350225 คุยกันวันกินข้าวหาด โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์381 KB
วันที่แก้ไข23 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

350225 คุยกันวันกินข้าวหาด โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

คุยกันวันกินข้าวหาด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

อย่ามุมมุมใครมุมมัน หมู่ใครหมู่มัน ดีแต่ว่ายังไม่คู่ใครคู่มันเท่านั้นแหละ ถ้าลงคู่ใครคู่มันแล้วอาตมาก็เลิกเลย แล้วไม่ต้องไปพูดกับใครได้ ต่างคนต่าง แหม คู่ใครคู่มันแล้วจบเลย ไม่ต้องพูดด้วยเลย นี่ดียังอยู่บ้าง หลายคนไม่เป็นคู่นา นี่กลุ่มใครกลุ่มมัน หมู่ใครหมู่มัน ยังประสานกันไม่ค่อยได้ พวกเรานี่มันมีอะไรไปอย่างนี้ตามประสา จะเห็นว่าสิ่งที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า innocent คือมันไม่ไปยึดไปติด ไม่ถือสาอะไรกันมาก innocent นี่ มันเป็นไปตามจริต มันเป็นไปตามความเป็นจริง ร้องเพลงถูกบ้างไม่ถูกบ้าง อยากจะอย่างโน้น อย่างนี้บ้างอะไรไปพอสมควร ไม่กะวี๊ดกะว๊ายอะไรเกินไป พอเป็นไปตามกาลตามเวลา ตามอารมณ์ ที่จะพอเป็นไป ปล่อยกิเลสบ้าง ปล่อยเปรตนิดหน่อย ข้างนอกเรามีอะไรๆ เราก็พอรับฟังเขา เอามาก็ล้อๆเลีๆยนเขาไป อันไหนดีเราก็เอามาให้ มันเป็นดี อันไหนที่มันไม่ดีเราก็ไม่เอามาละ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเชิงโลกเขา ชื่นชอบใจกัน เราก็เอามาล้อๆเลียนๆกับเขาบ้าง แล้วก็ให้มันมีสาระอะไรเข้าไปบ้าง อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็ได้อะไรขึ้นมา มาสังสรรค์กันกินข้าวกินน้ำร่วมกัน เป็นวัฒนธรรมการแสดงออกการเผื่อแผ่หรืออุดมสมบูรณ์อย่างหนึ่งของเราเหมือนกัน ใครมาก็มามี เอ้า เชิญกินข้าว กินขนม กินผลไม้ อะไรต่ออะไร จากไหนก็แล้วแต่เถอะมา เราก็ยินดี เชิญต้อนรับ กินกัน มีเท่าไหร่ก็กินกัน หมดไปก็หมดไป มันไม่หมดก็กินกันไป เหลือก็ยิ่งดีแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของความเกื้อกูล เอื้อเฟื้อ แจกจ่าย เจือจาน ใครมาเห็น ใครมาพบเข้าก็เป็นกรรมกิริยาอย่างนี้ พฤติกรรมอย่างนี้ของ

อ่านต่อ

เรา เราก็อยู่ในหมู่ของเรา ข้างนอกเขาจะมาบ้างเราก็ไม่ได้รังเกียจ เราก็แบ่งแจกให้เขากินได้ แล้วเราก็ไปตามประสาของเราไม่หวือหวาจนเกินการ อาตมาว่าวัฒนธรรมอันนี้ อาตมาจงใจ จงใจจะพยายามก่อให้เป็นไป นี่รุ่นเด็กๆมารับถ่ายทอด มารับสืบทอดอะไรต่ออะไรไป แม้ว่าสาระแกจะรับไม่ค่อยหวาดค่อยไหวอะไรนัก ก็เอาละสาระแกรับไม่ค่อยได้ก็เอาอันนี้ก่อนเป็นพื้น ต่อไปก็ค่อยๆรับสาระเป็นอะไรเป็น ก็ค่อยๆรับไปตามขั้นตามลำดับ มันจะมีวัยมันจะมีโอกาสกาลที่ ที่มันมีความยินดีเองแหละ มันจะยินดีรับมันก็จะมีเองแหละ มันจะ ค่อยๆเป็นค่อยไปตามขั้นตามลำดับ เอ้า เอาเลย ถึงกาล ใครจะถามอะไรก็เอา กราบนมัสการพ่อท่าน จะขอให้พ่อท่านช่วยอธิบายเรื่องจักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว (มีเสียงว่าโอ้โฮ) อีกสักครั้งหนึ่งค่ะ ฟังไม่ถนัดนะคะวันก่อนนั้น โอ้โฮ เวลานี้มันไม่ใช่เวลาจะเอาหนักๆถึงขนาดนั้นน่ะนา จะเอาให้ฟังจักร-แก้ว ม้าแก้วเลยหรือ โอโห อยากจะฟังอีกสักครั้งหนึ่งค่ะ จักรนี่มันกลไกน่ะเรื่องจักรนี่คือกลไก เป็นภาษาธรรมะโดยตรงเลย จักร-แก้วนี่ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้วอะไรนี่ โดยอาศัยเหมือนกับมนุษย์นี่ มันจะมีองค์ประกอบของสังคม ชีวิต สมัยโบราณนี่ จักรนี่คือการเดินบท กลไกเป็นกลไกเดินบท เหมือนเครื่องจักรมันติดเครื่อง หรือกลไกของสังคม กลไกของอะไรก็แล้วแต่เถอะ กลไกของร้านค้าของเรา แล้วเราก็มีกำลังหนุนเนื่อง มีเฟืองใหญ่เป็นช้าง มีกลไกใหญ่ของกองทัพเป็นช้าง ช้างแก้วก็เรียกว่าช้างที่มีกำลังมีขบวนของช้าง แล้วก็มีขบวนของม้าเป็นกลไกที่รองลงมา เป็นเฟืองที่รองลงมาอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มีจุดใจกลางเรียกว่า แก้วมณี จุดใจกลาง นั้นว่า แก้วมณี เป็นจุดใจ- กลางเป็นผลๆ หรือว่าเป็นตัวแกน เป็นตัวอัตถะ เป็นตัวเนื้อหาสาระ เป็นตัวเป้าหมายหลัก เป็นตัวเป้าหมายหลักเลยว่า แก้วมณีเป็นยอดแห่งความต้องการ ถ้ามีได้มีทุกอย่างครบครันนี่นา มันเป็นกลไกที่ใช้เป็นภาษาเอาวัตถุธรรมมาเรียก แต่ว่ามันเป็นนามธรรม มีแก้วมณี แล้วก็มีนางแก้ว นางแก้วนี่เป็นนามธรรมมากขึ้นอีกตรงที่ว่าเป็นความชื่นชอบ เป็นสิ่งอบอุ่นใจนางแก้วนี่ เป็นสิ่งที่อบอุ่นใจ เป็นสิ่งที่ชะโลมใจมันได้แล้ว ปีติใจอย่างนี้เป็นต้น ไอ้สิ่งที่เรามุ่งหวัง เป็นสิ่งที่เรา ต้องการได้ผลได้เนื้อหาสาระที่ต้องการ ได้แล้วก็มีมันก็ชื่นใจ เป็นนางแก้วอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มีความหนุนเนื่องเข้ามาอีก มีทุนรอน มีคหบดีแก้ว มีผู้ช่วยเหลือเฟือฟาย อุปัฏฐากอุปถัมภ์ มีอะไรต่ออะไรเจริญ หนุนเป็นองค์ประกอบที่อุดมสมบูรณ์ กว้างขวางใหญ่โตมากมายอะไรขึ้น เป็นเรื่องครบครันขึ้น ปรินายกแก้วก็ถึงยอดแห่งองค์ประกอบที่สมบูรณ์เลย เรียกว่าเป็นรูป เป็นแบบเป็นองค์ประกอบ เป็น ถ้าเป็นรถยนต์ก็สำเร็จรูปเรียบร้อย ทั้งสวย ทั้งดี ทั้งแน่นหนา แข็งแรงทนทาน กันอะไรพร้อมหมดเลย ปรินายกแก้ว เรียกว่า ยอด ปรินายกแก้วเรียกว่ายอด นำ นำอื่นได้หมด ไม่มีอะไรสามารถที่จะพึงอยู่ได้อีกแล้ว ติดเครื่องเป็นจักรแก้ว หรือว่า เป็นดวงดาว ก็เป็นดาวฤกษ์ที่ยิ่งใหญ่ ที่นำอะไรเลย เป็นดวงอาทิตย์ นำดวงดาวทั้งหลาย ปรินายกแก้ว นำหมดเลยนำยอดครบครันทุกอย่าง นี่เรียกว่าแก้ว 7 ประการ เราต้องสั่งสมในตัวเราให้หมดครบทั้ง 7 อย่างนี้ เป็นนามธรรมทั้งหมดให้ได้ เราต้องการนิพพาน เราต้องการนิพพานก็ต้องให้มันเป็นบทบาทการประพฤติปฏิบัติ ที่เป็นกลไกการประพฤติที่เดินเครื่องให้ได้ เสร็จแล้วก็มีเฟืองหนุนมีกำลัง หนุนเรื่อยๆๆๆ ที่เทียบแก้ว 7 ประการเทียบกับโพชฌงค์ 7 ให้มีสติสัมโพชฌงค์ เหมือนกับจักรแก้ว ให้มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ก็เหมือนกับช้างแก้ว มีวิริยสัม-โพชฌงค์ ก็เหมือนม้าแก้ว แล้วก็เกิดไปเรื่อยๆ แล้วก็เกิดม้าแก้วแล้วก็เกิดผลมีปีติ มีปัสสัทธิ ที่จริงน่ะ เอ๊ อาตมาว่าอาตมาเรียงถูกแล้วนะ สิกขมาตเกร็ดดินมาทัก มันควรจะเป็นแก้วมณี นี่คือปัสสัทธิ ปีตินี่คือนางแก้ว หา มีความสุขทุกเวลาหรือ แล้วปีติเป็นแก้วมณี สมาธิเป็นคหบดีแก้ว อุเบกขาเป็นปรินายกแก้ว เทียบโพชฌงค์ 7 อะไร ท่านเจ็ดแก้วน่ะหรือ เจ็ดแก้วให้ ไม่รู้ว่าท่องเจ็ดแก้วได้หรือยัง ท่องได้แล้วหรือ ท่องได้แล้ว แล้วก็ไปทำความเข้าใจให้สมบูรณ์เทียว จะอธิบายหรือขยายความเกี่ยวข้องอะไรต่ออะไรก็ให้มันครบเชียว คำถามต่อไปทางนี้ค่ะ พ่อท่านคะ เป็นคำบอกด้วยนะคะ คือพวกเรานี่นะคะ ตั้งแต่ไม่ว่าจะเป็นงานปลุกเสกฯหรืองานไหนๆ เวลานั่งนี่ชอบหักกิ่งไม้นะคะ แล้วก็เด็ดฟาง เด็ดใบไม้ เด็ดอะไร ทั้งผู้หญิงผู้ชายเลยค่ะ เห็นกันเยอะ แล้วพ่อท่านคิดว่าเป็นอย่างไรหรือคะ

ก็มันกันง่วงละกระมัง (มีเสียงหัวเราะ) หา กันง่วงก็เลย แสดงว่าดีนะ คือว่าคงจะเป็นคนที่ขยันน่ะ เพราะอยู่นิ่งไม่ค่อยได้อยู่นิ่งไม่ค่อยได้เป็นคนขยันนะ ดี หา (หัวเราะ) โทสะ หรือ โอ๋ย ไม่ได้ไปทำด้วยโทสะละกระมัง ทำอย่างนั้นไม่ได้ทำด้วยโทสะละกระมัง จริตของผู้หญิงหรือ ก็ได้เป็นจริตของผู้หญิงก็ได้ อธิบายไปเป็นจริตของผู้หญิงก็ได้ กราบนมัสการพ่อท่านครับ (เอาเลย ใครจะคุยอย่างไรว่าไปเรื่อยๆ-พ่อท่าน) ปฏิบัติธรรมมาก็ยังไม่ชัดดีเหมือนสมชื่อนะ ก็ต้องถามพ่อต่อละฮะ (เสียงหัวเราะ แหม นักธรรมนี่คุยแต่เรื่องธรรมะนะ หนอ - พ่อท่าน) ผมถามคำถามออกแล้วตอนนี้ (เอาเลยๆ เสียงพ่อท่าน) คือฟังพ่อท่านเทศน์วันมาฆบูชานะครับ เกี่ยวกับเรื่องการเมือง ก็เหมือนกับเทศน์ให้ผมโดยตรงเลยนะ (นั่นแน่ เสียงพ่อท่าน โอ้โฮ) คือมันเข้าใจนะฮะ ว่าคนที่จะทำงานการเมืองก็จะต้องมีคุณธรรมมีอำนาจโดยธรรม แต่ถ้าทำงานศาสนาก็มีคุณธรรมเป็นอำนาจนะครับ อันนี้ก็เข้าใจ แต่มันก็เถียงพ่อท่านอยู่ดี แหม ฮะ มันยังดื้อไม่เสร็จ ก็คือว่า เอ๊ ฐานะเรานี่จะไปเทียบพระพุทธเจ้าได้หรือเปล่าอะไรอย่างนี้ มันเป็นลักษณะอย่างนั้นน่ะ (เสียงพ่อท่าน ฐานะเราจะไปเทียบพระพุทธเจ้า หมายความว่าอย่างไร) คือผมฟังอย่างผมรับนะฮะ ยังเถียงอยู่ในใจว่า เอ๊ เรายังทำไม่ได้ถึงขนาดนั้น อะไรอย่างนี้นะครับ ไม่รู้ว่าเป็นกิเลสตัวไหน ก็ขอพ่อไขให้ฟังด้วยครับ ก็ยอมรับ มันไม่ใช่กิเลสหรอก มันก็ยอมรับความจริงน่ะ ยอมรับความจริงว่า เอ้อ พูดอย่างนั้น ท่านว่าอย่างนั้นมันก็ถูก มันก็ถูกละ แต่ว่าเรายังทำไม่ได้ เรายังทำไม่ได้ เราก็ยังอยู่ในฐานะที่เราจะเป็นอย่างที่ท่านว่า มันก็รับความจริง มันไม่ใช่กิเลสอะไรหรอก มันจะเถียงก็เถียงอยู่จริงๆน่ะ มันก็เถียง มันไม่ได้เป็นกิเลสอะไร มันยอมรับความจริงว่าเป็นอย่างนั้นๆๆ แต่นั่นแหละเราก็ควรจะโน้มน้อม เราก็ควรจะมีปีติ ไม่ใช่ว่าไปเถียงแล้วเราก็จะได้บอกว่า เออ เราก็อยู่ของเราอย่างนี้ ช่างกูๆ กูจะอยู่ของกูอย่างนี้ กูจะมีแค่นี้ มันก็ไม่ค่อยดี มันก็ต้องค่อยๆให้มันน้อมรับว่า เออ อย่างไรหนอ เราจะได้อย่างท่าน อย่างไรหนอเราจะได้เป็นอย่างนั้น ถ้าใจโน้มน้อมไปอย่างนั้นก็ดีกว่าไหมละ (เสียงตอบ ดีแล้วครับ) เออ ทำใจในใจอย่างนั้นซี ขอโอกาสนะพ่อท่าน ข้างหลังค่ะ อยากจะถามว่า แบบเลี้ยงลูกนะคะ เขาไม่ทำงานละค่ะ (เสียงพ่อท่าน หา อะไร นะ) แบบเลี้ยงลูกแล้วเขาไม่ทำงานน่ะค่ะ คือแบบไม่ทำงานบ้านน่ะค่ะ แล้วทีนี้แม่ทำเองทุกอย่างนะคะ แล้วถ้าสมมุติเราทำอย่างนี้กันไปตลอดนี่ แล้วลูกจะทำหรือเปล่าคะ โอย จะไปรู้หรือ มันอาจไม่ทำเลยเพราะมันทำไม่เป็นน่ะ ก็มันไม่ทำเลย ก็มันทำไมเป็นมันก็จะทำหรือ เราก็ต้องฝึกต้องหัดให้ลูกทำบ้างซี (ผู้ถาม แบบบอกเขาแล้วเขาก็ไม่ทำค่ะ) เขาไม่ทำเราก็ต้องมีปัญญาที่จะต้องสอน ต้องบอก ต้องแนะ ต้องให้เขาเข้าใจความจริง ถ้าไม่ทำมันไม่เป็นนะ ไม่ทำแล้วมันไม่ได้นะ เมื่อมันไม่ได้แล้วโตขึ้นมาใครจะช่วย ไม่มีใครช่วยอะไรแล้ว ตอนนี้ ยังมีเราช่วยอยู่ก็ยังดี ต่อไปแล้วก็ไม่มีใครช่วยแล้ว จะไปไม่รอดนา ก็บอกเขาให้เข้าใจ พ่อท่านคะ เอ๊ เราจะตีจะบาปหรือเปล่าค่ะ อ๋อ ตีก็ตีด้วยความเข้าใจ อย่าไปตีด้วยการโกรธ อย่าไปตีด้วยความหุนหันพลันแล่น อย่าให้มันมีอารมณ์โกรธอยู่ในใจ ถ้ามีสติสัมปชัญญะรู้ดี ตีก็โดยมีรู้มีเข้าใจ แล้วเราก็ตีโดยไม่ได้มีอารมณ์โกรธเข้าไปมันไม่เป็นไรหรอก ตีมีเหตุผล กราบขอบพระคุณค่ะ ต้องตีบ้าง ต้องดุบ้าง ดุนี่ไม่ใช่ดุเพราะโกรธ แต่ว่าดุเพราะว่ามันต้องบังคับกันน่ะ เพราะว่าคนเรามีกิเลส ยิ่งย่ามใจนะ ยิ่งกิเลสมันยิ่งใหญ่ยิ่งโต ยิ่งย่ามใจน่ะ ยิ่งย่ามใจแล้วยิ่งไม่ได้เรื่องเลยแหละ เดี๋ยวมันเคยตัวแล้วทีนี้ก็ไม่รู้จัก ทำอะไรไม่เป็น แก้ไขปรับปรุงอะไรไม่ได้ทั้งนั้นแหละ เอ้า ว่าอย่างไร อาตมามัวดู เอ้า อาตมาฟังได้นะ ฟังไปรับรองคุยไม่ผิดน่ะ รับรองข้ามได้ ลอดได้ตรงเบ๊ะหมดเลยรับรอง ดูไม่ผิด ไม่เหมือนเมื่อกี้หรอกนะข้ามผิดหมดทุก ข้ามผิดหมดลอดผิดหมด เพราะไม่มีอะไรให้ข้าม ไม่มีอะไรให้ลอดหรอก ลอดกันใหญ่ ข้ามกันใหญ่ข้างนอก ข้างนอกเขาก็เลย หัวเราะกันใหญ่เลย (พ่อท่านหัวเราะ) ทีนี้รู้ไต๋แล้ว ไปเล่นๆกันใหญ่ ทีนี้ยอมก็ต้องไปหลอกคนหมื่นต่อไปอีก (พ่อท่านหัวเราะ) ขอโอกาสค่ะ ในฐานะที่ว่าเราเพิ่งเข้ามาอยู่ในวัดนะฮะ ก็การที่จะปฏิบัติเอาบารมีอะไรก็ไม่มากพอ แต่อยากจะช่วยในงานด้านสร้างศาลาวิหารสันติอโศกน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าเมื่อถึงเวลาสร้างแล้ว เราสามารถที่จะไปช่วยแรงงานในหมู่กลุ่มของปฐมอโศกอย่างนี้จะได้ไหมคะ (เสียงพ่อท่าน ในหมู่ของปฐมอโศก) หมาย- ความว่าในกลุ่มหนุ่มสาวที่จะไปช่วยกันหิ้วปูน หิ้วอะไรอย่างนี้คะ อ๋อ ได้ คงจะได้หรอกนะ แต่ว่างานใหญ่อย่างนี้ส่วนมากเขาจะใช้เครื่องกลหนัก ใช้เครื่องกลใหญ่ ยิ่งขึ้นชั้นสาม ธรรมดาชั้นแรกมันก็ตั้ง 7 เมตร คนจะไปหวาดไปไหวหรือ ปาเข้าไปตั้ง 20 เมตร 30 เมตร กำลังคนมันก็ไม่หวาดไม่ไหว เครื่องกลใหญ่เขาก็มาปรื้ดๆๆๆไปช่วยส่งคน พอดีปูนสองชั่วโมงแห้งหมดเลยไม่ทันส่ง ก็ตายของเขาเสียหมด นี่เขาใช้เทรล เครื่องเขายกปรื๊ดๆๆๆ ขึ้นไป กลไกเขา พวกสร้างใหญ่อย่างนี้เขาใช้เครื่องทุ่นแรง ใช้ก็อาจจะมี ก็อาจจะมีใช้น่ะ งานกาารอะไรที่เราจะได้ไปช่วยบ้าง สำหรับงานที่จำเป็นจะต้องใช้แรงงานคนมากๆคน แรงงานพลังมดนี่ อาจจะมีได้ ฟังข่าวคราวดีๆ อาจจะมี เรียกว่าออก กำลังกายกันให้สมบูรณ์ก็แล้วกัน ขอโอกาสครับ จากงานปลุกเสกฯ ผมยังติดใจโศลกที่ว่า คนเรานี่มีปัญญาเท่าที่เราโง่ และเราก็โง่เท่าที่เรามีปัญญา นี่นะครับ ผมขอให้พ่อช่วยอธิบายอีกครั้งครับ เอ้า ก็คนไหนมีปัญญาเท่าไหร่ มันก็มีปัญญาเท่านั้น เพราะฉะนั้น ไอ้ที่มันยังไม่มีปัญญา มันยังรู้ไม่ได้มันก็คือโง่อยู่นะซี เพราะฉะนั้นก็มีปัญญาเท่าที่เราโง่นั่นแหละ ก็เราโง่อยู่เท่านี้ เราก็มีปัญญาเท่านี้ คล้ายๆกับว่าเรามองดูสมมติ นักเรียน ป.1 ก็ฉลาดเท่าที่ ป.1 แต่ว่าในความฉลาดของเขา เราก็ยังดูว่ายังโง่อยู่ เป็นอย่างนั้นหรือครับ ก็ของเขาก็เท่าที่เขาได้ เขามี เขาโง่ เขาฉลาดก็เท่านั้นๆ มันมีขีดของความโง่ ความฉลาดเท่านั้นมันขีดของความความฉลาดเท่านั้นๆ เท่าที่ตัวเองนั่นแหละ จะเรียกว่าตัวเองโง่ก็โง่เท่าที่เราฉลาดนั่นแหละ อ๋อ เข้าใจแล้วครับ ขอขอบพระคุณครับ ขอโอกาสค่ะ ดิฉันขอถามต่อคนเมื่อกี้นี้ค่ะ พ่อท่านเทศน์ในงานบอกว่า พระอรหันต์ยังโง่ ดิฉันอยากให้พ่อท่านขยายอีกค่ะ กราบนมัสการค่ะ พระอรหันต์ยังโง่ ก็เหมือนกันกับเมื่อกี้ พระอรหันต์ก็รู้เท่าที่พระอรหันต์รู้ พระอรหันต์มีประเด็นเดียวเท่านั้นที่จะต้องไม่โง่ในเรื่องกิเลสของท่าน ท่านจะต้องรู้กิเลสทั้งหมดของท่านเอง แล้วก็ล้างกิเลสของท่านเองจนหมดจบ นั่นคือพระอรหันต์ ส่วนในโลกในโลกีย์ ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ท่านก็รู้เท่าที่ท่านรู้เท่านั้นแหละ ท่านก็รู้เท่าที่ท่านมีปัญญารู้หรือว่ามีความสามารถไปรู้ได้ก็เท่าที่ท่านรู้ ไอ้ที่ท่านไม่รู้ ท่านก็ไม่รู้ ก็คือยังโง่อยู่นั่นแหละ แล้วสมมติ พ่อท่านพูดแบบนี้แล้ว ท่านไม่ค่อยรู้ทัน...แล้ว (เสียงพ่อท่าน มันก็ได้เท่านั้น ท่านก็ช่วยคนอื่นใดเท่าที่ท่านมีปัญญา) แล้วถ้าท่านไปตัดสินอะไรที่ผิด แล้วท่านจะบาปไหมฮะ กราบขอบพระคุณค่ะ อ้าว ก็ไม่บาปเป็นความจริงใจ บอกแล้วว่าพระอรหันต์มีความจริงใจ มีความซื่อมี ความจริงใจ ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร พระอรหันต์ไม่บาปหรอก พระอรหันต์ไม่มีเจตนา ไม่มีความซ่อนแฝง ไม่มีอะไรเอียงเอน เพื่อตัวเพื่อตนอะไร มีข้อมูลเท่านี้ มีความสามารถรู้เท่านี้ๆ ก็ตัดสินอะไรผิดไปก็ได้ ดีถามมาได้กระจ่างขึ้น หลายคนเข้าใจผิดว่า พระอรหันต์นี่ตัดสินผิดไม่ได้ ไม่จริงหรอก พระอรหันต์ที่ไม่มีปัญญามากตัดสินผิดได้ แต่ว่าท่านเองท่านไม่ได้เจตนาที่จะไปเข้าข้างใคร หรือไปลำเอียงอะไรต่อมิอะไร ไม่ ท่านก็ได้แต่ซื่อ พาซื่อ ซื่อตามความจริงใจบริสุทธิ์ใจเท่านั้นเอง พ่อท่านคะ กราบนมัสการค่ะ คือมีคนฝากคำถามมาค่ะว่า อยากทราบวิบากกรรมของความขี้เกียจให้ละเอียด เพื่อจะได้พยายามทำยิ่งขึ้นค่ะ โอ ความขี้เกียจ วิบากของความขี้เกียจนี่นา วิบากของความขี้เกียจ ก็จะได้ไปเป็นไส้เดือน สูงขึ้นมาหน่อยก็จะได้ไปเป็นงู ก็มันเอาแต่นอน กินแล้วก็นอนเอือกพวกนี้ หมูก็ได้เสร็จแล้วก็รอเวลาเขาเอาไปฆ่ากิน อยากเป็นไหมเล่า เอ้า ไม่อยากเป็นมันก็ไม่รู้ซี ไปเป็นซีจะได้รู้ ว่ามันทุกข์อย่างไร ก็ไปเป็นซี ไปเป็นไส้เดือนดู มันจะได้รู้ว่าเป็นงูดูซี จะได้รู้ว่ามันทุกข์อย่างไร มันก็ต่ำแค่นั้นแหละ มันก็ตกต่ำอยู่อย่างนั้นน่ะ มันก็ไม่เจริญอย่างนั้นน่ะ นี่เป็นบุคลาธิษฐาน หรือว่าเป็นเรื่องที่เป็นวิบาก มันก็เป็นเช่นนั้นได้จริงด้วย แล้วก็เป็นบุคลาธิษฐานที่ชัดเจนอย่างนั้นๆจริงๆนั่นแหละ มันจะกลายไปเป็นสัตว์โลกที่ต่ำต้อยอย่างนั้นน่ะ หรือเราเองจะต้องต่ำต้อยลงไปเรื่อยๆอย่างนั้นน่ะ พ่อท่านครับ ถ้าเราไปเจอเหตุการณ์อย่างนี้เอง แล้วเราจะช่วยเหลือเขาอย่างไรล่ะ ผมว่าตัดสินใจยากเหมือนกัน เอ้อ ที่ผ่านมานี่นะครับ ที่ผ่านมา นั่งรถไปกับรถกองทัพธรรมนี่ครับ พอดีมีรถมอเตอร์ไซด์แซงไปชนรถสิบล้อ พวกเราก็ไม่ได้ช่วย แต่ว่านึกๆแล้วมันมีความผิดน่ะ คือไม่ได้ช่วยเขาไปส่งโรงพยาบาล แต่เหตุการณ์มันคาบเกี่ยวน่ะ คุณโพธิสิทธิ์เขาขับ ก็ ก็นั่งอยู่ในรถน่ะไม่สบายใจกันทั้งหมดเลย เพราะว่าไม่ได้ช่วยเขาไปโรงพยาบาล แต่ถ้าช่วยเขาจะหาว่ารถเรานี่ชนแล้วแจ้งมา เราก็ไป ไปโรงพัก ไม่ใช่ฮะ รถเราไม่ได้ชนฮะ คือเขาจะแซงรถเรา แค่แซงไม่พ้น เจอรถสิบล้อ แล้วก็เขาก็ว่ามีรถกองทัพธรรม เขาก็ดักหน้า ตำรวจดักหน้า ไปตรวจรถเราไม่มีอะไร เราก็ไม่ได้ชน แต่ว่ามีความสำนึกอย่างหนึ่งก็คือผิดว่า เราก็ไม่ผิดนะสำนึกว่าเราผิดน่ะ เราไม่ได้ช่วยเขาแค่นั้นเอง แล้วถ้าไปเจอเหตุการณ์จริงๆ อย่างนี้ มันตัดสินใจลำบากไม่รู้จะช่วยอย่างไร แหม เท่าที่พูดมานี่ อาตมาไม่รู้จะพูดอย่างไร อ้า ถ้าเผื่อว่าเราจะมีบาปมีเวรเราก็ช่วยเขาไปก็แล้วกัน มันจะต้องเข้าคุกเข้าตะรางอะไรก็เข้าไปซี ทำอย่างไรเล่าเราทำจริงๆแล้วทำดีที่สุด อ้าว ก็ช่วยกันไป อาตมาก็เคยช่วย พาไปโรงพยาบาล อะไรไปก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็เคย ก็เคยเจอแทบทั้งนั้นแหละ พวกเราเคยเจอ ก็ช่วยไปเสร็จ ไปโรงพยาบาล เขาก็หาว่าเรานี่แหละชน ถ้ายิ่งคนไม่ได้สติ คนถูกชนนี่ไม่ได้สติ ยากเลย ยิ่งยากใหญ่เลย ไม่รู้เรื่องเลย แต่ถ้าเผื่อว่าคนที่ถูกชนนี่นา เขารู้ว่าไม่ใช่เราชนนี่ ยังค่อยยังชั่วเพราะ เขาจะเป็นตัวพยานให้เองโดยตรงว่า คนนี้ไม่ใช่หรอก คนนี้ช่วยเหลือก็จะค่อยยังชั่วนิดหนึ่ง แต่ถ้าคนที่ถูกชนบาดเจ็บนี่ ไม่ได้สติสตังเลยสลบเสลิบ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วเอาไปส่งนี่นา โอ้ อย่างนี้ละพูดกันยาว มันก็ไม่รู้ล่ะ อาตมาก็เคยช่วยไปอยู่เหมือนกัน ส่วนมากจะเป็นอย่างนี้ ไม่รู้จะทำอย่างไร สังคมมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ โรงพยาบาลเรานี่ก็จะค่อยๆเกิดอย่างนี้ ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่าง อย่างเรา เป็นเหตุปัจจัยที่จะพิสูจน์ ที่จะฝึกหัดอบรมพวกเราด้วยเหมือนกันว่าพวกเราจะมีน้ำใจ จะมีจิตวิญญาณอย่างไรด้วย ใครที่ดูดายก็ดูดาย ใครที่มีน้ำใจก็น้ำใจ โอกาสนั้นโอกาสนี้ ช่วยเหลือเฟือฟายกัน ใครที่ดูดายก็ดูดาย ใครที่มีน้ำใจก็ น้ำใจโอกาสนั้นโอกาสนี้ ช่วยเหลือเฟือฟายกัน พึ่งแก่พึ่งเจ็บพึ่งตายกันจริงๆ เป็นสังคมพวกเราที่จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าเผื่อว่าพวกเรา จิตวิญญาณของพวกเรา มันไม่เจริญนะ เสียสละไปช่วยเหลือเฟือฟายคนที่จะเจ็บจะป่วย มันทรมาน มันทุกข์ มันลำบาก มันช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วพวกเราก็ไม่มีกะจิตกะใจไปช่วยน่ะ มันพึ่งกันไม่ได้ คุยกันไม่ได้ ไอ้ที่เราพูดเอาไว้ว่า จะต้องพึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย จะได้บ้างก็ไม่จริง แต่ถ้าเผื่อว่าเราฝึกฝนไปได้จริง มีน้ำใจแล้วก็เป็นธรรมดาของคนเรา มีสำนึกจริงๆ ช่วยกันได้จริงๆเลย ซึ่งอาตมาเห็นว่า คนมันก็ต้องมีเมตตา ทีนี้เราฝึกฝนกันอย่างนี้ไม่ได้ มันเป็นอย่างไรน่ะ เอ๊ มันจะต้องดูกันไปหรืออย่างไร มันจะเป็นไปไม่ได้ อาตมาว่ามันจะสร้างทางไม่ได้ ยังทำไม่ได้ให้เป็นสังคมของพวกเรานี่แหละให้เป็นให้ได้ มันจะเกิดเป็นโรงพยาบาลที่จะมีการช่วยเหลือกัน เกื้อกูลกัน จนกระทั่งตายจากกันไปแหละ ใครไม่มีญาติที่ทำกันจริง มีชีวิตอยู่ด้วยกันไป ถึงเวลาเจ็บเวลาป่วย เวลาแก่เวลาตายอะไรก็ไป ไม่ต้องไปดิ้นรน ไม่ต้องไปมีลูกมีเต้ามา แล้วก็จะหวังมาพึ่งลูกพึ่งเต้า บางทีก็ไอ้คนพึ่งมีลูกมีเต้าไม่ได้พึ่ง อกหักมานี่ก็เยอะนาจริงๆเยอะเดี๋ยวนี้ยิ่งสังคม แย่จริงๆเลย แล้วมันก็ไม่มีใจจริง มันไม่รู้จักบาปจักบุญ มันไม่รู้จักกตัญญูกตเวทีที่ถูกต้อง พวกเราได้ทำอย่างนี้นี่นะ กตัญญูกตเวที มันราคาแพงนะ ราคาสูงกว่า ลูกไม่ช่วยพ่อแม่นี่มันก็เลวแล้ว ลูกช่วยพ่อแม่จริงๆนี่ ว่ากันจริงๆเลย เป็นหน้าที่นะ บุญมันก็มีเท่านั้น ไอ้ไม่ทำมันบาปแน่นอน มันบาปมากแล้วมันกลับกัน ไอ้ลูกเต้ามีหน้าที่จะต้องช่วยพ่อแม่ มันไม่ช่วยพ่อแม่มันบาป มันบาปมากกว่า ถ้าคนอื่นไม่ใช่ลูก ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่นะ ไม่ช่วยจะว่าบาป มันไม่มีบาปก็ได้ มันไม่เกี่ยวอะไรกัน คนที่ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่กันนี่ ถ้าแม้ว่าเขาไม่ช่วยเขาก็ไม่มีความผิดอะไรนี่ จะถือว่าบาปว่าอะไร มันไม่มี แต่ถ้าช่วย กลับมีบุญได้บุญมากกว่า ลูกกับพ่อแม่อีก เพราะลูกกับพ่อกับแม่ มันต้องช่วยกันอยู่แล้ว ไม่ช่วยกันล่ะมันบาปมากกว่า ไม่ช่วยน่ะมันบาป แต่ถ้าช่วยมันก็มีบุญ บุญก็เท่านั้น บุญไม่มากเท่าไหร่ แต่ถ้าคนที่ไม่ใช่พ่อใช่ลูก ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่กันนี่ซี ช่วยกันนี่บุญมากกว่า แต่ก็ถ้ามีพ่อมีแม่ ก็ต้องช่วยพ่อช่วยแม่ก่อนนะ ถ้าเผื่อว่าพ่อแม่กับคนอื่นนี่ เพราะถ้าเราไม่ช่วย เป็นลูก เป็นพ่อ เป็นแม่ ไม่ช่วยกันก่อน บอกแล้วว่ามันบาป คนอื่นถ้าไม่ช่วยมันก็ยังไม่บาปเท่า ฟังให้ชัด มันซ้อนอยู่มันซ้อนอยู่ ความจริงถึงวาระที่สมควรจะช่วย ต้องช่วยพ่อช่วยแม่ หรือพ่อแม่จะต้องช่วยลูกก่อน แล้วค่อยช่วยผู้ที่เป็นคนอื่นต่อทีหลัง แต่ถ้าเผื่อว่าไม่ต้องช่วย พ่อแม่ก็ไปได้ มีคนช่วยเหลือเฟือฟายอยู่แล้ว เป็นไปอยู่ดีอยู่แล้วอะไรแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องขอความช่วยเหลือ ไม่ต้องการความช่วยเหลือ เราไปช่วยผู้อื่นอีกทีนี้ โอ้โฮ บุญมาก ขอโอกาสครับ พ่อท่านครับ ในสัจจะแห่งกรรมข้อที่ 5 นะครับ มีว่า คนผู้ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอนที่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ ตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้าเกิดมาเป็นคนจะมีโภคะน้อย คำว่าดอกไม้นะครับ ของหอม แล้วก็เครื่องลูบไล้ที่มันจะขัดกับศีลข้อที่ 7 ในศีล 8 หรือเปล่าครับ อันนั้นก็ได้อธิบายแล้วนี่นาวันนั้น อธิบายแล้ว ถ้าเราถือศีล 5 เราจะถือ เราก็จะทำอย่างนั้นบ้าง มันก็จะได้เป็นวัตถุตรงๆธรรมดา ทำไปแล้วมันก็เท่านั้นแหละ ยกตัวอย่างให้ฟังแล้วแม้จะเอาดอกไม้ของหอมไปถวาย แต่เสร็จแล้วก็หน้าบูดหน้าบึ้งไป มีอยู่ข้อหนึ่งน่ะ บอกอย่างนี้บอกไว้ ถวายแล้วจะงาม มีผิวพรรณงามใช่ไหม เอาอันนี้แล้วเอาดอกไม้ของหอมไปถวายไปอย่างไรโกรธ หน้าเครียด หน้าดำ บึ้งเลยน่ะ จัางไม่ต้องไปถึงชาติหน้า ชาตินี้มันก็หน้าดำแล้ว มันไม่งามแล้ว ตั้งแต่ชาตินี้อยู่แล้ว ชาติหน้ามันจะงามได้อะไร ชาติหน้ามันก็ไม่งาม ให้ต่อให้ถวายดอกไม้งามวิเศษวิเสโสราคาแพงเท่าไหร่ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นถ้าโดยคุณธรรมและอรรถสาระของมันแล้ว ก็คือเราถวายสิ่งที่เป็นสิ่งที่น่ารื่นรมย์ แท้จริงแล้วก็ไม่ใช่ว่าเป็นวัตถุทานอันนั้นเท่านั้น มันหมายถึงอารมณ์ เราจะทำอะไร เราจะถวายทานด้วยอะไรก็แล้วแต่ เราก็มีน้ำใจ มีความเบิกบาน ร่าเริง อารมณ์แจ่มใส ยิ้มแย้ม สดชื่น ดอกไม้นี่มันเป็นความสดชื่น หอมหวน เป็นความรื่นรมย์ มีอาการรื่นรมย์ จะถวายก้อนหิน จะถวายก้อนดิน จะถวายอะไร แต่จิตใจรื่นรมย์เหล่านั้น มันก็ผ่องพรรณ ผิวพรรณงาม ไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นไม่ขีดขั้นว่าถือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 อะรไหรอก เอ้า เอาเลย พ่อท่านคะ ถ้าเกิดว่าเราเรามาปฏบัติธรรมนี่ ถ้าเราไม่ได้ช่วยพ่อแม่ เราจะบาปหรือเปล่าคะ ถ้าพ่อแม่เดือดร้อนอะไร พ่อแม่พอเป็นไปได้ หรือว่าพ่อแม่ควรจะต้องต่อสู้ชีวิตไปในฐานะที่พอประมาณพอสมควร แล้วเราก็ไปทำประโยชน์อื่น เราไปสร้างสมสิ่งที่ดี สร้างสรรสิ่งที่ดี เป็นลูกที่มีบุญ เป็นลูกที่มีกุศล เป็นลูกที่สร้างสรรสิ่งที่เป็นคุณค่ากุศลเท่ากับลูกที่มีกำไร เพราะว่าถ้าเผื่อว่าพ่อแม่คนไหนก็แล้วแต่ มีลูกออกมา แล้วลูกเป็นภาระสังคมนี่บาป ต้องรับผิดชอบนะ มีลูกนี่ต้องรับผิดชอบ ต้องเลี้ยงดู ส่งเสีย สร้างสรรให้เขาเป็นคนดีของสังคม อย่าให้เป็นภาระของสังคม ถ้าเขาเป็นภาระสังคมนี่ พ่อแม่มีส่วนด้วยนะ มีส่วนสร้างเวรสร้างภัยให้แก่สังคมด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าลูก ไปดี ทำให้ดี พ่อแม่ก็ปลอดภัย พ่อแม่ก็รอดพ้นบาป พ่อแม่ก็รอดพ้นบาปด้วย เพราะฉะนั้นเอาอะไรไปช่วย แม้ช่วยพ่อ ช่วยแม่ แต่เราก็ไม่ได้ไปสร้างประโยชน์คุณค่าอะไรมากมายกว่านั้น มันก็แค่นั้นแหละ มันก็ดีมันก็เป็นกตัญญูกตเวทีที่ดีเหมือนกัน ก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าเราได้ไปสร้างคุณค่าประโยชน์ยิ่งกว่านั้น แล้วพ่อแม้ก็ไม่ได้ทุเรศทุรังการอะไร พ่อแม่ก็อยู่ไปได้ด้วยดี หรือแม้ไม่อย่างไร ก็มีพี่มีน้องอะไรคอยดูแลช่วยเหลือแล้ว เขาก็ไม่ได้สละสร้างสรรเหมือนกับอย่างเรา เราทำประโยชน์แก่สังคมข้างนอกมากกว่านั้น พ่อแม่ไม่ได้ ส่วนได้ที่พ่อแม้ควรจะได้ จะมากด้วย จะบุญมากด้วย เหมือนกับเกาะจีวรนี่แหละ ที่จริงน่ะภาษาที่ว่า ให้พ่อแม่เกาะชายจีวรขึ้นสวรรค์นี่ นี่อย่างนี้แหละ ลูกมาทำคุณค่ามากๆอย่างนี้ พ่อแม่ได้เกาะชายจีวรขึ้นสวรรค์อย่างนี้ เพราะว่าลูกมาสร้างบุญ แล้วพ่อแม่ก็ เรียกว่าปลอดบาป ถ้าได้บุญ ได้หน้า ได้ตาก็ได้ด้วย พ่อท่านคะ ขี้เกียจนี่ค่ะ คือแบบว่าบางทีเราก็ขี้เกียจแต่ก็ฝืนทำ อย่างนี้ บางครั้งก็เดินหนีแต่ก็อดไม่ได้ก็กลับทำเหมือนเดิม แบบฝืนมากๆเลยนี่ เป็นบางวันนะคะ จะบาปมากไหมคะ ฝืนดีแล้ว ไม่บาป ถ้าไม่ฝืนซีบาป ปล่อยไปตามขี้เกียจซิบาป ปล่อยใจไปตามขี้เกียจบาป ถ้าฝืนขี้เกียจ นั่นแหละดีแล้วล่ะไม่บาป แล้วถ้าฝืนได้ก็เรียกว่าแรงสมถะ ถ้าฝืนแล้วก็พยายามพิจารณาเหตุผลคุณธรรม ความจริงอะไรให้ดี แล้วเราก็ลดความฝืนลดความฝืดลง ไอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน