560611_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง นิโรธที่แท้คือแก้ที่เหตุ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560611_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง นิโรธที่แท้คือแก้ที่เหตุ พ่อครูว่า …วันที่ 11 มิถุนายน 2556 ที่ บวร ราชธานีอโศก เราไปงานอโศกรำลึกกันมา 4-5 วัน ก็เป็นรายการตามลีลา งานอโศกรำลึก มาถึงวันนี้ก็เข้าสู่รายการปกติ ในเรื่องของสาระธรรมะพ ระพุทธเจ้า จะพูดไปไหนๆ ก็มีอันเดียวคือ เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากความเป็นสัตว์ ไม่ถูกผูกไว้ เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด-ไม่สะสม-ไม่มักมาก(มักน้อย)-เพื่อความพอ(สันโดษ)-มันมีมากแน่นอนก็พอ แต่ว่าถ้ามักน้อยแล้วมีน้อยแล้วพอหรือไม่? ในพระไตร ปิฎกเล่ม 23 ข ้อ 143 ดูกรโคตมี ท่านพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไป ๐ เพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด ๐ เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ ๐ เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส ๐ เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก ๐ เป็นไปเพื่อสันโดษไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ ๐ เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๐ เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ๐ เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยาก ดูกรโคตมี ท่านพึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่า "นี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ฯ" คำว่าไม่มีโลกสมุทัย หรือคำว่า วิภวตัณหา ไม่ใช่แปลตื้นๆว่า ไม่มีตัณหา วนเวียนแค่ว่า มีหรือไม่มี แต่ว่าต้อง ไม่มีแบบ ไม่กลับกำเริบ ไม่วนเวียนกลับมา ที่เก่าอีกเลย อย่าง นิจจัง ธุวัง สัสตัง อวิปริณาธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง แม้ที่สุดคนเราหมดความใคร่อยากแล้ว โดยเฉพาะไม่ต้องมี โลกียรส-โลกียสุข เป็นกลาง สูญ ว่าง ต้องรู้ว่าจิตวิญญาณที่มีโลกีย์ เป็นอย่างไร อาการของวิมุติรสเป็นอย่างไร หรือนิโ
อ่านต่อ
รธ แบบไม่เวียนกลับมาเกิดอีก เป็นอย่างไร แม้จะอยู่กับโลก สัมผัสแล้วเราก็หมดสุข-ทุกข์ หมดอารมณ์อย่างโ ลกี ย์ได้ อย่างไม่กลับคืน ไม่มีอะไรลบล้างทำลายผลธรรม ความบรรลุอันนี้ได้ ไม่แปรเป็นอื่น รูปกาย คือองค์ประชุมของรูปทั้งหมด ทั้งรูปในภายนอกและรูปในภายใน รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ ที่มีการสัมผัสทางทวาร ๕ ถ้าอยู่ ข้างนอก ก็เรียกว่า รูปรูป ถ้าอยู่ ภายใน ก็เรียก นามรูป วันก่อนอธิบายถึงสภาวะสัญญาเวทยิตนิโรธที่ไม่ใช่พุทธ เหตุที่ทำให้มีความคลาดเคลื่อนผิดพลาดอยู่ ก็เพราะ... 1 . หลงว่าตนปฏิบัติมีนิโรธ แ ล้ว แต่แท้จริงนั้น เพราะมิจฉาทิฏฐิอยู่ จึงสัญญาวิปลาส เพราะกำหนดหมายนิโรธ ไ ม่เป็นบ้าง กำหนด นิโรธ ผิ ดพลาดคลาดเคลื่อน ไปจากภาวะที่เป็น สั มมานิโรธบ้าง เพราะกำหนดวิธีปฏิบัติผิดคลาดเคลื่อนไปจากมรรคอริยสัจของพุทธบ้าง 2 . ตนยังมีกิเลสอยู่ แต่หลงว่าตนเองปฏิบัติถึงขั้น ดับกิเลสแล้ว เนื่องจากสัญญาวิปลาส เพราะเข้าใจความเป็ น สัญญาคลาดเคลื่อนไปบ้าง จึงกำหนดหมายปรมัตถธรรมไม่ถูกต้องได้แท้จริง เพราะ กำหนดหมายความเป็ น กา ย คลาดเคลื่อนไปจากสัจธรรมบ้าง ไม่ ว่า รูปกา ย ห รือ นามกาย โดยเฉพาะ กำหนดหมา ยตั วตนของกิเลส ( อัตตา) ไม่ถูก น ามกา ย ของมัน จึงล่วงพ้น(สมติกฺกมติ)แม้แค่กิเลสขั้นต้น คือ วีติกกมกิเลส ไปตามลำดับ ก็ยังไม่ได้ จึงไม่ถูกต้อง(คือผิด) ตั้งแต่เบื้องต้น 3 . กำหนดการเกิด(ชาติ) ยังไ ม่ สัมมาทิฏฐิ จึงยังผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่ ก็ยังสัญญาวิปลาสอยู่ เช่น ต้องเข้า-ต้องออกอยู่ เมื่ อ เข้านิโรธ ก็มี การดั บ เมื่อออกนิโร ธ ก็มี การเกิ ด นั่นคือ ยังวนอยู่กับการเกิด-การดับ จึงยัง ไ ม่มีความดับเหตุ ดับปัจจัย ก ระทั่งสิ้นไม่เกิดไม่ดับอีก จึงไม่ใช่การดับ ช าติ จ นสนิทเด็ดขาด เพราะยังมี ก ารเข้านิโรธ แ ล้วยัง มี การออกนิโร ธ จึงยังมี ก ารดั บ แล้วก็วนเวียนมามี ก ารเกิด แ ล้วก็ยังมี ก ารดับ-การเกิ ด อีก แสดงว่า ไม่รู้จักแม้แต่คำว่า ชา ติ ที่เป็นปรมัตถธรรม 4 . ยังมีโลก(ภพ) เพราะไม่ได้ดับเหตุ แ ห่งการเกิดโลก(ภพ) แบบอริยสัจ 4 ยัง มีโลก (ภพ) เพราะ ยังไม่รู้จักโลกหรือภพ เช่น โลกที่เป็นโลกียะ นั้นเป็นไฉน โลกที่เป็นโลกุตระ นั้นเป็นไฉน แม้แค่ความเป็น โลกนี้(อยังโลก)-โลกหน้า(ปรโลก ) ก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ จึงไม่สามารถปฏิบัติ ม รรค องค์ 8 ให้เป็น สัมมามรรค-สัมมาผล ( พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252-281 ) จึงยังมี โ ลกสมุทัย อ ยู่ แน่นอน โ ลกนิโรธจึงยังไม่มีอยู่นั่นเอง 5 . ยังมีความเป็นสัตว์ มีสังโยชน์ มีความเป็น สัตตาวาส 9 อยู่ สัตว์ ในที่นี้คือ สัตว์โอปปาติกะ สัตว์ทางจิตวิญญาณ จึงยัง ไ ม่พ้นสังโยชน์สัมบูรณ์ เพราะ ตัวตน( อัตตา)ของสัตว์ ตั้งแต่ สั กกายะ อันเป็นตัวต น (อัตตา)ของสัตว์เบื้องต้น ต่อไปจนถึ ง ตัวต น เบื้องกลาง และสุดท้า ย ตัวตนเบื้องปลา ย คือ อ าสวะ ต ามลำดับ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเ ล กิเลสหรืออัตต า จึงถูกกำจัดได้ไม่ละเอียดชัดจริงบริบูรณ์ นั่นคือ ยังไม่สิ้ น สังโยชน์ 10 หรื ออ นุสัย 7 บ ริบูรณ์ เพราะ ยังไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถึงขั้น เ ห็น ( ปัสสติ)ความจริง ด้วยปัญญายอดยิ่ง(สัมมัปปัญญา) ว่า อัตตา ห รื อ ตัวตนของกิเลส หยาบ-กลาง-ละเอียด ทั้งหลา ย ได้ ดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ ( อเสสวิราคนิโรธา)หมด แม้ที่สุดอาส วะ สิ้นแล้ว ชนิดที่ รู้ อยู่-เห็นอยู่เป็นปัจจุบัน ( ชานโต ปัสสโต วิหรติ) นั่นเทียว จะเป็นพรหมสัตว์ หรือเดรัจฉาน ก็เอาคำว่าสัตว์มาเรียกสัตว์ทางจิตวิญญาณ หรือโอปปาติกสัตว์ ที่อยู่ใน ทิฏฐิ 10 ไปเข้าใจผิดว่าสัตว์โอปปาติกสัตว์เป็นตัวตนมีรูปร่าง ซึ่งขัดกับพ ระพุทธเจ้า ตรัสว่าวิญญาณ อนิทัสสนัง อนันตัง สัพฺพโต ปภัง คนที่เข้าถึงจิตวิญญาณก็ไม่ติดยึดใช้ภาษาที่ว่า เป็นรูปร่างบุคคลธิษฐานแทนได้ แต่คนส่วนใหญ่ไปยึดว่ามีจริงเป็นจริง ในสัตตาวาส 9 ถ้าไม่เข้าใจก็กำหนดกายต่างกันสัญญาต่างกันไม่ได้ กายต่างกันสัญญาต่างกัน เช่น คนที่จิตใจสูงอย่างเขาก็ว่าต้องฉลาดต้องรวยต้องเก่ง เป็นผู้ดี แต่ของเรากำหนดหมายผู้มีจิตใจสูงอีกอย่างหนึ่ง ก็ต่างกันไป แม้จะดูเหมือนจะคล้ายกัน แต่ต่างคนต่างสร้าง อย่างเทวนิยม และอเทวนิยมก็กำหนดต่างกัน อย่างอเทวนิยม จะชัดเจนรู้ความเป็น เทวดา มาร พรหม อย่างไร จิตสูงอย่างสมมุติเทพ-อุบัติเทพ-วิสุทธิเทพ การอุบัติ ต้องอุบัติเป็นอาริยะที่แท้ของพุทธ ไม่ใช่วนเวียนในโลกีย์อย่างเดิม อาจจะมีความดีบ้าง แต่ไม่ได้ฆ่าเหตุ ไม่ได้รู้อริยสัจ 4 รู้เหตุแล้วฆ่าเหตุ ด้วยวิธีของ พระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็น จรณะ 15 , ไตรสิกขา, มรรคองค์ 8 , โพธิปักขิยธรรม 37 ทุกหลักก็เหมือนกันคือ รู้ทุกข์ รู้เหตุร้าย แล้วมีวิธีดับได้ นี่คือ หัวใจของพุทธ โบราณาจารย์ท่านย่อไว้ดีแล้วคือ จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน , ต้องชัดเจนในการแยกรูปแยกนาม รู้ว่ารูปกาย,นามกาย คืออย่างไร คำว่า จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน คำว่ารูป ไม่ใช่รูปขันธ์ แต่ว่ารวมทั้งรูปและนาม ไม่ใช่เป็นแต่รูปขันธ์ หรือนามขันธ์ อย่างเดียว (ไม่เคยมีพยัญชนะที่ว่า นามนาม) 6 . ยังมี ก ายที่ไม่สัมมาทิฏฐิ เพราะความเป็นนิโรธของคนผู้นี้ยัง มิ จฉาทิฏฐิ จึงได้ นิ โรธ ที่ ยังสัญญาวิปลา ส อยู่ เช่น นิโรธที่มีองค์ประชุม (กายที่ประชุมเข้าไปอยู่ภายในใจ) เป็น ความมืดดำ (กิณหะ) หรือเป็น ความสว่างใส (อาภัสสรา) ก็ยังหลง กั นได้ว่า เป็นแดนนิพพาน แดนพรหม ซึ่งเป็นองค์ประชุมในจิตใจ [มิใช่หมายเอาร่างกาย ( สรีระ)นะ] เพราะ ไม่ได้เรียนรู้กาย (ที่ชื่อว่า) ภายนอก กระทั่งถึงกาย (ที่ชื่อว่า) ภายใน และ สัญญาที่กำหนดหมายรู้รูปกาย และนามกาย ทั้งที่เป็นองค์ประชุมอันมีสัมผัสพร้อมด้วย วิญญาณ 6 อายตนะ 6 ผัสสะ 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 อย่างครบถ้วน ตามคำสอนอันเป็นพระวัจจนะของพระพุทธเจ้า (พ ระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 10 - 15 ) จึง ไม่สามารถสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ย่อมไม่ เ ห็น(ปัสสโต) ด้วยปัญญาอันชอบยิ่ง(สัมมัปปัญญา) จึงไม่สามารถเห็น ( ปัสสโต)แจ้ง(สัจฉิ) นิโรธหรือวิมุติซึ่งเป็นขั้นสิ้นอาสวะ ไ ด้ (พ ระไตรปิฎก เล่ม 36 ข้อ 149 และ 151 ) เพราะไม่ม ี ปัญญา หรือแม้แค่ไม่มีสัญญา (ถึงจะมี ก็ใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ถูก) ที่จะกำหนดหมายรู้ความเป็น สั ตตาวาส 9 หรือวิญญาณฐิติ 7 หรือ แม้จะกำหนดหมายรู้ได้ ก็เป็นสัญญาวิปลาสแน่นอน จึงหลง ผิดอ สัญญีสัตว์ ว่าเป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ ดังนั้น นิโรธ ที่ได้ก็ยังมีกายที่มืดดำ (กิณหะ) ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วยปัญญาตามความเป็นจริง เพราะไปดับสัญญา ใ ห้ตนกลายเป็น อสัญญีสัตว์ จึงไม่รู้แจ้งว่า อะไรเป็น ผล ได้ความว่างแบบไหนกันแน่ จริงอยู่ ในขณะนั้นอาจจะ ว่ างจากกิเลสปรุงแต่งอยู่ ณ บัดเดี๋ยวนั้น (สัมปติ) เพราะได้ถึงพร้อม, กลายเป็น, สำเร็จ(สัมปัชชติ) ความมืดดำ(กิณหะ)นั้น หรือบางทิฏฐิยึด ความสว่างใสอยู่ในภวังค์ ( อาภัสสรา) เป็นวิมุติหรือนิโรธก็มี จึงยังมีการ เกี่ยวเนื่องกัน (สัมพันธะ), การผูกพัน (สัมพันธะ) ซึ่งเป็น ก ารสัมผัส, การถูกต้อง (สัมผัสสะ,สัมผุสติ,สัมผุสนา) ภาวะนั้นๆอยู่ คือ สัมผัสสัมพันธ์อยู่กับ ความมืดดำ (กิณหะ) หรือ ค วาม สว่างใส (ที่อยู่ในภวังค์) ( อาภัสสรา) ยัง ไม่เข้าใจความเป็นกาย ที่ชื่อว่า เทพสุภกิณหะ ยัง ไม่เข้าใจความเป็น กาย ที่ชื่อว่า เทพอาภัสสรา เ พราะ ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา (อัฏฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปัญญาย จัสส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ) จึง ไม่เป็นการสัมผัสสัมพันธ์อยู่กับ สัญญาเวทยิตนิโรธที่เป็น ค วามดับ ( นิโรธ) ชนิดที่มี ค วามว่าง ( สุญญตา) อันเป็น ป รมัตถธรรม ข องโลกุตรภูมิขั้นที่ 9 อย่างแท้จริง คำตอบที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่า ไม่ผิดแท้ ใน เรื่อง ภาวะของสัญญาเวทยิตนิโรธ นี้ ได้แก่ ผัสสะ 3 ประการ คือ ผัสสะ ชื่อ สุญญตะ (รู้สึกว่าว่าง) ผัสสะ ชื่อ อนิมิตะ (รู้สึกว่าไม่มีนิมิต) ผัสสะ ชื่อว่า อัปปณิหิตะ (รู้สึกว่าไม่มีที่ตั้ง) ย่อมถูกต้อง (ผัสสะ)ภิกษุผู้ออกแล้วจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ(พ ระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 510 ) การออกจากแบบไม่ใช่พุทธ คือออกจากภพมืดมาสู่ภพปัจจุบันปกติ เขาก็ไม่ได้ความมืดหรือสว่างอีก แต่ของพ ระพุทธเจ้า ได้นิโรธนี้ ไม่ต้องนั่งหลับตาเข้าภวังค์ แต่ว่าดับแล้วก็อยู่ในโลกนี้ ก็มีผัสสะทั้ง 3 ออกจากหรือล่วงพ้น(สมติกกมะ) ภูมิ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ มาสู่ ภูมิสัญญาเวทยิตนิโรธ นั่นเอง คือการเปลี่ยนฐานะจากภูมิเก่า มาสู่ภูมิใหม่ หรือเรียกว่าล่วงพ้นก็ได้ นั่นก็คือ แม้จะใช้ภาษาว่า ออกแล้ว(วุฏฐะ) จาก นิโรธสมาบัติ ผู้มี สั ญญาเวทยิตนิโรธ ก็ยังมี ผัสสะ (สัมผัส,ถูกต้อง) เป็นแต่ว่า ผัสสะนั้นคือ รู้สึกว่าว่าง หรือ ผัสสะนั้นคือ รู้สึกว่าไม่มีนิมิต จะมีนิมิตของ อากิญจัญญะ (เหลือเศษน้อยนิดอย่างไรก็ไม่ให้มี) เป็นความว่าง 1 .รู้สึกว่าว่าง 2 .ว่างจากนิมิต 3 .ว่างจากความตั้งอยู่ อะไรที่จะไม่ให้ตั้งอยู่ อะไรที่จะให้หมดปราถนา อนิมิต คือผัสสะความไม่มีที่ตั้ง ผัสสะความไม่ปรารถนา จบแล้ว ตรวจสอบอากิญจัญญะแล้วว่า ไม่มีนิมิตอีก ผัสสะนั้นคือ รู้สึกว่าไม่มีที่ตั้ง ภาวะของ สัญญาเวทยิตนิโรธ มีผัสสะ อ ยู่แท้ๆ แต่รู้สึกว่าว่าง(สุญญโต ผัสโส) แล้วภาวะที่ว่าว่างนั้น เป็นอย่างไร? ภาวะของ สัญญาเวทยิตนิโรธ มีผัสสะอยู่แท้ๆ แต่รู้สึกว่า ไม่มีนิมิต ( อนิมิตฺโต ผัสโส) แล้วภาวะที่ว่า ไม่มีนิมิตนั้นอย่างไร? ภาวะของ สัญญาเวทยิตนิโรธ มีผัสสะอยู่แท้ๆ แต่รู้สึกว่า ไม่มีที่ตั้ง (อัปปณิหิโต ผัสโส) แล้วภาวะที่ว่า ไม่มีที่ตั้งนั้น อ ย่างไร? นี้แหละ คือภาวะที่ผู้ปฏิบัติถ้าได้ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วจะรู้ ด้วยปัญญาอันยิ่ง เอง โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ภาวะที่ว่าง ทั้งๆที่ มีผัสสะ 6 อ ยู่แท้ๆ แต่ก็รู้สึกว่าง ได้แก่ ผู้นั้นรู้จัก ก าย ที่ เป็นองค์ประชุมของรูปธรรม และนามธรรม พ ร้อมอยู่ โดยกำหนดรู้ทั้งอรูปภายใน และเห็นรูปภายนอกอยู่ จิตก็ว่าง จากกิเลสาสวะอยู่ตลอดเวลา ว่างจากอัตตา(ตัวตน)อยู่ตลอดเวลา เพราะ ไ ม่มี อัตตา 3 แล้ว แ ม้แต่ อ รูปอัตตา สุ ดท้าย คือ อ วิชชาสวะ หรือ อวิชชาสังโยชน์ อ ยู่ตลอดเวลา มีกาย อั นสัมผัสครบพร้อมอยู่ จึงรู้ได้ว่า ว่างนั้นอย่างไร? ซึ่งเปรียบกับอะไรๆก็ไม่ได้ นัตถิ อุปมา มันเป็น ปั จจัตตัง จ ริงๆ รู้ได้เฉพาะตน ซึ่งว่าง อ ย่างนี้แล ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ป รมังสุขัง เ ป็นความสุขสงบจากกิเลสทั้งปวง มิใช่สงบสลบไสล หรือเงียบเชียบ ไม่เกี่ยวไม่ข้องกับใคร ไม่มีผัสสะใดๆ ภาวะที่ ว่าง (สุญญตะ)ในขณะนั้นมี ผัสสะ 6 อ ยู่แท้ๆ แต่รู้สึก ไ ม่มีนิมิต ( อนิมิตฺโต ผัสโส) นั้นก็หมายความว่า อัปปณิหิตะ นอกจากจะแปลว่า ไม่มีที่ตั้ง ก็ยังแปลว่า ไม่มีความมุ่ง , ไม่ปรารถนา , ไม่อยาก (ชนิดที่เป็นกิเลสแล้ว) ถ้าแม้นจะมีความปรารถนา หรือมีความอยาก หรือมีความมุ่ง ก็มุ่ง ก็ไม่ใช่ปรารถนาชนิดที่เป็นกิเลส ไม่ใช่ปรารถนาชนิดที่เป็น เอามาบำเรออารมณ์ตน แน่นอน เพราะเป็นผู้มี นิโรธ แล้ว ดับกิเลส ไ ด้แล้ว ต่อไปเป็นการตอบปัญหาและประเด็น _ผู้ถาม… ในรายการเอื้อไออุ่นที่บ้านราช ได้พูดเรื่องเพลง ดิฉันมีความคิดว่า พวกเราชาวกองทัพธรรม (ชาวอโศก) ได้ออกไปทำงานสู่สังคมวงกว้าง น่าจะมีเพลงประจำของชาวกองทัพธรรมสักหนึ่งเพลง ก็คือเพลง กองทัพพุทธธรรม เพลงนี้เนื้อร้องทุกคำความได้ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ถ้าทำได้เป็นกลุ่มใหญ่มากขึ้น สังคมประเทศชาติก็จะพลอยสุขสงบร่มเย็น ชาวกองทัพธรรม และชาวอโศกน่าจะร้องหรือจำเนื้อได้ เหมือนคนไทยจำ หรือร้องเพลงชาติได้ค่ะ พ่อครูว่า. ..จะเอางั้นก็ได้ จะเอาถึงขนาดนั้น แต่ก็ดี เรื่องเพลงการเป็นเรื่องที่เป็นศิลปะอันเป็นมงคลอันอุดม ไม่ใช่ข้าศึกแก่กุศล ก็ปรึกษากันดู อาตมา ทำขึ้นมาเพื่อให้ใช้ เป็นชื่อเพลง กองทัพพุทธธรรม _ผู้ถาม… เมื่อมีคนมาว่าพ ่อครู ไม่ดีต่างๆนานา เราควรทำอย่างไร พ่อครูว่า... พ ระพุทธเจ้า ท่านตรัสไว้ ในพระไตร ปิฎก เล่ม 9 ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจ ในคนเหล่านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ละหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรมชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย ใครตำหนิเราถูกต้อง พิจารณาแล้วก็ทำใจอย่าโกรธชัง อย่ารัก อย่าชอบ กราบเขาได้เลย การตำหนินี้ได้ดีกว่าคนชม มีเพลงอาริยะว่า อาตมา ได้ดีเพราะคนตำหนิ หากเขาด่าสาดเสียเทเสีย เราก็ทำเฉย เราก็ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก เพราะเขาไม่มีหลักเกณฑ์ ยกตัวอย่างด่าเราว่า ไอ้สัตว์หมา ซึ่งเราก็เข้าใจว่าเรามีความไม่ดีไม่งามเขาเปรียบเราเหมือนหมา ถ้าเขาตำหนิผิดๆเราก็ให้ข้อมูลเขาไป บอกเขาถ้าเขาฟัง แต่ถ้าเขาไม่ฟังเสียงเราเลยก็ปล่อยให้เขาด่าไปเถอะ สรุปคือเราไม่ควรเถียงแต่บอกความจริงได้ก็ควรบอก _ผู้ถาม… คำว่า รักไม่มีเงื่อนไข มีสภาพอย่างไรในความรัก 10 มิติ พ่อครูว่า... คือรักอย่างโง่งมงาย อาตมา ว่า รักต้องมีเงื่อนไข ทั้ง 10 มิติคือเหตุผลต่างๆ ความรักที่เป็นกาม ใคร่อยากทางกามราคะ โดยเฉพาะเรื่องทางเพศ นั้นเห็นแก่ตัวทั้งนั้น ถ้ามันดำฤษณานั้นใครก็เอาไม่อยู่ ถ้ามันหน้ามืดตามัวมา ถ้าว่าจะรักในลาภยศชื่อเสียงอย่างหน้ามืดตามัว ก็เรียกว่าดำฤษณาเช่นกัน เช่นรักในเงินมากกว่าลูกเมียพ่อแม่ หรือเห็นแก่ยศ ศักดิ ์ ศรี ก็ตาม จริงๆมันซ้อน ก็มีพอสมควร แต่รักอย่างหน้ามืดไม่มีเหตุผลควรเลย อย่างลาภ-ยศ-สรรเสริญโดยธรรม มีตามธรรมชาติ อาตมา ไม่มีใครตั้งยศ แต่ อาตมา มีฐานะที่คนให้โดยธรรม มีสรรเสริญโดยธรรม ลาภก็มีโดยบารมีโดยธรรม แม้ อาตมา มีคนที่ส่งเสริมสนับสนุน แต่ อาตมา ไม่ได้ตั้งเพื่อให้คนมาให้ แต่ว่าก็มีคนมาให้ ก็เอามาใช้งานศาสนา ไม่ได้มุบมิบกักตุน หรือแม้แต่เอามาเสพให้แก่ตนก็ไม่มี ไม่ว่าจะเจ็บป่วยก็ไม่ใช้เงินที่เขาบริจาคมา หรือแม้จะไม่มีกินก็ไม่เอาเงินไปซื้อข้าว ปล่อยให้ตายไปได้เลย _ผู้ถาม… การปฏิบัติธรรมอย่างนี้ถูกไหม เมื่อได้เห็นกล้วยที่โต๊ะพ่อครูออกอากาศ ก็คิดว่า เราจะไปอยากกินทำไม มันอยู่ไกล และเขาให้พ่อครูประดับรายการ สรุปคือ ให้เหตุผลมันไม่ต้องไปอยาก พ่อครูว่า...อาตมา ว่าก็เป็นเหตุผล ตรรกะเทียบเคียง ก็ช่วยได้ไม่น้อย เฉลียวฉลาด แต่ถ้าจะให้เข้าปรมัตถ์ เมื่ออาการอยากตอนสัมผัสเห็น แล้วอยาก แต่เพราะติดก็ต้องล้าง เพราะมันต้องได้อย่างนี้ ได้ก็ชอบ ไม่ได้ก็ไม่ชอบ พออยากได้ก็แสวงหา ได้มาก็ชอบใจ ซึ่งจะเป็นตัวกล้วยหรือความอยากมันก็ไม่เที่ยง ขนาดไกลขนาดนี้ยังอยากได้ เราก็ต้องมีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ และจริงๆมันไม่มีกิเลสตัวนี้หรอก จริงๆเรามีอะไรเกี่ยวข้องกับเรา มีกล้วยมา ควรกินก็กิน แต่ไม่ได้กินเพราะอยาก จะว่ารสดี รูปดีกลิ่นดีก็ไม่ใช่ มันมีเนื้อแข็งหรือนิ่ม ก็เป็นโดยความจริงของมัน แต่ถ้าคุณพิจารณาจริงว่ามันไม่เที่ยง ถ้าเราไม่ต้องได้ตามสเปคก็จะดี จริงๆอาการเหล่านี้มันไม่มีตัวตน เราจะเห็นความลดละจางคลาย มันเป็นตัวเหตุที่มุ่งมาดปรารถนาอยากได้ แต่เราทำการลดก็สัมผัสแล้วก็ไม่อยาก ก็รู้ความจริงตามจริง อันไหนควรใช้ก็ใช้ ไม่ต้องไปมีสิ่งเกิน ทำให้เราหลงผิด _ผู้ถาม… พีชะนิยามจะมีแต่ตัวถูกรู้ไม่มีธาตุรู้ แล้วมันจะพัฒนาให้มีธาตุรู้ได้อย่างไร พ่อครูว่า... วิวัฒนาการของ ธรรมนิยาม 5 ที่ทรงไว้ในมหาจักรวาล ตั้งแต่เป็นอุตุ ที่เป็น พลังงาน ธาตุ 4 และ อากาศธาตุ ลมคือ ความเคลื่อนไหวบางเบา(แก๊ส) แต่ภาษาทางตะวันออกเรียกว่า ลม ซึ่งละเอียดบางเบามาก จากลมก็เป็น อุณหธาตุ เราเรียกว่า ไฟ ส่วนความร้อนที่น้อยมากลงๆ ก็เรียกว่า เย็น จนกระทั่งติดลบได้เลย แต่ละคนเย็นร้อนติดยึดต่างกันไป สรุปแล้วอุณหธาตุคือ ธาตุของพลังงานในมหาจักรวาล มีมากมายหลายชนิด ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น ก็คือร้อนนั่นแหละ เป็นธาตุไฟ สิ่งเหล่านี้ ไม่เป็นชีวะ พลังงานเหล่านี้ พัฒนาเป็นพีชะได้ ซึ่งจะเป็นเมื่อไหร่ก็ตอบไม่ได้ แต่มันวิวัฒนาการมา ซึ่งพีชะก็มีพลังงานของอุตุอยู่ในนั้น ซึ่งพ ระพุทธเจ้า ท่านแยกพลังงานเหล่านี้ไว้ ตั้งแต่อรูป ไปจนถึงพีชะ ตั้งแต่แสงเสียงกลิ่นที่เราไม่รู้สึกได้ก็มี อย่างกลิ่นมีพิษบางอย่าง เราก็ไม่รู้กลิ่นได้ เมื่อเป็น จิตนิยาม แล้วจะมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ครบ แต่ พีชะ จะเป็น ชีวะในระดับมีรูป แต่ไม่มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร กำหนดรู้ในตัวมันได้ว่าอย่างนี้มันต้องการ อย่างนี้ไม่ต้องการ มีการสังขารได้ แต่ไม่มีเวทนา ไม่มีการยึดเป็นอัตตา มันยึดมั่นถือมั่นระดับจิตไม่ได้ เริ่มตั้งแต่จิตวิญญาณชั้นต่ำ ก็เริ่มมีกาม มีพยาบาท น้อยมาก จากสัตว์เซลล์เดียว จนพัฒนามาเป็นมีวิบาก มีการยึดการแย่งการชิง การรักการดูด มีคู่ มีเพศมา ที่จริง พีชะก็มีเพศแล้ว แต่ไม่มีอารมณ์ แต่ว่าระดับจิตจะมีกรรมวิบาก ถามว่าเมื่อไหร่จะเป็นตอบไม่ได้เป็นอจินไตย พ ระพุทธเจ้า ท่านแบ่งไว้เยี่ยมมากกว่าทางโลกเขามาก เรามาศึกษาจะรู้จิตวิญญาณ สามารถแยกเวทนาได้ อันไหนจะให้ทรงไว้ อันไหนจะให้หมดไป เรายึดอย่างไร ยึดอย่างสมาทานเป็นอย่างไร เราใช้อาศัยได้ จนกว่าเราจะหมดอย่างไม่ต้องยึดไม่ต้องอาศัย อะไรที่ไม่ต้องอาศัย เราก็ไม่ต่อ อันไหนต้องอาศัยก็เอามาใช้ ไม่ได้ก็ไม่ทุกข์ ยิ่งเราลดความติดยึดที่จะต้องหรูหรายิ่งใหญ่ คุณก็ต้องแย่งชิงมามากเพื่อให้เป็นของตัวคุณก็มีวิบากมากอีก พีชะ มันรู้ของมันมีสัญญาอยู่ แต่จะ วิวัฒนาการเป็นจิตนิยามได้ เมื่อไหร่นั้นตอบไม่ได้ แต่ว่ามันเป็นได้ เป็นจิตนิยามจะมีกรรมวิบาก ต่อมาก็ต้องเรียนรู้กรรม ให้เป็นเวไนยสัตว์ รู้กรรมโลกุตระได้ _ผู้ถาม… มีวิธีอย่างไรที่จะฟังธรรมให้รู้เรื่อง ตอบ ..ฟังไปตามลำดับ ดีที่คุณพูดอย่างนี้ คุณคงฟัง อาตมา แต่พอฟังแล้วไม่รู้เรื่อง วิธีฟังอย่างไร..คุณฟังธรรม ถ้าคุณฟังคนอื่นไม่รู้เรื่องก็แย่ แต่คุณฟัง อาตมา ไม่รู้เรื่อง ก็อย่าเสียใจ คุณมีจิตอยากฟังเห็นคนอื่น ฟังรู้เรื่องก็อยากรู้เรื่องบ้าง อย่างคนฟังแล้วไม่รู้เรื่อง ก็ตีทิ้งเลย นี่แย่ที่สุด ยิ่งต้านเลยยิ่งแย่ ให้คุณฟังไปเรื่อยๆ เป็นธรรมขั้นลึกขั้นสูง ก็ฟังคนอื่นที่ย่อยให้ฟังด้วย และขอยืนยันว่าที่อยากฟังให้รู้เรื่องนี่ ก็คือคุณรู้เรื่องบ้าง _ผู้ถาม… ภาพหลัง พ่อครู คือ คอมเพล็กซ์บุญนิยม 4 ภาพ พ ่อครู เลือกภาพไหน พ่อครูว่า... คอมเพล็กซ์บุญนิยม เรียกว่า วิหารหินฟ้า หรือ Monolith sanctuary เป็นที่รวมของกิจการบุญนิยม จะมีพระพุทธรูปเป็นองค์ประกอบ มีคนช่วยคิดช่วยทำมา อาตมา ก็ไม่มีทรั พย์ ไม่มีแรงจะทำ แต่ว่าคนก็จะช่วยทำ ก็เป็นที่รวมของบุญนิยม ที่ตรงกันข้ามกับ คอมเพล็กซ์ทุนนิยม ตอนนี้ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย พอเสนอไปก็มีคนข้างนอกมาช่วยเหลือบ้างแล้ว _ผู้ถาม… สมัยพุทธกาล พ ระพุทธเจ้า มีเรื่องร้อยเรื่อง พันเรื่อง มีชื่อของตัวละครที่ชื่อคล้ายกันหมด ตั้งใจให้คนอินเดียเข้าใจใช่หรือไม่ พ่อครูว่า... ใช่ ซึ่งจะยุคไหนจะตั้งชื่ออะไรก็คือสภาวะอันนั้นแหละ อย่างคำว่าคน จะภาษาไหนก็คือคน จะเป็นไมโครโฟน จะเรียกภาษาไหนก็คืออันนั้น ก็แล้วแต่ยุคกาล พระพุทธเจ้า ก็ใช้อย่างนั้นในยุคนั้น อย่าไปติดยึดในภาษา เช่น สารีบุตร คือผู้ที่มีสาระของความเป็นบุตร คือผู้นำสาระของพระพุทธเจ้าได้เยี่ยมที่สุดเป็นรอง พระพุทธเจ้า ต้องชื่อนี้ คนนี้คือสิ่งนี้ จะเห็นได้ว่าชื่อตัวละครของ พระพุทธเจ้า จะตรงหมดกับสภาวะ อย่างจักขุบาล, สิริมหามายา, สิทธัตถะ(คือเนื้อแท้ที่เยี่ยมยอด) _ โครงการบริหารน้ำของรัฐบาลใช้ ๓.๕ แสนล้านบาท คิดว่าเป็นโครงการตำปลาร้าละลายแม่น้ำต่อไปครับ ..........จบ