560618_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง นัยสำคัญของคำว่า กาย ตอน ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข25 กุมภาพันธ์ 2566

เนื้อหาในไฟล์

560618_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดย อาตมา เรื่อง นัยสำคัญของคำว่า "กาย" ตอน ๒ พ่อครู ว่า …วันที่ 18 มิถุนายน พศ.2556 จัดรายการอยู่ที่ บวร สันติ อโศก รายการนี้ให้ส่งประเด็นได้ แม้จะตำหนิ ค้า น แย้ง ก็เป็นสิ่งดีมีประโยชน์ หากไม่หยาบคายเกินไปก็จะนำมาออกให้ดู แต่ถ้าไม่เหมาะจะออกอากาศ ก็จะพิจารณางด ไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด คุณ 8705 ก็ส่งประเด็นมา มีภาษาศาสนาที่ดูเหมือนจะศึกษามากกว่า อาตมา ด้วย แต่ความเห็นก็ต่างกับ อาตมา ก็แสดงต่างกันไป ผู้ฟังก็ฟังเอาเลือกเอา อันไหนเป็น ธรรมวาที อันไหน อธรรมวาที ก็ว่ากันไป ซึ่งประเด็นที่เขาส่งมาก็เลือกมาให้วิเคราะห์กัน ดังนี้ _0888705xxx ว่า … พุทธเจ้าสอนให้ดู รูป-นาม ของตนเอง แต่ มหา R-VE-G7 ดันสอนให้ไปดูที่กะทกรก! พ่อครูว่า… สิ่งที่ อาตมาว่ าเป็นสิ่งชัดเจน และมีรูปนามหรือไม่ ก็จะได้วิเคราะห์ต่อไป _ 0888705xxx ว่า … พธร.ว่าโง่แล้ว คนที่ไปหลงเชื่อพธร...ยิ่งโง่กว่าพธร.มาก! กรรมของเวรจิงๆ พ่อครูว่า… ที่บอกว่า โพธิรักษ์ โง่ และบอกว่าคนที่หลงเชื่อโง่กว่ามาก อาตมา ก็ว่า ผู้ที่ไม่หลงเชื่อ โพธิรักษ์ นี่สิโง่กว่าเชื่อโพธิรักษ์ และผู้ที่ไม่หลงเชื่อก็มีกรรมและเวรภัยมากกว่า คนที่หลงเชื่อจะมีกรรมที่ละเวรภัยมากขึ้นถ้าเชื่ออย่างไม่หลง อย่างมีปัญญา ก็คือผู้ที่สามารถมีอิสระเสรีภาพ ตัดสินเองโดยไม่ต้องเชื่อคนอื่น _ 0888705xxx ว่า … ถ้าพิธีกรศึกษาจนเห็นธรรมเมื่อไร..ก็จะรู้ว่า พธร.เป็นมหาเดียรถีย์ตัวจริง! พ่อครูว่า… อันนี้ก็คือ เดียรถีย์ คือ ผู้ที่เห็นต่างจากศาสนาพุทธ หรือ ผู้เห็นเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ เดียรถีย์ เข้าใจปรมัตถสัจจะออกนอกพุทธไป ส่วนใครจะออกนอกจริงก็แล้วแต่สัจจะ ไม่ต้องบอกว่าใครเป็นเดียรถีย์ สัจจะมันจะบอกเอง อาตมา ได้พูดถึงเรื่อง

อ่านต่อ

"กาย" ที่มีทั้ง รูปกาย และนามกาย รูปกาย ก็ต้องเข้าใจกายของรูป อย่างที่คุณ 8705 บอกมา เป็นภาษาที่ส่อสื่อให้เห็นว่า การปฏิบัติของเขา มีสัญญา และเจตนา ที่มุ่งไปและกำหนดหมายอย่างไม่ต้องมีสัมผัส โดยเฉพาะที่เรียกว่า โผฏฐัพพะ อาตมา อธิบายถึงกระทกรกนี่คือ มีผัสสะ แต่คุณ 8705 อธิบายเจตนาหมายถึงไม่มีตัวตนบุคคลเราเขา เขาก็จะมีสัญญากำหนดหมายถึงจิตเจตสิกและก็นิพพาน โดยกำหนดว่า รูปนี่คือข้างนอกอย่างเดียว จะเข้าใจ รูปกาย และ รูปรูป ไม่ได้ ยังแยกไม่ออก แม้แต่คำว่า นามรูป ก็เห็นต่างจาก อาตมา แน่นอน เช่น อาตมา ว่าต้องเห็นกระทกรก แต่เขาบอกว่าไม่ต้องเห็นให้ดู รูป นาม ข้างใน ก็จะเห็นว่าเขาเห็นความเป็น กาย(ทั้งรูปกายและนามกาย) ความเป็นกายของเขา อาตมา เชื่อว่า ไม่ครบตาม วิโมกข์ 8 ในคำว่ากาย พระพุทธเจ้าให้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วจะเห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริง จนกระทั่งอาสวะสิ้นไปได้ โดยเฉพราะ วิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) ( อาตมา แปลว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูป ก็ต้องใส่ใจกำหนด) ถ้า สัมผัสแต่ภายใน เขาเรียกว่า ธรรมารมณ์ แต่ถ้า สัมผัสนอกแล้วเนื่องสู่ภายใน ซึ่งคำว่า กาย คือ กลุ่มกอง หรือรวมกันทั้ง มหาภูตรูป และ อุปาทายรูป คือ ทั้งนามรูป ด้วย ถ้าจะให้ชัดไปอีก ก็หมายรวมถึง อรูปที่กำหนดรู้ด้วยสัญญา อย่างที่คุณ 8705 เห็นในจิต คือเห็นด้วยสัญญากำหนดรู้ ไม่ได้เห็นด้วยปัสสติ แต่ของพระพุทธเจ้านี่ต้องเห็นด้วย อย่างในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 กำกับไว้เลยว่า มี อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ ซึ่งนามในปฏิจจสมุป บาท มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ การปฏิบัติต้องมีการทำใจในใจตลอดเวลา กาย คือ ไม่ขาดกันระหว่าง มหาภูตรูป และอุปาทายรูป ทั้งรูปธาตุ และนามธาตุ กาย คือหมวดแห่ง เจตสิกธรรม คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นต้น กาย คือรวมทั้ง รูปกาย และนามกาย เพราะเห็นรูปนาม ก็ต้องเห็นองค์ประชุมของทั้งรูปและนาม เป็นเรื่องยาก คัมภีรา ดังนั้นคุณ 8705 ยังเข้าใจวิโมกข์ 8 ไม่ได้ จะผิดถูกอย่างไรก็ขออภัย ก็ไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าว่าไว้ จริงๆวิโมกข์ 8 นี่ถ้าไม่รู้แล้ว คุณจะไม่เข้าใจความเป็นกาย ความเป็นสัตว์ และใน วิญญาณฐิติ 7 กับสัตตาวาส 9 ก็ต้องเข้าใจให้ชัดว่า สัตว์นี่คืออะไร ตาม สัมมาทิฏฐิ ข้อต้นเลย ว่ามี สัตว์โอปปาติกา คืออะไรกันแน่ ถ้าเข้าใจความเป็น สัตว์โอปปาติกะ หรือสัตว์ทางปรมัตถธรรม ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา แต่ก็เกี่ยวเนื่องกับตัวตนบุคคลเราเขาในโลกนี้ เช่นภาพที่เขาเขียนคน ที่มีหัวเป็นหมา หัวเป็นลิง เป็นเดรัจฉาน ใครสัมผัสด้วยตาเนื้อ พอสัมผัส ปรมัตถ์ของแต่ละคนก็จะไม่คิดถึงคนหรอก นอกจากเด็กไม่เดียงสาจะไม่เข้าใจเขาระลึกเป็นสภาพตัวตนว่าคนมีหัวเป็นสัตว์มีด้วยหรือ แต่คนที่มีปัญญาจะรู้เลยว่าหมายถึงปรมัตถ์แน่นอน แต่คุณ 8705 ไม่เข้าใจ ก็ไม่เข้าถึงปรมัตถ์ เขาว่า อาตมา มองตื้นๆ ก็พลาด เพราะพระพุทธเจ้าสอนว่าต้องมี อายตนะ 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 วิญญาณ 6 ต้องมี ทวารครบ 6 มีหลักฐานยืนยัน แต่เขาก็ฟังไม่get ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง คำว่า กาย นี่สำคัญมาก เพราะจะรู้จักการรวมกันของหมวดหมู่ ซึ่งใน วิโมกข์ 8 เป็น ภูมิธรรมระดับโลกุตรธรรม และปรมัตถธรรม คือผู้ที่มีฌาน มีนิโรธได้ ถ้าถึงขึ้น อนาคามี เพราะวิโมกข์ ข้อที่ 8 คือนิโรธ วิโมกข์ 8 ใน 3 ข้อแรก คือการมี ญาณทัสสนะ มีความรู้ มีวิชชา หรือมี วิปัสสนาญาณ หรือวิชชาข้อที่ 1 ไปถึงข้อที่ 8 ญาณ ที่มีจริง คือต้องเริ่มที่ วิปัสสนาญาณ แต่คนเข้าใจเพี้ยนจะปฏิบัติอย่างไม่มีผัสสะ ก็ไม่เห็นอย่างมีผัสสะ ซึ่ง พุทธต้องผัสสะวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบทอยู่ มีการกระทบทวาร 6 แล้วก็มีญาณ เห็น ไม่ได้คลาดสายตา คือตากระทบรูป หูกระทบเสียง ...ถ้าขาดผัสสะก็ขาด ผุสิตวา วิหารติ ก็ไม่ครบ ก็ขาดไป ไม่สมบูรณ์ ก็จะไปบรรลุธรรมบริบูรณ์ได้อย่างไร ใน วิญญาณฐิติ 7 ถ้าฟังเมื่อวานจะเข้าใจความสำคัญของคำว่า "กาย" ซึ่งต่างจากคำว่า "ร่างกาย" ที่แปลว่า ร่างที่มีองค์ประชุมของใจ ส่วนคำว่า ร่าง คือ รูปทรง โครงสร้างของรูป ส่วนทั้งมวลของรูปโฉม ส่วน นามกายไม่มีสรีระ ร่าง คือ คำว่า สรีระ ในภาษาบาลี ใน จิตเจตสิก พระพุทธเจ้าตรัสว่า อสรีระ ดังนั้นผู้จะเห็นคำว่ากายจะเห็นได้ทั้งมีรูปร่างในขณะตากระทบ แต่ไม่ได้ขาดจากนามกาย แต่ถ้าขาดจากนามกาย เช่นคนตายแล้ว หรือคนหลับไป ก็ไม่รู้กาย แต่รูปกายคือปัจจุบันครบ เห็นทั้งภายนอกและภายใน ดังนั้นวิโมกข์ ๘ ข้อที่สองจึงครบครัน ฌานอย่างฤาษีก็ไปนั่งได้ แต่ไม่เผากิเลส ไม่เกิดญาณบริบูรณ์ เพราะมีแต่ภายใน ไม่เห็นภายนอกร่วมด้วยเลย ถ้าไม่เข้าใจ วิโมกข์ 8 , วิญญาณฐิติ 7 หรือ สัตตาวาส 9 ก็จะไม่สามารถบรรลุธรรมได้ มาดู วิโมกข์ 8 กัน 1 . ผู้มีรูป(รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป ( รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ ) ทุกคน ต้องมีรูป และ ต้องสัมผัสรู้ 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง (ภายใน) อรูปสัญญี เอโก (ของตนเอง) พหิทธา (ภายนอก) รูปานิ (รูปทั้งหลาย) ปัสสติ (เห็น) ) ( อาตมา แปลว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป คือ รู้ทั้ง รูป ภายนอก ไปจนถึงรูป ภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้น อรูป ก็ต้องใส่ใจกำหนด) ถ้าแปลตามภาษาคือ ผู้นี้ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก เพราะไม่สำคัญในรูปภายใน ก็เลยไม่เป็นปรมัตถ์ แปลอย่างนี้ไม่ถูกปรมัตถ์ อาตมา เห็นว่า อรูปสัญญี ในที่นี้ต่างไป คือต้องเห็นทั้งรูปทั้งหลายภายนอก และรูปภายใน จนถึงอรูปเลยทีเดียว ต้องสำคัญมั่นหมายกำหนดรู้ และพร้อมกับเห็นรูปภายนอกไปด้วย โดยตนเอง ทั้งรูปนอก รูปใน ครบหมดในตนเป็นปัจจุบัน สำเร็จอิริยาบถอยู่ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอยู่เลย การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะครบทั้ง รูปกายและนามกาย นามกายคือ องค์ประชุมรวมของนาม ส่วนรูปกายคือ องค์ประชุมรวมของทั้งรูปธรรม และนามธรรม เพราะถ้ามีแต่รูป มันก็ไม่รู้ตัวของมัน แต่เราเป็นคนก็จะรู้รูปได้ จะมี สติสัมปชัญญะ และ สัม ป ชาโน มันรู้ทั้งรูปนอกรูปใน เป็นกาย ที่พ่วงไปด้วยทั้งหมดเลย แล้วคุณแยกรูปแยกนามออก นี่คือการ รู้รูป รู้นาม เป็นองค์รวม เหมือนศีล-สมาธิ-ปัญญา ที่เป็นองค์รวมหมด สรุปว่า วิโมกข์ 8 แปลว่า ความรู้ขั้นหลุดพ้น คือญาณปัญญา จะ รู้รูปรู้นาม (รูปี รูปานิ ปัสสติ) ส่วนต่อไปก็ต้องรู้ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ คือ เห็นในขณะสัมผัสต่อเนื่องจากภายนอกสู่ภายใน มีเหตุปัจจัย ต้อง มีธาตุรู้ คือ วิญญาณ คือเวทนา สัญญา สังขาร นั่นเอง การศึกษาถ้าไม่ครบ เราไปยึดทิฏฐิเดียวโดยไม่มีปรโตโฆษะ แต่ถ้าผู้สัมมาทิฏฐิจะมี คว ร จะไม่ยึดมั่น ถือมั่นในตัว ความยึดมั่นถือมั่น กับความ ยืนหยัดยืนยัน ต่างกัน ความยืนหยัดยืนยันคือ ยืนยันในความที่ตนได้แล้วไม่มีกิเลสมาประกอบแล้ว ผู้ศึกษาไม่บริบูรณ์ในวิโมกข์ 8 จะกำหนดกายผิด เช่นสัตว์ในภาพของโปสเตอร์รณรงค์โหวตโน ต้องเข้าใจเป็น โอปปาติกสัตว์ ที่จิตวิญญาณพาเป็น แม้นัยที่ต่างกัน ของควาย ของเสือ ของหมา ของลิง และวรนุช ว่าต่างกันอย่างไร มันมีความหมายสื่อบอกนัยต่างกันแต่ละตัว อย่างควายก็โง่ทื่อต่ำ อย่างเสือก็ดุร้าย หมาก็ลวดลาย ลิงก็ไวมาก ส่วนวรนุชก็รวมหมดเลย แต่ไม่ได้หมายถึงสัตว์ที่เป็นตัวตนบุคคลเราเขา แต่หมายถึง จิตวิญญาณ ภายในคน นี่คือศิลปะที่เข้าถึง จิตเจตสิก แต่อย่างที่คนเขาว่าเป็นศิลปะ มีภาพ Abstract นั้นไม่ได้เป็นสิ่งทำให้เข้าถึงจิตเจตสิกแต่อย่างใด แต่หลงไปกับเส้นสีแสงไปเท่านั้น ไม่เข้าถึงอภิธรรม ซึ่งถ้าเขาเรียนถึงดร.ทางศิลปะจะต้องเข้าถึงอภิธรรม และนี่ อาตมา กำลังสื่อถึงศิลปะปรมัตถธรรม ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _ 0848667xxx ว่า … ชมรสันติคะ อย่าใส่พริกมากนัก ยังเผ็ดจี๋อยู่เลย พ่อครูว่า … ก็ออกอากาศเลย พวกเรานี่ก็ปรุงจัดเลย อย่าปรุงรสหลอกกันมากนัก เรานักปฏิบัติธรรมก็พอท้วมๆ _ 0860781xxx พระพุทธรูปหลัง อาตมา ปางอะไรคะ _ 0878539xxx รูปปั้นพระทำท่าแปลกมากไม่เคยเห ็ นมาก่อนช่วยอธิบายด้วยขอบคุณมาก พ่อครูว่า … องค์หน้า อาตมา คือ ปางวิชิตอวิชชา เป็นปางใหม่เอี่ยม เพิ่งมีโมเดลแรก สู้กับวิกฤติโลก อวิชชาหนัก จีวรปลิวพัดสะบัด อวิชชาพัดแรงมากเลย ก็มีคนคิดจะสร้างใหญ่มากเลย จะเป็นไปได้หรือไม่ก็ได้ แต่ไม่ได้ทำเพื่อจำหน่ายก็ขออภัย สร้างเพื่อสืบทอดศาสนา ให้อยู่เป็นพันปีเลย ไม่ได้สร้างเพื่อหาเงิน หรือสร้างความยิ่งใหญ่ วิชิตอวิชชาคือ ผู้ชนะอวิชชา ส่วนปางที่สร้างเสร็จแล้วคือ ปางตรีลักษณ์ สร้างองค์เล็กก็มีอยู่มาก เขาก็สลักกันเองไปจ้างช่างทำ จะเป็นปางตรีลักษณ์ ที่เห็นข้างหลังเป็นต้นแบบ แต่เราไปสลักสร้างองค์ใหญ่อยู่ที่บ้านราชฯเสร็จไปแล้ว _คำถาม… ประถมสี่ ชื่อแก้ว แววชาญ ส่งข้อความมาว่า พวกโกงบ้านโกงเมืองโกงไปทำไม โกงไปขายให้ฝรั่ง หรือเอาไปตั้งไว้เฉยๆ พ่อครูว่า … ถ้าโกงไปตั้งไว้เฉยๆ เขาคงไม่ทำ เสียแรงตายเลย เขาก็ต้องโกงเพื่อทำมาหากินเอง และก็ขายให้ทั้งเทศทั้งไทยด้วย นี่ก็เป็นปฏิภาณของเด็ก 10 ขวบ อยู่ ป. 4 ถามว่าเขาโกงไปทำไม่ เขาก็ทำมาหากินเขาทำมาหากินด้วยการโกง แล้วแก้ว แววชาญ ว่าดีไหม ....ไม่ดีหรอก จำไว้อย่าไปทำแบบเขาเด็ดขาด แม้จะโกงไปขายที่ไหนก็แล้วแต่ _คำถาม… ตอนนอนผมดิ้นถีบแม่ด้วย จะบาปไหม แล้วทำอย่างไรจะไม่นอนดิ้น พ่อครูว่า … เด็กธรรมดาตอนนอนจะปล่อยวางไม่ยึด ก็จะออกตามกิเลส บางทีละเมอ แต่พอโตมาก็จะควบคุมได้ มีที่เกาะจะไม่กระจาย ยิ่งฝึกสงบจิต ฝึกจิตรู้ ก็จะไม่ดิ้นมากมาย _คำถาม… ขอฝากกราบเรียน พ่อครู ให้จัดงานขายของถูก ที่สันติฯ อย่างที่บ้านราชฯด้วย พ่อครูว่า … เราเคยจัดมาก่อนที่สันติฯ แล้วไปจัดที่ปฐมฯ แต่ว่าคนเขามากันมาก นิยมมาก ก็จัดสรรไม่ได้ดี มีคนโลภมาก เราก็ไปจัดที่บ้านราชฯสถานที่เขาเหมาะสมกว่า แต่ว่าถ้าจะจัดที่สันติฯก็ยาก เพราะคนกรุงจะติดหลงฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยหรูหรา ซึ่งเราไม่ส่งเสริม เราเอาแก่นสารสาระให้แก่ชีวิตมากกว่า และคนที่อยู่ข้างนอกนั้นมากกว่า และเศรษฐกิจบ้านนอกน่าส่งเสริมมากกว่าในกรุง ซึ่งในกรุงเขาเลี้ยงตัวรอดมีการโกงมาก เราห้ามเขาไม่ได้ ดีไม่ดีเขาจะมาโกงเราเราจัดลำบาก แต่ที่บ้านราชฯ คนมากกว่าและก็ซื่อมากกกว่า เราไม่เหมาะก็ไม่ค่อยจัด แต่เราก็จัดได้เผลอๆเราจัดที่ลานพระบรมรูปฯเลย ก็รอจังหวะนั้นก็แล้วกัน _คำถาม… พระที่มีรถหรู และเครื่องบินเจ็ตเป็นสมบัติ ผิดวินัยหรือไม่ พ่อครูว่า … พระพุทธเจ้าท่านให้มาทิ้งหมด ไม่ให้สะสมกอบโกย ถ้าเข้าใจนัยของการมักน้อย ไม่ปรุงแต่งมาก ก็ต้องมีสำนึกไม่ทำ แต่ที่เอามาเปิดกันก็เห็นชัด และที่มีอีกก็ไม่น้อยแฝงในศาสนา ยังไม่ถูกเปิดโปง และที่เอามาเปิดนี้ยังไม่ใช่พระใหญ่โตมีชื่อเสียง แต่ถ้าเจอมีชื่อเสียงจะรู้ และก็ผิดยิ่งกว่าวินัยด้วย ซึ่ง ผิดธรรมะ นี้ร้ายแรงกว่า ผิดวินัย ด้วย _คำถาม… มีพระผู้ใหญ่ว่า วัดคณิกาผล สร้างจากทรัพย์ของโสเภณี ว่าได้บุญน้อย เขารู้ได้อย่างไรว่าได้บุญน้อยที่จริงควร ได้บุญมากกว่าคนทุจริตโกงกินเสียอีก พ่อครูว่า … คณิกา คือผู้หญิงหากิน วัดคณิกาก็สร้างจากเงินบริจาคของหญิงคณิกา คนก็วิจารณ์ว่าได้บุญน้อย แต่ว่า อาตมา ว่า แม้เขาคณิกาก็ทำกุศลจะได้บุญน้อยได้อย่างไร ได้มากกว่าคนที่หากินร่ำรวยอย่างมาก แต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อศาสนาเลยเสียอีก การสร้างวัดไม่ใช่เรื่องเล่นๆ คุณพูดถูกว่าได้บุญมากกว่าคนทุจริตโกงกินเสียอีก บุญ คือ การชำระกิเลส คนที่ประพฤติ จรณะ อ่านจิตเป็น เข้าปรมัตถ์ล้างกิเลสได้นี่คือได้บุญ ส่วนคำว่า กุศล คือ ได้ทั้งกุศล ได้ทั้งวิบากดี เป็นสมมุติสัจจะ แต่ บาปบุญคือ ปรมัตถสัจจะ ส่วน กุศล นั้นรวมทั้ง กัลยาณธรรม และ ปุถุชน _คำถาม… วิโมกข์ 3 ต่างจากวิโมกข์ 8 อย่างไร พ่อครูว่า … วิโมกข์ 3 มี สุญญตวิโมกข์ (ความหลุดพ้นอย่างมีสภาวะของความสุข เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ) อนิมิตตวิโมกข์ (คือไม่ต้องใช้นิมิตเครื่องหมายสิ่งแทน เป็นคนเก่งไม่ต้องกำหนดนิมิต) และ สุญญตวิโมกข์ (คือว่าง) เป็นผลแล้ว ส่วน อปณิหิตตะ คือ ตั้งความปรารถนา เช่น โพธิสัตว์ตั้งปรารถนาพุทธภูมิ หรือเราทำงานก็ตั้งปรารถนานั้นๆ แต่ถ้าไม่ตั้งปรารถนาแต่ก็มีเหตุปัจจัย มีอนาคตังสญาณ รู้ว่าหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง อาตมา เป็นคนโนโปรเจ็ค โนแพลนนิ่ง คือถ้าถึงขั้นหนึ่งไม่ต้องมีโปรเจ็ค แต่จะมีเหตุปัจจัยให้ทำ ส่วน วิโมกข์ 8 เป็นทั้งการ ปฏิบัติ และ ผล _คำถาม… พ่อครู เคยบรรยายว่าสภาวะตกนรก เหมือนฝันร้ายแต่จริง และร้ายกว่าหลายเท่า แต่มีอาจารย์ท่านหนึ่งว่า ท่านเข้าฌานสามารถเห็นคนตกนรกได้ ถามว่าฌานอย่างนี้เห็นได้จริงหรือไม่ พ่อครูว่า … อาตมา เคยหลงแบบนั้น คือ เข้าไปรู้ข้างใน เล่นถึงอรูปพรหมเลย หลงเล่นเลอะ เขาปั้นอุปาทาน เป็น มโนมยอัตตา แต่ไม่ใช่ของจริง คือเขามีจริงแต่ไม่ใช่ของจริง เช่น การโกหกหรือคำโกหกมีคนทำในโลกก็มีจริงในโลก แต่ว่า คำโกหกเป็นคำไม่จริง _คำถาม… ขอสนับสนุนคำพูดของท่านพระโพธิรักษ์ครับ พระพุทธเจ้าแสนโกฎ ท่านปรารถนาพุทธภูมิแบกเป้ ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า … นึกไม่ออกว่าเป็นใคร ตอบไม่ได้ ไม่มีปัญญาตอบคำถามนี้ ไม่มีความรู้ _คำถาม… วันสองวันมาแล้ว ได้ยินเสียงประกาศให้คนมาเอารถออกที่หน้าตึกแดง บอกว่าน ักเรียน จะใช้พื้นที่ แต่ว่าต่อมามีเด็กเตะฟุตบอล ก็เข้าใจว่า พ่อครู คงอนุญาตให้เล่นฟุตบอลได้ แต่เกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย พ่อครูว่า … อาตมา ว่าอย่าไป เตะบอ ล หรือตีแบต เล่นวอลเล่บอล ก็อย่าให้ไปเอาชนะคะคาน อย่างไปตบ ยกตัวอย่างตระกร้อวงมีลักษณะช่วยกันทำปรุงแต่ง ทำท่าให้ช่วยกันดี แต่ว่าการเล่นฟุตบอล เป็นการเอาชนะคะคานกัน แล้วก็หลงกันทั่วโลกจัดจ้าน เป็นอบายมุขมากเลย เอากิเลสมาปลุกเร้าให้คนติดกิเลส คนก็ชอบก็อร่อยเพลิน ยิ่งดำมืดไปหมด อย่างอโศก อาตมา ไม่พาทำเช่นนั้น เขาไม่ค่อยรู้ ก็เอาตาดูหูแล อย่าไปดุด่ารุนแรง ก็ค่อยคุยเหตุคุยผล ให้เขารู้ว่ามีผลดีผลเสียอย่างไร _คำถาม… ความยึดก่อให้เกิดโมหะอย่างไร ไม่วิธีแก้ไขอย่างไร พ่อครูว่า … โมหะคือความหลง คุณมีกามหรือพยาบาทก็โมหะ และความยึดตัวเดียวนี่แหละ ยิ่งใหญ่ที่สุด ยึดอย่าง อุปาทาน มี ยึด 4 อย่าง คือ 1. กามุปาทาน คือสนองกิเลส ทั้งโกรธและราคะ คือดูด และผลัก 2 .ทิฏฐุปาทาน คือยึดในทิฏฐิ ว่าต้องถูกของข้าเท่านั้น ยึดจนไม่อนุโลมคนอื่น แม้คุณจะถูก ก็ต้องอนุโลมคนอื่นพอควรได้ 3 .ศีลพตุปาทาน คือยึดในศีล ในวิธีปฏิบัติ ในทฤษฏี 4 . อัตตวาทุปาทาน คือ คนยึดอัตตา ยุคพระพุทธเจ้าลึกซึ้ง เพราะยุคนั้นอัตตาคืออาตมัน คือพวกเทวนิยมก็ยึดอาตมัน ซึ่งแปลว่าวิญญาณ ยึดเป็นนิรันดร ยึดเป็นปรมาตมัน เป็นพระเจ้า เป็นศาสนาพระเจ้า แต่ไม่รู้จักพระเจ้า เขาได้แต่วาทะ หรือลัทธิที่ยึดอัตตา แต่พอมาเป็นศาสนาพุทธก็มีความหมายแต่ยึดวาทะทฤษฎี ได้แต่เปลือก ไม่ถึงปรมัตถ์ นี่คือผู้ที่ยึดได้แต่อัตตวาทุปาทาน ได้แต่เหตุผล ตรรกะ ไม่เข้าถึงปรมัตถ์ แม้เป็น อรหันต์ ก็ยึดเพียงอาศัย เรียก สมาทาน ไม่ใช่ อุปาทาน จะแก้อย่างไร ก็ต้องปฏิบัติธรรมเรียนรู้ความยึด ทั้ง 4 อย่าง _คำถาม… ถ้าเรามองเห็นคนที่เราไม่ชอบใจ ถ้าจะมองอย่างวิโมกข์ 8 จะมองอย่างไร พ่อครูว่า … จะมองก็มองเขา เขาเป็นสิ่งถูกรู้อย่างหนึ่ง จะพิจารณาคำว่ากาย คือองค์ประชุมของจิตเจตสิกของเรา ก็อ่าน เมื่อเรามอง กายของเราก็คือผี คือองค์รวมเมื่อสัมผัสเนื่องมาจากกาย มันมีอาการไม่ชอบใจ ก็รู้นามกายและรูปกาย ต่อมาจากภายนอก ก็อ่านนามธรรมที่ถูกรู้โดยเรา เราเกิดความไม่ชอบใจคือผีอย่างหนึ่งในจิตเรา เราก็หาวิธีกำจัดเหตุ เราไม่ชอบใจแม้มีวิบากเขาก็เป็นเขา เรามาแก้ที่เราดีกว่า เราไม่ชอบใจ มันทุกข์ แต่มันไม่เที่ยง คุณไปยึดแต่ชาติไหนมาแล้ว เรามาล้างดีกว่า _คำถาม… บา ป คืออะไร บุญคืออะไร พ่อครูว่า … บาป คือ กิเลส ที่พาเลวร้าย มาก่อเวรต่อ ส่วน บุญ คือ ล้างกิเลส ให้เกิดปัญญา เมื่อล้างกิเลสได้ก็เกิดปัญญา เมื่อบรรลุก็ไม่สร้างกิเลส ล้างหมดก็เป็นอรหันต์ เหลือแต่วิบากเก่าที่ตามเล่นงานต่อไป แต่คุณไม่ทำบาปใหม่อีก หมดกิเลสก็ไม่ทำบุญ ไม่ทำบาป อรหันต์ คือ ผู้ ทำกรรมไม่เป็นบุญ เป็นบาป อรหันต์ ทำแต่กุศล _คำถาม… เวลาเราเกิดกังวลใจ ทำไมรู้สึกแน่นอก พ่อครูว่า … มันก็มีพลังงานบีบคั้น เพราะคุณไปสร้างมันแล้ว มันไปเกี่ยวกับระบบประสาท ระบบร่างกาย เช่นคุณดีใจก็ได้ปีติมากมาย แล้วติดก็ต้องทำอย่างนั้นอยู่เรื่อยๆ ต้องแสวงหาเป็นอุพเพงคาปีติ ก็เช่นเดียวกับการรู้สึกทางร้าย ก็มีอาการซาดิสม์หรือมาซูคิส ก็เป็นทางเลวร้าย คือต้องกระทบกับสิ่งรุนแรงจึงจะได้ที่สุดของความปรารถนา ทั้งด้านที่เรากระทำและถูกกระทำก็ตาม _คำถาม… เราสงสัยว่าคนๆหนึ่ง อาจเป็นช่องทางให้เกิดการลักลอบใช้เงินบำเรอกิเลสส่วนตัว เช่นดูหนัง กินอาหาร โดยใช้เงินส่วนกลางทั้งๆที่รู้ และก็คิดว่าคนปล่อยก็ใจดี ก็เลยลงบัญชีไม่ถูก จะสามารถถามอย่างไรในที่ประชุม เราก็กลัวเขาโกรธ ทั้งคนที่ให้ลักลอบและคนที่ลักลอบ พ่อครูว่า … ก็ ผู้ที่ลักลอบทำ ก็ต้องมีการเตือนกัน แบบนี้นิสัยเสีย บ่อยเข้าก็ทำหนัก คนที่ติดคุกเพราะทำอย่างนี้แหละ มันจะบานปลายไปสู่ความเสื่อม เรามาหัดลดไม่ใช่หัดบำเรอ จะใช้ที่ประชุมก็ต้องพูดได้ ที่ประชุมมีอยู่สองอย่าง มีเรื่องอะไรเอามาพูดเกรงใจก็ดี แต่ก็ควรพูดกัน จะมีคณะกรรมการดูแล ช่วยกันวินิจฉัย ให้มีมติผิดให้แก้อย่างไร ต้องพูดในที่ประชุมให้ครบๆ อย่าพูดลับหลัง เมื่อได้มติจงทำตามมติ แต่ถ้าได้มติแล้วเราก็ทำอย่างเก่า จะประชุมให้เสียแรงทำไม อย่าไปเอาแต่อัตตาตน แม้ของเราจะแพ้ ก็ต้องทำตามมติหมู่ _คำถาม… มีพระบางรูปเสกล ู กแก้วออกจากปาก พรมน้ำมนต์เป็นพระธาตุทำได้จริงไหม พ่อครูว่า … ก็ไม่รู้ ..อดีตก็ไม่เคยทำ อย่างไสบาบาเสกนาฬิกาโรเล็กซ์มาให้คนได้ ทำได้หรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ เพราะว่านาฬิกาโรเล็กซ์ที่เขาผลิตนั้นแต่ละเครื่องก็จะมีหมายเลขเครื่องประจำ เพื่อป้องกันคนทำปลอมแปลง แต่ว่าการเสกโรเล็กซ์มาได้นั้น ถ้าเสกได้เป็นโรเล็กซ์ของแท้มีหมายเลขประจำเครื่องก็ต้องเป็นการขโมยมาก็ผิดศีลแน่ๆ แต่ถ้าเสกมาได้ เป็นโรเล็กซ์ปลอม ก็ผิดกฏหมายอีก และก็ไม่ใช่ของจริงด้วย ถ้าคนมีคุณธรรม มีความสามารถจริงจะไม่ทำ ไม่ขโมย และไม่ปลอมของเขาด้วย ....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน