560613_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง รู้กายและสัญญาอย่างสัมมาพาวิชชาเกิด.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข21 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

560613_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดย พ่อครู เรื่อง รู้กายและสัญญาอย่างสัมมาพาวิชชาเกิด พ่อครูว่า… วันที่ 13 มิถุนายน 2556 ที่ บวร สันติอโศก ออกอากาศที่ห้องกันเกรา สันติ อโศก ซึ่งได้ทำพื้นห้องใหม่ มีกลิ่นของการขัดมันพื้นอยู่เลย(มีญาติธรรมอาสามาทำให้ฟรีในช่วงที่ อาตมา ไปงานอโศกรำลึก ที่บ้านราชฯ) ตอนนี้ยังไงต้องขออธิบายธรรมะแนวลึก ก็ยากหน่อย ถ้าผู้ที่ไม่มีภูมิก็อาจยากหน่อย แต่ถ้าผู้ที่มีภูมิจะซาบซึ้ง ถ้าไม่มีภูมิอาจไม่เข้าใจและบางคนอาจเพ่งโทส หาว่า อาตมา แสดงธรรมไม่ได้เรื่องเอาอันนั้นอันนี้มาชนกัน ซึ่ง อาตมา แสดงธรรมตอนนี้ จะอธิบายถึงกันได้ทุกจุด เพราะทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัยกันและกัน เป็น อิทัปปัจยตา บางอย่างอยู่ไกลกันบางท่านก็ต่อไม่ได้ แต่ถ้าผู้รู้ก็จะเชื่อมโยงกันได้ ตอนนี้เน้นประเด็นสำคัญว่า การจะรู้สภาวะจริงของปรมัตถธรรม(ละเอียดลึกซึ้งขั้นสูง) แม้จะเรียกคำว่า รูป คำว่า นาม ก็ต้องรู้ทั้ง รูป และ นาม คำว่ารูป หรือ รูป ัง มีสองนัย คือ 1 . การแสดงสภาวะของ มหาภูตรูป คือ ดินน้ำไฟลม ที่มีอยู่นอกกายเรา แม้ร่างกายเราก็เป็นธาตุ 4 เป็นองค์ประกอบของสังขาร เป็นสิ่งที่เรียกว่ารูปนอก สิ่งที่มีรูป เห็นได้ คนจะมี จิตวิญญาณที่เห็น (ปัสสติ) ข้างนอกเรารู้ได้ด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย กระทบ ทาง 5 ทวาร เรียกว่า มหาภูตรูป ส่วนรูปอีกคำคือ รูปรูป ซึ่งรูปคำหนึ่ง คือเป็นตัวถูกรู้ด้วยญาณหรือ วิญญาณธาตุ ที่ไปสัมผัสรู้ ซึ่งรูปรูปนั้นไม่รู้ตัวเองหรอก มันเป็นตัวถูกรู้ เมื่อรูปถูกรู้ก็จะเป็น รูปกาย พอเป็นรูปกาย ก็คือรูปที่เป็นองค์ประชุมเรียกว่า กาย คำว่า รูปกาย นั้น รวมความโดยปริยายว่าคือ รูปรูป และ รูปกาย (องค์ประชุมของรูป) คำว่า รูปกาย คือ ทวาร 5 และ มีจิต ไปร่วมด้วย เป็น 6 ทวาร แล้วก็จะเกิด

อ่านต่อ

รูปกาย ส่วน รูปรูป ก็คือ ธาตุ 4 อยู่นั่นเอง ผู้จะไปรู้มันคือ สัตว์ หรือจิตวิญญาณ การรู้ขึ้นมาก็เรียกว่า รูปกาย และรูปกาย ก็จะละเอียดไปสู่ นามธรรม อีกที รูปัง รูปานิ ปัสสติ คือต้องมีการเห็นด้วย ดังนั้นผู้มี ธาตุวิญญาณ เท่านั้น จึงเกิดการเห็น ต้นไม้ หรืออุตุไม่มีวิญญาณจึงไม่เห็นได้ ต้อง จิตนิยาม ขึ้นไป จึงสามารถเห็น ใน วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 ต้องมีการสัมผัส จึงจะเห็น คำว่า นามรูป ก็คือในความเป็นนามธรรม ซึ่งต่างจากคำว่า รูปรูป ใน ขันธ์ 5 คำว่า รูป คือ รูปนอก ส่วนอีก 4 ขันธ์ คือ องค์รวมของนาม ถ้าเราสามารถสัมผัสรู้เวทนาด้วย ญาณปัญญา เวทนาก็ถูกรู้ เวทนาก็คือ "นามรูป" พอเป็นจิตถูกรู้อีก จิตก็เป็น "นามรูป" ซึ่งธรรมะที่ทรงไว้ในใจ ถ้าทรงไว้ภายนอกก็เป็น รูปธรรม เป็น ธาตุ 4 แม้แต่ต้นไม้ก็ไม่มีวิญญาณ มันก็ถูกรู้เป็น รูปธรรม นามกาย คือ องค์ประชุมของ จิตข้างใน เราเรียกว่า องค์ประชุมภายในได้ แต่ถ้า รูปกาย คือ รวมหมดเลย ทั้งนอกและใน พระพุทธเจ้าจึงตรัสแต่คำว่า กาย คำเดียว เช่นผู้จะสามารถดับอวิชชาได้หมด ก็ต้องมีความรู้ในวิโมกข์ ต้องสัมผัส วิโมกข์ 8 จนถึงนิโรธเลย ส่วน วิโมกข์ข้อที่ 4 - 7 นั้นละเอียดถึงอรูปภายในเลย เป็น อรูปฌาน ข้อที่ 8 คือ สัญญาเวทยิตนิโรธ จะต้อง สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คำว่า กาย นี้คือ องค์ประชุม นี่คือตัวชี้บ่งเลยว่า จะต้องมีอย่างนี้ จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ทั้ง รูปฌาน และ อรูปฌาน สรุป นามกาย คือ องค์ประชุมที่ หมายถึงข้างใน นี่คือที่ต้องการย้ำ เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะรู้ได้ ผู้บรรลุ อนาคามี เป็นต้นไป เมื่อผัสสะภายนอกแล้ว ท่านได้แล้วมั่นคงเด็ดขาด เที่ยงแท้ในเรื่องข้างนอก ท่านก็ไม่ต้องพิจารณาเหตุปัจจัยที่กระทบภายนอก แต่ก็กระทบอยู่นั่นแหละ แต่ท่านไม่เกิดกิเลส ถอนอนุสัยได้อย่างเด็ดขาด ก็ ดูแต่นามกาย ที่เหลือเป็น สังโยชน์ของอนาคามี เป็นต้นไป ก็กล่าวกันตามภูมิของอนาคามี ก็จะไม่ลักลั่น สับสน ผู้ปฏิบัติ ต้องเรียนรู้ตั้งแต่หยาบ มาก่อน ซึ่งเขาไปปฏิบัตินั่งหลับตาสมาธิวิปัสสนาข้างใน ไม่เอาภาระข้างนอกที่เป็นเบื้องต้น ซึ่งจะเอาแต่ข้างในให้บรรลุ ซึ่งมันไม่ใช่ ใครจะยึดมั่นถือมั่น ก็ไม่เถียงเอาชนะ แม้ผู้บรรลุสูงสุดท่านก็ต้องกระทบสัมผัส แต่ท่านทำได้อย่างสมบูรณ์เป็นอัตโนมัติแล้ว คำว่า กาย ที่ อาตมา ได้หยิบเอา วิญญาณฐิติ 7 (คือความตั้งอยู่ของวิญญาณ) และ สัตตาวาส 9 มาใช้เรียนกัน วิญญาณคือ ธาตุรู้ ต้องกระทบรู้ไม่ใช่ดับมัน ผู้ใดอยู่ในองค์ประกอบที่มีดินน้ำไฟลม และก็มีองค์ประชุมของ ทวาร 6 เมื่อกระทบแล้ว มันก็จะเกิดการสังขาร ปรุงปุ๊ปด้วยอวิชชาเลย เป็นเวทนา ตัณหามาร่วมปรุงเลย ไม่สามารถห้ามกั้นจัดแจงได้แลย ไม่สามารถทำให้มันเป็นการปรุงแต่งที่ดี มันจะปรุงแต่งกันอยู่ แล้วมันมีเหตุที่พาเสื่อม พาไม่เจริญ เราก็ต้องสามารถ จับเหตุแห่งตัวเสื่อม ได้ แต่มันมี ภ าวะให้เรารู้ได้ พระพุทธเจ้าว่าจะรู้นามธรรม ได้นั้น ส่วนข้างนอกเราสามารถ พรากห่างมัน ด้วยทางฟิสิกส์ แต่ ปฏิบัติธรรมต้องผัสสะ แล้วเกิดการปรุงแต่งภายใน ซึ่งเป็นของ จริ ง ที่พาเราตกต่ำ เช่นหลงสุข ถ้าไม่ได้ตามเหตุนั้นก็ทุกข์ เมื่อดับเหตุทุกข์ สุขก็หมดไป มีแต่ เหตุแห่งทุกข์ที่ดับ แล้ว สุขก็ดับ ไปด้วยโดยปริยาย คำว่ากาย คือการ สังขารปรุง ปุ๊บแล้วเราก็ หลงว่ามันเป็นสุข คนธรรมดาก็หลงว่าสุข ยิ่งเดรัจฉานยิ่งแท้แล้ว มีแต่มนุษย์ที่อาริยะที่มีสัมมาทิฏฐิจึง รู้เหตุแล้วดับเหตุ ได้ถูก เมื่อมันประชุมเราก็อ่านองค์รวม ไม่ใช่ลืมมันไป เราต้องวิเคราะห์วิจัยในนามธรรม ให้เกิด ปัญญารู้ในนามธรรม จึงเป็นของจริง พระพุทธเจ้าสรุปใน วิญญาณฐิติ 7 และสัตตาวาส 9 ยืนยันเรื่องกาย คือ 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน(นานัตกายา) สัญญาต่างกัน(นานัตสัญญิโน) วิญญาณฐิติคือ ต้องรู้ขณะวิญญาณ คนผู้หนึ่งที่สามารถเรียนได้ เมื่อมีรูป ก็ต้องรู้รูป รู้อย่าง ปัสสติ รู้อย่างเห็นๆ ไม่ใช่รู้อย่างสะเปะสะปะ เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า สัญญา คือ การกำหนดหมายรู้ แล้วมันก็จำรู้ แล้วมันก็เก็บไว้ ทรงไว้ ถ้าสัญญามั่นหมายชัดมันก็เก็บเลย ถ้าสัญญาพริ้วแผ่วมันก็เก็บรางๆ ถ้าสำคัญมั่นหมายก็เก็บไว้ดี ลืมได้ แต่มันก็เก็บไว้อยู่อย่างนั้นแหละ เหมือนใน ฮาร์ดดิสก์ เราไม่สามารถกดคอมพ์เอาออกมาดูได้ก็เช่นเดียวกันกับสัญญา ซึ่ง มนุษย์ เทวดา พรหม ก็ต่างกันไป คำว่าต่าง คือผู้จะเห็นกาย ก็มี สัญญากำหนดรู้กาย ก็ต้องมีความรู้ ถ้ารู้ไม่ถูกต้อง มิจฉาทิฏฐิ ก็จะรู้ต่างกับ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งธรรมดามันก็ต่างกันอยู่แล้ว ปุถุชนก็เห็นกายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกันได้ หรือต่างกันก็ได้ไม่แปลก แต่ถ้าเป็นปุถุชนกับอาริยชนก็ต้องต่างกันแน่ ปุถุชนกับอาริยชน ต้องสัญญาต่างกัน แน่ การกำหนดหมายก็ต้องต่างกันแน่ เช่น มนุษย์ คือ ผู้มีจิตสูง ถ้าหมายถึงคนทั้งหมดเลย ทั่งร่างกายและพฤติกรรมสูง คนนี้ก็กำหนดว่าคนมีเงินทองมีโลกธรรมมาก พรั่งพร้อมด้วยเบญจกามคุณ รูปรสกลิ่นเสียงบริบูรณ์ มีอัตตา สามารถมีอำนาจบาทใหญ่ ถ้าสัญญาอย่างนั้นคุณก็ต้องเห็นต่างกับอาริยชนแน่ เพราะอาริยชนจะ ไม่เอาใครมีโลกธรรมมาก มาตัดสินว่า เป็นผู้มีใจสูง หรอก ผู้มี ภูมิอาริยะ ก็จะรู้เห็นเมื่อไหร่ก็แม่น แต่ไม่ได้ไปข่มเขา ก็สงสารเขา เขายังไม่เจริญ ซึ่งองค์ประชุมภายนอกก็ต่างกัน อย่างหนึ่งเต็มไปด้วยกาม,โลกธรรม,อัตตา แสดงออกอย่างเห็นๆ ถ้าคนเห็นว่าอย่างนี้คือสูงก็จะยอมรับว่าเป็นคนชั้นสูง ก็มีกายที่เห็นต่างกันกับคนโลกุตระ ส่วน เทวดา หรือ เทพ ก็ต่างกัน ถ้าผู้ยังยึดถือว่าสภาพเทวนิยม เทวดาหมายถึง จิตวิญญาณไม่ใช่ร่างกาย ที่ไปชี้บ่งความเป็นเทวดา จะใส่ชฎาใส่สังวาลย์รำป้อมาเลยมีแสงวับๆก็ตาม เทวดาอย่างรูปธรรมนั้นไม่ใช่เทวดา ถ้าพวกเทวนิยมเขาก็หมายถึงจิต เทวนิยม เขาก็ว่า จิตวิญญาณเทวดา คือ ความสูง เขาก็จะเห็นเทวดาเป็นรูปร่างตัวตนมีสรีระ เขาว่าคนจะเห็นได้ต้องมีตาทิพย์ ก็จะสัญญาอย่างนี้ เขาก็จะฝึกพลังจิต ฌาน สมาธิ อย่างของเขา หลับตาปี๋ ก็เข้าไปเห็นเทวดาเห็นสัตว์นรก ผู้ที่เข้าใจไม่ดีจะเห็นเทวดาแบบลืมตา เห็นเทวดาเหาะมาเลยซึ่งเพี้ยนหน่อย และยากด้วย ส่วนพวกเทวนิยมที่เห็นผีจะเห็นมากกว่า ซึ่ง นามธรรม หรือ วิญญาณ นั้น เห็นได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ผู้ยังไม่สัมมาทิฏฐิจะเห็นเป็นตัวตนรูปร่างยิ่งหลงหนักก็ เห็นขณะลืมตา เลย ทั้งเทวดา และผี คนที่ไม่ติดยึดมากก็ไม่เห็นภายนอกแต่หลับตาเห็น ยิ่งไปฝึกมามีของวิเศษสามารถหลับตาเพ่งเข้าไปเห็นได้หรือฝึกฌานสมาธิก็เห็นเป็นรูปร่างได้ อาริยะของพระพุทธเจ้า จะเห็นจิตวิญญาณ หรือมโน ไม่มีสรีระ ต้องรู้เป็นอาการ แล้วเรากำหนดหมายได้ว่านี่คือผี นี่คือเทวดา ต้องมีของใครของมัน ต้องมี วิชชา 8 1 .วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) 2 .มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) 3 . อิทธิวิธญาณ (ความเก่งหลายอย่างในการที่จิตมีอานุภาพ เพราะปราศจากกิเลสแล้ว) 4 . ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) รู้ทิพย์ คือ รู้ว่านี่คือ ผีร้าย หรือ เห็นความเป็นเทวดา (จิตสูง) เพราะเรา ฆ่าอกุศลจิตได้ จิตก็เจริญเป็น อุบัติเทพ ได้ จิตตัวเดิมตายก็เกิดจิตใหม่ จนบริสุทธิ์เป็น วิสุทธิเทพ โดยใช่ไฟฌาน ที่มีพลังานสูงไปสลายพลังงานผีให้ตายไปเด็ดขาด ทำอย่างพิสูจน์ได้เป็นของจริงยืนยันได้เลย 2 .สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น ถ้ากำหนดหมาย คำว่าฌาน หมายอย่างเดียวกันคือ ไม่มีนิวรณ์ แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิเขาว่าฌานต้องไปอยู่ในภวังค์หลับตาก็ไม่ตรงกับของพระพุทธเจ้า แต่ของพระพุทธเจ้านั้นลืมตาอยู่กับโลก แต่เรียนรู้ที่จะกำจัดกามหรืออัตตาที่จะเกิดเมื่อผัสสะ ไม่ใช่หนีลืมมันไปแล้วนึกว่าเราบรรลุ คำว่า กายต่างกัน ก็คือ คุณปฏิบัติฌาน ก็มี องค์ประชุมของฌานต่างกัน เช่นกำหนดว่าฌานต้องนั่งหลับตา ก็จะได้ฌานอย่างนั่งหลับตา ได้ ผลเป็นไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน (สัญญาอย่างเดียวกัน) เขานั่งแล้วทำจิตให้ไร้นิวรณ์ เป็นฌาน ซึ่งตรงกันกับของพุทธก็ไม่มีนิวรณ์ แต่กายต่างกันนะ ของพุทธลืมตาเห็นทางทวาร 5 มากระทบอยู่ตลอด แต่ไม่มีนิวรณ์ ของพุทธเป็นกายที่กว้างขวางรู้หมด แต่ของฤาษีไม่มีรูปกาย เขาก็รู้ อาการ ลิงค นิมิตกำหนดรู้ว่าไม่มีนิวรณ์ได้เช่นกัน สัญญาตรงกัน แต่ได้กายต่างกัน เพราะคนละทิฏฐิ ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _คำถาม… เพิ่งมาอยู่วัดแล้วเครียด ต้องนอนรวมกับคนอื่นจึงรู้สึกอึดอัดและเครียด จะทำอย่างไร พ่อครูว่า… คนอยู่วัดเขาก็เครียด แต่เขารู้กิเลส แล้วมีวิธีปฏิบัติให้ลดความยึด ที่นี่ไม่มีห้องเดี่ยว มี แต่ห้องรวม แต่ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาสังคม มีผัสสะเป็นปัจจัย ถ้าคุณยึดทนไม่ได้กับการสัมผัส กับกลิ่น ก็ยึดถือเยอะไป ก็ต้องพยายามเข้าใจและศึกษา ว่าการยึดมั่นถือมั่นเป็นความทุกข์ ความอึดอัด อาตมา ไม่รู้จักอาการเคีรยด แต่เดาเอา ตั้งแต่เป็นหนุ่มจนแก่ ก็ไม่รู้จักเครียด ก็เดาเอาว่าเป็นอาการตึงๆ ไม่โล่งโปร่ง ก็เกิดอาการบีบบังคับกดดัน บางทีไม่รู้เรื่องมีอะไรเต็มไปหมดก็เครียด ก็เรียนรู้เหตุ เมื่อมานอนรวมกับหมู่กลุ่มเพราะเราไม่มีห้องเดี่ยว นอกจากคนป่วย แต่มันมีน้อย ห้องหับ แต่ที่จริงนอนห้องรวมก็ได้ถ้อยทีถ้อยอาศัย ได้ปรับตัว หัดฝึก ก็จะดีขึ้น เริ่มปฏิบัติก็ต้องศึกษาบ้าง _คำถาม… คำว่านรกคืออะไร? พ่อครูว่า… คำว่านรกคือ 1 . ความเดือดร้อนใจ ทุกข์ใจ คือมัน โกรธ โลภ หลง ก็ไม่สมใจทั้งนั้น ก็ต้องมาเรียนรู้อาการต่างๆ พอมันไม่สบาย ใจ ทุกข์ ใจไม่สบาย ท่านเรียกว่าใจมี วิปฏิสาร คือไม่ปกติ ถ้าถือศีลปฏิบัติได้ก็จะมี อวิปฏิสาร ก็ต้องมาเรียนรู้ทำศีลทีละข้อ มีกรอบให้ปฏิบัติ เช่น ศีล 5 ก็กำหนดไม่ฆ่าสัตว์ 2 . ที่ดิ้นไปก็ ดิ้นไปสู่ความเสื่อม ชัดๆคือไปบำเรอกาม บำเรอโลกธรรม บำเรออัตตา เช่น เรามีเงินมากแล้วก็เอาเงินมาล่ากาม ล่าอัตตาเพิ่มอีก นั่นคือพวกไม่รู้จักความเจริญ ซึ่งความเจริญที่แท้คือ การแบ่งปัน การมีเมตตา การไม่ไปเอากาม เอาโลกธรรม เอาอัตตาต่างหาก คือความเจริญ คือ อาริยบุคคลมารวมกันสร้างสรรเป็นสังคมช่วยโลก สรุป นรกคือจิตวิญญาณที่ไม่เข้าใจว่าประกอบด้วยกิเลสที่พาทุกข์ร้อน _คำถาม… สติมั่นเกิดปัญญา wisdom สติมึนเกิดปัญหา problem ได้ฉันนั้น... พลเรือตรี มินทร์ _คำถาม… การรับจำนำข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าความจริงทำให้ทุกคนในไทยต้องช่วยจ่ายคนละ 5,000 บาทครับ _คำถาม… กิเลสล้วนเริ่มที่ใจ การนั่งหลับตาทำใจ ไม่ถูกหรือ พ่อครูว่า… ของพระพุทธเจ้าอย่างนั้นน้อยไป ดับกิเลสที่ใจถูก แต่ไม่ต้องดับกิเลสขณะนั่งอย่างเดียว แต่ยืนเดินพูดทำอาชีพ ก็ดับกิเลสได้ โดยมีผัสสะเกิดกิเลสสดๆ ทำได้สดๆเลย อย่างวิปัสสนาวิธี และก็ต้องทำสมถะด้วย ทำขณะมีกรรมกิริยาทุกอย่าง ทั้งในอาชีพ _คำถาม… สัมปทานหมายถึงสิ่งใด พ่อครูว่า… อาตมา ว่าในชีวิตนี้ไม่เคยไปสัมปทานกับใครเลย ขอเดาว่า สัมปทานคือ เรามีสิทธิ์ได้สิ่งนี้มาครอบครองโดยกรรมสิทธิ์ เป็นของจากส่วนกลาง เจ้าหน้าที่ อนุมัติให้เราได้ หรือเขาอาจหมายถึง สัมมัปปธาน 4 คือ ธรรมใน โพธิปักขิยธรรม 37 ข้อที่ 2 คือ สังวรปธาน ต้องระวังเรา ใช้กรอบศีล อะไร เพื่อเรียนรู้ลดละกิเลส เราต้องมีเขต มีขอบศีล และ สังวรอินทรีย์ 6 คือเมื่อมีกระทบทวาร 6 เกิดวิญญาณ ก็สังวรตามเกณฑ์เราศีลเรา แล้วสังวร เพื่อรู้เหตุที่จะปหานในกรอบศีลเรา ปหานปธาน เมื่อกิเลสเกิดอาการ จะมีตัวโทสะ จนกระทั่งอยากฆ่า อยากทำลายล้าง ถ้ามันแรงเราก็ต้องรู้จิตเราว่าเราอยาก เราก็ไม่ต้องทำร้าย เราป้องกันตัว คือระวังอย่างกระทบอย่างให้ถูกทำร้ายแต่ไม่ไปฆ่าเขา หรือมีเหตุปัจจัยอื่นอีกเช่น โภชเนมัตตัญญุตา-ชาคริยานุโยคะ คือ สังวรปาน ต้องสังวรในอาหารที่มากระทบก็ปหานกิเลส เรากินอาหารทุกวัน ก็ปฏิบัติได้ทุกวัน ส่วนอุปโภค ก็เรียนรู้ว่ามันยั่วยวนเราเราก็ไม่ต้องไปเสพสุขทุกข์กับมัน เสร็จแล้วเราก็จะเปลี่ยนจากคนหลับไหลในโลกีย์ แต่ตอนนี้เรารู้เราตื่นเราเลิกมาแล้วหลุดโลกอบาย โลกกาม โลกธรรมแล้ว ภาวนาปธาน เมื่อปหานกิเลสได้ผล นี่คือ เพียรให้เกิดผล กิเลสดับนิโรธ แล้วทำทวน อนุรักขณาปธาน คือรักษาผล อาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง _คำถาม… อากาสานัญจายตนฌาน คืออะไร พ่อครูว่า… เป็นองค์ธรรม เป็นอรูปฌานขั้นเก็บละเอียด ถ้าปฏิบัติได้ฌานที่ 4 เรามีอุเบกขาแล้ว ไม่ทุกข์สุขกับโลกีย์ แต่ก่อนหลงไปกับกามกับโลกธรรม ได้มาก็ฟูใจ เรากำหนดที่จัดจ้านเราก็ไม่เอา เอาแค่นี้ก็พอ เรากำหนดของเราเอง พอล้างได้กิเลสดับ เราก็ไม่อยากได้มา ไม่ดูดไม่ผลักเมื่อสัมผัส ได้จิตว่าง แล้วเราก็ตรวจความว่าง อากาสา คือ ว่างโปร่ง เป็นการตรวจจิตที่ลึกซึ้ง เป็นอุตริมนุสธรรม คนไม่มีสภาวะจะอธิบายผิด อวดอุตริมนุสธรรมผิดไปเยอะเลย บาปมากพาศาสนาพุทธเพี้ยน _คำถาม… เพิ่งรู้จักอโศกตอนเป็น พ ันธมิตร อยากทราบว่า พ่อครู มีนโยบายอย่างไรในเรื่องคนคู่ เมื่อวัยรุ่นจบม. 6 หากเขาจะคบหากันแล้วอยู่ในวัด หรือข้างวัด ดิฉันห่วงว่าเขาจะชิงสุกก่อนห่าม พ่อครูว่า… อาตมา ว่า คุณก็คงรู้โดยพอสมควร เรามีเกณฑ์หากผิดในเรื่องคนคู่ในนักเรียน เราให้ออกไปก็มี แม้ไม่ถึงออกก็มีทัณฑ์ก็มี เป็นเรื่องสำคัญ เด็กเราก็ค่อยยังชั่วกว่าข้างนอก เราถือเป็นเรื่องสำคัญ ทางเอเชียเราไม่ฟรีเซกส์ เราไม่ชิงสุกก่อนห่าม ดีกว่านั้นก็ลดละกิเลส เราเป็น โรงเรียน สหศึกษา แม้แต่วัดเราก็สหศึกษา แม้แต่นักบวชเราก็สหศึกษา ซึ่งข้างนอกเขาไม่เชื่อว่าเราทำได้ แต่เรามีหลักเกณฑ์ว่าถ้าสุดวิสัย จะถือศีล 5 ก็ให้เป็นกิจลักษณะ เราก็ให้แต่งงาน แต่อย่าให้รุ่มร่าม ก็มีวัฒนธรรม อยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ อย่าไปชิงสุกก่อนห่าม หัดอดทนก็พอได้ กลุ่มเราตั้งมา 30-40 ปี เราเริ่มแต่ พศ. 2516 ตั้งแต่แดนอโศก ต่อมาก็มาตั้ง โรงเรียน สัมมาสิกขา ก็มีผิดบ้าง แต่ก็ไม่เละเทะเหมือนข้างนอก ของเราใครรุนแรงมากก็ขอให้อยู่ข้างนอกก่อน จะเป็นเชื้อภัยไม่ดีในสังคม เราก็ขออภัย เราก็รู้ตัวว่าเราเกินมาตรฐาน คนที่รู้ตัวก็ออกไป เขารู้ว่าเราปรารถนาดี เราไม่โกรธเกลียดกัน ก็เข้าใจฐานะ ถ้าเกินแรงเราเรียกขั้นอบาย _คำถาม… ช่วยปรับแก้จิตใจหนูด้วย แล้วช่วยเพิ่มทางรอดประเทศด้วย ทำไมทราบข่าวคุณเอกยุทธ อัญชัญบุตร แล้วหดหู่ เหมือนวิญญาณคนตายมาร่ำร้อง เห็นรูปคนตายเปลือยออกสื่อ ซึ่งต้องรอผลดีเอ็นเอต่อไป แล้วอย่างนี้คนไทยจะอยู่อย่างไร พ่อครูว่า… อาตมา ทำงานเอาทฤษฎี พระพุทธเจ้ามา ให้ลดความโหดร้าย ลดกาม พวกนี้เกิดจากิเลสทั้งสิ้น อาตมา ทำอย่างเหน็ดเหนื่อย เห็นว่าทางนี้เป็นทางช่วย ถ้าจะแก้ทางโน้นเป็นการแก้ปลายทาง แต่แก้ต้นทางก็ยาก ต้องมีสัมมาทิฏฐิลดละกิเลส ก็ทำอย่างนี้ตามสูตรพระพุทธเจ้ามาเรียนให้สัมมาทิฏฐิ เราก็รับข่าวเหมือนคนอื่น แต่เราปลงวางได้ เราไม่ดูดาย เรามาลดต้นทางคือ ลดกิเลสเลย คนที่เขาไม่ยอมลดก็มีวิบาก ที่จะเล่นงานเขาเอง เขาไม่ให้เราช่วย คนชั่วทำบาปได้ เขาไม่กลัวบาป ทำอย่างหลง เขาฆ่าเราได้เลย เราก็ทำของเรา แล้วเพิ่มมวลเป็นสนามแม่เหล็กแห่งคุณธรรมที่จะมีแรงสูง ถ้าธรรมะระดับโลกุตระ เป็นอาริยะที่มีพลังมากขึ้นๆ ไม่จำเป็นต้องครึ่งต่อครึ่งด้วย ถ้ามีคนดีรวมกันก็จะช่วยได้ ถ้าจะช่วยก็สนใจธรรมะ เป็นแก่นสารเป็นตัวแท้ต้นทาง นอกนั้นเราก็ทำอย่างอนุโลมไป อบายภูมิคือ กาม ใน พระไตรปิฎฏ เล่ม 31 ข ้อ 263 [๒๖๓] คำว่า อาสวะ ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไป เพราะ โสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป

_คำถาม… เมื่อมีความโกรธเราก็ถามว่าเราจะเอาความโกรธไว้ทำไม เราโง่หรือฉลาดที่เราโกรธไว้ นี่คือการปฏิบัติธรรมไหม พ่อครูว่า… ก็ใช่เราหาเหตุผลเพื่อให้กิเลสลด พยายามอย่าไปปล่อยมันง่ายๆ เราเอามันคามือเลย พิจารณาว่ามันไม่ดีอย่างไร มันไม่เที่ยงอย่างไร มันมีตราบที่เรายึดมัน มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ พาเราเสื่อม เมื่อเห็นโทษภัยมากปัญญาเราก็จะสูง เป็นไฟฌานที่กำหราบ โทสัคฺคิ ได้จริงแล้ว แล้วมันก็ดับได้จางคลายได้ แล้วพอเราทำได้ความโกรธก็จะพักเป็นคราวๆไป ถ้ากดข่มก็จะได้เป็นคราวๆ แต ่ ถ้าทำอย่างมีปัญญา กิเลสมันแพ้ปัญญา

_คำถาม… ดิฉันปฏิบัติธรรมจะเขียนจ ดหมาย ไปให้กำลังใจสมณะที่ออกไปแล้ว จะเป็นอีแอบหรือไม่ พ่อครูว่า… ต้องอ่านใจว่าเรามีจิตแทรกอะไรไปไหม อยากได้ให้ท่านเห็นใจเรา ก็เป็นไอ้แอบ ถ้าเราจริงใจซื่อสัตย์ ก็ระมัดระวังในการเขียนการพูด ถ้ารู้ว่ามีกิเลสอย่าทำดีกว่า ถ้าเห็นว่ารู้ตัวอยู่ทำอย่างมีประโยชน์ก็ดี

_คำถาม… เห็นพระที่หน้า พ่อครู จีวรสวยมาก อยากได้ไปอยู่ที่บ้านทำยังไง พ่อครูว่า… เรียกว่าสมเด็จปู่วิชิตอวิชชา จีวรที่บอกว่าสวยคือ ลีลาเป็นศิลปะบอกให้ทราบว่าจีวรถูกลมพัดกระหน่ำลู่ ต่อสู้สลาตันของวิกฤติรูป ก็เกิดความจริง จาก Realistic มาเป็น Idealistic ถามว่าอยากได้เอามาไว้บ้าน ก็ยังเริ่มทำไม่ได้ทำเผื่อใคร เราออกแบบมาเป็นต้นแบบเราไม่คิดค้าเช่นนี้เรากลัวบาป ก็ค่อยๆเป็นไป อยากได้จริงก็มาดู ก็มีการช่วยตัวเองบ้างก็ดี เพราะอวิชชามันเยอะต้องมีสิ่งจึงออกบ้าง

_คำถาม… ถ้ารู้ว่าคนที่เราศรัทธาโกหก จะทำอย่างไร พ่อครูว่า… ถ้ารู้ว่าเขาโกหกคือทุจริต พระพุทธเจ้าว่าคนโกห ก ทั้งๆที่รู้ คนนี้จะทำชั่วได้ทุกอย่าง เพราะไม่มีหิริโอตตัปปะ บางคนบอกว่าโกหกสีขาว มีที่ไหนโกหกจะดี ต้องรู้ว่าโกหกก็เลิกคบ ถ้าทำบ่อย จะได้เรื่องได้ราวอะไร

พูดหน้าประชุมชนเกิดตื่นเต้น เพราะอะไร พ่อครูว่า… เพราะเราไม่ม ั่ นใจว่าเราจะทำได้ เรารักหน้า กลัวขายหน้า แต่ถ้าเรารู้ว่าเราทำได้ดี เราก็ไม่ตื่นเต้น

_คำถาม… ทำผิดเพราะอยาก แล้วทุกข์ หมองใจ เพราะกิเลสใด พ่อครูว่า… ก็ดับตัวอยากเลย เรียนรู้ความอยากแล้วลด ถ้าอยากแรงร้ายพาเสื่อมก็ลด

_คำถาม… เห็นรูปปุ๊ปชอบปั๊ป จะแก้อย่างไร รูปผ่านไปก็หายไปแล้วจะแก้ที่ไหน พ่อครูว่า… อาตมา เคยเขียนว่า เห็นปุ๊ปรักปั๊ปนั่นแหละตัวเวร แต่ถ้าผ่านไปแล้วจบก็ดี แต่ถ้าเห็นแล้วติดตาตรึงใจ ก็ไปแสวงหาเป็นเวราณุเวร

_คำถาม…1 . ในฌานของสมถะ จะเจริญวิปัสสนาได้ไหม พ่อครูว่า… ฌานสมถะคือ ได้เจโตสมถะ ถ้าฌานลืมตา ก็เจริญเจโตสมถะได้อย่างเห็นๆคือ ปัสสติ _คำถาม…2 . อยากให้อธิบาย รูปฌาน อรูปฌาน ให้ชัดเจน พ่อครูว่า… ติดตามดีๆไม่ง่าย เป็นอุตริมนุสธรรม _คำถาม…3 . ฐานโสดาฯและสกิทาฯ ในชั้นของกาม จะเกิดฌานหรือยัง พ่อครูว่า… คำว่าฌานคือ เผาทำลายกิเลส ถ้าเผากิเลสได้ ก็คือฌาน ในแต่ละฐาน _คำถาม… ยิ่งปฏิบัติธรรมก็ยิ่งเห็นสิ่งไม่ดีในอดีตทำไม พ่อครูว่า… เพราะคุณตาดี เข้าใจเกิดภูมิปัญญามากขึ้น อยู่ในหมู่ที่ไม่เอากิเลสใส่คุณด้วยยิ่งดี จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน