560117_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อท่าน เรื่อง ตอบ sms ผู้หลงนิรัตตา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข24 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

560117_ รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก เรื่อง ตอบ sms ผู้หลงนิรัตตา

พ่อ ครู เปิดรายการที่ห้องกันเกรา สันติฯ.......วันนี้ วันที่ 17 มกราคม 2556 ขอบคุณท่านผู้ที่ส่งประเด็น ก็ไม่ได้เอามาอ่านนัก เพราะบางคนก็ใช้เป็นเวทีคุยกัน โต้กันบ้าง บางทีก็วนเวียนซ้ำซาก ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ ความเห็นบางอย่างวน วันนี้จะเอา sms บางอันมาอธิบายขยายความ ผู้ที่ส่งมาถ้าพิจารณาแล้วว่ามีประโยชน์ก็จะนำมาอธิบาย

วันนี้ มีประเด็นหลายๆประเด็นที่จะนำมาขยาย โดยเฉพาะคุณ 4424 ซึ่งเป็นความเห็นที่วนซ้ำซาก ก็จะนำมาอธิบาย แต่จะอธิบาย ประเด็นอื่นๆก่อนจะไปถึง คุณ 4424 ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ยกตนข่มท่าน ไม่ได้ยึดว่าของตนถูกคนอื่นผิด ก็จะแสดงออก จะบอกว่ายึด ก็ยึดอย่างสมาทาน ยึดอย่างสมณะ คือผู้สงบ

เมื่อวานนี้รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) ได้นำเรื่องของ มิสป่าตอง มานำเสนอ ได้อย่างชัดเจนเยี่ยมยอด เขาอายุตั้ง 72 ปีแล้ว หาดป่าตองมีชีวิตชีวาเพราะคนนี้ เขาอยู่ในภพของเขา

_ ประเด็นของ 7081 ดูชีวิตของมิสป่าตองมีความสุขดีกับสิ่งที่เขาเชื่อ _ของคุณ 8845 น่าสงสารชีวิตมิสป่าตองอยู่ในโลกฝันลืมตา!ชีวิตติดวิบาก! _อีกอันมิสจิตใจดี แต่ขาดปัญญา คนมีปัญญาโลก แต่จิตชั่วมีมากในสังคม _มิสจิตใจดีแต่ขาดปัญญา คนมีปัญญาโลกแต่จิตชั่วมีมากในสังคม:-) _คนบ้าอย่างมิสไม่เป็นพิษกับแผ่นดิน แต่คนบางคนหนักแผ่นดิน? คนนี้ก็มักจะให้มีสัมผัสแรงๆอยู่บ้าง ก็เพลาๆลง _ อีกอัน มิสไม่มีบารมีเก่าจึงเป็นอย่างนี้ _มิสนี่ช่างเหมือนใครบางคนน้า ที่หลงว่าตนสวยเริ่ดซะไม่มี

คนที่จะหลงภพ เป็นอัตภาพของตนเอง นี่หล่ะเรียกว่า อัตตา อย่างคุณ 4424 จะแย้งเรื่องอัตตา เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง

การหลงว่าตนสวยนี่เขายึดว่า

อ่านต่อ

จริงของเขา อยู่ในภพว่าจริง เขายกให้ คนเขาก็เอ็นดู ยึดอย่างหลงซื่อสนิท แล้วแกก็มีความสุขในสิ่งที่เขายึดนั้น แกจริงจังใครไปว่าแก แกชี้หน้าอย่างแรงเลย ว่าฉันไม่ชอบ คนก็ไม่กล้าตอแย แกเป็นคนจริงจัง แต่ซื่ออย่างน่าสงสารเป็นวิบากที่มาตกภพ แล้วก็ใช้วิบากไป จริงๆ แกทำวิบากน้อย เพราะแกก็ทำมาหากินไป มีคนสงสารให้แก เพื่อให้แกมีชีวิตอยู่ได้ คนที่ยึดว่าอะไรเป็นสุข นี่คือสุขเท็จ ใครก็เห็นว่านี่คือสุขเท็จ ถ้าใครเห็นว่าอันนี้ดีเข้าท่ามันก็ไม่เข้ากับสมมุติในโลกนี้ จริงๆแล้ว บอกได้อย่างหนึ่งว่า มิสคนนี้ แกมารับวิบาก เฉพาะส่วนของปางนี้ที่ชีวิตแกจะมี เป็นวิบากแท้ๆ ยากที่จะอธิบาย เป็นอจินไตย หลายอย่างดี เช่นซื่อ จริงใจ ไม่หลอก คนเข้าใจง่าย แกไม่เป็นพิษเป็นภัย เพราะแกไม่ศึกษาจึงอวิชชา ก็ปรุงแต่งสวยงามตามภพ ตามที่เห็นว่าดี คนอย่างนี้อยู่กับโลกไม่เป็นภัย ใครก็ไม่ตั้งเป้าเป็นศัตรู จะมีคนอย่างนี้อยู่มากในโลก บางคนที่คนค้นคนเอามาออก มีผู้ชายไม่ใส่เสื้อ รับใช้สังคมอยู่ในตลาด ให้เงินแกก็ไม่เอา แกเข้าบ้านไหนเขาให้กินข้าวหมด แกรับใช้ทุกคนในหมู่บ้าน แกไม่ไปทำทุจริต เข้าบ้านไหนเขาหาให้กินหมด แต่แกไม่เอาเงิน ให้บ้างนิดๆหน่อย สำหรับใช้สอย มีคนอย่างนี้ เขามาสร้างบารมี คนนี้ไม่มีลักษณะหลงว่าจริงตามสังคมหลอก ไม่เหมือนกับมิสป่าตองที่หลงว่าจริงตามเขาหลอก คนในโลกนี้ เป็นเช่นมิสป่าตองส่วนมาก คือไปหลงว่าสุขมันจริง แต่เรามายืนยันว่าสุขเท็จ คนในโลกนี้หลงโลก ที่คุณ ...บอกว่ามิสนี้ช่างเหมือนใครน้าที่หลงว่าตนสวยเริ่ด...เดาว่าเขาหมายถึงเบอร์หนึ่งของไทยนี่แหละที่หลงว่าสวยเริ่ด คนไม่กล้าติ เพราะแกจะซัดเอา คนหลงสวยทุกขุมขนที่เขาหลอก คือผู้ติดภพติดชาติเช่นมิสป่าตอง ติดสวยคือติดภพติดสุข เป็นเรื่องที่ ลึกซึ้ง (คัมภีรา) เพราะเห็นได้ยาก (ทุทท ัสสา ) บรรลุ ตามได้ยาก (ทุรนุโพธา) สงบพิเศษ (สันตา) ละเอียดลุ่มลึก (ปณีตา) ไม่สามารถรู้ได้ด้วยตรรกศาสตร์ (อตักกาวจรา) ต้องมีฝีมือเข้าขั้นภูมินิพพาน (นิปุณา) รู้ยิ่งเห็นจริงได้เฉพาะบัณฑิตจริงที่ทั้งรู้ทั้งถึงความจริงนั้นเท่านั้น (ปัณฑิตเวทนียา) พระพุทธเจ้าไม่ตรัสให้ไปอยู่ในสองส่วนทั้งกามและอัตตา ที่เขาถามว่าทุกข์มีอยู่หรือเปล่า พระพุทธเจ้าว่าทุกข์มีจะบอกว่าทุกข์ไม่มีนั้นหาไม่ได้ ซึ่งจะไปขยายความไปถึง อุทเฉททิฏฐิและสัสสตทิฏฐิ ลาภ-ยศ-สรรเสิรญ-กาม ก็เป็นภพ อัตตาที่เป็นกามนั้นเราถือว่ากามเป็นภพหยาบ แต่อัตตานั้นเรารวมทั้งหมด คืออยากอย่างแสวงหาภพชาติ กามคืออัตตาหยาบ (โอฬาริกอัตตา) มโนมยอัตตาก็เป็นกามหยาบส่วนหนึ่ง คือสิ่งที่สมมุติว่ามี เหมือนมิสป่าตอง คือแกไม่สวยเลย แต่ไปแต่งตัวอย่างนั้น แล้วคิดว่าสวย ก็ไม่ได้มีจิตลบหลู่ใคร เอามาอธิบายธรรมะเพื่อให้ได้ประโยชน์ ไม่ได้เกลียดชัง โกรธแค้น แต่สงสารด้วย ที่เขายึดอย่างนั้น ยึดอย่างนานาสังวาส เข้าใจคนละทางก็ไม่มีปัญหา อย่างคุณ 4424 ก็แสดงอย่างไม่ อุกโกฏนา คือไม่ให้ถึงขั้นฟ้องร้อง หรือทำร้ายทำลายกัน แรงจนเกิดเรื่อง แต่จะ ปฏิกโกสนา คือท้วงกันได้ไม่ให้ถึงขั้นอธิกรณ์ เป็นคดีความ ฟ้องร้องกัน หรือจนเกิดมีเรื่องทำร้ายทำลายกัน ส่วน ทิฏฐาวิกรรม คือแสดงความเห็นแย้งกันได้ในหมู่กลุ่ม ทักท้วงกันจะแรงหรือไม่ก็ประมาณกันเอง เรื่องที่เอามิสป่าตอง มายืนยันว่าคนในโลกอวิชชา หลงว่าต้องมีสุขเพราะได้โลกธรรม ได้กาม ได้อัตตา ย้ำว่าอัตตา กาม มีจริง และก็คือเหตุแห่งทุกข์ด้วย จึงต้องศึกษา และสำรอก ที่มันเห็นเช่นนั้นเพราะอวิชชา จึงต้องปฏิบัติให้ดับอวิชชาจนพ้นเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ จึงเป็นคนพ้นอวิชชาสังโยชน์ เพราะสำรอกอวิชชาโดยไม่เหลือแล้ว จะสำรอกต้องรู้ว่าอวิชชามี ทุกข์มี แต่ถ้าเข้าใจว่า ตัวตนไม่มี ไม่ใช่ตัวตน เป็น นิรัตตา อัตตาไม่ใช่ตัวตน จริงอัตตามี อย่างมิสป่าตองไปยึดของไม่จริงว่าเป็นจริง จึงมีอัตตาขึ้นมา เป็นสุขทุกข์อยู่ อย่างโสดาบัน เรียนรู้เลิกความสุขทุกข์ในโลกอบายได้ เห็นจิตของตนมีอวิชชาไปยึด แล้วแสวงหามาครอบครอง ยึดเป็นตนเป็นของตนอยู่ตลอดกาล นี่แหละคือมิสป่าตอง...ยกมือขึ้นใครเคยเป็นมิสป่าตอง... มิสป่าตองหลงว่าตนสวย อย่างยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจริง แล้วก็สุขทุกข์เพราะได้หรือไม่ได้ คนจะอ่านสุขทุกข์ออกให้เป็นมโนปวิจารณ์ 18 คือสัมผัสทางทวาร 6 แล้วก็เกิดเป็นภพชาติ เป็นอัตตา ชาติคือตัวตนของสิ่งที่ไม่จริง ผู้สมบูรณ์ด้วยปรมัตถสัจจะ จะรู้ว่าทุกข์ก็มี อัตตาก็มี อะไรๆก็มีอยู่ พระพุทธเจ้าว่าธรรมนิยามก็มีอยู่ในโลกนี้ พระพุทธเจ้ามาศึกษา แล้วสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มี นโหติ อย่าง พระพุทธเจ้าตรัสกับอเจลกะว่า ก. ความทุกข์ไม่มีหรือ ท่านพระโคดม ฯ ภ. ความทุกข์ไม่มีหามิได้ ความทุกข์มีอยู่ กัสสป ฯ ก. ถ้าอย่างนั้น ท่านพระโคดม ย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์ ฯ ภ. เราย่อมไม่รู้ไม่เห็นความทุกข์หามิได้ เรารู้เห็นความทุกข์อยู่ กัสสป ฯ พระพุทธเจ้าตั้งมาตรฐานว่า อย่างน้อยต้องปิดอบาย คือมีศีล 5 จริงๆแล้วอบายที่ต่ำกว่าอบายมีอยู่ คือ อบายมุข เราอ่านตนเองถ้าเราไม่หยาบจนไปติดอบาย โกงกัน เป็นล้านขึ้นไป บาปแล้วอบายมุขแล้ว คนหลงสวยอย่างมิสป่าตองหรืออย่างใครน้า...หรือดาราที่หลงกันมาก ที่แก่กว่ามิสป่าตองก็ยังเช้งวับก็มี ขออภัยที่ว่ากระทบคนที่เป็น ก็ว่าโดยสัจจะธรรมะ ถ้าไปกระทบคนให้โกรธก็ขออภัย... คนอวิชชาจะไม่รู้ ตั้งแต่การสังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ ....ก็จะมีอย่างไม่รู้ ถ้าเรามีการกำหนดรู้ว่า อาการอย่างนี้มันทุกข์ จะใช้สัญญาในการกำหนดรู้ จะรู้ว่าอาการอย่างนี้คือตัณหา แล้วจะเรียนรู้ นามรูปอีกมาก อ่านตัวตนออก ตัวตนอย่างหยาบเรียกว่า สักกายะ ...มีหยาบ กลาง ละเอียด ให้เรียนรู้ แล้วเราจะปหานมันด้วย อนุปัสสี 4 ผู้เนกขัมมะเป็นคือผู้มีโยนิโสมนสิการ เป็นผู้กำจัดตัวตนตั้งแต่สักกายะ ...อัตตาต่างๆ จนตัวปลายเรียกว่าอาสวะ.....สรุปที่ขยายความเรื่องมิสป่าตอง คนทั้งหลายที่อวิชชาก็จะเหมือนมิสป่าตอง ไม่รู้ว ่า ตนยึด แม้แต่ยึดความรู้ก็อวิชชา ก็ขอยกตัวอย่างคุณ 4424 ยกมาอย่างไม่ได้ถือสา คุณจะว่ามาได้เต็มที่ คุณเข้าใจและยึดถือต่าง นั่นแหละคืออัตตาอยู่ คุณก็ต้องเห็นว่าคุณยึดอย่างคุณถูก เป็นนานาสังวาสอย่างแท้จริง

_ดูมิสป่าตองหลงโลกแล้วก็ให้รู้สึกว่าเหมือนสมณะอโศกเด๊ะ ที่หลงทางธรรม _มิสไม่ยอมแก่บอกเพิ่งอายุ 18 โพธิรักษ์ก็ไม่ยอมตาย บอกจะอยู่ให้ถึง 151 พ่อครู ตอบ....แต่ก่อน อาตมา ว่าไม่แก่ ร่างกายกำลังปรับแต่มันมีเหี่ยว ก็อาจจะปรับได้ แต่ที่ยืนยันได้คือสมอง ตรวจทางวิทยาศาสตร์ 10 ปีก่อน สมองเหมือน คน 4 0 หัวใจเหมือนอายุ 35 วันนี้ก็ไปตรวจปอด หมอที่ตรวจบอกยืนยันเลยว่า ปอดเหมือนคนอายุ 30 ปี ที่พูดไม่ได้หมายถึง อาตมา หลง ก็ไม่เสียดายที่จะต้องตายวันนี้พรุ่งนี้ ไม่ได้เสียใจ เพราะเข้าใจในวัฏสงสาร จะยอมเกิดอีกหรือไม่ทำได้หรือไม่ก็เป็นความจริงของ อาตมา

_ ที่เขายกให้มิสว่าเป็นนางงาม ก็เหมือนที่เขายกให้โพธิรักษ์ ว่าเป็นอรหันต์... _ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่สามารถสอนเทวฑัตไม่ได้ จึงsms มาโดยไม่หวังว่าจะสอนโพธิรักษ์ได้… พ่อครู ตอบ...ขออภัยเช่นเดียวกัน อาตมา ก็ไม่หวังจะสอนคุณ แต่ที่เอามาอธิบาย ก็เพื่อสอนคนอื่น อย่างที่เขาไม่เอาขึ้นออกให้ แต่ อาตมา ก็ยังนำประเด็นของคุณ 4424 มาออกในขณะนี้

_ ถ้าหากเป็นผู้มีบารมีมาบวชจริงอย่างช้าต้องบรรลุใน 7 ปี แต่นี่บวชมา 40 ปี ยังหาเลศเล่ห์มาหลอกบริวาร เอาเข็มทองมาหลอกบริวาร กลัวตนตีจากหายศมาล่อตั้งแต่โสดาฯยันอรหันต์… พ่อครูตอบ…อาตมา เอาทองคำมาเพื่อให้สำหรับผู้ที่ยังยึดถือมาปฏิบัติ อนาคตก็จะเข้าใจว่าทำไมต้องเอาทองคำ ไม่เอาทองชุบ คนที่หลงจริงก็จะหลงจริง คนไม่หลงก็จะไม่หลงจริง เป็นการวัดค่าวิญญาณพวกเราด้วย เขาจะเข้าใจซ้อนว่า อาตมา ไม่ได้ร่ำรวย คนจะรู้สึกว่า สิ่งเหล่านี้เขาอยากได้ เขามาพิสูจน์ว่าเขาสอบได้ ได้แล้วมาพิสูจน์อีก เขาก็จะอ่านว่าเขาอยากได้ ติดทองคำหรือไม่....คุณ 4424 จะเข้าใจอาจเป็นได้

_ รู้สึกสงสารมิสป่าตอง แต่สมเพศชีวิต สมระ ที่เอาชีวิตของเธอมาล้อเล่นแต่แสร้งทำว่าเชิงวิชาการ.. พ่อครู ตอบ.. อาตมา ก็พูดเชิงวิชาการไม่ได้ล้อเล่น แต่คนที่เห็นวิชาการว่าเป็นเรื่องล้อเล่นก็เข้าใจ ลักษณะของ ศรีธนญชัย เป็นลักษณะวาทะกรรม ก็หาหมู่พวกบริวารไป

_ มิสป่าตองมีสุขกว่าสมณะ แต่สมณะชอบดูคนอื่น… พ่อครู ตอบ … มิสป่าตองนั้นดูตัวเองไม่เป็น ไม่ได้ดูตัวเอง หลงตัวเอง ใครว่ามิสป่าตองดูตัวเอง คนนั้นไม่ฉลาด เพราะมิสแกอวิชชาจริง แกยึดอย่างจริงใจ แค่นี้ก็ดูไม่ออกแล้วมาตู่เรา เราดูคนอื่นเป็นการศึกษา เพื่อดูตัวตนอัตตาของเราเอง เพราะเราเชื่อว่าเรายังมีอัตตา

_ คุณ 4424 ทุกตัณหามีทางออก แต่ทุกทางออกของสมณะอโศกล้วนมีแต่ตัณหา..... พ่อครู ตอบ...นี่คือคำพูดที่คือเป็นลักษณะตัวริษยา..ไปอ่านดีๆ

_ คุณ 4424แกนนำแดงเขายกย่องแม้วอย่างไร เขาก็ยกย่องโพธิรักษ์เช่นนั้น ..... พ่อครู ตอบ...คนเขายกย่องแม้วเพราะแม้วมีลาภยศสรรเสริญมาล่อ แต่ อาตมา ตรงกันข้ามกับแม้วเลย ไม่ได้เอาโลกธรรมมาล่อ คนละทิศเลย คุณ 4424 ดูให้ชัด

_ คุณ 4424 ให้ประเด็นนี้คือ... 1.ถ้ามีตัวตนเป็นความจริงแล้วไซร้ ฉะนั้น การพ้นทุกข์ย่อมไม่มีได้จริง 2. ถ้าไม่มีตัวตนเป็นความจริงแล้วไซร้ ฉะนั้นถึงแม้ทุกข์จะมีอยู่จริง ก็ไม่มีใครได้รับทุกข์อันนั้น....ดังนั้นจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องไปปฏิบัติธรรมให้พ้นทุกข์อีกเล่า..... พ่อครู ตอบ...เหมือนฝรั่งที่เมามาถาม อาตมา เมื่อสมัยก่อน .... อาตมา ว่าให้ไปล้างบุหรี่ เหล้าก่อน....เขาก็พูดเลยว่า ในเมื่อตัวตนไม่มีจะเอาอะไรมาปฏิบัติ....เหมือนที่เขาเขียนมาเลยว่า ขอบคุณนะคุณ 4424 ซึ่งคนเข้าใจแบบคุณมีเยอะ แบบนี้มันเป็นแต่ตรรกะอยู่...ที่คุณบอกว่า "มีตัวตนมีอยู่จริง การพ้นทุกข์ย่อมไม่มีได้" เขาก็ตีเลยว่าคุณไปคิดหมายว่าใครเห็นคิดว่าตัวตนมี เพราะคุณ 4424 เล่นคารมว่า ใช่-มี-เป็น อันเดียวกัน แต่คุณนี่หลงคารมตนเอง เลยเล่นคารมว่า ทั้งมิใช่ตัวตน และคำว่า มิใช่ไม่มีตัวตน คุณ4424 อยู่ในอุทเฉททิฏฐิ เพราะคุณไม่มีทั้งสองอย่างเลย คือทั้งไม่มีตัวตน และ....คุณก็เลยไม่มีซักอย่างเลยคืออุทเฉททิฏฐิ คือเป็นการยึดอย่างพระพุทธเจ้าว่า เป็น นิรัตตา คุณ4424ว่าถ้าไม่มีตัวตนเป็นความจริงแล้วไซร้ ฉะนั้นถึงแม้ทุกข์จะมีอยู่จริง ก็ไม่มีใครได้รับทุกข์อันนั้น....ดังนั้นจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องไปปฏิบัติธรรมให้พ้นทุกข์อีกเล่า ...คุณคนนี้ไม่เข้าใจทุกข์ คุณคนนี้มีทุกข์อยู่แต่ไม่รู้ทุกข์ ถ้าคุณรวยอย่างเจ้าชายอนุรุธ ที่ติดขนม อยู่มาวันหนึ่งข้าราชบริ พ ารบอกว่าขนมไม่มี เจ้าชายก็บอกว่า เอาขนมไม่มี นี่และมาให้กิน นี่แหละคือภพชนิดหนึ่งเป็นภพอัตตวาทุปาทาน ก็เลยมีภพมีชีวิตอยู่กับชาติ ฟุ้งๆฝันๆ ถ้าคุณ 4424 รวยก็เอาไปซื้อบำเรอความอยากได้ แต่ถ้าฐานะไม่ดี ไม่ได้บำเรอก็ให้อ่านทุกข์ แม้ฐานะดีก็ตอนมีตัณหาแล้วเรียกร้องนั่นก็คือทุกข์แล้ว คนฐานะดีอย่างพระอนุรุธ จึงไม่เห็นทุกข์ เพราะได้บำเรอจึงสุข มีพักยกเป็น อทุกขมสุข แต่พักยกอย่างเคหะสิตะนั้นไม่พ้นทุกข์ คุณ 4424 คุณศึกษาต้องมีญาณหยั่งรู้ มีญาณรู้ เคหสิตะ และ เนกขัมมสิตะ เวทนา คือต้องแยกระหว่างปุถุชนกับอาริยชน เพราะคุณตัดตัวตนโดยที่คุณยังไม่รู้จักตัวตน พระพุทธเจ้าให้ศึกษาโอฬาริกอัตตาก่อน คือความหยาบ แล้วเรียนรู้มโนมยอัตตาซึ่งก็มีหยาบและกลางละเอียด อย่างมิสป่าตอง เขาหลงสวยก็เป็นมโนมยอัตตา มิสแกไม่ล้างหรอกเพราะไม่รู้ว่าติดหลง อย่างอเจลกัสสปะ ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า เรารู้เห็นทุกข์ ทุกข์นั้นมีอยู่ เห็นอยู่รู้อยู่ แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสด้วยสมมติสัจจะให้ศึกษา พระพุทธเจ้าท่านพ้นทุกข์แล้ว คุณ4424ก็ว่า อาตมา งมโข่งอยู่เลย บวชมา 4 0 ปี ... อาตมา ว่าไม่ได้ปฏิบัติถึง 6 ปีอย่างพระพุทธเจ้า อาตมา ไม่ได้ปฏิบัติถึง 6 ปี ก็บรรลุแล้ว อาตมา จากนายรักมาบวชมีคนว่าบ้าหรือ เพราะอะไรจึงทิ้งลาภยศสรรเสริญ ... อาตมา ตอบเขาว่า เพราะบรรลุธรรม...ขอให้คุณอายุยาวไปถึง ตอน อาตมา อายุ 151 ปี ศ.หงเจากวางว่าคนอายุได้ถึง 175 ปี... อาตมา อยู่อย่างไม่ได้หาบริวาร อย่างที่คุณว่า อาตมา หาบริวาร พวกอัตตวาทุปาทานคือผู้ยึดอัตตาได้แต่วาทะไม่ได้สภาวะ คนนี้จึงได้นิรัตตา โดยเห็นอัตตาเป็นนิรัตตา เป็นมิจฉาทิฏฐิ การหมดอัตตาต้องรู้อัตตาตัวแรกเลย แล้วตามเห็นตามลดละอัตตา ตั้งแต่สักกายะ คือ proper noun ส่วนอัตตาคือ สักกายะคือจับตัวได้เลย มีนามรูปปริเฉทญาณ รู้ตัวตนที่จะลดละทำลาย คนที่เอาแต่คิดไม่ปฏิบัติได้แต่ปัญญาเฉโก อย่างสายมหายาน เอาแต่คิดอย่างที่คุณว่า ไม่มีตัวตนแล้วจะเอาอะไรไปปฏิบัติ แล้วจำเป็นหรือที่จะให้ใครมาปฏิบัติอีก คนเหล่านี้จะไม่ค่อยปฏิบัติ สรุปแล้ว 4424 เป็น อัตตวาทุปาทาน ที่ได้ นิรัตตา. ขอบคุณคุณ 4424 ก็ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ถ้าละลาบละล้วงก็ขออภัย

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น.....

อาตมา จะพิสูจน์สัจจธรรม อิทธิบาทโดยใช้ 8 อ. ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น จะตายเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะ 4 0 ปีที่ผ่านมาได้กำไรได้เปิดเผยสัจจธรรมของพระพุทธเจ้า ก็ตายตาหลับ ตั้งใจจะยิ้มสวยๆก่อนตาย

อาตมา ไม่ได้ทำเพื่อให้ได้โลกธรรม ทำงานการเมืองตามสัปปุริสสธรรม และมหาปเทส 4 สิ่งใดพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามไม่ได้อนุญาตก็ใช้สัปปุริสธรรมทำตามสิ่งที่ควร ที่ผ่านมาก็ได้ประโยชน์ตามควร ประเทศจะเป็นอย่างไรก็เห็นด้วย ยังวนอยู่ ยื้อกันอยู่ เคยพูดแล้วว่าไทยเรา มีประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทางเป็นประมุข แต่มีคนกำลังจะโค่นให้เป็นแบบไม่มีพระมหากษัตริย์ แต่เขาก็โกหกว่ายังจงรักภักดี แต่พฤติกรรมมันส่อ สรุปว่าไทยเรามีสองอย่างคือ 1 ประชาธิปไตยที่ไม่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กับ 2 ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ..... ถามใจว่าคุณจะเอาอย่างนั้นจริงหรือ..ถ้าไม่คุณก็หยุดซะ หรือไม่คุณก็ไปหาความจริงให้ได้ว่า เขาหลอกคุณว่ายังจงรักภักดีอยู่หรือไม่ อย่างที่เขากำลังใช้ประชานิยมอยู่นี่ พยายามเอาเงินของรัฐมาหลอก และยังคอรัปชั่นมากมาย หาความจริงให้ได้จะรู้ว่าไทยเราเหลวแหลกเพราะคนเหล่านี้ ประชาชนต้องรวมตัวกันให้เป็นปึกแผ่น.....ก็เห็นพระทัยในหลวงมาก ท่านบำเพ็ญเป็นเตมีย์ใบ้กับมหาชนก คำตอบคือ พักความเห็นแย้งมาร่วมกันทำงานเพื่อกอบกู้สิ่งนี้ให้ได้ พักไว้ก่อนในความขัดแย้งซึ่งทิฏฐิย่อมแตกต่างมีแน่ มารวมกันแล้วให้เลือกว่าจะเอาแบบไหน

_ ที่นางเลิ้งมีอาหารมังฯหรือเปล่า...... พ่อครู ตอบ… มีอาหารมังฯแน่... 4 0 ที่ (มีคอนเสิร์ ต ที่สนามม้านางเลิ้งในวันที่ 19 ม.ค. 56 ส่วนวันที่ 20 ม.ค. มีงานเลี้ยงที่สนามม้าฯ)

_การที่บอกว่านายกฯหญิงของไทยว่าเป็นคนสึ่งตึงนั้นบาปหรือไม่.... พ่อครู ตอบ … สึ่งตึงคือคนไม่เต็ม...เราก็มีปัญญาเท่าที่เราโง่ ถ้าสึ่งตึงแปลว่าโง่ ไม่เต็ม

_ เคยได้ยินว่าผู้ทำอนันตริยกรรมสร้างบุญต่อได้ แล้วผู้ปาราชิกสร้างบุญได้หรือไม่ … พ่อครู ตอบ… ได้ ปาราชิกนั้นก็เป็นอนันตริยกรรม คือชาตินี้ทั้งชาติตัดนิพพาน และภาคปฏิบัติคนก็อย่าไปส่งเสริมธรรมะ เพราะโทษหนักกว่าพรหมฑัณฑ์ (คือการไม่สอนแต่ไม่ได้ไล่ออกจากหมู่) แต่ปาราชิกคือไล่ออกจากหมู่ไม่ส่งเสริมธรรมะตัดประตูเหมือนตาลยอดด้วย ใบไม้เหลืองหลุดจากขั้ว ถามว่าบรรลุธรรมได้...ตอบว่าได้ อย่างเทวฑัตก็เป็นปัจเจกพุทธ ไม่ได้สร้างศาสนา

_ มีคนมีลูกหลายคน ลูกคนเล็กตายก็คร่ำครวญ...ไม่ดูแลลูกคนอื่น....พอมีคนเตือนเขาก็ได้สติ...เช่นเดียวกับนางปฎาจารา...จะใช้กรณีนี้กับคนเช่นมิสป่าตองได้อย่างไร......... พ่อครู ตอบ...คนที่จมจริงๆแล้วเช่น คนที่เป็นอเวไนยสัตว์คือยึดมั่นถือมั่นจนสอนไม่ได้ อย่างมิสแกก็คงสอนยาก หรือคนที่มุ่งโลกธรรมอย่างต้องเอาให้ได้ คงเป็นคนที่สอนไม่ได้ ก็ต้องปล่อยเขาไป ส่วนคนที่ได้ก็ค่อยๆว่ากัน พระพุทธเจ้าว่าคนที่หมดภูมิที่จะรับฟังอันอื่นแล้ว เช่นปทปรมะบุคคลคือคนที่ทรงจำพุทธพจน์ก็มาก สอนคนก็มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินั้น เขาก็ปทปรมะทั้งชาติเลย (ทั้งชาติที่เป็นร่างกายตาย) ถ้าเข้าใจว่าชาติคือการเกิด-ตายของกิเลส คือชาติในปฏิจจสมุปบาท ต้องเรียนรู้ให้ได้ ถ้าดับชาติตัวนี้ไม่ได้ตั้งแต่เป็นๆ คุณก็เป็นปทปรมะบุคคล อาจหลงว่าเรารู้ขนาดนี้ไม่บรรลุธรรมได้อย่างไร ความรู้ทางโลกนั้นถ้าไม่มีธรรมะ คุณก็เท่ากับยื่นศาสตราแก่ผู้ไม่มีธรรมะคือผู้มีโลภโกรธหลง ซึ่งความโลภก็ผยองกับศาสตร์ที่มี เหมือนจอมยุทธ ผลิตอาวุธได้สารพัดเลย เก่งแต่ไม่มีธรรม ก็ปราบกันพังหมด ในหนังจึงให้จอมยุทธสุดท้ายคือผู้ใช้มือเปล่า ใช้นามธรรม นี่คือการคิด แต่ก็เป็นจริงด้วย อย่าง อาตมา ไม่มีอาวุธอื่น แต่มีธรรมะเป็นอาวุธ เราจึงไม่เอาโลกธรรม ไม่เอากาม ไม่เอาอัตตา

_ ในวิโมกข์ 8 คำว่าอากิญจัญญายตนะ นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี คือ..ตอบ… พ่อครูว่า… แล้วเข้าสู่เนวสัญญานาสัญญายตนะ รู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช่คือ....ตอบ คนจะมีสิทธิ์อยู่ในภพอรูปฌาณ ต้องผ่าน รูปฌาณก่อน มันเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่านไปสอนอรูปฌาณก่อนปฏิบัติ รูปฌาน และไปสอนกันอย่างฤาษี ที่เป็นการสร้างภพในจิต คุณทำภพอากาศได้แล้ว คุณยังไม่รู้ตัว เมื่อคุณรู้ตัวของคุณว่าเป็นใครและกำลังเสวยภพอากาศอยูู่นี่คือฌาณฤาษี ทีนี้อากิญจัญญายตะที่เข้าใจผิดๆคือ เขาแปลว่าดับไม่ให้มีธาตุรู้อย่าง อาฬารดาบสนั่งดับปี๋เลย แสงสว่างไม่มี วิญญาณไม่มี แต่ดับได้อย่างไม่สูญเพราะยังมีธาตุรู้เป็นวิญญาณฐีติ จึงจัดอยู่ใน เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ ยิ่งไปดับทั้งเวทนาและสัญญา โดยไม่รู้จักสัญญาเวทนาคืออะไร ไม่กำหนดรู้ ดับไม่ให้มีอะไรเลยนิดหนึ่งน้อยหนึ่งจึงเป็นลักษณะของสัตว์ในวิญญาณฐีติ จัดเนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นสัตว์สุดท้าย เพราะเขาไม่สามารถมีปัญญาที่จะรู้ว่าจริงๆมันมี มันมีธาตุรู้อยู่แต่คุณไปดับมันไม่ให้รู้ ที่นี้ อุทกดาบส นั้น รู้ว่ามันยังมีก็ยังตื่นมารู้ เนวสัญญานาสัญญายตนะ พอเขารู้มาแวบ เขาก็พยายามดับมันอีกไม่ให้มันรับรู้อะไรอีก ก็จะรู้บ้างไม่รู้บ้าง เขาได้สูงสุดได้แค่นี้ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ ไม่ใช่ดับไปทุกอย่าง อากาสาฯของพุทธนั้นปฏิบัติลืมตา นิพพานนั้นปฏิบัติลืมตา จักขุมาปรินิพพุโพติ ถ้าถึงอรูปฌาณ มีฐานอุเบกขา เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา จึงเรียกว่าโลกนิโรธ เพราะดับสมุทัยได้ ถ้าทำได้ยั่งยืนถาวรคือนิพพาน ก่อนจะนิพพานต้องปฏิบัติทำซ้ำ อาเสวนาภวนาพหุลีกัมมัง และตรวจสอบความเหลือในอรูปฌาน 4 ตรวจความว่างเมื่อไหร่? คือเมื่อมีผัสสะ ตอนนี้ดับรูปภพแล้วกำลังจะดับอรูปภพ ตรวจความว่าง ตรวจวิญญาณที่สะอาดไม่มีกิดเลส แล้วอากิญจัญญาฯ คือนิดหนึ่งน้อยหนึ่งไม่ให้มี คือตรวจเศษที่เป็นธุลีละอองก็ไม่ให้เหลือ อโสกัง วิระชัง เขมัง แล้วอย่างผุท ฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ น กัมปะติ อยู่กับโลกธรรม แต่เราดับหมด ไม่มีเหลือเศษ หลุดพ้นจริง ตรวจให้พ้นเนวสัญญาฯ ต้องรู้ให้ครบหมด รู้อากาสาฯ อากิญจัญญาฯ ก็ไม่เหลือจริงๆ เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ คือเคล้าเคลียอารมณ์ ทำให้เป็นศูนย์ สั่งสมในอดีตจนอนาคตมั่นใจว่า ศูนย์แน่ๆ ล่วงพ้นเนวสัญญาฯ คือรู้จนไม่มีอะไรจะไม่รู้ คือสิ้นอวิชชาสังโยชน์ เข้าสู่นิโรธสุดท้ายที่เคล้าเคลียเวทนาครบ เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ สมบูรณ์ด้วยสามหมวดสุดท้ายของเจโตปริยญาณ 16 ... เรารู้ทั้งแบบฤาษีและแบบพุทธ .....มั่นใจว่าคนปฏิบัติแบบนั่งหลับตาเขาก็อธิบายสภาวะไม่ออก เป็นสภาวะระดับปรมัตถธรรม ถ้าไม่เข้าใจจริงก็จะไม่รู้.....

_ สมณะที่พูดปดผิดศีล 5 ข้อ 2 .. พ่อครูตอบ… ถ้าราคาเกิน 5 มาสก ถือว่าปาราชิก สมัยนี้ 5 มาสกก็ประมาณ 1 - 2 พันบาท ถ้าโกหก ตัวเองโกหกว่าไม่ได้ขโมย เรื่องนี้ละเอียด ถ้าศึกษาแล้วพระในไทยเราปาราชิกเรื่องเงินมหาศาล...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน