570212_รายการตอบปัญหาประชาปฏิวัติ ตอน ๑ ที่ผ่านฟ้า โดยพ่อครูและคุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข16 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570212_รายการตอบปัญหาประชาปฏิวัติ ตอน 1 ที่ผ่านฟ้า วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2557 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และคุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์

พ่อครูว่า… มีบทความในมติชนของ อ.สุรพจน์ ทวีศักดิ์ เรื่อง คำถามต่อบทบาทของพระพุทธอิสระและสมณะโพธิรักษ์ เขาเป็นนักคิด ก็คิดมาหาเหตุผล เป็นตรรกะ คิดได้ อาตมาเห็นได้จะเอามาพูดให้ฟัง ใครจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ ….. เมื่อเปิดดูวินัย มีวินัยห้ามพระสงฆ์ชุมนุมทางการเมือง....ซึ่งอาตมาก็ให้เขาเปิดดูว่ามีไหมในวินัย ก็ไม่มี แล้วอ.สุรพจน์ได้ยกเอาเรื่องพระเทวฑัตได้ยุยงพระเจ้าอชาติศัตรูให้ปฏิวัติยึดอำนาจจากพระราชบิดา แล้วเจ้าชายอชาตศัตรูได้อำนาจ ส่วนพระเทวฑัตก็จะมายึดหมู่สงฆ์ปกครองสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองคนละแบบกับอาตมา อาตมามาทำงานการเมืองแต่ไม่ได้ยึดอำนาจใคร ไม่ได้ทำอย่างพระเทวฑัต แล้วเขายังอ้างอิงคำตรัสพระพุทธเจ้าว่าท่านตำหนิว่า ไม่ใช่กิจที่สงฆ์พึงกระทำ ซึ่งอาตมาเองก็ดูในวินัย ที่เป็นคำประกาศของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าให้สาวกประกาศแก่ชาวเมืองราชคฤห์ ในเรื่องยึดอำนาจของพระเข้าอชาตศัตรูต่อพระราชบิดาได้สำเร็จ คุณสุรพจน์ว่า ไม่เกี่ยวกับสงฆ์ แต่แท้จริงเป็นคำประกาศนียกรรม ของพระพุทธเจ้าต่อพระเทวฑัต คือพระพุทธเจ้าประกาศให้พระเทวฑัตเป็นานาสังวาสกับสงฆ์ เหมือนอย่างอโศกประกาศนานาสังวาสกับ มหา เถรสมาคม ต่างกันที่อาตมาเป็นคณะเล็กแยกจากหมู่ใหญ่ ส่วนของพระพุทธเจ้าหมู่ใหญ่แยกหมู่น้อย ก็ทำได้ทั้งสองแบบ ที่คุณสุรพจน์หยิบมาอ้างอิงว่า เป็นเรื่องการเมืองโดยตรง แล้วบอกว่าพระพุทธเจ้าว่าเรื่องนี้ไม่ควรทำเลย ซึ่งความจริงก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เป็นเรื่องประกาศนียกรรม ในพระไตร ปิฏก ล. 7 ข้อ 362 ปกาสนียกรรม [ 362 ] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ

อ่านต่อ

ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงลงปกาสนียกรรมในกรุงราชคฤห์แก่เทวทัตว่า ปกติของพระเทวทัตก่อนเป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเทวทัตทำ อย่างใด ด้วยกาย วาจา ไม่พึงเห็นว่าพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ เป็น อย่างนั้น พึงเห็นเฉพาะตัวพระเทวทัตเอง หมายความว่า นอกจากพระพุทธเจ้าจะประกาศต่อสงฆ์ แล้วยังให้พระสารีบุตรไปประกาศต่อทุกคนในราชคฤห์ อีก คุณสุรพจน์สรุปเอาเองว่า พระสงฆ์ไม่ควรไปเกี่ยวเนื่องกับการเมือง กับการแย่งชิงอำนาจรัฐ ซึ่งก็จริง เรามาทำงานไม่ได้ไปแย่งชิงอำนาจรัฐ เรามาประท้วงเราไม่ได้เป็นตัวการเอง อย่างยุค พันธมิตร เราก็ไปทีหลัง คราวนี้ กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ เป็นทีมคณะเดิม ก็ออกมาก่อน เรามาร่วมทีหลัง แต่เรามาส่งเสริมเราเห็นด้วยว่างานเช่นนี้เป็นงานที่เป็นประโยชน์ ต่อมวลมหาชนเราก็มาช่วย โดยมีจุดสำคัญที่เน้นว่าจะทำให้เกิดสันติ อหิงสา ขอเน้นว่าได้ผล ตั้งแต่ ทำมา ใครเข้าใจผิดก็ให้ขอกล่าวแก้นะ ในพระไตร ปิฏก ล. 9 ว่าไว้ว่าใครกล่าวว่าเรา ถ้าเราผิดเราก็รับ เราไม่ผิด เราก็กล่าวแก้ได้ คุณสุรพจน์ ยังบอกว่าการมาต่อต้านระบอบทักษิณ เป็นการได้อำนาจที่เป็นวิถีทางนอกระบบ เป็นการทำให้เกิดความรุนแรงในตัวมันเอง ไม่ว่าจะยึดอำนาจรัฐโดยกองทัพหรือโดยอำนาจของมวลมหาประชาชนย่อมเป็นความรุนแรงในการละเมิดสิทธิ์ของประชาชนทั้งประเทศ พ่อครูว่า...นี่คือโมเมชั่นคนนี้ตีขลุมเลยว่า เราไปละเมิด ไปทำลาย อำนาจประชาชน ทั้งประเทศ เราก็ว่าเราไม่ได้ไปทำลาย อำนาจประชาชนแต่เรามาทำตามสิทธิิหน้าที่ เราไม่ได้มีอำนาจอย่างรัฐบาล เรามาไล่รัฐบาล เราไม่ได้มาไล่อำนาจรัฐประเทศ อันนี้อาตมาพยายามพูดให้ละเอียด เราคิดอะไรฉบับใหม่อาตมาก็เขียนบรรยายหน้าปก ว่า อำนาจรัฐบาลมิใช่อำนาจรัฐประเทศ มันต่างกันอย่างไร จะได้อธิบายความ

อำนาจรัฐบาล มิใช่อำนาจรัฐประเทศ

( 1 ) มหัศจรรย์ลั่นฟ้า ปฏิวัติ ขนบใหม่ไทยโชว์ชัด ฉีกหล้า สันติภิวัฒน์ขจัด อำนาจเก่า มวลมหาชนกล้า แกร่งด้วยอธิปไตย ( 2 ) คนไทยได้ตื่นรู้ สิทธิ์ตน อำนาจอธิปัตย์คน ทุกผู้ เป็นของประชาชน เหนือรัฐ- บาลแฮ แต่รัฐบาลด้านสู้ บ่รู้สึกตัว ( 3 ) ตนชั่วทุจริตก้อ ดันทุรัง หน้าที่รัฐบาลพัง หมดแล้ว เพราะทำผิดถึงฝัง ตายหมด สิทธิ์เฮย ขืนอยู่ป่นไป่แคล้ว ถูกต้านไล่กระเจิง ( 4 ) แต่เหลิงหลงยึดบ้า อาเพศ เพราะโง่ไป่รู้เลศ ลึกแล้ รัฐบาลรัฐประเทศ เทียมเท่า กันฤา อำนาจแค่ใดแท้ บ่รู้แม่นคม ( 5 ) ยึดงมงายอำนาจข้า ล้นเหลือ เพี้ยนอธิปไตยเฝือ- ฟั่นเพ้อ หลงเลอะเทอะคลุมเครือ บาล-ประเทศ จึ่งผิดพาเพ้อเจ้อ เหนี่ยวฟ้าลงบาดาล ( 6 ) "รัฐบาล"มีหน้าที่ งานรัฐ ตามกฎหมายกำหนดชัด ระบุไว้ มิใช่รัฐาธิปัตย์ เทียบอำนาจ ประชาเลย แค่รับใช้ประชาให้ สงบได้สุขดี ( 7 ) "รัฐ"นี้"ประเทศ"แท้ ใช่รัฐบาล มีอำนาจเกินกว่าการ รับใช้ "รัฐชาติ"ใช่แค่งาน กุลีรัฐ แต่ยิ่งกว่าอย่าได้ ผิดเพี้ยนเผยอผยอง

"สไมย์ จำปาแพง" 11 ก.พ. 2557 [นัยปก "เราคิดอะไร" ฉบับ 284 ประจำเดือน มีนาคม 2557 ]

อ.ไชยวัฒน์ว่า...ตอนนี้รัฐได้สรุปว่า กปปส.ที่ได้บริหารจัดการมวลมหาประชาชน กับรัฐบาล นี้ไม่สามารถทำให้เรื่องจบได้ เราพึงพิจารณาอย่างไรว่าท่ามกลางความสับสนของประชาชน ก็น่าจะโยงกับมิติจิตวิญญาณอย่างไร เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้เร็วขึ้น ช่อง 13 สยามไทยก็เลยให้ผมมาสัมภาษณ์พ่อท่าน พ่อครูว่า...อันนี้เจ๋งกว่านายกฯยิ่งลักษณ์นะ ที่ใครมาถามแก แกก็ว่าทำไมไม่ถามให้ตรงคำตอบ...? อ.ไชยวัฒน์ว่า..ที่พ่อท่านได้เปิดไว้ก็ตรงกับที่ผมจะถาม ว่าคนไทยเชื่ออะไรไม่เชื่ออะไร แล้วอะไรเป็น สอง คำว่าการเมือง จะมีสองมิติ คือที่ทั่วโลกเป็นกันคือการแย่งอำนาจและความรุนแรง และอีกมิติที่พ่อครูได้ชี้แจงมานานคือ การเมืองคือการเสียสละภายใต้สันติอหิงสา แล้วโยงเรื่องอำนาจกับรัฐบาล กับประชาชน ก็ขอกราบนิมนต์พ่อท่านตอบคำว่าประชาชนกับการตื่นรู้ ก็ร้อยกับชื่องานนี้ คืองานพุทธาฯ เป็นการจัดที่ผ่านฟ้าฯเป็นครั้งแรก เมื่อเช้าก่อนนี้ จะตั้งคำถาม ก็ตามข่าวดู ทุกช่องเลย เราต้องยอมรับว่าข่าวที่ออกมาจะกระทบต่ออารมณ์ของพี่น้องประชาชน เป็นความทุกข์ เรื่องจำนำข้าว มีชาวนาผูกคอตายไปอีกราย และเรื่องจับคุณสนธิญาณ กับค้นบ้าน ซึ่งเรื่องจำนำข้าว แล้วชาวนาผูกคอตาย ก็เป็นเรื่องที่ชาวโลกให้ความสนใจ มีผู้ใหญ่คนหนึ่ง คืออดีตนายกฯปัญญา สรุปปัญญาบ้านเมืองว่า คนที่เชื่ออย่างนี้หรือไม่เชื่ออย่างนี้ก็อาจเป็นจำนวนคนที่ใกล้เคียงกัน แต่ผมว่าเลยเถิดไปแล้วว่าใครผิดหรือถูก เป็นป ระชาธิปไตย หรือไม่? แล้วยังมีความเจ็บใจจากเรื่องนำเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเรื่องทำคนเจ็บใจอย่างมาก? แล้วที่ผ่านมาต่างคนต่างบอกว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่ว่า ปัญญาไม่อยู่ที่นั่น ต่างคนต่างมองเป็นเรื่องปัญหาของพวกพอง คนเชื่ออย่างนั้นเขาก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่เชื่ออย่างนั้น? และที่พ่อครูพูดเรื่องทิฏฐิ ที่เป็นความเชื่อ ความเห็น ความเชื่อมั่น จะแยกเป็นสองตัวคือ สัมมาทิฏฐิ ที่เป็น อ าสวะที่มี 10 ตัว กับสัมมาทิฏฐิที่เป็นอนาสวะมี 6 ตัว ซึ่งในไทยเขาขยายความเรื่องนี้น้อย พ่อครูเคยพูดว่าปัญหาในประเทศเกิดจากการสะสมทิฏฐิที่ผิดมานาน ขอถามพ่อครูว่าความเชื่อจะแก้ปัญหาสังคมไทยได้หรือไม่? พ่อครูว่า...ตอบประเด็นสั้น ว่าความเชื่อจะแก้ปัญหาสังคมไทยได้หรือไม่?....คุณสมบัติจิตวิญญาณที่จะเป็นตัวเชื่อหรือไม่เชื่อ มันเชื่ออะไร และเชื่อมีหลายระดับ ความเชื่อมี เชื่อถือ ...เชื่อฟัง...เชื่อมั่น ตามลำดับ มี 3 ลำดับใหญ่ๆ เชื่อถือ เรียกว่าศรัทธา เป็นความเชื่อ ที่ถ้าเพิ่มขึ้นก็เป็นอินทรีย์ เป็นพละ ศรัทธาพละ เป็นความเชื่อมั่น เมื่อมีความเชื่อผิด ทฤษฎีผิดก็จะเป็นโทษ แต่ถ้าเชื่อได้สัมมาทิฏฐิจะมีประโยชน์มาก ประเด็นนี้สำคัญมาก... ทิฏฐิคือเร ิ่ มเข้าใจเริ่มเชื่อ เมื่อมีพลังมากก็จะเป็นปัญญา เป็นความรู้สมบูรณ์ ซึ่งพระพุทธเจ้าแยกไว้ 10 ส่วน ความรู้ทิฏฐิที่จะเป็นปัญญา 6 อย่างจะมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นปฏิภาค คุณเป็นพุทธ ศ าสนิกชน ตอนแรกก็แค่เชื่อถือ คือศรัทธา เพราะพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ถ้าศรัทธานั้นไม่มีปัญญาความเชื่อนั้นเละ ซึ่งในพระไตร ปิฎก ล. 24 ข้อ 8 ซึ่งเราจะเชื่ออะไรใหญ่ๆฟ่ามๆไม่มีรายละเอียดนั้นไม่ได้ผล ท่านก็เลยแบ่งให้รู้และทำในศรัทธาสูตร 1 . ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) เริ่มต้นที่ศีล 5 เป็นต้น 2 . ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) ศีลที่เป็นกุศลย่อมยังความเป็นอรหันต์ให้สมบูรณ์ไปโดยลำดับ ซึ่งไม่ใช่เชื่อโดยไม่มีหลักเกณฑ์ไม่มีสาระ เมื่อมีศีลเป็นกุศล ก็จะเกิด กาย วจี และมโนที่เป็นกุศล ก็จะเกิดจิตสมาธิ ที่ตกผลึกตั้งมั่น จากจิตที่เกิดผลจากสัมมาปฏิบัติ กำจัดกิเลสออกไป ก็จะถูกต้องเพ ิ่ มขึ้นๆ ก็จะเกิด 3 . พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) ตามผลของแต่ละระดับ เช่นโสดาฯ สกิทาฯ ...มีความรู้จริงไม่ใช่รู้แต่ตรรกะ ไม่ใช่แค่รู้มากอย่างเดียว แต่มากด้วยวิมุติที่เป็นแก่นสาร เมื่อได้วิมุติก็เอาไปบรรยายเป็นธรรมกถึก 4 . เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) คือพระพุทธเจ้าท่านให้ทำตนให้มีคุณอันสมควรก่อน จึงพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง 5 . เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) พาหมู่กลุ่มหมู่ชนให้รู้สัจจะ ส ิ่ งที่ควรศรัทธาอย่างดีงาม จนเก่งขึ้น 6 . แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท กว้างขึ้นๆดีขึ้น แล้วจะเป็นผู้ที่ต้องคำนึงหลักเกณฑ์ของวินัย 7 . ทรงวินัย ต้องศึกษาไม่เช่นนั้นจะทำงานพลาด ถ้าทำงานกับวงกว้างต้องแม่นวินัย รู้จักกฎเกณฑ์ของธรรมะและวินัยด้วย แล้วจิตจะเจริญขึ้น 8 . อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) คือเป็นผู้สงบ ยินดีในความไม่อึกทึก ไม่ยินดีในโลกีย์ 9 . ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 ซึ่งจิตได้ลดกิเลส ได้เผากิเลสจริง เป็นฌานแล้วเสร็จก็จะเป็นผู้ที่ 10 . ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง (สัทธา 10 จาก สัทธาสูตร พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 8 ) โสดาบันเป็นหลักแรก ปฏิบัติแล้วจะเกิดความเชื่อที่มีคุณสมบัติอย่างที่ว่ามา....จะมีหลักประกันจะไม่ก่อความรุนแรงวุ่นวาย เพราะจิตจะยินดีในความสงบ และมีวิมุติด้วย นี่คือคุณสมบัติของความเชื่อที่ทำแล้วจะเจริญอย่างที่พระพุทธเจ้าว่า มาเรื่องทิฏฐิ แปลว่าความเชื่อ หรือเรียกว่าทฤษฏี ที่เป็นสูตรหลักเกณฑ์ปฏิบัติ ความเห็นแรกที่ต้องเข้าใจคือการปฏิบัติตนในชีวิต คือต้องเป็นนักศึกษา ใหญ่สุดคือ ศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา ใครทำตามครรลองนี้จะเกิด ปัญญา ต้องเรียนรู้สัมมาทิฏฐิ เป็นประธานของมรรคองค์ 8 ต้องเข้าใจในความเป็นจริงของส ิ่ งเจริญแท้ เป็นปรมัตถ์ เป็นประธานเลย และ 10 ข้อที่พระพุทธเจ้าแยกไว้ คือ 1 . ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) 2 . ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3 . สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4 . ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5 . โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6 . โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7 . มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8 . บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9 . สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) ตายอย่างไม่มีซาก เกิดอย่าง นิพพัตติ อภินิพพัตติ 10 . สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) คุณเชื่อไหมว่า โลกนี้มีไหม สมณพราหมณ์อย่างนี้มีไหม? จนเป็นสยังอภิญญาเป็นของตนที่สูงกว่าปัจเจก สูงกว่านั้นก็เป็นสยัมภู คือพระพุทธเจ้า ทางปฏิบัติที่ยิ่งใหญ่ เป็นองค์แห่งมรรค ที่เป็นมรรคองค์ 8 ที่จำมรรคทั้ง 7 (สัมมาทิฏฐิ, สังกัปปะ,วาจา,กัมมันตะ ,อาชีวะ,วายามะ(เพียร) ,สติ ทั้ง 7 องค์สั่งสมเป็นเอกกัคคตาจิต เป็นสัมมาสมาธิ ในมหาจัตตารีสกสูตร สัมมาทิฏฐิจะเจริญ จะมี 1 . ปัญญา-รู้เห็นจริงตามสัจจะของจริง (ปัญญา) 2 . ปัญญินทรีย์ ( ปัญญินทริยัง ) 3 . ปัญญาพละ ( ปัญญาผลัง ) มีพลังงาน static แฝง 4 . ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ( ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค ) 5 . ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น 6 . องค์แห่งมรรค ( มัคคังคะ ) มีพลังงาน Dynamic แฝง (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 258 ) สังกัปปะมี 7 องค์ สัมมาวาจามี (การพ้นจากมิจฉาวาจา 4 คือปด ส่อเสียด หยาบ เพ้อเจ้อ) สัมมากัมมันตะมี 3 สัมมาอาชีวะมี 5 เรางดเง้น จากมิจฉาทั้งหลายก็จะเป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์ (อุปธิเวปักกา) ชำระกิเลสไปได้เรื่อยๆ รูปขันธ์นามขันธ์สะอาดขึ้นเรื่อยๆ โดยปฏิบัติธัมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นองค์หนึ่งของโพชฌงค์ 7 (ที่มี 1 . สติ 2 .ธัมมวิจัยะ 3 .วิริยะ 4 .ปีติ 5 . ปัสสัทธิ 6 . สมาธิ 7 . อุเบกขา) ผู้ใดนำไปปฏิบัติ ก็จะเจริญจริง แล้วค่อยไปเรียนความรู้ในโลกๆ ทั้งปริญญาต่างๆ ปฏิบัติไปจะเกิด ศรัทธา (เชื่อถือ), ศรัทธินทรีย์ (เชื่อฟังปฏิบัติตาม), และเป็นศรัทธาพละ (เชื่อมั่น) คนไปเข้าใจผิด ปฏิบัติผิด ก็ได้แค่ ลาภสักการะ หรือศีล ไม่เข้าถึงแก่นคือวิมุติ 1. กิ่งใบ = ลาภสักการะ เสียงสรรเสริญ 2. สะเก็ด = ศีล 3. เปลือก= สมาธิ 4. กระพี้ = ปัญญา 5. แก่น = วิมุติ หลุดพ้นจากทุกข์ อ.ไชยวัฒน์ว่า...คนไทยไปเชื่อถือเชื่อฟังนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง มากกว่า เชื่อถือเชื่อฟังเชื่อมั่นในหลวง ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งถ้าคนไทยเชื่อในหลวงจะไม่เกิดปัญหา เมื่อปี 2475 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฏร์ตัดสินใจว่าจะไปเป็นระบอบป ระชาธิปไตร อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเป็น ระบอบป ระธานาธิบดี แต่ก็ตัดมิติจิตวิญญาณออกไปจึงเกิดปัญหา อย่างที่สอง เรื่องการเมืองภายนอกฝ่ายซ้ายก็จะเป็นประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินส่วนระบบของฝ่ายขวาก็คือ สังคมนิยมประชาธิปไตย จะเป็นการทิ้งจิตวิญญาณทั้งสองอย่างเลย ไม่เป็นเรื่องเสียสละ สันติ อหิงสา.... เรื่องที่พ่อครูอธิบายสัมมาทิฏฐิ ของคนที่มีกิเลสอยู่ ที่ต้องทำตามไตรสิกขา และอีกระดับหนึ่งคือสัมมาทิฏฐิของคนไร้กิเลสแล้ว ก็จะเป็นพลัง และที่สำคัญคือข้อสุดท้ายของสัมมาทิฏฐิ 10 คือ ข้อนี้ไปขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ตะวันตกที่ติดว่าอะไรพิสูจน์ไม่ได้ไม่เชื่อ ซึ่งวิทยาศาสตร์เข้าไม่ถึงการเวียนตายเกิดของจิตวิญญาณ ทำให้สัมมาทิฏฐิมีปัญหา การปฏิบัติก็มีปัญหาต่อไปอีก ก็อยากสรุปว่า อุปมาเหมือนว่า...พวกที่กำลังแสวงหาอยู่แล้วลังเลสงสัยมาก ว่าจะเอาหลักวิทยาศาตร์มาจับหรือเอาหลักอะไร...ถ้าข้อ 10 ไม่มีจริงจะมีบุคคลที่เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ มาเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ?...เมื่อผ่านยุคของสมณโคดมไปแล้วก็ย่อมจะยืนยันว่า จะมีสมณะพราหมณ์ที่รู้ย ิ่ งรู้จริงในตนได้ เพราะความรู้ทั่วไปในโลกไม่สามารถทำให้คนตรัสรู้ได้ แต่ก็ยังมีคนสืบต่อมาได้จนบัดนี้ ที่พ่อครูพาทำร่วม พันธมิตร และกปปส. ที่จับได้คือพยายามสถาปนามิติจิตวิญญาณ เป็นเรื่องการเสียสละ ในการเมืองนี้ ซึ่งคนเข้าไม่ถึง เพราะไม่ว่าใครก็จะนิยามการเมืองว่าเป็นการแย่งชิงอำนาจ ไม่มีใครพูดเรื่องเสียสละ สันติ อหิงสา ก็จะไปขัดกับคนที่เขาคิดว่าต้องรุนแรงจึงจะเปลี่ยนแปลงได้ ก็ต้องพยายามให้ไปถึงจุดเสียสละได้จึงไม่เวียนกลับไปเป็นแบบเก่าที่แย่งชิงอำนาจต่อไปอีก ตอนนี้ทักษิณส่งสัญญาณมาผ่านสมชาย ว่าทักษิณอยากเปิดการเจรจา แต่ว่าต้องให้มีการเลือกตั้ง ก็มีบรรหารมารับสนองและอดีตนายกฯอนันต์ก็เสนอเรื่องการเจรจามา

พ่อครูว่า..ขอขยายความว่า...อำนาจที่ว่านี้ รัฐศาสตร์สอนว่าการเมืองคือการแย่งชิงอำนาจ เป็นโลกีย์ ให้อำนาจไปปกครอง ที่จริง คำว่าอำนาจนี้ ภาษาไทยก็มีเพียงคำว่า แรง หรือใช้คำว่าอธิปไตยก็คืออำนาจ อำนาจ ที่เป็นรัฐศาสตร์ที่ถูกต้องไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจกัน ก็ใช้ภาษาที่มาอธิบาจคือเรื่อง อำนาจรัฐบาลนั้นเป็นสิทธิที่จะใช้แรง สามารถ กำลัง ที่จะทำตามกฎเกณฑ์ ที่กฎหมาย รธน.กำกับไว้ คุณทำเกินกว่านั้นไม่ได้ และมีกรอบของการรับใช้ เป็นอำนาจกุลีของรัฐ แต่ทุกวันนี้หลงเหลิงมาก ยึดอำนาจเป็นของตน ละเมิดรธน. เที่ยวสั่งการ ไปเป็นนายเขาหมด ความจริงแล้วเป็นผู้รับใช้ ทำอย่างไรจะให้เขารู้สัจธรรมนี้ เมื่อไปเป็นสส.เข้าไปทำงานในสภาฯ แล้วไปเลือกนายกฯอีกที ก็คือตัวแทนไปรับใช้ มีวิธีการคัดเลือกกัน แล้วไปดูคณะผู้รับใช้ประจำคือ ข้าราชการ คือนักรับใช้ถาวร ประชาชนจ้างให้ทำงาน ก็ดันไปเป็นนายประชาชนอีก เขายึดว่าตนเป็นนายทั้งที่ตนคือผู้รับใช้ มันก็พังแล้ว เอาหัวเดินต่างตีน สังคมก็บรรลัย แต่ถ้ามีปัญญาซื่อสัตย์ ผู้รับใช้ก็รับใช้ ขยันซื่อสัตย์ก็เกิดเป็นประโยชน์ต่อสังคมแน่นอน อาตมาใช้คำว่า Force กับ Authority ซึ่งอาตมาเข้าใจว่าต่างกัน Force จะมีกำลังบีบบังคับ อย่างที่คุณสุรพจน์วิจารณ์อยู่ ซึ่งมันไม่ใช่ เราไม่ได้ทำงานนี้แล้วมีอำนาจ Force แต่เราสร้างอำนาจ Authority เป็นอำนาจโดยธรรม 1 ) Force = คือ อำนาจ ที่มีลักษณะของเผด็จการ กดขี่ บังคับ ยัดเยียด ครอบงำให้จำนน ตามความมาก-ความน้อยของการใช้อำนาจนั้น ถ้ามาก ก็คือ เผด็จการ ถ้าเพียงกดขี่ บังคับ ครอบงำ มากหรือน้อยลงมา เท่าใดๆ ก็คือ การใช้อำนาจนั้น ตามที่มาก-ที่น้อยนั้นอยู่ เท่านั้นๆ นี่คือ อำนาจ เป็น ความชอบธรรม ซึ่งเป็นอำนาจ ที่สร้างให้ตนด้วยโลกธรรมและเล่ห์กล อันประกอบไปด้วยกิเลส จนคนอื่นเขาตกอยู่ใต้อำนาจ เพราะลาภ-ยศ และเล่ห์ต่างๆ ผู้ที่ยังมีพฤติที่สร้างอำนาจเป็นความชอบธรรม นั่นคือ ผู้ผิดอยู่ ยังไม่เจริญ หรืออวิชชาอยู่ แล้วถือว่าตนคือผู้มีอำนาจ นี้คือ อำนาจยังไม่เป็นธรรม Force ซึ่งเรียกว่ายังเป็นเผด็จการอยู่มากหรือน้อยตามที่เป็นจริง คนฉลาดในโลกจะสร้างอำนาจให้คนเกรงและกลัว จนไม่กล้าค้านแย้งหรือตำหนิติเตียน ติติง จึงได้เป็นผู้มีอำนาจโดยไม่ชอบธรรม 2 ) Authority = อำนาจ ที่ได้โดยธรรม ของผู้ที่ประพฤติตนดี มีธรรม ซึ่งเป็นความมาก-ความน้อยของคุณค่าความดีความมีธรรม จึงเกิดอำนาจของสิ่งที่น่าเคารพบูชาในตัวผู้ทำดีทำเป็นธรรมที่ผู้นั้นสร้างเอง เป็นเจ้าของคุณงามความดีนั้น แล้วผู้คนที่รู้ที่เห็นคุณค่านั้นยอมรับด้วยความเคารพนับถือ จึงยกย่องบูชา และยอมให้แก่ผู้มีคุณงามความดีนั้นอย่างอิสระเสรี ไม่มีใครยัดเยียด หรือบังคับ กดขี่เลย นี่คือ ความชอบธรรม เป็น อำนาจ ผู้ที่รู้จักการกระทำความเคารพต่อผู้ที่น่าเคารพ สมควร เคารพ ซึ่งเป็นครุกรณะ คือ คนยอมยกอำนาจนั้น ให้แก่ผู้น่าเคารพ นี้คือ อำนาจโดยธรรม Authority = right power หรือจะเรียกว่าเผด็จการโดยธรรมก็ได้ ถ้าไม่ติดยึดอยู่แค่ภาษา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีอำนาจนั้น ที่ผู้คนยกให้อย่างเทิดทูนบูชาเต็มใจสูงสุด มาแล้วเป็นต้น ดังนั้น ผู้น่าเคารพ จึงเป็นเสมือนผู้มีอำนาจที่จะพูดจะทำอะไรกับผู้ที่เขาเคารพนับถือ เชื่อมั่น เขาก็จะเชื่อฟัง น้อมรับด้วยความเคารพบูชา นี่คือ ผู้มีพฤติที่สร้างความชอบธรรมเป็นอำนาจ เป็นผู้ถูกต้อง ผู้เจริญ หรือมีวิชชาแล้ว ปราชญ์แท้ๆจะไม่สร้างอำนาจให้คนเกรงและกลัว จนไม่กล้าค้านแย้งหรือตำหนิติเตียน ติติง จึงเป็นผู้มีอำนาจโดยธรรม เราทำให้ความชอบธรรมกลายเป็นอำนาจ สร้างตน ทำตนให้มีคุณงามความดี ทำงานรับใช้ประชาชนจะเกิด Authority power ทำได้สูงจนเขายอมยกให้คุณเผด็จการเลย เพราะเขาพาคนอยู่เย็นเป็นสุขอย่างแท้จริงเลย เมื่อสร้างได้จะเป็นอำนาจสมบูรณ์หรือ Sovereign Power สูงสุดเป็น Supreme เป็น Independence เราประท้วงโดยทำตามรธน. โดยสันติ อหิงสา ยืนยัน แต่ที่เกิดทะเลาะบาดเจ็บวิวาทเกิดจากคนอื่นทำเรา เอาคนปลอมมาทำให้รุนแรง แล้วใส่ความว่าเราทำ เป็นการทำของคนไม่บริสุทธิ์ เราทำสะอาดบริสุทธิ์ไม่หวั่นไหว จริงในหมู่พวกเราบางคนอาจมีกิเลส ก็ยอมรับ แต่เราก็ยังไม่เห็นว่า มีเกินเลย ถ้าใครทำเกินเลยรุนแรงอย่างนี้เราไม่นับเป็นพวก เราให้ออกไป แต่เขาอาจดื้อไม่ออก มาแทรกแซงเราอยู่ ก็มี ที่อยู่กันได้ก็เป็นกำลังเป็นอินทรีย์พละของแต่ละคน เป็นพลังอำนาจคุณธรรม ที่วิทยาศาตร์พิสูจน์ไม่ได้นั้นไม่ใช่ เพราะเราพิสูจน์ได้ พาพวกเราทำมาหลายสิบปี เกิดวิวัฒน์พัฒนา เป็นสันติภิวัฒน์ เกิดสันติอหิงสาได้ขนาดนี้ เปลี่ยนแปลงมาจนเป็นมวลมหาประชาชน ฝ่ายรัฐก็ใช้ทุจริต เขาใช้ไม่ค่อยออก จนเขาลดบทบาทบ้าง พยายามทำให้ตามกฎหมาย แต่ก็ปลอมแปลงแทรกแซงอยู่ เราจับได้ก็มี มีบทความเจ้าหนึ่งเขียนยืนยันว่า ...ทำไมเมื่อจับแกนนำมวลชนอย่าง สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ด้วยข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วถึงไม่คิดจะจับ โกตี๋ ที่เรียกระดมมวลชนเกินกว่า 5 คนไปไม่รู้จะกี่ร้อย ต่อกี่ร้อย ยกพหลพลโยธาฝ่าถนนที่ผู้มีอำนาจตาม พ.ร.ก.สั่งห้ามเอาไว้ แถมยังควักปืนผา หน้าไม้ ออกมาซัลโวกับนักรบป็อปคอร์นชนิดสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งบาง... แล้วที่ยิงขวัญชัย ไพรพนา ทำไมจับคนยิงได้ทั้งแก๊งค์เลย ที่จริงตำรวจมีฝีมือนะ เราตายไปตั้ง 11 คนแล้ว ตำรวจจับคนร้ายไม่ได้ซักคน ก็ลำเอียงมากเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องความถูกต้องกับความไม่ถูกต้องเท่านั้นเอง ขอตอบว่า...แล้วจะเอาอำนาจอะไรมาชนะ ...อำนาจแห่งสันติ อหิงสา อโหสิ นี่แหละที่เราจะเอามาใช้ อำนาจนี้เป็น อำนาจคุณงามความดี อันนี้จะชนะ จะชนะอย่างไร?.... คนชั่วเขาจะทำชั่วหนักขึ้น จะชั่วหนักขึ้นด้วยวิธีซับซ้อน แต่อำมหิตมากขึ้น นั้นคือการพองตนของอึ่งอ่างจะสู้ เบ่งให้ตัวโตเท่ากับคนอื่นแต่เป็นความผิด เป็นความว่างเปล่าที่มีแต่ลมพอง ความผิดก็จะขึ้นไป เขาทำผิดมากขึ้น คนทำถูกก็จะทำถูกต้องเพ ิ่ มขึ้น อึ่งอ่างก็จะพองตัว ให้เท่ากับราชสีห์ ยิ่งสู้ไป ความดีเป็นราชสีห์ก็จะมีราศีมากขึ้น แต่อึ่งอ่างก็จะพองตัวสู้ วันหนึ่งจะเกิด ท้องแตกตายเพราะความพองออกไปโดยส ิ่ งอสัจจะ หรือทุจริตเลวร้าย สังเกตว่าเขาหาเรื่องไม่เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่อง เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งเห็นเลยว่าหาเรื่อง ยกตัวอย่างออกกฎหมายพรก.ฉุกเฉินมาก็ผิด หากตัดสินมาเมื่อไหร่ ศรส.ก็คือศูนย์รักษาสัตว์ แล้วเขายิ่งดิ้น เพราะหากถูกตัดสินก็จะแย่แน่ เขาก็หาเรื่องไปเรื่อยๆ ส่วนจตุพร ณัฐวุฒิ ธิดานกแสกก็บรรยายครอบงำ ที่มีอันหนึ่งคือเขาว่ามวลมหาสประชาชนลดลงๆ แต่ของเขามีเพ ิ่ มขึ้นๆ อันนี้เขาก็ดูผิดไปมากเลย และที่จริงทางนี้นอกจากจะสูงขึ้นมากขึ้นแล้วก็ต่อเนื่อง แต่ของเขาก็มาไม่มาก แล้วก็ล้มไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เอาแค่รูปธรรมแค่นี้ก็ไม่จำนน โกหกครอบงำความคิดหลอกคนให้หลงใหลตลอดเวลา ส่วนสัจธรรมจะมากขึ้น ทางเขาก็ฟ้องร้อง ทางนี้ก็ฟ้องร้อง มาหักลบกลบหนี้ว่าใครจะติดคุกมากกว่ากัน ซึ่งเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ เกิดจากจิตวิญญาณเป็นประธาน เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของไทยที่เกิดจากประชาชนมาปฏิวัติ เป็นการเป ลี่ ยนแปลงโดยฉับพลัน ซึ่งคำนี้เสียเพราะเอาทหารมาปฏิวัติ ทำมามาก เลยเสีย แต่เราจะทำอย่างเอาประชาชนมาทำ ไม่ผิดกฎหมาย มาประท้วงตามกฏหมาย ไม่เป็นกบฏ ที่จรงเขาเป็นกบฏ เขาทำผิด ที่จริงอำนาจที่เขาทำอยู่ก็ผิดไม่มีอำนาจเพราะทำผิดมาหลายกระทงหลายวาระ แต่ดื้อดึงดันหาทางเลี่ยงกลบเกลื่อนเท่าน้น เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของประชาชนไทย เอาอำนาจAuthority มาปฏิวัติมีพลังปฏิวัติโดยประชาชนเป็นสิ่งเลิศยอด จะใช้เวลานานก็ต้องทน ช่วยกันหน่อย อย่าให้ลดจำนวน เขาจะเอาไปอ้างได้ แม้ยากแต่ทำได้มีผลดี คนก็เห็นเลยว่าประชาชนปิดประตูแพ้ มีแต่ชนะท่าเดียว จะชนะเมื่อไหร่เท่านั้น แล้วประชาชนเห็นจริงไหมเข้าใจไหม ว่าระดมคนมาปฏิวัตินี้มั่นใจว่าถูกต้องดีงามแล้วจะกำหราบสิ่งไม่ดีงามให้หมดไป เห็นอย่างนี้ไหม ถ้าเห็นต้องช่วยกัน เพราะเป็นการปฏิวัติอย่างสันติ เป็น ธ รรมาวุธ เป็นบุญญาวุธ ไม่ได้ใช้อำนาจให้คนกลัว คนไม่กลัวแต่จะชนะด้วยสำนึก เขาด้านจนโด้ โง่จนง่าน เขาไม่ยอมหรอก จะมีสัจจธรรมหลายอย่างช่วยตัดสิน โดยเฉาะมวลประชาชน ถ้ามวลประชาชนที่มีอลังการในตัว สมมุตินะว่าตำรวจมาเข้าข้างประชาชน เป็นสัจธรรมที่เข้ามาช่วยความถูกต้อง ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ แ ต่เอาเถอะแม้ตำรวจไม่มา ก็ตาม แต่ถ้าสามเหล่าทัพ ทางทหารก็มาเป็นประชาชนไม่ต้องเอาวิธีเอารถถังออกมา มาเป็นประชาชน แต่จะมีอลังการ มีอำนาจเชิง สัญญลักษณ์ ว่าทหาร ตำรวจ มีอำนาจที่เขากล ัว เกรงกันในที แม้ออกมาโดยไม่ใช้อาวุธก็จะได้ แสดงมาสิ ไม่เชื่อ สามเหล่าทัพออกมาเลยประกาศรวมพลว่าวันนี

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน