560617_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่องนัยสำคัญของคำว่า กาย.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข24 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

560617_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่องรู้กายและสัญญาอย่างสัมมาพาวิชชาเกิด ตอน ๔ _ อ.กฤษฎา วันที่ 17 มิถุนายน 2556 ที่ บวร สันติอโศก จัดรายการที่ห้องกันเกราที่สันติฯ...วันนี้มีอะไรมาโชว์หน้าโต๊ะ พ่อครูว่า … ก็มีทั้งมะม่วงลูกโตๆ และมีอีกลูกหนึ่งที่เชื่อว่าไม่มีใครทายถูกแน่ แต่นี่คือ กระทกรก ลูกใหญ่เท่ามะละกอเลย ปลูกที่ธุลีฟ้ารีสอร์ท เชียงใหม่ ได้เป็นลูกแรก รีบนำมาถวายเลย ยังไม่มีใครได้ชิม ลูกนี้สุกลูกแรก ให้ อาตมา ได้ชิมก่อนเลย พวกเรานี่ยิ่งทำ กสิกรรมธรรมชาติ ซึ่งเป็นอจินไตย อย่างที่พูดไป คือได้คุยกับเทวดา ว่าเราต้อง กู้ชาติด้วย กสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด และ ขยะวิทยา ซึ่งขยะวิทยาจะกู้ชาติอย่างไร ตอนนั้นก็ไม่รู้ ก็เลยเรียกว่า ขยะเอ๋ย ก็ออกหนังสือ แสงสูญ ก็ใช้คำว่า ขยะเอ๋ย เพราะยังไม่กล้า ยังไม่ทะลุทะลวงในผล มาถึงวันนี้แล้วมาเป็นผล ถ้าไม่ได้ขยะวิทยา เอฟเอ็มทีวี ก็จะไม่ตั้งมาได้ถึงวันนี้ และเราไม่ได้หาเงินเลย แถมเพิ่มเป็นดาวเทียมสองดวงด้วย จึงเป็นเรื่องพิสูจน์ชัดเลยว่า เราไม่ได้หาโฆษณาเลย เราไม่ได้รับบริจาค ก็จะมีคนข้างในเราบริจาคมาก เราก็ไม่มีเงินมาก นอกนั้นได้มากจากขยะทั้งนั้นเลย เป็น สถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ (สขจ.) มีผู้เข้าใจเสียสละถึงขนาดลางานที่ มีเงินเดือนสองหรือสามแสนบาทมาช่วยทำขยะเลย ถือว่าเป็นเรื่อง ดินอุ้มดาว เรื่อง โทรทัศน์เป็นเรื่องดาว เลยทีเดียว เรื่อง กสิกรรมธรรมชาติ นอกจากอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีผลิตผลที่งอกงาม เต็มคุณภาพขึ้นมาอย่างแท้จริง ส่วนปุ๋ยสะอาดก็มี โรงปุ๋ย ที่ บ้านราชฯ ศีรษะฯ และที่ ปฐมอโศก ก็ช่วยกันอยู่ _อ.กฤษฎาว่า เนื้อหาในรายการนี้ ที่ผ่านมาก็ต้องขอบคุณ 8705 พ่อครูว่า … เป็นความรู้สึกจริงไม่ได้โกรธเคืองเขาเลย ก็เห็นใจ อ

อ่านต่อ

ยากศึกษาก็ดี เขาตั้งใจศึกษา _อ.กฤษฎาว่า … ก็อยากทำความเข้าใจเรื่อง นาม-รูป ขอพ่อครูทบทวนความเข้าใจเรื่องนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ พ่อครูได้ยกตัวอย่างเรื่องศีล เป็นการยกตัวอย่าง อยากทำความเข้าใจเรื่อง รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ ส่วน นาม คือตัวรู้ และบางครั้งนามก็กลายเป็นตัวถูกรู้ได้ เช่นเราเคาะแก้วก็มีเสียเป๊ง มันเกิดทั้งรูปและนามพร้อมกันใช่หรือไม่ พ่อครูว่า … ถ้าคุณเคาะแก้ว ถ้าคุณไม่มีธาตุรู้หรือวิญญาณข้างใน เคาะไปก็ไม่ได้ยิน เช่น กระทกรกไม่ได้ยิน เพราะไม่มีธาตุรู้ มันจะรู้ได้ต้องมี ผัสสะ 6 สฬายตนะ 6 มีวิญญาณ 6 ถ้าพระอรหันต์ก็ไม่จำเป็นต้องมีตัณหา 6 ถ้าคนไม่อรหันต์ก็มีตัณหา 6 ก็แจกวิภังค์มาไล่มาว่า ใน ปฏิจจสมุปบาท เราต้องรู้บริบทของสูตรนี้ว่าต้องไม่เอานอกบริบท เช่น ที่ท่านแจกวิภังค์ไว้ว่า ชาติ มี 5 (ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) แม้แต่ อุปาทาน ก็มี 4 ตัณหา ก็มี 6 ซึ่งต้องคำนึงบริบทนี้ ไม่ใช่แค่ (กาม-ภว-วิภวตัณหา)เท่านั้น เมื่อเราเข้าใจคำว่ารูปนามต้องปฏิบัติในปฏิจจสมุปบาท ที่กำหนดในบริบทนี้ต้องใช้ให้ครบ และนามรูปเป็นไฉน ก็คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ซึ่งความเป็นนามต้องระบุ 5 สภาวะนี้ ส่วนรูปมีสองอย่างคือ มหาภูตรูป 4 และ อุปาทายรูป _ อ.กฤษฎาว่า เช่นผมนั่งอยู่เฉย แต่มีคนเสิร์ฟน้ำมาวางดังตึ้งแรงเลย เราก็ได้ยินเสียง นามก็เกิดรู้ และเสียงที่แรงก็จะเกิดอาการเหมือนรู้สึกว่าเขากระแทกใส่เรา เพราะได้ยินเสียงกระแทก ก็เกิดความไม่พอใจ พ่อครู...ว่ามันก็ สังขาร กันโดยธรรมชาติ การเรียนรู้ต้องใช้ สัญญา กำหนดหมายรู้ เจาะละเอียดลงไป และในนามนี่ จะมีสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า นามรูปจะต้องมี เวทนา และที่เป็นเสียงกระแทก ถ้าคนทั่วไปก็มีเสียงเหมือนกระแทก ก็จะไม่ชอบใจ เราต้องใช้สัญญากำหนดรู้ความไม่ชอบใจ และต้องรู้ มโนสัญเจตนา ว่ามี กาม-ภว-วิภวตัณหา ซึ่งเกิดมาทางทวาร 5 เรามี ความดูดความผลักอะไร มันเกิดเพราะเหตุตัวไหน มันไม่สมใจ ไม่ชอบใจ อย่างไร แล้วต้องมี มนสิการ คือ ทำใจในใจ ของเราที่เรารู้ นามรูปก็เนื่องมาจากมหาภูตรูปที่เคลื่อนเข้าไปข้างใ น _ อ.กฤษฎาว่า … สภาพที่เกิด เราต้องใช้ตาทิพย์มอง พ่อครูว่า … ตาทิพย์ที่เขาบอกกันคือ ไปเห็นผีเดินโย่งๆ เห็นอาจารย์ลอยบนก้อนเมฆ ซึ่งเป็นตาหลอกลวง ไม่ใช่ตาทิพย์ แต่ ตาทิพย์ คือ ต้องมองให้ เห็นภายใน หมายเอาการมองได้ลึกกว่าคนสามัญ คำว่า โสตทิพย์ หมายถึง ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ก็ได้ คำว่า ทิพย์ ก็คือ ความวิเศษ เราใช้โสตทิพย์ ไม่ใช้จักษุทิพย์ เพราะมันจะแยกยาก ท่านใช้เสียง คำว่า โสตทิพย์ก็จะแยกละเอียดได้ว่านี่ เสียงกลอง เสียงเปิงมาง หรือเสียงเครื่องดนตรีใด แม้อยู่ไกลก็รู้ได้ว่าเสียงต่างกัน นี่คือ ตาทิพย์ที่ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม แต่ เสียงทิพย์ คือ เสียงสอง ภายใน มีทั้งบุคคลาธิฏฐาน ใครแยกออกก็เก่งแต่ไม่ใช่นามธรรม แต่เสียงสองในนามธรรม คือ เช่นเสียงที่คนกระแทกแก้วน้ำ ก็คิดว่าเขากระแทกใส่เรา แล้วเราก็รู้ว่าอาการโทสะ เราไปปรุงร่วมด้วยในเวทนา เป็นอารมณ์โกรธ แล้วเราจับได้และกำจัดได้ นี่คือความเป็นทิพย์ นี่คือองค์รวมหรือกายที่เราต้องรู้ กาย แปลว่ากลุ่มกอง จำนวนที่รวมกัน การรวมเข้าด้วยกัน องค์ประชุม หมวดหมู่ ภายในตัวตนคือ การรวมเข้ากันของธาตุต่างๆ รวมกันมากมาย แม้แต่หมายถึง หมวดของเจตสิก เช่น เวทนา สัญญา สังขารก็คือกาย คำว่ากายจึงลึกซึ้งมาก แม้แต่คำว่า กาย วาจา ใจ ใช้คำว่า กายก็หมายถึงวาจาและใจด้วยก็ได้ ซึ่งคนละความหมายกับคำว่า " ร่าง " ในภาษาไทย ซึ่งเอามาต่อกับคำว่ากาย ก็เป็น ร่างกาย ซึ่ง ร่างภาษาบาลีว่า คือ สรีระ ดังนั้นคำว่ากายไม่ได้หมายถึงสรีระ เพราะรวมทั้งนามธรรมด้วย คำว่า "ร่าง" คือรูปทรง รูปโครง ตัว ลักษ ณ ะ หรือรูปโฉม หรือโครงสร้างของรูป ส่วนทั้งมวลของรูปโฉม คำว่า กาย นี้สำคัญมาในการศึกษาพุทธธรรม ถ้าไม่เข้าใจกายบริบูรณ์จะไม่สามารถบรรลุธรรมได้ พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ซึ่งแม้จะปฏิบัติจนอาสวะบางอย่างหมดได้ก็ไม่ใช่อรหันต์ พระพุทธเจ้าว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงบรรลุได้ "กายเป็นอนัตตา" หมายความว่า กายไม่มีวิญญาณ ดั้งนั้นกายไม่ใช่หมายถึงร่างที่เป็นศพ เพราะฉะนั้นกายนี่เป็นอนัตตาได้ ถ้าไม่รู้จักกาย ก็จะไม่สามารถรู้สัตว์ที่ถูกผูกไว้ด้วยอวิชชา ซึ่งสัตว์ที่จะสอนได้คือ เวไนยสัตว์ ที่จะพ้นจากอวิชชาได้ ผู้ถูกผูกสัตว์ไว้ย่อมไม่พ้นจาก สัตตาวาส ซึ่งในตัวเราก็จะเป็นที่อยู่เป็นภพของสัตตาวาสทั้งนั้น ร่างกายเราคือ ภพที่เป็นที่อยู่ของสัตว์ ผู้ที่เป็น อนาคามี ที่ถึง อรหัตมรรค แล้ว ยังไม่บรรลุอรหัตผลก็ยังมีความเป็นสัตว์เหลืออยู่ เป็นอรูปสัตว์ หรือเป็นอวิชชาสุดท้าย หรือใน สัตตาวาส 9 วิญญาณฐิติ 7 ก็คือมี เนวสัญญานสัญญายตนสัตว์ คือผู้มีความรับรู้ในระดับสูงสุด คือ มีอายตนะที่เก่งรู้ได้ละเอียด แม้อากาสานัญจายตนะ คือว่างจากกิเลสแล้ว สูงกว่าอุเบกขาคือ ฌาน 4 อีก ตรวจให้แน่ว่าว่างจริงๆนะ เป็นกายอย่างหนึ่ง เอกัตตะกายา แล้วคุณก็ไปหลงว่านี่คือนิพพาน ก็ยังไม่ใช่อีก และสูงกว่านั้นคือ วิญญานัญจายตนะฌาน ก็ยังคงกระทบอยู่กับโลกเขา ส่วนละเอียดลงไปถึง อากิญจัญญายตนฌาน อีก คือให้ตรวจ ธุลีหมอง ธุลีเริง ที่แม้จะบางเบาขนาดไหน ก็ต้องเรียนรู้ให้ถึงขั้น เกษม -เขมัง ก็ต้องตรวจให้ละเอียดว่า เศษแม้นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่ให้มี นี่คือ อากิญจัญฯ ใน วิญญาณฐิติ 7 จะไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะผู้ที่หลงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ก็ตกอยู่ในภพภูมินี้ ก็เป็นสัตว์เรียก เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ เป็นตัวที่ 9 ใน สัตตาวาส 9 เพราะเขาไปดับสัญญาดับความรู้เป็นผู้มิจฉาทิฏฐิ เข้าใจว่า นิโรธ คือ การดับธาตุรู้ การเข้าอรูปฌาน คือไปดับปี๋เลย ไม่ให้รู้เรื่องเลย แต่จริงๆแล้วมันคล้ายหรือใช้แทนกันได้เลยว่าคือ อสัญญีสัตว์ ส่วนของพุทธต้องกำหนดรู้ให้หมด ต้องให้พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนภพ แม้นิดแม้น้อย จะไม่รู้ไม่ได้ ต้องรู้ให้หมด ต้องพ้น อวิชช า สวะ คือต้องพ้นไปสู่ สัญญาเวทยิตนิโรธ นิโรธของพระพุทธเจ้า ต้องแจ้งสว่างรู้ มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ใน สัตตาวาส 9 ต้องเรียนรู้กาย ซึ่งมีหลายนัยยะ ต้องใช้สัญญากำหนด ถ้ามิจฉาก็จะกำหนดไม่ถูก หรือแม้จะไม่มิจฉาทิฏฐิ แต่กำหนดคลาดเคลื่อนไปก็ไม่ได้ ทำให้ สัญญาวิปลาส เช่น อาฬารดาบส กำหนดอากิญจัญฯเป็นเนวสัญญาฯ เขากำหนดคลาดเคลื่อนก็ได้แค่นั้นไม่สูงขึ้นไปอีก ทำไม พระพุทธเจ้าจึงเอาคำว่า กาย ไปกำหนดใน วิญญาณฐิติ 7 และ สัตตาวาส 9 เพราะศาสนายุคพระพุทธเจ้า หรือสมัยนี้ก็ตามเขาถือว่า นิโรธ ของเขาคือ อสัญญี คือเนวสัญญาฯดังอุทกดาบส เขาถือว่ายอดเยี่ยมสูงสุด แต่พระพุทธเจ้าว่าคุณต้องเรียนรู้ให้ครบทั้ง นามกาย และ รูปกาย นามกาย คือองค์ประชุมของจิตวิญญาณ คือนามธรรม ไม่เกี่ยวกับรูปได้ คือนามที่ถูกรู้ หรือองค์ประชุมของนามธรรมทั้งหมด ส่วน รูปกาย ถ้าไปกำหนดว่าคือ รูปอย่างเดียวอย่างนี้เข้าใจผิด จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับนามนั้นไม่ถูกต้อง แม้องค์ประชุมของธาตุต่างๆ แม้กาย ก็หมายถึง กาย-วาจา-ใจ เช่น กัมมันตะ เป็นกิริยา หรือ กรรม แล้วมี อันตะ คือ ทั้งหมดทั้งสิ้นของกรรม คือ กาย-วาจา-ใจ กัมมันตะทั่วไปเขาหมายเอาแค่กาย แต่ อาตมา ว่า กัมมันตะคือ ทั้งกาย-วาจา-ใจ คือ กรรม 3 ดั้งนั้นก็คืองค์รวมที่ประชุมกันอยู่ เรียกว่า "กาย" รูปกาย จึงต่างกับ รูปรูป รูปรูป หมายถึง รูปของรูป เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับนาม แต่รูปกาย ต้องเกี่ยวกับนาม ถ้าไม่แม่น ก็จะ กำหนดหมายคลาดเคลื่อน หรือ วิปลาส ซึ่งไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิ แต่สัมมาทิฏฐิได้ แต่เวลาปฏิบัติก็กำหนดหมายคลาดเคลื่อน หรือวิปลาสได้ อาตมา จึงขอย้ำว่า การที่พระพุทธเจ้าเอาคำว่า สัตตาวาส 9 มาอธิบาย เพราะศาสนายุคนั้นเป็นเทวนิยม เขาก็นิยมอสัญญีสัตว์ หรือ เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ พระพุทธเจ้าจึงว่า ถ้าคุณจะล้างสัตว์ ก็ต้องเข้าใจนัยยะของกาย และที่ยก วิญญาณฐิติ ก็คือ พระพุทธเจ้าว่าต้องศึกษาในขณะที่มีวิญญาณ คำว่าวิญญาณฐิติ คือ มีวิญญาณตั้งอยู่ หรืออาศัยอยู่ เมื่อมีวิญญาณฐิติกำหนดหรือตั้งอยู่ แต่คุณไป ดับเวทนา ดับสัญญา ดับสังขาร มันก็ ไม่มีวิญญาณ เพราะ สามเจตสิกนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ ไปดับมันก็เป็นธาตุมืดไม่รู้ เราต้องศึกษาในขณะมีวิญญาณฐิติ และก็ต้องศึกษาในขณะมี วิญญาณ 6 คือ อิทพรหมจริยวาโส คือจะสิ้นสุดพรหมจรรย์ได้ พระพุทธเจ้าจึงว่า แม้บุคคลที่บรรลุ อุภโตภาควิมุติ ก็ต้องแน่ชัดในการ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายครบองค์ประชุมอยู่ทนโท่ พระพุทธเจ้าก็ไม่รับรองอรหันต์ และก็ต้องรู้จักแม้ อรูปฌาน ต้องตรวจให้พ้นเนวสัญญาฯ ถ้าไปปฏิบัติหลงผิด โดยทำกายให้เป็นกายดับเป็นอสัญญี หรือเนวสัญญาฯ เป็นมืดเป็น สุภกิณหา ในข้อที่ 4 ของสัตตาวาส 9 ถ้าไปเข้าใจผิดไปเป็นตัวดับมืด คุณก็มืดอยู่ตรงนั้น _ อ.กฤษฎาว่า ทำไมวิญญาณฐิติ 7 ก็ต้องไปผนวกกับสัตตาวาส 9 พ่อครูว่า … วิญญาณฐิติ 7 ก็คือ 7 ข้อแรกของ สัตตาวาส 9 คุณต้องปฏิบัติให้ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย (อัฏฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปัญญาย จัสส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ) คือ ต้องสัมผัสบัดเดี๋ยวนั้น เพราะผ่านไปแล้วก็เป็นของแห้งแล้ว จนกว่าจะเห็นด้วยปัญญา อย่างบริบูรณ์ เกิดการบรรลุรอบ อาสวะสิ้นเลย _อ.กฤษฎาว่า … ในวิญญาณฐิติมีสองคำคือ กายและสัญญา ถ้าเข้าใจก็กำหนดรู้ความเป็นสัตว์ในตนได้ พ่อครูว่า … พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ในวิโมกข์ 8 ถ้า ไม่ สามารถ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็จะ ไม่สามารถดับอวิชชา สิ้นรอบเป็นอรหันต์ได้ และ 4 ข้อของ วิญญาณฐิติ 7 และ สัตตาวาส 9 ต้องอธิบาย เพราะไม่อธิบาย ก็ไม่สามารถสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็บรรลุไม่ได้ 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า เรา ต้องกำหนดรู้กาย คือองค์ประชุม ทั้งนอกและใน ส่วนผู้ที่พ้นนิโรธแล้ว ตัดภพชาติแล้ว ก็จะเป็นเฉพาะในคือนาม แต่ว่าที่ต่างกันในข้อนี้คือ ทั้งรูปนอก เมื่อกระทบสัมผัสรู้ จะรู้ได้ก็ต้องมีนาม เช่นเอากระทกรกไปกระทบมะม่วงมันก็ไม่รู้ แม้แต่ชีวะก็ไม่มีวิญญาณครอง อนุปาทินกสังขาร ไม่ใช่มนุษย์สัตว์ที่เป็น อุปาทินกสังขาร กายต่างกันสัญญาต่างกัน คือตั้งแต่กระทบทางทวารนอก แล้วคุณจะเอาสัญญาไปกำหนดอย่างไร ถ้าไปกำหนดเช่น จดจ่ออยู่ที่รูป มีคนมาเรียกอย่างไรก็ไม่ได้ยิน ผัวกำลังเล่นไพ่กำลังเกทับเลย เมียมาเรียกจะเอาไม้หน้าสามมาตีก็ไม่รู้ กายต่างกัน คุณจะเห็นต่างกันในความเป็นมนุษย์ เทวดา มาร พรหม คนที่ศึกษามาก็ต่างกัน คนไม่ศึกษาเขาก็ กำหนดไปตามประสา เขาก็รู้เรื่องไปตามประสา ส่วนผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนา ถ้าเป็น อาริยธรรมก็ต้องกำหนดรู้ นามธรรม และรูปธรรม นั้นอย่า ง หนึ่ง เช่น นามธรรมที่หมายถึง กุศล-อกุศล ก็ต้องกำหนดว่าทรงไว้อย่างไร เช่นกัลยาณธรรมก็กำหนดว่า จิตใจกตัญญูเสียสละ เขาก็กำหนดอาการนี้ได้ แต่เขายังไม่เข้าถึงจิตเจตสิกว่าอย่างไรคือสักกายะ อย่างไรคืออัตตา คือกำหนดกิเลส ต้องไม่ให้วิปลาส อย่าไปกำหนดผิดตัว มันไม่สำเร็จ ดีไม่ดี กำหนดอกุศลเป็นกุศล ก็บาปไปทำร้ายทำเลวได้ เพราะเข้าใจกายไม่ครบ ถ้ายิ่งเป็นโลกุตรธรรมกับโลกียธรรม คุณแยกออกหรือไม่ กำหนดหมายถูกหรือไม่ ว่าโลกียะกับโลกุตระต่างกันอย่างไร โลกุตระนั้นต้องชัดในเหตุแห่งทุกข์ ที่จะกำจัดให้ถูกตัว ทำได้ก็ตามเห็น อนุปัสสี ทำได้ชั่วคราวก็ ตทังคปาหาน คุณมี นิโรธานุปัสสี ในครั้งนี้ แต่ครั้งต่อไปไม่ได้ หรือได้ก็จะรู้ว่ามันเบากว่าเก่า ไม่มีใครรู้ด้วย ต้องเห็นด้วยตนเอง(เอโก) ถ้าไม่รู้กายอย่างสมบูรณ์ ก็จะกำหนดต่างกันไปหมด คนศึกษาธรรมะบ้างก็กำหนดว่า ใจหรือกาย หรือวาจา เขามีกุศล ซึ่งมันเห็นได้โดยกายสักขี แต่ผู้ ไม่รู้โลกุตระแยก เวทนา สัญญา สังขาร ไม่ออก เขากำหนดเป็นก้อนๆ เขาก็รู้ใจ แต่ไม่ละเอียดถึงปรมัตถธรรม ซึ่งในอภิธรรม ท่านแยกรูปได้ 28 รูป และแยกนามออกเป็น 62 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จริงมีมากกว่านั้นอีก แต่เท่านี้ก็เอามาพูดหมดไม่ไหวเลย (พระสารีบุตรท่านรวบรวมไว้) กายคือองค์ประชุมทั้งรูปและนาม รูปกาย คือมีทั้งรูป คือ ทวาร 6 ทั้งอายตนะ 6 ผัสสะ 6 วิญญาณ 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 เมื่อสามารถรู้กาย ก็กำหนดสัญญาให้แม่นชัด แต่ถ้าไม่รู้กาย ก็สัญญาต่างกันไป เพราะไม่รู้กายนอก ก็กำหนดกายในไม่ถูก ในขณะเป็น กายในกาย ก็มี ตาหูจมูกลิ้นกายกระทบ อยู่ แต่รูปก็ติดเข้าไปด้วยแล้วไปเป็นข้างใน ส่วน นามก็รู้ตามเข้าไป เรื่อยๆ กายในกายก็ถูกรู้ อยู่ตลอด คือสิ่งที่ถูกรู้ เช่นตากระทบรูป ก็รู้เข้าไปเป็นกายใน หูกระทบเสียงก็เข้าไปเป็นกายใน ก็ถูกรู้ เมื่อเป็นนามมันไปเป็น อารมณ์ หรือ สังขาร ปรุงแต่งปุ๊บ และที่สังขารนี่แหละตัวนี้คือ วิญญาณ มันสังขาร ก็กำลังแปลงตัวเป็น เทวดา สมมุติเทพ ได้สัมผัสถูกใจก็อร่อย แต่ถ้าไม่ถูกใจ ก็เป็นผีเป็นสัตว์นรกทันที เช่นภรรยาเอาอาหารมาให้กินแล้วไม่อร่อยไม่พอใจ(ไม่ถูกปาก) ก็ว่า "เอาอะไรมาให้กูกระแทก..." เอาจานบินเขวี้ยงเลย นี่คือวิญญาณผีคุณขึ้น เพราะมันครบทั้งผัสสะ อายตนะ นามรูป มันจึงเกิดเวทนา ไปจ่อที่เวทนากับสังขาร ที่จริงมันคือตัวเดียวกัน ทั้งเวทนาและสังขาร อายตนะจะไม่เกิดเลยเมื่อไม่มีปัจจัยสองอย่าง แต่ว่าเมื่ออยู่ใน อรูปข้างในก็ไม่ต้องผัสสะ ก็เป็น ธรรมารมณ์ มี มนายตนะ กับ ธรรมายตนะ ได้ แต่อันนั้นละไว้ก่อน เรียนภายนอกก่อน แล้วจะไปรู้ข้างใน แต่ถ้าเรียนข้างใน ซึ่งละเอียดก่อนคุณรู้ไม่ได้ ไม่สำเร็จแน่ เหมือนเอามีดโกนไปฟันฟืน ไม่สำเร็จแล้วมันจะเอาคุณตายด้วย เมื่อกำหนดกายเพี้ยน คุณก็กำหนดกายต่างไปหมด ต้องกำหนดให้ถูก อย่าง อุบัติเทพ คือ เทวดาโลกุตระ เป็น โอปปาติกสัตว์ ที่เรา ล้างกิเลสสัตว์ ก็ตาย เกิดเป็นเทวดา เพราะเราปฏิบัติให้จิตสะอาดได้อย่างแท้จริง อย่างฤาษีเขาทำได้ชั่วคราวก็เป็นเทวดาชั่วคราว เพราะไม่ได้กำจัดเหตุ ไม่ล้างกิเลสอย่างถูกฝาถูกตัว อย่างเก่งก็กำหนดได้แค่สมมุติเทพ แต่ทำให้มี โอปปาติกโยนิ ไม่ได้ ถ้าดับเหตุได้ ก็เกิดเทวดา อุบัติเทพ จนหมดเป็น วิสุทธิเทพ เป็น พรหม แต่เราต้องทำการกำหนดรู้ให้ถูกมาตั้งแต่ ปุถุชน กัลยาณชน อาริยชน ก็กำหนดถูก 2 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น ทุกวันนี้ชาวพุทธส่วนใหญ่สัญญาวิปลาส เช่น สัญญาว่า ฌาน คือต้องนั่งเข้าภวังไม่ให้มีนิวรณ์ เขาก็ ทำให้อารมณ์นิวรณ์ 5 ไม่มี ก็ตรวจได้อย่างคร่าวๆ ส่วนมากกำหนดไม่ละเอียด แต่ว่าจะไปกำหนดที่กสิณ เช่นให้ใส ให้นิ่ง คุณสะกดจิตไว้นั่นเอง แต่คุณไม่กำหนดรู้ในอาการ กาม-พยาบาท-ถีนมิทธะ-อุทธัจจะกุกกุจจะ-วิจิกิจฉา ทำให้จิตสงบได้ ไม่มีนิวรณ์ได้ บางคน หลับปี๋ก็นึกว่าตนไม่มีนิวรณ์ แต่จะสงบได้เก่งอย่างไร ไม่มีนิวรณ์ เหมือนกัน คือ สัญญาอย่างเดียวกัน แต่ " กายต่างกัน " นานัตตกาโย เพราะองค์ประชุมของรูปและนามไม่เหมือนกัน ของ พุทธลืมตาอยู่มีสัมผัส 6 ก็ไม่มีนิวรณ์ แต่อย่าง ฤาษีมีแต่มโนทวาร อย่างเดียว องค์ประชุมของที่เขาได้จึงน้อยเดียว แคบกว่ากันมาก กายจึงต่างกัน แต่ว่า ไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน ทั้ง ฌาน 1-4 ก็เป็น กายต่างกัน สัญญาเหมือนกัน ศาสนานอกพุทธก็มีฌาน แม้ในพุทธก็มิจฉาฌาน ผู้ที่มีสัมมาฌานก็มีน้อย 3 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) ถึงขั้นรูปฌานไปถึงอรูปฌาน ถึงอากาสาฯ อนันโตอากาโสติ ความสว่างไปไม่มีที่สิ้นสุดทะลุไปไกลสุดสายตา ไม่มีสิ้นสุดเลย ผู้ที่กำหนดสว่าง เขาก็จะได้สว่าง แต่กายที่ได้สว่างนี้ต่างกัน คือคนหนึ่งไปนั่งได้สว่างอยู่ภายใน ได้สว่างใสๆ เขาก็ได้กายที่ใสอยู่ในภพ แต่ของ พระพุทธเจ้ากายสว่างมี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง แต่ของเขาได้สว่าง แต่ตาดับหลับ ไม่มีวิชชา ไม่มีจักษุ ไม่มีปัญญา ได้แต่สว่างภายใน ที่จริง หลับตา ลงมันมีแต่ความมืด แต่คุณหลับตาแล้ว เห็นแสงสว่าง ก็คือ มโนมยอัตตา เป็นจิตที่มีสัญญา ที่สร้างได้ด้วยความติดยึด แล้วก็บางคนกำหนดหมายว่าต้องดับก็มืดได้ แต่บางคนก็กำหนดเป็นสว่างใน ก็เลยมีนิโรธสองทิศ คนที่กำหนดใส ก็จะเห็นว่า โสดาฯก็ใส สกิทาฯก็ใสกว่า อนาคาฯก็ใสขึ้นอีก อรหันต์ก็ใสที่สุด เขาก็สร้างเอา เขาก็ไปติดอรูปภูมิสว่าง นี่คือสายสว่าง เขาก็สว่างแต่ในภพ แต่พุทธนั้นกายมีสว่างกว้าง ก็ กายเหมือนกัน คือ สว่างเหมือนกัน แต่ของ นอกพุทธ กำหนดว่าสว่างต่างกัน สว่างโสดาฯสกิทาฯก็ต่างกัน มันเป็นมโนมยอัตตา ใครจะไปรู้ของใคร (อหเมตังนชานามิ อหเมตังนปสามีติ) ของเราก็กำหนดของเราเอง นิมิตเอาเอง เป็น นิมานรดี ของ พุทธ กายเป็น อาภัสรา กำหนดว่า สว่าง คือ ว่างจากกิเลส ของใครก็ของใคร กิเลสของใครก็ของมัน หมดมากหมดน้อยก็ของใครๆ เช่นของฉันต้องติดมะม่วงอย่างนี้ ติดมะม่วงน้ำดอกไม้ บางคนติดอกร่อง ก็ต่างกันไป กิเลสของใครก็ไม่ตรงกัน เพียงแต่คล้ายกัน ถ้ากำหนดตรงกันจะฆ่ากันตายหมด ต่อให้ปรมาณูสองอันก็ไม่เหมือนกัน แต่ที่ เหมือนกัน ก็คือ การหมดกิเลสเป็นนิพพาน ความเป็นแสงสว่างมันยังมีสภาพอยู่ เพราะฉะนั้นในข้อนี้มีแสงสว่างเป็นกายเหมือนกัน แต่ของพุทธกำหนดหมายภายในว่าว่างจากกิเลส ต่างจากลัทธินอกพุทธ 4 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวก เทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) อันนี้ยากกว่าอันอื่น เช่น คุณธรรม นักรบธรรม กายอย่างเดียวกัน และสัญญาอย่างเดียวกันว่า "นิโรธ" คือการดับ ขั้นอรูปฌาน 3-4 ที่เป็นการ ดั บ อรูปฌานฤาษี พอได้สว่างแล้ว ก็ตรวจวิญญาณ รู้ตัวแล้วว่าเราอยู่ในความโล่งว่างสว่าง แต่ก็ได้เรียนมาว่ามันต้องดับต่ออีก จึงจะนิโรธ ดังนั้นนิโรธของเขาคือ มืดกับดับ หรือดำ ไม่มีแสงสว่าง เขาก็เลยดับต่อ เช่น อาฬารดาบส แม้จะดับอย่างไรตัวรู้มันก็ต้องตื่นมาเห็น มีแวบมา แต่ผู้ที่ปฏิภาณไม่ดีพอแวบมาก็ไม่รู้ตัวหรอก ก็ดับต่ออีก ส่วน อุทกดาบส ก็จับอาการแวบได้ ก็ผ่านอากิญจัญญาฯ ถึงแวบอย่างไรเขาก็ดับอีก ก็จมอยู่ใน เนวสัญญานาสัญญายตนภพ คือ ภพดับ ไม่ใช่สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งจะต่างกันระหว่าง นิโรธ หรือ ความดับ ความไม่มี ของ พุทธ กับ ฤาษี ของพุทธลืมตา แต่กิเลสสาสวะไม่มีกิเลสหายไป แต่ของฤาษีก็ดับได้สำเร็จ เลยได้ความดับความดำความมืด เป็นโชคของเขา (สุภกิณหา) เป็นความกำหนดหมาย อย่างเดียวกัน เลย คือ ดับเหมือนกัน นิโรธของพระพุทธเจ้า นั้นลึกซึ้ง คัมภีรากว่า นิโรธของพระพุทธเจ้ามี กัมมันตะ หรือมีกัมมันยตา มี กายปาคุญญตา เป็นความแคล่วคล่องว่องไวของจิต คือรวมองค์ประชุมของกัมมันยา คือ ความควรของการงานแห่งเวทนาสัญญาสังขาร ครบครันแคล่วล่องว่องไว แต่นิโรธ คือ ดับกิเลส ไม่ใช่ดับแสงสว่าง เข้าสู่ความมืด จึงนิโรธอย่าง มี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชาแสงสว่าง (ใช้คำว่า อาโ ล กา ไม่ใช้คำว่า อาภัสรา ) ต้องกำหนดรู้กายให้ถูกต้องใน วิญญาณฐิติ 7 ต้องมีธาตุรู้กำหนดให้ถูก ให้รู้ๆๆๆ จนหลุดพ้นเนวสัญญาฯไปสู่ สัญญาเวทยิตนิโรธ _ อ.กฤษฎา...ว่าถ้าอรหันต์จะพ้นจากวิญญาณฐิติ 7 และสัตตาวาส 9 จนได้ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งต้องพ้นเนวสัญญาฯ เนวสัญญาฯ ก็คือ ต้องตรวจ 3 ข้อแรกของอรูปฌานนั่นเอง ถ้าพ้นเนวสัญญาฯ ก็จะพ้นความเป็นสัตว์ .....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน