนะ เราประสงค์ให้อยู่ได้นานแค่ไหน เช่นอาตมาประสงค์อยู่นาน 151 ปี จะได้หรือไม่ก็แล้วแต่ปัจจัย ถ้าทำได้ 151 ปีก็ไม่เอานานกว่านั้นอีก แต่ไม่บังอาจว่าเราจะเก่งขนาดนั้น แต่ก็ต้องลองดู เราอยู่เพื่อสร้างสรร ไม่ได้ทำลาย ...จบ