560702_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง นี้แลคือคนเห็นนามรูปแบบปาฏิหาริย์.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข20 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

560702 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดย พ่อครู เรื่องนี้แลคือคนเห็นนามรูปแบบปาฏิหาริย์ พ่อครู ว่า...วันนี้วันที่ 2 กรกฎาคม 25 56 วันนี้ จัดรายการที่ห้องกัน เกราสันติ อโศก ...ตอนนี้ได้รับ sms ของคุณ 8705 เอาข้อความมาเรียงกันได้ถึงสามหน้ากระดาษ A4 จะได้นำมาสาธยาย เพราะความเห็นอย่างคุณ 8705 เป็นความรู้ศาสนาพุทธที่คนเข้าใจกันทั่วไป และก็จะได้อธิบายความเห็นขอ งอาตมา บ้าง ก็ใช้สิทธิ์ในการแสดงความเห็นกันได้ ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคล ก่อนจะฟัง 8705 ก็มีความเห็นของคนอื่นมาบ้าง _ 0894979xxx ... การกำหนดจิต (ระหว่างๆ) ที่จะเกิดจากความขาดสูญก็คือ ระหว่างที่กำลังจะตายเหมือนกับแสงที่มันค่อยๆ หรี่ลงๆๆแล้วก็ดับวูบ แต่ก็ยังเป็นผู้รักษาจิตนั้น (ด้วยสติต่อเนื่อง) ให้ทรงอยู่ตลอดโดยไม่เคลื่อนไปจากสติเลย เพราะไม่เอาสติไปรับรู้อาการมัน (คือเหตุ) มันจะเป็นไปได้หรือไม่?คิดแบบนี้เป็นมิจฉาทิฎฐิไหมครับ? เพราะทุกคนยังไม่เคยตาย..ตอบยาก (แต่ผมเคยมีประสบการณ์อยู่บ้าง (เป็นแค่อาการที่เคยเกิดขึ้นนะยังไม่ได้ตายดอก) กลัวความคิดตนจะเป็นมิจฉาฯ) ช่วยอธิบายขอกราบนมัสการอย่างสูงครับ พ่อครู ว่า ... เราก็วางใจปลงใจเมื่อต้องถึงวาระสิ้นชีวิตดับขันธ์ก็เป็ น เรื่องธรรมดา ถ้าเรายิ่งวางใจ โดยให้มีสติอยู่ตลอดเลย ซึ่งก็พยายามเก็งความคิดมาถาม อาตมา ก็ตอบตามภูมิ ว่า...ไม่รู้ ซึ่งเคยตายมาหลายชาติแล้ว แต่ตอนก่อนตายเป็นอย่างไร เราระลึกไม่ได้ รู้ไม่ได้ ใครจำได้ก็เอามาเล่าให้ฟังหน่อย จะให้ตอบว่าเป็นอย่างไร ตอบไม่ได้ แต่ให้ตอบตามความเข้าใจเชื่อว่าเราจะเป็นก็ได้ คือตอนเราจะขาดชีวิต คือการเปลี่ยนภพ อย่างเรานั่งหลับตาเฉยๆยังไม่ตัดสู่ภพข้างใน แต่ต่อมาเราจะตัดสู่ภพข้างใน ซึ่งตอนที่จะตัดเข้าภพใน อาตมา

อ่านต่อ

สามารถทำได้ อย่างรวดเร็ว ใน 1 - 2 วินาที ซึ่งในระยะที่ใกล้ก็พอรู้ แต่ไม่มีอะไรต่อเนื่องสนิท มันจะขาดไปสู่อีกภพหนึ่ง เมื่อมาอยู่ข้างในแล้วก็ตัดกามภพสู่รูปภพ อรูปภพ ตอนแรกๆ แม้เราเข้าอยู่ในภพ ก็ยังรับรู้ข้างนอกได้บ้าง อย่างคนนั่งสมาธิเขาก็ใช้เวลาพอสมควร แต่ว่า อาตมา ทำได้เร็ว ถ้าจิตผู้มีนิวรณ์อยู่เข้าไปในภพก็มีนิวรณ์ แต่ อาตมา เมื่อเข้าในภพก็ไม่มีอะไร ก็ว่าง ไม่มีนิวรณ์ เมื่อเราไม่รับรู้ข้างนอกแม้แต่ลมหายใจก็ไม่รับรู้เลย เสียงไม่ได้ยิน รสก็ไม่ได้รับ กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งไม่รับรู้ ซึ่งมันรู้เฉพาะตอนที่ตัดเข้ามา แต่ตรงรอยต่อไม่รู้หรอก เรานับวินาทีนั้นไม่ได้ แต่เราพอรู้ว่าช่วงนี้ๆ เมื่ออยู่ในภวังค์แล้ว คนที่เป็นฌานก็จะรู้ตัว อยู่ในรูปฌาน ในภวภพ เราจะอ่านจิตของเรา อาตมา ก็สามารถรู้ได้ ว่ามีนิวรณ์ไหม ถ้าเราว่างก็เป็นฌาน เรากำหนดหมายด้วยเงื่อนไขว่า ไม่มีนิวรณ์ ๕ ไม่ใช่แค่ตัดเข้าภวังค์เท่านั้น คนนอนหลับก็เข้าภวังค์แต่ไม่ใช่ฌาน เราต้องมีสติจึงจะรู้ว่าเรามีนิวรณ์หรือไม่? ดีไม่ดีตกถีนมิทธะเลย ไม่มีสติตื่นเต็ม ถ้าเรามีสติเราก็ตรวจสอบได้ ว่านิวรณ์มีหรือไม่? อย่างไม่สงสัยลังเลเล ย เราก็จะอ่านออกได้ ว่าเรามีฌานหรือไม่? เมื่อจะเปลี่ยนจากรูปฌานเป็นอรูปฌาน ก็คือการเปลี่ยนภพ จากรูปภพเป็นอรูปภพ ก็เหมือนเราออกจากภพ บรรยากาศมันจะต่างกัน มันจะมีความแน่นความทึบ ต่างกันไป ในอรูปภพจะเบาว่างกว่ากันเยอะเลย และช่วงที่จะเปลี่ยนผ่านจะพอรู้ว่าหลุดปึ๊งออกไป แล้วตอนตายล่ะจะเป็นอย่างนั้นไหม? อาตมา ก็ตอบไม่ได้ แต่อธิบายได้อย่างนี้ _ 0894979xxx...จิตว่างจาก (เหตุ) คือ ว่างจากความนึกคิด ว่างจากความปรุงแต่ง ว่างจากสิ่งที่มีอยู่ (สมมุติบัญญัติ) นี้คือ (นิโรธ) อริยสัจทั้งสิ้น พ่อครู ว่า... ความปรุงแต่งคือสังขาร จะมีกิเลสหรือไม่มีกิเลสก็ปรุงแต่งได้ ถ้าของพระพุทธเจ้าจิตปรุงแต่งอยู่ แต่ไม่มีกิเลสนี่เรียกว่านิโรธ เราตรวจจิตได้ว่าไม่มีกิเลสผสมปรุงร่วม เรียกว่า อภิสังขาร คือสังขารที่มีนิโรธ ส่วนนิโรธที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ คือดับนิ่งเฉยไม่รับรู้อะไรเลย อย่างที่คุณว่ามา คือว่างจากทุกอย่างเลย นี่คือนิโรธส่วนใหญ่ที่เข้าใจกัน คือจิตที่ไม่มีความรับรู้อะไรเลย อาตมา ว่านี่ไม่ใช่นิโรธของพระพุทธเจ้า อาตมา เข้าใจว่านิโรธของพระพุทธเจ้าไม่ได้ ดั บสังขาร แต่ดับกิเลสที่จะไปปรุงแต่งร่วม อย่างไม่จำเป็นต้องอยู่ในภพภายในอย่างเดียว หรือจะอยู่ก็ได้ เช่นนิโรธในโลกอบาย เมื่อสัมผัสกับอบาย ก็ไม่มีกิเลสอบายขึ้น หรือนิโรธจากกามคุณ ๕ ก็ไม่มีกิเลส เมื่อกระทบสัมผัสอยู่ในกามาวจร อาตมา แสดงธรรมอย่างมั่นใจว่าเป็นคนจริง ไม่ได้อำพรางเสแสร้งหลอกลวง มั่นใจว่าแสดงความกล้าตามประสา มั่นใจว่าเป็นคนตรงตาม ภาษา ตั้งแต่เขียนหนังสือ "คนคืออะไร? ทำไมสำคัญนักว่า " “ผู้รู้จริงจะเห็น “ความผิดของคนผิด” ว่ามันถูกแล้ว ” ส่วนผู้ไม่รู้จริง จะเห็น “ความถูกของคนถูก” เป็นความผิดอยู่" _0824039xxx … ตอนฟัง พ่อครู เทศน์รู้สึกเหมือนฟัง ดร.ก ำ ลังสอนเคมี ฟิสิก ส์ ! พอฟัง อ.กฤษฏาอธิบายเพิ่มเติมรู้สึกเหมือนฟังครูสอน 2+2=4 เข้าใจชัด โป๊ะเช๊ะ! พ่อครู ว่า … เหมือน อาตมา เรียนเคมี ก็ตกไม่มีวันสอบได้เลย ก็ดีมีคนรู้สึกอย่างนั้นนะ น่าจะให้ อ.กฤษฎามาร่วมรายการกับ อาตมา _ 0824039xxx … กราบขออภัย พ่อครู ตนมิบังอาจว่าท่านสอนบ่ดี!ท่านสอนดี แต่ตนหัวทื่ออดีตนักศึกษาเคยสอบวิทย์ชีวเคมีตก 3-4 ครั้งกว่าจะสอบซ่อมผ่าน จึงเข้าใจยากกว่าคนอื่น _0824039xxx … น่าจะให้ อ.กฤษฏาเป็นวิทยากรบรรยายธรรมคู่กับ พ่อครู ทุกครั้งที่ท่านเทศน์ออกรายการ! คงบ่หลงไปบางพลัดอีกแต่บรรลุถึงบางอ้อ เข้าใจแบบอิ๊กคิวซัง..ปิ๊ง! คร๊าบพ๊ม ^<>^ อ.กฤษฎาคงเอาไปพิจารณา ความเป็นไปได้นะ _ 0888705xxx … ครั้งหนึ่งพระอานนท์เดินตามเสด็จพุทธเจ้า ขณะที่เสด็จผ่านตลาด พระอานนท์ได้เกิดความสงสัยขึ้นในใจ จนเมื่อตามเสด็จกลับถึงวัดแล้ว จึงได้เริ่มทูลว่า ช่างน่าอัศจรรย์จริงหนอ! ที่ตะกี้ พระองค์สามารถเสด็จผ่านตลาด อันเป็นที่อันคับแคบเพราะด้วยฝูงชนได้ พุทธเจ้าจึงตรัสแก่อานนท์ว่า เพราะกามชื่อว่าเป็นที่อันคับแคบ ตถาคตละกามได้แล้ว จึงชื่อว่า..ผ่านที่อันคับแคบได้! ซึ่งจากเรื่องในพตปฎ.นี้ คนฟังอาจไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่า _ 0888705xxx … ที่พุทธเจ้ากับพระอานนท์สนทนากันนั้นหมายถึงอะไรกันแน่! ฉะนั้นเพื่อช่วยไขให้กระจ่างในเรื่องนี้ จึงอยากจะขอเล่าประสบการณ์ของเราให้ฟัง คือเมื่อพ.ศ.2526 สมัยที่เรายังเป็นปุถุชนอยู่และกำลังเดินอยู่ที่พระโขนง..พร้อมด้วยกับเพื่อนคนหนึ่ง โดยเพื่อนเดินนำหน้าและเราเดินตามติดๆ มีจุดหมายที่จะขึ้นสะพานลอยเพื่อข้ามถนน แต่ก่อนที่เราทั้ง 2 จะเดินไปถึงสะพานลอยนั้น จู่ๆเพื่อนก็เอียงหน้ามาถามว่า ตอนนี้ท่านเข้าใจคำว่า แยกน้ำ _ 0888705xxx … แยกแผ่นดินหรือยัง? ซึ่งเราเองขณะนั้นก็คิดว่าคำถามนี้น่าจะต้องมีคำตอบได้แน่.. แต่ต้องทำจิตให้นิ่งเสียก่อน! และฉับพลันนั้นเอง เราก็รู้คำตอบ! จึงได้ตอบเพื่อนไปว่าอ๋อ เข้าใจแล้ว! จากนั้นเราทั้ง 2 ก็เดินกันต่อไป และยังไม่ทันจะถึงบันไดสะพานลอย เพื่อนก็หันมาถาม (เพื่อให้หายสงสัย) อีกครั้งหนึ่งว่า ที่ว่าเข้าใจนั้นเข้าใจอย่างไร? เราก็ตอบไปทันที (โดยไม่ต้องคิด) เลยว่า ก็มองน้ำทะลุน้ำ มองดินทะลุดิน มองฅนทะลุฅน ก็เพราะ _ 0888705xxx … น้ำก็มิใช่น้ำ ดินก็มิใช่ดิน ฅนก็มิใช่ฅน..ไงล่ะ! ซึ่งเมื่อตอบไปเช่นนี้แล้ว เพื่อนก็ไม่หันมาถามอีกเลย และเราทั้ง2 ก็เดินขึ้นบันไดสะพานลอยไปด้วยอาการอันสงบ พร้อมกับจิตใจที่เบิกบานเต็มที่ถึงสันติสุขอย่างแท้จริง! และถึงกับอุทานขึ้นในใจว่า อ๋อ อย่างนี้เองซินะที่เรียกว่าสันติสุข! โดยที่โลกก็ยังคงเป็นโลกใบเดิม.. ที่เคยดูเหมือนจะวุ่นวายนัก แต่บัดนี้ได้กลับกลายมาเป็น.. โลกที่แสนจะสงบนิ่งยิ่งนัก! รถยนต ์ ที่เคยเห็น _ 0888705xxx … วิ่งกันไปมา ก็ดูเหมือนว่าวิ่งแบบไม่ได้วิ่ง คล้ายกับหยุดนิ่งยังไงยังงั้น! เสียงรถ เสียงแตร เสียง ค นก็ไม่รู้หายไปไหนหมด! พร้อมกันนั้น, แสงแดดที่เคยแผดเปรี้ยงตอนเที่ยงวัน ก็กลับกลายมาเป็นบรรยากาศที่แสนจะสบายด้วยความร่มรื่นยิ่งนัก! และขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น สายตาทั้งคู่ของเราก็ห้อยต่ำเหมือนสายตาของพุทธรูป พร้อมกับแปลกใจนัก ที่รู้สึกไม่ได้ว่า เท้าของเรายังสัมผัสกับพื้นอยู่รึเปล่า? จนเมื่อเดินขึ้นบันไดมาถึงคอ _ 0888705xxx … สะพานด้านบนแล้ว เราถึงได้เกิดความสงสัยขึ้นมาในใจว่า ที่ตะกี้เราไปเห็นว่าฅนมิใช่ฅนนั้น ก็แล้วมันเป็นอะไรล่ะ? เราจึงได้เริ่มเผยอเปลือกตาขึ้นเพื่อจะมองดูว่า แล้วมันเป็นอะไรกันแน่! พอเห็นเข้ากับที่กำลังเดินสวนมานั้น ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าอ๋อ มันเป็นทุกข์! และเมื่อรู้แล้ว ก็ปล่อยเปลือกตาลงทันที ซึ่งการที่สติสามารถรู้ได้ทันถึงเปลือกตาที่ค่อยๆเผยอขึ้นทีละน้อย และรู้ได้ทันถึงเปลือกตาที่ค่อยๆ ปิดลงทีละน้อยนี้ จึง _ 0888705xxx … เสมือนหนึ่งว่าในขณะนั้นเป็นหนังที่สโลโมชั ่ น มากๆ (ล้านเฟรม/วินาที) ทั้งๆที่อาการเผยอเปลือกตาขึ้นและปิดเปลือกตาลง ใช้เวลารวมกัน=ที่กระพริบตา1ครั้งนั้น ก็รวดเร็วเป็นปกติอยู่! หากแต่เป็นเพราะว่า ในขณะที่จิตเบิกบานถึงสันติสุขนั้น..มิได้มีการสังขารปรุงแต่งเป็นอุปาทานหรือเป็นเรื่องราวของบุคคลตัวตนใดๆเลย! จึงส่งผลให้สติทำหน้าที่ได้เต็มศักยภาพ100%.. สามารถที่จะกำหนดรู้ได้ทันกับอารมณ์คือความเกิดขึ้นและดับไปของ _0888705xxx…นาม-รูปได้ หรือจึงสามารถรู้ได้ทันกับเปลือกตาที่กระพริบนั้น นั่นเอง! ทีนี้ขอย้อนกลับไปพูดถึงตะกี้ ที่สงสัยว่าเมื่อคนไม่ใช่คน แล้วเป็นอะไรล่ะ! จึงได้เผยอเปลือกตาขึ้นมองอีกครั้ง จึงรู้ได้ทันทีว่าอ๋อ มันเป็นทุกข์! พอรู้ดังนี้แล้วก็ปล่อยเปลือกตาลง แต่กลับได้เกิดความสงสัยขึ้นมาใหม่อีกว่า ก็แล้วทำไมถึงเป็นทุกข์เล่า? จึงได้เผยอเปลือกตาขึ้นมองใหม่อีกครั้ง พอเห็นนาม-รูปที่กำลังเดินสวนมาปุ๊บ.. ก็รู้ คำตอบได้ทันที _ 0888705xxx … เลยปั๊บ! ว่า สิ่งที่มิใช่ตัวตนกำลังดิ้นรนเพื่อสร้างความเป็นตัวตนให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งอาการที่ดิ้นรนนี่แหละคือทุกข์! (ถึงตอนนี้ต้องบอกพธร.เสียก่อนว่า .. ขณะนั้นพ.ศ.2526เรายังมิเคยได้เรียนหรือได้ฟังธรรมะใดๆเลย จึงย่อมมิเคยได้ยินคำว่า อนัตตามาก่อนด้วย!) ซึ่งในระหว่างที่เรากำลังเดินอยู่บนสะพานลอยและเผยอเปลือกตาเพียงแว๊ปเดียว เพื่อมองดูนาม-รูปที่สวนมาอยู่นั้น.. ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้เลยว่า ทำไม? นาม-รูปทั้งหลาย _ 0888705xxx … ถึงได้เดิน-ออกัน.. แน่นทั้งทางด้านซ๊ายและด้านขวาของสะพานลอยเท่านั้น! โดยคล้ายกับว่านาม-รูปทั้งหลายนั้น ต่างมีเจตนาร่วมกัน ที่จะเปิดช่องตรงกลางตลอดแนวยาวของสะพานลอยไว้จำเพาะให้แก่เรา เพื่อที่เรา 2 คนจะได้เดินได้โดยสะดวก ยังไงยังงั้น! ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้อยู่แล้ว! เพราะปกติคนเมืองหลวงหรือแม้จะเป็นคนบ้านนอกก็ตาม ก็ไม่น่าที่จะใจดีถึงขนาดเปิดทางให้เช่นนี้ได้! อีกทั้งเราก็มิใช่บุคคลสำคัญหรือเป็น _ 0888705xxx … พระเจ้าอยู่หัว! ที่พสกนิกรย่อมรู้สึกเคารพเทิดทูนพระองค์พร้อมที่จะเปิดทางให้เสด็จอยู่แล้ว! แต่สำหรับเรา เมื่อหาเหตุผลยังไม่พบ แล้วขืนรีบไปสรุปว่า บนสะพานลอยที่ดูเหมือนจะเปิดเป็นช่องกว้างตรงกลางไว้จำเพาะให้แก่เราเดินนั้น จึงน่าจะเป็นปาฏิหารย์ซะมากกว่า! ซึ่งถ้ามิใช่ปาฏิหารย์แห่งธรรมแล้ว สะพานลอยจะสามารถยืดออกได้เองเช่นนี้อย่างไรเล่า! ซึ่งพวกหัววิทยาศาสตร์จ๋าอย่างเหมาเจ๋อตุง พธร.แต่โง่!. ย่อมที่จะไม่เชื่อ _ 0888705xxx … อยู่แล้ว! แต่เมื่อดูจาก พตปฎ.ที่อานนท์เดินตามเสด็จพุทธเจ้า พระอานนท์ก็ยังอดสงสัยไม่ได้เลยว่า ทำไมหนอ? พุทธองค์ถึงสามารถเดินผ่านตลาดอันเป็นที่อันคับแคบได้! ซึ่งก็คงด้วยเหตุปาฏิหาริย์แห่งวิมุตเช่นเดียวกัน! เพียงแต่ทรงเลี่ยงที่จะไม่ตอบเป็นเรื่องของปาฏิหาริย์เท่านั้นเอง! ซึ่งก็เช่นเดียวกับที่องคุลีมาลวิ่งเร็วสักเท่าไร ก็ไม่อาจตามทันพระพุทธเจ้าได้เลย! และหลังจากที่อ่านพตปฎ. แล้ว เราถึงได้รู้ว่าสภาวะที่เบิกบานถึง _ 0888705xxx … สันติสุขนั้น.. ภาษาธรรมะจะเรียกว่าวิมุต! อันเป็นนิรามิสสุขที่ไม่ต้องอาศัยสุขจากอามิส คือกามคุณ 5 เลย! และยังรู้ด้วยว่า ในวิมุตนั้น.. สติย่อมจะแก่กล้าเต็มพิกัด! ก็เพราะเหตุที่ไม่มีสังขารการปรุงแต่ง.. มาเป็นอุปสรรคบั่นทอนศักยภาพของสติได้นั่นเอง! จึงส่งผลให้สติทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่.. สามารถที่จะกำหนดรู้ได้ทันกับอ า รมณ์ ณ.ปัจจุบันนั่นเทียว! หรือกล่าวคือ สามารถเห็นรูปก็เป็นรูป! เห็นนามก็เป็นนาม! ซึ่งการที่เห็น _ 0888705xxx … เป็นแต่นาม-รูปที่กำลังเกิดขึ้น-ดับไปนี่แหละ..ย่อมชื่อว่าข้ามพ้นมิจฉาทิฐิ ที่ก่อนเคยเห็นด้วยอุปาทาน (ฝังหัว) ว่าเป็นบุคคลตัวตนได้แล้ว! ซึ่งถึงแม้จะละมิจฉาทิฐิตรงนี้ได้.. ก็ยังเป็นแค่จูฬโสดาฯเท่านั้น! ยังหาได้เป็นอริยะโสดาฯจริงๆเลยไม่! แต่ถึงอย่างนั้น.. ก็ยังการันตีได้ว่า ชาติหน้าถัดไป 1 ชาติของจูฬโสดาฯ นี้ไม่ต้องไปเกิดในภพอบายอย่างแน่นอน! พอถึงตอนนี้.. พธร.คงจะสงสัยเป็นยิ่งนักว่า ก็ในเมื่อเราบอกว่าไม่ใช่อัตตา _ 0888705xxx … แล้ว.. แต่ทำไม? เราจึงดันไปกล่าวถึงการเกิดสืบต่อในภพหน้าได้อีกเล่า! เช่นที่เราพูดว่า มิจฉาทิฐิบุคคล พธร.เมื่อตายแล้ว ต้องไปเกิดในภพนรกเป็นต้น! ซึ่งเราย่อมกล่าวเช่นนั้นได้อยู่แล้วเพราะเป็นไปตามสมมุติ.. โดยที่มิได้หมายความว่า มิจฉาทิฐิบุคคลนั้นจะเอาอัตตาอันใดๆ ของตนไปเกิดสืบต่อในภพนรกเสียเมื่อไร! เพียงแต่หมายถึงว่า เป็นการเกิดสืบต่อของนาม-รูป ที่สามารถเกิดขึ้นโดยข้ามภพได้ ก็เท่านั้นเอง! พอจะOKไม๊? เช่นอย่าง _ 0888705xxx … จูฬโสดาฯ ที่ละมิจฉาทิฐิว่าเป็นอัตตาตัวตนได้.. ก็เพราะว่าเคยได้เห็นปรมัตถ์ คืออนัตตาในวิมุตมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งถึงแม้ในภายหลัง จิตจะไม่วิมุตอีกก็ตาม แต่ก็เคยได้มีสัญญา (=ข้อมูล,ความรู้)ในขณะที่วิมุตในครั้งนั้นมาแล้วว่า มนุษย์ก็ดี เทวดาก็ดี สัตว์อบาย 4 ก็ดี ล้วนเป็นแต่เพียงนาม-รูปเท่านั้นเอง! โดยหาได้เป็นมนุษย์จริงๆ เทวดาจริงๆ สัตว์อบาย 4 จริงๆ หรือคือเป็นอัตตาจริงๆเลยไม่! จึงมีแต่ผู้ไม่รู้เช่น พธร.เป็นต้นที่ _ 0888705xxx … ยังคงมิจฉาทิฐิคงเส้นคงวา โดยยังคงดึงดันว่า มนุษย์เท่านั้น.. จริง! แต่เทวดาและสัตว์นรก.. ไม่จริง! เพราะเกิดจากจิตปั้นขึ้นมาเองเท่านั้น! แต่สำหรับผู้ที่เคยผ่านวิมุตมาแล้ว เช่นจูฬโสดาฯเป็นต้น ย่อมจะไม่ซี๊ซั๊วพูดเหมือนอย่างพธร.! เพราะรู้ดีว่า ถ้าพูดโดยสมมุติแล้ว..ทั้งมนุษย์ เทวดา สัตว์นรก ล้วนจริง (โดยสมมุติ) ทั้งหมด! แต่ถ้าพูดโดยปรมัตถ์แล้ว..ทั้งมนุษย์ เทวดา สัตว์นรก ทั้งหมดล้วนไม่จริงเลย! เพราะต่างล้วนเป็น _ 0888705xxx … แค่นาม-รูป เท่านั้นจริงๆ! ทีนี้ต้องขอย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องที่ยังค้างอยู่..คือเมื่อเราได้เดินลงจากสะพานลอยข้ามถนนแล้ว ก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆบนฟุตบาทด้วยอาการสำรวมอันเป็นอัตโนมัติ โดยที่สายตาก็ยังคงห้อยต่ำเหมือนตาพุทธรูป และเมื่อรู้ได้เองว่า กำลังจะถึงสี่แยกที่จะต้องเดินข้ามแล้ว.. จึงได้เริ่มเผยอเปลือกตาขึ้นมองอีกครั้ง.. เพื่อจะดูให้แน่ใจว่าจะข้ามถนนได้ทันทีหรือไม่? ฉับพลันนั้นเอง.. นาม-รูปหนึ่งที่กำลัง _ 0888705xxx … ซ้อนมอเตอ ร์ ไซค์อยู่ ได้หันหน้ามาทางเราพอดี พร้อมกับกำลังคิดว่า ชั้นนี่สวยไหม? จะมีใครมองชั้นบ้างหรือเปล่าเนี่ย! ซึ่งการที่เราเห็นนามคือความคิดนั้น.. ก็เห็นได้พร้อมๆ กันกับที่เราเห็นรูปนั่นแหละ! โดยที่รูปย่อมประจักษ์ชัดอยู่ตรงหน้าเช่นใด.. นามคือความคิดนั้นก็ให้ประจักษ์ชัด ได้อยู่ตรงหน้าเช่นนั้นเช่นกัน ไม่แตกต่างกันเลย! แถมยังรับรู้ไปพร้อมกันได้อีกด้วย! แต่เมื่อรู้แล้ว ก็ผ่านเลยไป โดยมิได้ใส่ใจ! เพราะสติทำหน้าที่ _ 0888705xxx … แค่กำหนดรู้คือรับรู้ ณ.ปัจจุบันขณะ อย่างเดียวเท่านั้น! จึงมิได้มีเรื่องราวของอัตตาตัวตนใดๆ อันเป็นสังขารปรุงแต่งที่เกิดขึ้นเพราะด้วยความคิดนึก.. มาเจือปนอยู่ด้วยเลย.. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเขาหรือของเรา จิตเองก็ไม่คิดนึกปรุงไปทางใดทั้งสิ้น! เพราะโดยลำพังที่อยู่ในความสงบสันติสุขนั้น.. ก็ย่อมสุขบริบูรณ์แล้ว! เหนือกว่าสุขใดๆในโลกทั้งหมด จึงย่อมไม่มีความคิดนึกถึงเรื่องราวอันใดอีก! แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักใหญ่ _ 0888705xxx … จิตของเรา ก็ได้เกิดความยินดีพอใจในสุขนี้ขึ้นมา.. จึงทำให้กำลังของสติที่จะระลึกรู้อ่อนลง! เพราะเผลอไปนั่นเอง.. จึงย่อมรู้ไม่ทันต่ออารมณ์ ณ.ปัจจุบัน! และซ้ำยังจะให้เกิดจิตสังขารคือความคิดปรุงแต่งแทรกขึ้นมาอีกว่า ที่ตะกี้ เราสามารถไปรู้ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นคิดอะไร.. นี่ก็=ว่า เราเป็นผู้วิเศษแล้วซินะ! และทันทีที่เกิดความคิดนึกว่าเป็นเรา หรือเป็นตัวตนของเราขึ้นมานี้.. ความสงบสันติสุขก็ได้หายไปทันใดเหมือนกัน! และ _ 0888705xxx … จึงต้องกลับมาเป็นเหมือนคนทั่วไปอีกครั้ง! ซึ่งจากเรื่องจริงของเราที่ได้บรรจงเล่ามานี้ คิดว่าน่าจะเปิดหูเปิดตาเปิดปัญญาให้กับพธร.บ้าง ดีกว่าไปซ้ำเติมกันใช่ไม๊! และอย่าลืมว่านี่เป็นเรื่องปี 2526 ที่เรายังเป็นปุถุชนอยู่! แต่ถ้าจะเอาเรื่องที่เป็นอริยะตั้งแต่ปี 2535 มาเล่าละก็.. เนื้อธรรมะที่เป็นโลกุตระแท้ๆ นั้น ถ้าพูดกับอริยะด้วยกันแล้ว.. ง่ายมาก! แต่ถ้าขืนไปอธิบายให้ปุถุชนฟัง.. คงต้องกด SMS กันจนนิ้วล๊อค! Bye-Bye _ 0888705xxx … พธร.เอาลัทธิเหมาเจ๋อตุง มาดัดแปลงนิดหน่อย ก็กลายเป็น พุทธลัทธิวิภวตัณหา! พ่อครู ว่า...นี่เป็นเรื่องของคุณ 8705 ยาวจนอ่านให้หมดเวลาเลย ที่เจตนาอ่านให้ฟังว่า ความคิดหรือความเข้าใจในศาสนาพุทธในนัยอย่างนี้ แล้วคิดว่าได้มรรคผล มีเยอะ เขาก็เลยเชื่อมั่นว่าตนเองถูก เป็นปชต. ก็เอาไว้ว่ากันในพฤหัสบดีหน้า ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _ 0803473xxx … เทศน์ท่านพ่อชัดเจน เกิดปัญญาเพิ่ม ทำให้จิตรู้แจ้งขึ้น ขอบพระคุณ _ 0869052xxx … ผมคิดว่ามีผมไหว้ทีวีฅนเดียว 55 ขอบคุณ พ่อครู ครับ _ 0846661xxx … คุณ 9052 ไม่ได้ไหว้ทีวีคนเดียวหรอกค่ะ ดิฉันก็ทำ เปล่งคำ สาธุด้วย _ 0857308xxx … เราก็ไหว้ พ่อครู ท่านสมณะสิกขมาตุ ถึงแม้ผ่านทีวี ก็ทำให้จิตวิญญาณผ่องใส เป็นสิ่งดี _ 0824039xxx … สกก.ก็กราบขอบคุณจอ FMTV หลัง พ่อครู สณ. สม. เทศน์จบทุกรายการ ทุกวันสาธุ๊ _ 0846093xxx … ดอกบัวบาน ทีละดอกสองดอก สาธุ _ 0849974xxx … นั่งหลับตา สร้างมโนภาพในภพสว่าง เป็นการเตร ี ยมตัวก่อนตาย เพี่อสร้างภพสว่างให้ดวงวิญญาณ จริงไหมครับ? พ่อครู พ่อครูว่า… แสดงให้เห็นว่า มีสิ่งที่สะท้อนตอบมาให้เรารู้ได้ ว่าไม่ได้สูญเปล่าที่พยายามทำ _ 0849974xxx … นั่งหลับตาสร้างมโนภาพในภพสว่าง เป็นการเตร ี ยมตัวก่อนตาย เพ ื่ อสร้างภพสว่างให้ดวงวิญญาณ จริงไหมครับ พ่อครู เพราะคนธรรมดาปฎิบัติไ ด้ แค่น ี้ ครับ กรรมชั่วไม่ม ี กิเลส รัก โลภ โกรธ หลง ทาน ศ ี ล สมาธิอยู่ในขั้น ปานกลาง พ่อครู ว่าวิญญาณไปอยู่ในภพ ม ื ดหร ื อสว่างครับ (ส่งมาเวลา 21.02 น.) พ่อครู ว่า … คุณจะตายลง แน่นอนต้องมีสิ่งหนึ่ง ที่เป็นภาวะที่ตายแล้วยังไม่ปรินิพพาน คือยังไม่แตกสุด ในพรหมชาลสูตร ว่าคนจะเห็นรูปและนามของตถาคตได้ในชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เหมือนพวงมะม่วงที่ตกมาแตกกระจาย ไม่กลับคืน แต่ถ้ายังไม่ปรินิพพานก็ยังต้องมีการสืบต่อ และที่ถามมาว่าจะมีการสร้างแสงสว่าง ซึ่งแสงสว่างเป็นรูปชนิดหนึ่งเป็นภพเป็นแดนชนิดหนึ่ง คือเมื่อคุณปั้นไป ตอนคุณตายไปหรือแม้คุณเป็นๆ คุณหลับตาก็ไม่มีแสงสว่าง แต่คุณเห็นแสงสว่างก็คือมโนมยอัตตา (ปั้นสร้างเนรมิตด้วยจิตได้สำเร็จ) เพราะเวลาปิดตาก็รับแสงไม่ได้ แต่เพราะเราชินในการสร้างแสง ปั้นแสงอยู่ในภพใน เป็นวาสนาติดตัวมานานนับชาติ แม้เป็นอาริยะอรหันต์ก็เห็นนิมิตมากมาย เช่นพระโมคคัลลานะ แต่ท่านไม่ติดยึดท่านก็เอามาใช้ได้ สรุปคือ ปั้นแสงสว่างไม่เกี่ยวกับวิบาก หรือคุณจะปั้นแสงติดตัวไป มันก็เป็นรูปธรรมเล็กน้อยไม่เกี่ยวกับนามธรรมที่มีวิบาก จะมีแสงหรือไม่ก็นิดหน่อย ผ่านไปก็ไปตามวิบาก สุขและทุกข์ ดังนั้น ทุกข์และสุขเท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป อรหันต์ไม่มีสุขทุกข์แล้ว ไม่วนเวียนไปๆมาๆแล้ว _ คบเพื่อนคนหนึ่งมานาน เป็นคนซื่อไม่จุกจิก ทำดีกับทุกคนที่เข้ามาในชีวิตเขา เขาจะโดนโกงก็รู้แต่ไม่สอน พอคนที่โกงรู้ว่าเขารู้เขาก็จะออกไปจากชีวิตเขาเอง ดิฉันมีภูมิคุ้มกันรู้ว่าเขาจะไม่ทำให้ดิฉันเสียนิสัย พอดิฉันไว้ใจเพื่อน หลายครั้งเขาเปิดโอกาสให้เราทำชั่วได้ เราก็ ไม่ทำ แล้วเราก็ ตอบแทนความดีของเพื่อน ดิฉันงงว่าบางคนได้มีมิตรดีสหายดีเช่นนี้ เสียสละชีวิตสอนสั่งให้เราทำดี ทำให้เราทำดีและให้เกียรติเชื่อมัน ไม่เคยดุด่าให้เราเจ็บช้ำระกำทรวง ทำไมยังมีคนทำร้ายเพื่อนคนนี้ มีคนสร้างประชานิยมให้ร้ายเพื่อนคนนี้ได้ ทำไม่ประชานิยมจึงได้ผลสูง ในหมู่ที่ได้ชื่อว่าผู้มีภูมิธรรม พ่อครูว่า ..แทนที่จะอ่านใจตนเองก็ไปอ่านใจคนอื่น ตอบ คือเขาทำของเขาเอง ของใครเขาก็ทำของเขาเอง เหตุปัจจัยเราไม่เหมือนเขา เราก็แก้ที่เรา ทำเหตุปัจจัยของเรา ดีกว่าจะไปรู้ของคนอื่น ถ้าจะรู้เรื่องกรรมวิบากเรื่องนิสัยนั้นมันมีปัจจัยมาก อาตมา ไม่บังอาจตอบได้หมดในเรื่องกรรมวิบาก ไม่เก่งตอบยาก แต่ให้ตรวจใจตนเอง อันนี้เป็นอกุศลก็อย่าทำ ล้างเหตุ อันไหนเป็นกุศลก็ทำ _ ถ้าเราเป็นเจ้าสำนักการแพทย์เจ้าหนึ่งและก็ใช้ธรรมะมาใช้ด้วย จึงได้รับความนิยมมาก คนใกล้ชิดจึงรู้สึกว่าเราเป็นเทพแล้วบรรลุแล้ว กราบเรียนถามว่า เราควรอยู่เฉยๆหรือปรามคนใกล้ชิด เราควรเชื่อหรือตรวจตนอย่างไร เราจึงไม่ไหลตามลาภยศสรรเสริญอันแสบเผ็ด ควรตรวจตนอย่างไร? พ่อครูว่า. ..เรากำลังเรียนความรู้แล้วไปทำให้เกิดความจริง อาตมา ว่า จริงๆเราก็ควรปรามไว้ ถ้ารู้จักกันสนิทกันดี อย่าไปคุยโม้โอ่อวด คนเรานี่ให้เขามาคบให้สัมผัสแล้วให้เขาตัดสินเองว่าดี หรือสูงหรือต่ำ เราไม่จำเป็นต้องหาเสียง ถ้าอย่างดีก็ว่าแค่อยากได้ก็มาลองสัมผัสสิ ไม่ต้องยกยอปอปั้นโฆษณากันหรอก ถ้าโฆษณาก็คือหาเสียง อาตมา ไม่เห็นความจำเป็นต้องทำ พระพุทธเจ้าท่านมีหลักไว้ว่า เราประกาศศาสนาไม่ต้องการบริวาร ถ้าเขาจะมาก็ด้วยความตั้งใจของเขาเอง เราไม่ต้องอยากได้อยากมีอยากเป็น เราทำงานไปเถอะ เราแสดงไปตามจริง และระมัดระวังยาก ว่าเราจะแสดงอย่างไรว่าไม่ได้อยากโอ้อวด แต่แน่นอนว่าคนดีก็ต้องพูดสิ่งที่ดี และว่าความไม่ดี ก็คือยืนยันความดี เมื่อยืนยันความดีก็พอดีความดีนั้นเราก็เป็นแล้ว พระพุทธเจ้าว่าสอนตนก่อนสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง อย่างนี้เราเลี่ยงไม่ออก เราพูดว่าดีแล้วเราต้องประพฤติดี เขาก็ว่าเราอวดตัวตนก็ให้เขาว่าเถอะ เรายืนยันว่าดีทำอย่างนี้ คนไม่เข้าใจละเอียดก็จะหมั่นไส้ ก็ขออภัย มันไม่มีตัวชั่วอยู่ในตัว พูดดีไปก็เลยโดนแต่ตัวเอง แต่ถ้าคุณมีอาการหมั่นไส้เมื่อคนพูดความดี อย่างพระพุทธเจ้าเขาเชื่อ เมื่อพระพุทธเจ้าพูดคนก็เชื่อ แต่คนอื่นที่ไม่ศรัทธาก็จะไม่ชอบแน่ หมั่นไส้ แต่ถ้ามีศรัทธาก็จะเชื่อ แต่ถ้าเขาพูดดีแล้วก็ตรงกับเขา คุณไปหมั่นไส้ก็คือคุณปิดทางแล้ว คุณจะไม่ได้พบสัตบุรุษน่าเสียดาย จริงๆแล้วคนชั่วเราก็ควรรับรู้เขา ถ้าคบได้เรามีภูมิคุ้มกัน แต่ถ้าพอคบได้ก็คบเถอะถ้ามั่นใจว่าเรามีภูมิ จะได้ประโยชน์จริงๆ _ วิญญาณสัตว์ที่ตายแล้วจะดิ้นรนทุกข์ร้อนเหมือนคนไหม พ่อครูว่า ...เอาคนก่อนอย่าไปรุ่มร่ามรู้สัตว์ เอาตัวเองก่อนนะ เสียพลังงาน แต่จริงมันก็เป็นความรู้รอบตัว อาตมา เคยพูดว่าสัตว์เดรัจฉาน มีสองอย่างคือ ๑.สัตว์ที่กำลังพัฒนาตนเอง ยังไม่ทำบาปมาก ยังไม่ใช้วิบากมาก ๒.สัตว์ที่เกิดวนเวียนหลายชาติแล้วและเกิดมาใช้วิบาก ทั้งสองอย่างก็ปล่อยให้รับวิบากและพัฒนาตน คนอย่าไปร่วมวิบาก ถ้าเราไปมีส่วนร่วมเราก็มีคู่วิบากเพิ่ม เกิดรักเกิดชัง จากที่เราไปร่วมกับเขา เช่นเขาสองตัวรักหรือชังกัน เราไปร่วมก็มีวิบากร่วม เราควรวางใจปล่อยไป ให้เป็นไปตามวิบาก ยกตัวอย่างเราเจองูกินเขียด ก็ไปแย่งเขียดจากงู งูก็พยาบาทเรา ส่วนเขียดก็รักเรา เราอย่าไปเพิ่มวิบาก แม้แต่คนที่เราต้องสัมพันธ์ก็ยังมีรักชังกันอยู่ขนาดนี้แล้ว ก็มากพอแล้ว อาตมา จึงพูดว่าอย่าไปเลี้ยงสัตว์ อย่าไปเกี่ยวข้องกับสัตว์ เอาให้หมดวิบากกับคนเสียก่อน _ ปรากฏการณ์ฉาวของพระดังปัจจุบัน พ่อครู เห็นอย่างไร พ่อครูว่า ... อาตมา ก็ว่าเป็นไปตามวิบาก อาตมา ไม่มีหน้าที่ที่จะดูแลรับผิดชอบ แต่ถ้าเป็นคณะสงฆ์อโศก อาตมา ก็เอาภาระ แต่ผู้ที่อยู่ไกลก็ไม่มีหน้าที่ แต่ถ้าจะเอาตามลึกๆของ อาตมา คือเป็นไปตามกรรม คนที่ทำชั่วก็ต้องพยายามปิดบังไม่ให้ใครรู้สิ่งชั่ว ส่วนคนทำดีที่อยากอวดก็มี ไม่อยากอวดก็มี ถ้าคนที่มีดีอยากอวดดีก็ใช้ได้อยู่ แต่คนอวดชั่วแล้วโชว์ชั่วหลอกคนอื่นว่าดีอันนี้เป็นคนเลว ไม่ได้เรื่องก็บาปของเขา _ ดิฉันอยู

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน