340315 เป็นอินทรีย์พละเป็นวัฒนธรรม โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศาลาเมตตาธรรม จ.นครราชสีมา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์366 KB
วันที่แก้ไข1 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340315 เป็นอินทรีย์พละเป็นวัฒนธรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศาลาเมตตาธรรม จ.นครราชสีมา

เป็นอินทรีย์พละ เป็นวัฒนธรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พุทธศักราช 2534 ณ ศาลาเมตตาธรรม อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

อาตมาว่า มันยังเป็นเรื่องราว หรือว่า ยังเป็นเหตุการณ์ ที่มันประกอบขึ้นโดยองค์ประกอบหลายๆอย่าง หลายๆข้อมูลรวมกัน แล้วมาเกิดสภาพนี้ขึ้นนี่ มันยังเป็นสิ่งดีที่เกิดทั้งตัวพวกเราเอง และเกิดสะท้อนไปถึงสังคม ไปถึงพระศาสนาด้วย มันมีรูปร่าง มันมีองค์ประกอบ มันมีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา แล้วมันก็เกิดมาเป็นอย่างนี้น่ะ มันเกิดเป็นอย่างที่มันเกิดนี่แหละ และมันก็จะดำเนินไปเรื่อยๆ ดำเนินออกไป ดำเนินตามไป อาตมาก็เห็นว่ามันดี เพราะว่าประโยชน์มันเกิด เห็นอยู่ว่าประโยชน์อะไรบ้าง ประโยชน์ทั้งตัวพวกเราที่จะได้ฝึกเพียร จะได้มีบทบาทเรื่องราวอย่างที่มันเกิดนี่แหละ อย่างที่มันเป็นนี่แหละด้วย มันเป็นอะไรกันขึ้นมาอย่างนี้ๆ มันก็เป็นอย่างนี้แหละ ได้หรือไม่ได้อะไร พวกคุณก็รู้ตัวว่า พวกคุณได้บำเพ็ญอบรมฝึกฝน เพราะว่ามันเป็นการฝึกฝนอยู่ในตัวด้วย แล้วก็ยังมีรูปร่าง ยังมีกระแส ยังมีอะไร การกระทบ ยังมีผลไปถึงผู้ที่ได้สัมผัส เขาได้เห็น เขาได้ยิน เขาได้สัมผัส มันมีรายละเอียดเยอะนะ ไม่ได้หมายความว่า มันมีแต่รูปตื้นๆ รูปง่ายๆ แต่มันมีรายละเอียด มันมีอะไรต่ออะไรต่างๆนานาว่า คนพวกนี้เป็นอย่างไร แล้วเดี๋ยวนี้พวกเรานี่ไม่ใช่น้อยๆด้วย ไม่เหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว 10 ปีกว่าที่แล้ว อาตมาเคยมาศาลานี้ เคยมา เคยมาเทศน์ คนไม่กี่คนหรอก ไม่กี่คน กระหยอมกระแหยม คนไม่กี่คนหรอกมากัน เทศน์ก็ แสดงธรรมก็พยายามที่จะเผยแพร่ หรือทำงานอย่างตอนนั้น ที่มีองค์ประกอบเท่านั้น ทีนี้ มาถึงวันนี้ องค์ประกอบของ

อ่านต่อ

เราเท่านี้ แล้วแต่ละคนก็ได้ฝึกฝน มีกำลังอินทรีย์พละของแต่ละคนๆที่เจริญขึ้นมา มีความเจริญอยู่ในตัวเหมือนกัน มีความเจริญอยู่ในตัว โดยเฉพาะคนที่เป็นผู้ใฝ่เพียร ฝึกฝนกันมาตั้งแต่เดิมมาเรื่อยๆๆๆ ไล่ขึ้นมาๆ ไล่ขึ้นมานี่ มันเนียนใน แล้วก็มีปริมาณของทั้งคนมีพฤติกรรม กาย วาจา ใจ มีพฤติกรรมทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจนี่ผสมกัน แต่ละคนๆ ก็มีของเรา แต่ละคน ก็เห็นว่า อธิ อธิศีลของเราที่จะไปขัดเกลากาย วาจา ใจของเรา เราก็ได้ฝึกฝน อันไหนสมควร สังกัปปะอย่างไรที่มันเป็นสัมมา สัมมาอย่างไรวาจา สัมมาอย่างไรในกาย ทั้งความนึกคิด ทั้งการพูดการจา ทั้งกายกรรม การกระทำต่างๆ เกี่ยวไปจนกระทั่งถึงงานการอะไรต่างๆนานา ถ้าเรานึกคิดถึงชีวิตให้ดีๆแล้ว ชีวิตของคนเรานี่ มันไม่ได้แตกต่างไปจากการงานเลย หรือกรรม หรือการกระทำ พฤติกรรมของคนนี่แหละ แล้วมันก็ไปประกอบกับจิตต่างๆ จิต หรือการ หรืองานต่างๆ พฤติกรรมของคนนี่ กาย วาจา ใจของคนนี่ มันไปประกอบกันเข้า งานต่างๆ กับกิจต่างๆ เราทำอยู่เดี๋ยวนี้ นี่เป็นกิจ คุณมานั่งรวมกันนี่ก็เป็นกิจ ที่เราเรียกว่าทำวัตร แล้วเราก็มานั่งฟัง มาพบกัน มาสังสรรค์กัน เป็นรูปแบบวิธีการอันหนึ่ง หรือเป็นงานของพวกเรานี่ เราถือว่ากิจกรรมอย่างนี้ พิธีกรรมอย่างนี้ พฤติกรรมอย่างที่เรามานั่งอย่างนี้ คนที่มานั่งฟังอย่างนี้นี่นะ แล้วก็นั่งอยู่อย่างนี้ มีกายกรรมขนาดนี้ จะดุ๊กดิ๊ก ยุกยิก หรือจะมีสมาธิ มีความเรียบร้อย โดยเฉพาะมีจิตวิญญาณเอาใจใส่ จิตวิญญาณรับฟัง จิตวิญญาณตั้งใจศึกษาไปด้วย ได้ประโยชน์จากการฟังนี้จริงๆด้วย มันไม่เหมือนกันหรอก เอาคนกลุ่มอื่น จำนวนปริมาณเท่านี้มานั่ง ยิ่งไม่เคยรู้จักหน้าตากันเลยนี่ เขาก็จะมาฟังอย่างหนึ่ง อาจจะสนใจนะ แต่เขาจะรับได้แค่ไหน บางทีอาจจะฟังได้หรอก 30 นาที จาก 30 นาทีไปแล้ว เบื่อแล้ว แต่พวกเราฟังได้เป็นชั่วโมง หลายชั่วโมงก็เคยฟังแล้ว หลายชั่วโมง หลายคนฟังได้เป็นเรื่องธรรมดา อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งมันมีรายละเอียดที่เกิดจากชีวิต ที่เราได้อบรม จากที่เราได้สร้างอะไรเข้าไปในจิต จิตใจของเรานี่ เกิดการรับ เกิดการตอบ เกิดความศรัทธา เกิดศรัทธินทรีย์ เกิดวิริยินทรีย์ เกิดสตินทรีย์ สมาธินทรีย์ เกิดปัญญินทรีย์ หรือเกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 ขึ้นมานี่ มันไม่ใช่วันเดียว มันไม่ใช่ปีเดียว แต่ละคนได้สั่งสมอินทรีย์ 5 พละ 5 ขึ้นมานี่ ลักษณะศรัทธาที่ว่า เป็นความเชื่อ มีความเชื่อมั่นขนาดไหน คนในปริมาณเท่านี้ ถ้าเป็นคนอื่น จำนวนปริมาณเท่านี้ ห้าร้อย หกร้อยคนอย่างนี้ แต่ว่าเป็นคนอื่น รู้จักอาตมาอย่างหนึ่ง เกิดศรัทธาในอาตมาอย่างหนึ่ง มารับฟัง มันก็คนละอย่าง คนละเรื่อง คนละแบบ อาตมาพูดแบบเดียวกันนี่ ใช้แรงงาน ใช้ความปรุง เพื่อที่จะพูดออกไปนี่เท่าๆกันนี่ ลงทุนลงแรงเท่ากัน ก็จะรับตอบกันไม่เท่ากัน อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งมันมีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ที่ละเอียดลออมากมาย ทุกอย่างมันสังเคราะห์ตัวของมันเองโดยธรรมชาติ โดยสิ่งที่เกิดไปตามธรรม ที่ภาษาเราใช้เสมอๆว่า ตามธรรมนี่ มันเป็นไปตามธรรม โดยเฉพาะเรื่องของคน เรื่องของสังคมมนุษย์ ที่เราพยายามอบรมฝึกฝนตนแล้วก็สังเคราะห์ตัวเอง สังเคราะห์กลุ่มหมู่ เป็นสังคมกลุ่มหมู่ จะมีบทบาท ลีลา จะมีจารีตประเพณี โดยเฉพาะคำว่าวัฒนธรรม มีวัฒนธรรมนี่ มันเกิดวัฒนธรรมของมนุษย์ เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ เกิดไปเรื่อยๆ วัฒนธรรมของพวกเรานี่ เป็นวัฒนธรรมที่ ถ้าของเราทำอย่างนี้ เป็นอย่างนี้กันนี่นะ มีความเข้าใจเลยว่า เราจะถึงเวลาเป็นอย่างนี้ จะทำยังไง จะนั่ง จะยืน จะเดิน จะนอน จะมารับฟัง จะมาทำอะไรก็แล้วแต่นี่ อย่างนี้นี่นะ ถ้าเกิดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือ 15 ปีที่แล้วโน่นนะ มีความพร้อมพรั่ง มีอะไรต่ออะไรอย่างนี้นี่นะ จะเป็นความประหลาดมากเลยในสังคมมนุษย์ ในประเทศไทยนี่แหละ แต่ทุกวันนี้นี่เขาเห็นพวกเราอย่างนี้นี่ อะไรต่ออะไร เขาไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่ เพราะว่าพวกเรานี่ ได้แสดงสภาพพวกนี้ไปเรื่อยๆ คนรับรู้ รับข่าวคราว เอกสารพิมพ์ออกไปมีรูป มีแบบ มีอะไรต่ออะไรออกไป กระจายออกไป รับรู้กันไปแล้วตั้งหลายปี เขาก็เห็นว่า ไม่มีปัญหาอะไรนี่ แต่งตัวอย่างนี้ เดินอย่างนี้ เป็นคนอย่างนี้น่ะ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอย่างนี้ มีความรู้สึกอย่างนี้ๆ ถ้าเป็นเมื่อ 15 ปีก่อน แล้วพวกคุณก็มามีปริมาณเท่านี้ พอมาถึง สมมุติว่าเมื่อวานนี้ พอมาแล้วก็มาออกไปเดิน มีพวกเราไปเดินแถวๆตลาด อะไรต่ออะไรต่างๆนานา ตรงโน้นน่ะ เขาก็จะมอง เอ๊! นี่มาจากไหน มีคนแปลกหน้าแปลกถิ่น มีรูปแบบ รองเท้าก็ไม่ใส่ เสื้อผ้าหน้าแพรก็แต่งยังไง ผมเผ้าตัดอย่างนี้อะไรนี่ สมมุติว่า 15 ปีที่แล้วนะ จะเป็นที่แปลกหูแปลกตามากกว่านี้แยะ แต่วันนี้ หรือเมื่อวานนี้ ที่คุณไปเดิน มันจะไม่ถึงอย่างนั้น เขาจะรู้มามากแล้ว นี่ เหรอก็รู้แล้ว พวกอโศเกี้ยน แต่เขาอาจจะไม่เรียกอโศเกี้ยนนะ เพราะภาษานี่ เราพึ่งมีกันในกลุ่มเรา คนข้างนอกก็อาจจะยังไม่รู้ว่า อโศเกี้ยนคืออะไร แต่เขารู้แล้วว่า นี่พวกชาวอโศก พวกสันติอโศก รู้แล้ว ไม่แปลกประหลาด ไม่ตื่นเต้นอะไรหรอก เขาก็อย่างนี้น่ะ แต่ก่อนนี้อาจจะบอกว่า พอเจอแล้วก็ เอ๊! บ้าหรือเปล่าพวกนี้ แต่เดี๋ยวนี้บอกว่า ก็เขาบ้าๆอย่างนี้แหละ อย่างคุณไปเดินเมื่อวานนี้ เขาเห็นแล้ว เขาบอก เฮ้ย! มันเป็นธรรมดา ก็คนกลุ่มหนึ่ง มันก็บ้าๆอย่างนี้แหละไม่ค่อยเหมือนพวกเราเท่าไหร่หรอก กินอยู่หลับนอน ก็ไม่ค่อยเหมือนกับพวกเราหรอก คนพวกนี้น่ะ แต่เขาก็อยู่ของเขาอย่างนี้และเขาก็ไม่อาละวาดอะไรนะ อาจจะนึกอย่างนั้น เขาก็ไม่อาละวาดอะไรหรอก อยู่ได้ คบหาได้ พูดกันรู้เรื่อง รู้เรื่องเท่าที่เขาจะรู้กับเรา เราจะรู้กับเขาน่ะนะ ก็แล้วแต่ใคร เราจะอยู่อย่างเรา เราก็เป็นสุขอย่างเรา เขาจะอยู่อย่างเขา เขาก็เป็นสุขอย่างเขา คนข้างนอกเขาก็จะรู้สึกอย่างนั้น ที่อาตมากำลังพูด กำลังบรรยาย กำลังเอาสิ่งเหล่านี้มาวิเคราะห์ให้พวกเราฟังนี่ ก็เพื่อจะกระจาย หรืออธิบายอะไรต่ออะไร ให้เห็นว่าอำนาจของอินทรีย์พละของคนมีได้ เกิดขึ้นได้ มาติดตัว มาใช้กาลเวลาสร้างอินทรีย์พละแก่คน จนกระทั่งเกิดปริมาณ เกิดทั้งปริมาณและคุณภาพของคนขึ้นมาแล้ว แล้วกระแสที่สัมพันธ์กันกับสังคม กระแสที่มันสัมพันธ์กับสังคม มันก็ไม่ใช่ว่าเราจะพูดขึ้นมาเล่นๆ มันมีการเนียนใน มีการตอบรับ มันมีการรู้ มันเป็นการเผยแพร่ หรือมีการกระจายตัวขึ้นไปด้วย แล้วมันก็เกิดเป็นสิ่งหนึ่งขึ้นมาอย่างจริงๆ ชาวอโศกเรามีลักษณะจริง มีของจริง มีความเป็นไปขึ้นมาอย่างค่อยๆเป็น ขึ้นมาแต่ละวัน แต่ละเวลา แต่ละนาที ค่อยๆเป็นขึ้นมา เป็นขึ้นมาเรื่อยๆๆๆๆ แล้วมันก็จะจัดสรรวัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรมของชาวอโศกขึ้นไปเรื่อยๆ จะมีอะไรก็แล้วแต่ กินอยู่หลับนอน พฤติกรรม คนอย่างพวกเรา ก็มีพฤติกรรมอย่างคนอย่างพวกเรา จะเดิน จะเหิน จะไปจะมา จะมีลักษณะความอ่อนน้อม ความแข็งแรง สภาพสง่าผ่าเผย คุณอย่านึกว่ามันน้อยนะ มันละเอียดลออนะ แต่ก่อนนี้คนไม่เคยเป็นอย่างนี้ คุณรู้สึกซิ หลายๆคนลองนึก ลองทำความเข้าใจตัวเอง รู้สึกตัวเองดูว่า แต่ก่อนนี้เราก็จะเดิน จะค้อมหัว จะก้ม จะอะไรต่ออะไรอย่างนี้ เราไม่อย่างนี้เลยนะ เมื่อ 10 ปีก่อน เราไม่เป็นอย่างนี้หรอก แต่เดี๋ยวนี้จะต้องเป็นอย่างนี้นะ จะให้มันแข็ง เราจะทำลักษณะแข็งแรง แข็งอย่างไร ลักษณะอ่อน อ่อนอย่างไร เอาละ พูดอย่างนี้มันอาจจะยาก มันกว้าง เอาผู้หญิงดีกว่า ผู้หญิงนี่ 10 ปีก่อนนี่ โอ๊ย! จริตจก้านมากกว่านี้แยะ ฟังดีๆนะ ถ้าเผื่อว่าไม่ได้มาพบอโศกรับรอง รับรอง และรับรองว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้ จริตมากกว่านี้อีกแยะ ฟังดีๆ จริตอะไรบ้างนึกออกไหม นึกออกไหม จริตโลกีย์ ถ้าไม่ได้มาพบอโศกนี่ 10 ปีที่แล้วนี่คุณมีจริตมาเท่านั้น แล้ว10 ปีที่แล้วมาถึงวันนี้นี่ จริตโลกีย์ที่คุณมีเปลี่ยนไปแล้ว มาถึงวันนี้ จริตโลกีย์มันเปลี่ยนไปแล้ว ฟังดีๆนะ จริตโลกีย์มีอะไรบ้าง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม จริตโลกีย์นี่มีอะไรบ้าง ฟังดีๆ บางคนอาจจะยังไม่ถึง 10 ปีหรอก แต่รู้ได้ ขนาดไม่ถึง 10 ปีนี่ ยังรู้ได้ว่าจริตผู้หญิงนี่ จริตโลกีย์อย่างผู้หญิงนี่ คุณเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนนี้ มาถึงวันนี้เปลี่ยนไป ถ้าคุณไม่พบอโศกนะ 10 ปีก่อนนี้ มาถึงวันนี้ คุณไม่พบอโศกนะ จริต 10 ปีก่อนกับวันนี้ เปลี่ยนไป ถ้าคุณไม่พบอโศกนะ 10 ปีก่อนนี้มาถึงวันนี้ คุณไม่พบอโศกนะ จริต 10 ปีก่อนกับวันนี้ ก็เปลี่ยนไปเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้เปลี่ยนอย่างนี้ มันจะกลับกัน บวก บวกจริตโลกีย์ลงไปอีกๆ สมมุติว่าคุณอายุ 20 วันนี้อายุ 30 จริตโลกีย์ตั้งแต่ 20 นั่น กับมาวันนี้ 30 นี่ต่างกัน ถ้าไม่ได้พบอโศกนะ ต่างกัน และเมื่อ 20 ปีแต่ก่อนนี้ คุณพบอโศก จริตโลกีย์คุณมีเท่าไหร่ วันนี้อายุ 30 จริตโลกีย์เหล่านั้นหายไป หายไปจาก 20 ปีตอนโน้นด้วยนะ จริตโลกีย์ตั้งแต่ก่อนโน้น อายุ 20 ตอนโน้นมันก็หายไป มันไม่เป็นจริตโลกีย์อย่างนั้น มาเดี๋ยวนี้ มาถึงวันนี้ 10 ปีวันนี้ มันก็เปลี่ยนไป เพราะมาคบคุ้น มาคบหากับอโศกไปตั้ง 10 ปี คุณก็เป็นผู้หญิงอีกแบบหนึ่ง อีกแบบหนึ่งนะ จริตโลกีย์ต่างกันไปเลยนะ อาตมาหยิบมาพูดขึ้นนี่ รู้สึกตัวบ้างไหม บางคนยังไม่ถึง 10 ปี ยังรู้สึกตัวได้เลย บางคนไม่ถึง 10 ปี ยังรู้สึกตัวได้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ เรื่องเยอะนะ เรื่องมากนะ มันไม่ใช่เรื่องน้อยๆหรอก ไม่ใช่เรื่องน้อยๆหรอก นี่อย่างนี้ ที่ยกตัวอย่างให้ฟัง อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม ลักษณะพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์พวกนี้ ถูกอบรมแล้วถูกฝึกปรือ เปลี่ยนแปลงจากความรู้สึก จากความเห็นเป็นทิฏฐิ แล้วก็ก่อให้เราเข้าใจ เข้าใจแล้วเราก็ฝึกฝนอบรม เมื่อได้รับอบรมแล้ว เราก็จะได้รู้สึกว่า มันเป็นผลดีหรือผลไม่ดี เราก็จะเปลี่ยนแปลงไปตาม ถ้าเห็นผลดี เราก็เอาต่อไป เจริญต่อไป เป็นอธิ อธิศีล หลักเกณฑ์ที่เรามาปฏิบัติประพฤตินี่ ศีลนี่ ไม่ได้หมายความว่าจะตั้งเป็นข้อๆไว้เท่านั้น ศีลนี่ คือหลักที่มันจะเอามาอบรมตน เปลี่ยนแปลงกาย วาจา ใจ เปลี่ยนๆ จากกาย วาจา ใจ จากแต่เดิมที่เข้าใจอย่างหนึ่ง ลีลากระแสของมัน หรือว่าพฤติกรรมของมัน มันจะไปแบบโลกๆ โลกีย์ มันก็ลด ก็เปลี่ยนมาๆๆๆ จากทิฐิความเห็น แล้วก็แปรรูปมาเรื่อยๆ ทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นลำดับๆ ไม่ใช่ว่าพรวดพราด แล้วมันก็แข็งแรง เป็นฐานรองรับ ถ้าเราไม่ได้ฐานหนึ่งแล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงเป็นอีกฐานหนึ่งที่สูงขึ้น ที่มันยากขึ้น ที่มันเนียน มันเรียบร้อย หรือว่ามันดีตามที่เราจะมีปัญญา หรือมีทิฐิ มีความเข้าใจ หรือมีปัญญาที่เราจะรู้ของเราเองอย่างนี้นี่ คนเราจะรู้ จะรู้ของตนเอง พอใจอย่างนี้ เห็นอย่างนี้โดยปัญญาว่า อ๋อ! ไปทางโลกุตระ หรือว่าเป็นคนลักษณะอย่างนี้ อย่างที่มาถึงวันนี้ หรือว่าในช่วงนี้ ยุคนี้นี่เราพูดถึงอิตถีภาวะกันเยอะ อธิบาย พยายามขยายความ เรื่องอิตถีภาวะตั้งมากตั้งมาย ผู้หญิงก็ลดอิตถีภาวะ ผู้ชายก็ลดอิตถีภาวะ แต่ก่อน ถ้าไม่ใช่ถึงวันนี้ กับพวกคุณนี่นะ พูดถึงอิตถีภาวะ คุณก็จะเข้าใจง่ายๆตื้นๆ แต่ว่า ผู้หญิง ผู้ชายเท่านั้น อิตถีภาวะ ก็คือลักษณะผู้หญิง แล้วหยาบๆ ไม่มีความหมายลึกซึ้งอย่างที่เราพูดกันอยู่ทุกวันนี้หรอก อิตถีภาวะก็จะบอกว่าเรื่องผู้หญิง แบบผู้หญิงน่ะ ผู้ชายก็คือผู้ชาย ง่ายๆ มิติเดียวตื้นๆ แต่ทุกวันนี้ เราพูดถึงคำว่า อิตถีภาวะนี่ มันไม่ได้ง่ายๆ มันไม่ได้ตื้นๆ เท่านั้นน่ะ คำว่าอิตถีภาวะ คือลักษณะผู้หญิงตื้นๆ มันหลายชั้น คำว่าอิตถีภาวะนี่ จริงเราแปลอิตถีว่าผู้หญิง ในภาษาไทย แต่ลักษณะอย่างนี้ ลักษณะเพศ เพศหญิง เพศชาย หลายชั้นมาก เพราะฉะนั้นเราพูดกันว่า อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ เพศหญิงหรือเพศชาย แต่ละภูมิ แต่ละฐานะของบุคคล มีความเจริญแต่ละระดับ แต่ละขั้น ก็คงจะเข้าใจเอาของแต่ละคนน่ะ แล้วก็เอามาอบรมตนๆๆ พวกคุณผู้หญิงก็อบรมตน พวกคุณผู้ชายก็อบรมตน อบรมในอิตถีภาวะ ในปุริสภาวะด้วย บอกแล้ว ผู้หญิงผู้ชายก็มีอิตถีภาวะ ไม่ใช่ผู้ชายไม่มีอิตถีภาวะเมื่อไหร่ อย่างนี้เป็นต้น นี่เราก็จะปฏิบัติอบรมฝึกฝนมาเรื่อยๆๆ แต่ละวัน แต่ละปี แต่ละเดือน ไปเรื่อยๆ นานวันเข้า กาย วาจา ใจ นั่นแหละเป็นวัฒนธรรม จะมีการงาน จะมีความเข้าใจกับการงาน ซึ่งการงานก็กลายเป็นอาชีพ กุหนา ลปนา เนมิตกตา นิปเปสิกตา ลาเภนลาภัง นิชิคิงสนตา อาชีพหรืองานที่เรากระทำ จนประกอบเป็นงานประจำวัน เป็นงานประจำชีวิต มันก็จะเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ นอกจากเปลี่ยนรูปแบบหลายแล้วนะ จากงานแต่ก่อนนี้จับงานอยู่ เป็นข้าราชการ เป็นครู เป็นพ่อค้า แม่ค้า หลายคนบอกว่า โอ๊! เราเบื่องานครูเหลือเกิน ลาออกจากงานครูมา โอ้โฮ! โล่งอก เสร็จแล้วก็มาปฏิบัติประพฤติ วันนี้พอรู้สึกตัว ตาย นี่เราเป็นครูอย่างเก่าว่ะ พอรู้สึกตัว อุตส่าห์หนีงานครูมาแล้วนี่ เบื่อชะมัดเลย โอ้โฮ! แต่ก่อนนี้เบื่อน่าดูเลยนะ เบื่องานครู แหม! มาปฏิบัติธรรมแล้ว เบื่องานครู แล้วออกจากงานครูมา มาถึงวันนี้ อ้าว! มาเป็นครูอย่างเก่า แต่ไม่อย่างเก่าแล้ว เป็นครูอย่างเก่า แต่ไม่ใช่เก่าแล้ว เรากลับเป็นครูที่มีลักษณะองค์ประกอบของมันต่างกันไปแล้ว เป็นครูที่มีคุณค่า เป็นครูที่มีประโยชน์ เป็นครูที่มีสาระ แม้แต่ลักษณะที่จะสอนกัน จะบอกกัน แนะนำกัน วิชาเดียวกัน ก็สอนไม่ใช่แก่นสารเป้าหมายหลักเหมือนกันเสียแล้ว เช่น สอนในเรื่องคณิตศาสตร์ก็ตาม สอนวิทยาศาสตร์ก็ตาม สอนเกษตรศาสตร์ก็ตาม สอนสังคมศาสตร์ยิ่งชัด ยิ่งสอนสังคมศาสตร์ยิ่งชัดใหญ่เลยว่า โอ้! แต่ก่อนเราสอนไม่เป็นอย่างนี้น่ะ เนื้อหา เราเน้นหนักเป้าหมาย สารัตถะต่างกันไกล อย่างนี้เป็นต้น อาตมาเองแต่ก่อนนี้ อาชีพโฆษกใช่ไหม พูด เดี๋ยวนี้น่ะ ก็อาชีพโฆษกอยู่อย่างเก่านั่นแหละไม่เห็นจะออกเป็นอาชีพอื่นตรงไหน แต่ก่อนนี้อาตมาก็เป็นครู เคยเป็นครู มีรายได้การสอนพิเศษไม่ใช่น้อยเหมือนกัน เขาให้ราคาดีเสียด้วยนะ แต่ก่อนนี้อาตมาเป็นครูสอนชั่วโมงหนึ่งนี่ อัตราครูเขาสอนชั่วโมงละ 20 บาท อาตมาได้ 30 นะ เขาสอนกันได้ 20 บาท 20 บาทนี่ อัตราครูระดับปริญญานะ ชั่วโมงละ 20 บาท ครูพิเศษ สอนชั่วโมงหนึ่ง 20 บาท ได้ 20 บาท อาตมาก็เป็นครูพิเศษ ก็อาตมาไม่ได้ปริญญา ไม่ได้มีปริญญา แต่อาตมาได้ชั่วโมงละ 30 ทุกโรงเรียนเลย อาตมาสอนหลายโรงเรียน วิ่งรอกสอน แหม! ขับรถวิ่งรอกสอน อาทิตย์หนึ่ง ถึง 19 ชั่วโมงแน่ะบางที อาตมายังจำได้ อาทิตย์หนึ่ง 19 ชั่วโมง สอนพิเศษนี่นะ อาทิตย์หนึ่ง 19 ชั่วโมง หลายโรงเรียน 3 โรงเรียน คราวที่ควบมากที่สุด 3 โรงเรียน อาทิตย์หนึ่ง 19 ชั่วโมง โอ้โฮ! หาเวลากินข้าวแทบไม่ได้เลย หาเวลากินข้าวกลางวัน แทบไม่มีเวลาจะกินเลย เพราะว่ามันต่อๆๆกัน ต้องวิ่งระยะทาง รถยังไม่ติดเท่าทุกวันนี้พอเป็นได้ แต่มันก็ติดพอสมควร แต่มันไม่ติดเท่ากับทุกวันนี้ ถ้าติดเท่าทุกวันนี้ตาย วิ่งรอกสอนแบบนี้ไม่ได้ ไม่ทัน เป็นครู เป็นโฆษก สุดท้ายก็ไม่ได้ห่างจากไอ้ไมโครโฟนนี่เลย ไม่ได้ห่างจากพูดเลย สอน พูด แนะนำ พูดโฆษกหรือครูก็ไอ้เท่านั้น แต่ต่างกันแล้ว เนื้อหาสาระที่สอนต่างกัน คนที่เบื่องานเกษตรจากนาจากไร่ แหม เลิก โอ้โฮ! มาปฏิบัติธรรมแล้ว ดีแล้ว เราได้เลิกทำนาทำไร่ เดี๋ยวนี้กลับต้องมาทำนาทำไร่อีกอย่างเก่าแล้ว แต่ไม่อย่างเก่าแล้ว ช่าง นี่ ช่างหลายช่าง ไม่ต้องพูดเลย ช่างเดี๋ยวนี้ก็ยิ่งหายาก เข้ามาก็ต้องมาทำงานช่าง พ่อค้าแม่ขายต่างๆ แหม! หนีจากพ่อค้าแม่ขายมาอย่างดีนะ เดี๋ยวนี้ตาย ถูกผลักเข้าไปเป็นแม่ค้าแม่ขายอยู่อย่างเก่า แต่ไม่อย่างเก่าแล้ว ไม่เป็นไปอย่างเก่าแล้ว ลักษณะแต่ก่อนนี้ เราเบื่อทำอย่างนั้น แต่เดี๋ยวนี้เรากลับมาทำอย่างนี้อีก ไอ้ความเบื่อมันยังมีบางคน บางคนเออ! เข้าใจแล้ว ไม่เบื่อแล้ว แล้วรู้สึกว่าดีแล้ว รู้สึกว่า เออ! อย่างนี้เราเป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ เป็นลักษณะการงาน เป็นกรรม เป็นกิจกรรม เป็นการงานที่อาชีพของมนุษย์ สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะของมนุษย์ นี่เรากำลังพูดอย่างพุทธนะ ฟังดีๆนะ ว่าพุทธนี่ไม่ได้ออกไปไหน ปฏิบัติธรรมตามหลักมรรคองค์ 8 นี่ คุณก็พัฒนาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะเท่านั้นแหละ แล้วก็อยู่ในนี้หมด ไม่ใช่เป็นคนที่ไม่มีอาชีพ ไม่ใช่เป็นคนที่ไม่มีการกระทำ ไม่มีกัมมันตะ ไม่มีการคิด ไม่มีการพูด ไม่ใช่ ยิ่งคิดดี คิดเจริญ คิดเก่ง ยิ่งพูดดี พูดเจริญ พูดเก่ง ยิ่งกระทำดี กระทำความเจริญ กระทำสิ่งที่ดี สิ่งที่เก่ง มีอาชีพที่ดี มีอาชีพที่เจริญ มีอาชีพที่เก่ง มันเจริญขึ้นจริงๆนะ เหมาะสมตามฐานะของแต่ละบุคคล พัฒนาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ นั่นเอง สัมมายิ่งขึ้น สัมมาบอกแล้วว่าไม่ได้ตายตัว สัมมาตามฐานะ คุณมีศีล 5 ในขนาดหนึ่ง ความหมายของศีล 5 มีหลายระดับ ศีล 5 ก็มีความเข้มความจางต่างกัน เพราะฉะนั้นในศีล 5 ที่มีความจางอยู่ คุณก็จะเอามาอบรมสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ของคุณขนาดหนึ่ง จนกระทั่งมันได้ดี เนียนและเป็นฐาน คุณก็อบรมตนโดยเพิ่มอธิศีลของศีล 5 นั่นแหละสูงขึ้น แล้วก็ได้มาอบรมสังกัปปะวาจา กัมมันตะ อาชีวะของคุณสูงขึ้น เมื่อได้ขึ้นมาแข็งแรงเป็นสมาธิ จนกระทั่งเป็นญาณ เป็นวิมุติขึ้นมาอีก เป็นกำลัง ยิ่งถึงวิมุติ ยิ่งเป็นกำลัง เพราะพละกำลังนี่คือวิมุติ มีวิมุติก็เกิดพละกำลัง กำลังของศรัทธา เชื่อมั่นว่าอย่างนี้ดี มีปัญญา เป็นปัญญินทรีย์ หรือปัญญาผล ขยาย ทำให้เราเข้าใจวิริยะหรือความเพียรในตัวงานทั้งหลายนี่ ซึ่งเป็นอิทธิบาท เป็นฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อิทธิบาทนี่คือวิริยะเป็นตัวหลัก เพราะฉะนั้นความเพียรของเรานี่ เพียรที่มีความยินดีที่เรียกว่าฉันทะ ความเพียรที่มีความยินดี มันต่างกันกับความเพียรที่ยังไม่เกิดฉันทะ ยังไม่เกิดความยินดีใช่ไหม ผลักดันความเพียร ความวิริยะอุตสาหะนี่ โดยที่ไม่ค่อยยินดี ไม่มีฉันทะนี่ โอ้โฮ! ยาก จะเอาใจใส่ จิตตะ โอ้! มันไม่ค่อยใส่เลย ตัดใจมันใส่ มันก็ออกจาก ตัดใจมันใส่ มันก็ออก ตัดใจมันใส่ มันก็ออกใช่ไหม แต่ถ้ามีฉันทะ วิริยะ จิตตะก็เอาได้ เอาใจใส่ได้ไว ได้มาก ได้เต็ม เอาใจใส่ได้เต็มๆ การงานที่เกิดอิทธิบาท วิมังสามันก็ลึกซึ้งขึ้น ตัวพินิจ วิมังสานี่ คือตัวพินิจ ตัวพินิจมันก็ละเอียดขึ้น เจริญขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ซ้อนเข้ามาให้เราได้ปฏิบัติประพฤติกระทำ การกระทำ กัมมันตะก็กระทำ อาชีวะก็กระทำ กระทำไปเรื่อยๆ การกระทำหรือกรรมต่างๆ กิริยาต่างๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆๆ มันก็ทำให้เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 ขึ้นมาอย่างเนียนใน อย่างสอดซ้อนขึ้นไปทุกทีๆๆ เป็นกำลังๆ เพราะฉะนั้นเมื่อปัญญามันทำให้เราเกิดเชื่อ ปัญญานี่ปัญญินทรีย์ ปัญญาผลนี่ มันทำให้เราเกิดเชื่อ ศรัทธาของเขาเกิด ไม่มีใครบังคับ คนเราบังคับศรัทธากันไม่ได้ ศรัทธาของใครก็ศรัทธาของใคร มันเชื่อ เราเชื่อถือ แล้วเราก็ไปทำตามอย่างเชื่อฟัง ที่อาตมาพยายามใช้ภาษาไทย 3 ระดับนี่ เชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น พอมันฝึกฝนอบรมกระทำไป มันก็จะเกิดผลให้เราซับทราบทั้งหมด ทั้งในผลที่มีกระทบออกกระทบเข้าตั้งเยอะตั้งแยะ แหม! ได้ผลที่ว่านี่ อาตมาไม่รู้จะหยิบอะไรมาพูดประกอบให้เห็นได้ชัดๆว่า มันมีผลทาง คนอื่นเขารู้สึกอย่างไร แล้วผลออกมานี่ มันประกอบไปเรื่อยๆ ลักษณะที่เกิดคุณค่า เกิดประโยชน์ เกิดลักษณะดีไม่ดีอะไรต่างๆพวกนี้น่ะ เกิดแล้วทำให้คุณนี่ใช้วิจารณญาณนี่ วิเคราะห์วิจัย มีพินิจ ตัวพินิจจากอิทธิบาทนี่ ตัววิมังสานี่ มันก็จะวิจัยและพินิจ วิจัยแล้วพินิจ แล้วตัดสิน วิจัย แล้วพินิจ แล้วตัดสิน วิจัยแล้วก็พินิจแล้วก็ตัดสิน สั่งสมลงให้เราเกิดความเชื่อมั่น จากผลการกระทำ ไม่ใช่นั่งเดา เพราะฉะนั้นอบรมฝึกฝนปฏิบัติไปเรื่อยๆ ตามอินทรีย์พละ ตามศีล ศีลที่เรามีแต่ระดับอย่างที่อธิบายไปแล้วเมื่อกี้ จะเกิดการสั่งสมขัดเกลา เกิดบทบาท เกิดลีลา เกิดผล ผลสร้าง ผลผลิตจากการกระทำ จากการงาน แรงงานของเราไปทำอะไร มันก็จะเกิดสิ่งนั้นขึ้นด้วย ยิ่งมีตัวตนของวัตถุ ของอะไรที่เป็นแรงผลิต ผลผลิตเกิดขึ้นมา มันก็จะบอกเรา รายงานแก่เรา ให้เรารับรู้ รู้สึกว่ามันดี มันเจริญ ยิ่งใครเป็นคนเฉลียวฉลาด มีการสังเกตุสังกา มีการพินิจพิจารณาแล้วก็เลือกเฟ้นวิเคราะห์วิจัยในตัวเอง แล้วก็รับรู้ มันก็จะเกิดผลต่อเราเองน่ะ มันจะได้คำตอบของเราเรื่อยๆ ความเชื่อมั่นก็จะเกิด คำตอบอันนี้ ไม่ใช่คนบอก แต่เป็นคำตอบจากผลของการงาน ผลของการอบรมฝึกฝน ผลของสิ่งเกิด ผลของสิ่งที่มันเกิด เสร็จแล้วเราก็จะเกิดความขยัน เรียกว่าวิริยินทรีย์ จะเกิดสติ สติความรู้ตัว ความรู้สึกตัว ความมีสติสัมปชัญญะ ปัญญาที่จะตามรู้ตามเห็น ตามผลงาน ตามพฤติกรรม ตามสิ่งที่เรากระทำกาย วาจา ใจของเรา กระทำกับสิ่งที่มันมีพฤติกรรมร่วมไปด้วย เป็นกิจการเป็นกิจกรรม เป็นพิธีกรรมก็ตาม ตลอดชีวิตมันมีกรรม มันมีพฤติกรรม มันมีกิริยาต่างๆ มันก็จะค่อยๆสังเคราะห์ มันก็จะค่อยๆเลือกเฟ้น มันก็จะค่อยๆ เอามารับรู้ เมื่อรับรู้เข้าไป รับรู้เข้าไปๆ เกิดญาณ การรับรู้จากของจริงเหล่านี้เกิดญาณ ไม่ใช่เรารู้เพราะอ่านหนังสือ เพราะฟังจากเขาอธิบายความหมายเฉยๆ ไม่ใช่ เป็นการเกิดญาณ เพราะรู้ของจริงตามความเป็นจริง รู้ผลจริงที่เกิดจริงจากประสบการณ์ จากกรรมกิริยาที่เราทำเสมอ เพราะฉะนั้นคนไหนที่เอาแต่เดินเหินเฉยๆ เฉื่อยๆ หลบๆ นั่งหลับๆลี้ๆ ไม่ค่อยมีกิจกรรม ไม่ค่อยมีบทปฏิบัติ ไม่ค่อยมีประสบการณ์ เหตุการณ์อะไรที่มันเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เกี่ยวข้องกับการสร้างสรร ในการงานที่ผลิตอะไรต่ออะไรต่างๆนานา คนนั้นก็จะไม่ค่อยเกิดอินทรีย์พละ ฟังดีๆนะ อินทรีย์พละจะเกิดจากกรรมที่มีการงาน มีบทบาทลีลามาก อินทรีย์พละก็จะเกิดมาก เกิดจากสังกัปปะวาจา กัมมันตะ อาชีวะ เพราะฉะนั้นคนใดที่ไม่ค่อยมีลีลาอะไร สังกัปปะก็ไม่ค่อยคิด แบบฤาษีนี่นะ ได้แต่นั่งจม หรือจะคิดก็ตาม คิดมาก แต่ไม่มีวาจา ไม่มีการงาน ไม่มีกัมมันตะ อาชีวะ งานประจำชีวิตก็ได้แต่อยู่หลบๆ อยู่เฉยๆ เงียบๆ อยู่อย่างไม่มีพฤติกรรมอะไรมาก เมื่อไม่มีพฤติกรรมอะไรมาก องค์ประกอบเหล่านั้นมันก็น้อย เมื่อน้อยคุณก็ไม่มีอะไรที่จะมาให้รู้ ไม่มีอะไรที่จะมาก่อให้เกิดผล ที่คุณจะเอามาวินิจฉัย เอามาวิจัย เอามาวิเคราะห์ เอามาเปรียบเทียบ คุณก็เฉื่อย คุณก็ช้า เพราะฉะนั้นความฉลาดก็ช้า ญาณก็ไม่เกิดดี ไม่เป็นคนขวนขวาย ไม่เป็นคนกระปรี้กระเปร่า เป็นคนช้าๆ เฉื่อยๆ เฉยๆ เงียบๆแล้วก็รักอยู่กับเรื่องของตัวๆ สิ่งที่จะเกิดผลจากกรรมกิริยาน้อย สังกัปปะน้อย วาจาน้อย กัมมันตะก็น้อย อาชีวะของตน การงานประจำชีวิตของตนก็น้อย เพราะฉะนั้นคุณค่าในการสร้างสรรก็น้อย การศึกษาที่เป็นสิกขานี่ เป็นศีลสิกขา จิตสิกขา ปัญญาสิกขา เป็นการศึกษา 3 ของพระพุทธเจ้าที่เป็นหลักแกนของชีวิตนี่ก็น้อย เพราะฉะนั้นจะเป็นการงานธรรมดา เป็นกัมมันตะ เป็นอาชีวะ วาจา หรือสังกัปปะก็ตามก็เจริญช้าไปหมด เจริญช้า ยกตัวอย่างให้เห็นได้ง่ายๆ พวกปฏิบัติธรรมในสายนั่งหลับตา สายที่ออกป่าออกเขาออกถ้ำ สร้างสัง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน