571209_พุทธชีวศิลป์(๒๐) วนบ.เรื่อง การศึกษาสองอย่างคือไฉน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข8 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

571209_พุทธชีวศิลป์( 20 ) วนบ. เรื่อง การศึกษาสองอย่างคือไฉน

พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 9 ธ.ค. 57 ที่ บวร ราชธานีอโศก จะสิ้นปีแล้ว พวกเราสอบกันแล้ว รู้ผลหรือไม่นะ จะมาแจ้งวันเสาร์นี้ อาตมาอ่านดูข้อสอบแล้ว อาตมายังสอบตกเลย เห็นข้อสอบแล้ว ที่นี่ไม่ใช่ของเล่นธรรมดานะ คือการก็ศึกษา แม้เป็นครูก็ศึกษา อาตมาก็ศึกษา การศึกษามีสองอย่าง ศึกษาตนเอง แล้วศึกษาอะไรในตน ก็ศึกษากิเลส แล้วทำกิเลสให้หมดนี่คือหน้าที่ของตน การศึกษาของตนนี่ มีที่จบ ทำกิเลสหมดก็จบกิจ การศึกษาสังคม ศึกษามวลมนุษยชาติ ศึกษาโลกทั้งปวง เป็นการศึกษาที่ไม่จบง่ายๆ โพธิสัตว์ต้องศึกษาอีกยาวนานมาก ก่อนอื่น เราต้องรู้ว่าต้องศึกษาอะไร เราเกิดมามีชีวิต เราต้องเจอวิบากต่างๆ หลายอย่างเราไม่อยากเจอเลย แต่ก็ต้องเผชิญ ต้องเจอ หลายอย่างไม่คิดว่าจะได้เจอ ก็เจอ ก็ดีเกินคาด ศาสนาพุทธมีกรรมวิบาก เป็นอจินไตยมากมาย ที่เราได้สั่งสมไว้ แล้วออกผล แบ่งเป็นสองทิศง่ายๆ คือ วิบากดี กับวิบากเล ว ก็พาให้แต่ละชีวิต อัตภาพ กว่าจะปรินิพพานนั้นกี่ล้านชาติ ที่พูดนี่เรื่องจริงนะ ไม่มีใครหรอกที่จะน้อยกว่าล้านชาติ กว่าจะปรินิพพาน กว่าจะรู้โลกุตระ แม้โลกุตระที่พบแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะเร็วกว่าจะบรรลุ ก็ใช้เวลาไม่น้อย ยิ่งจบแล้ว เราจะต้องศึกษา ถ้าเป็น โพธิสัตว์ต้องศึกษาโลกวิทู กว่าจะรู้ กว่าจะจบกิจ ก็ต้องเผชิญกับวิบาก นอกจากจะไปศึกษาแบบฤาษี ฤาษีเขานึกว่าตนเองจบกิจ หลายรูปว่าชาตินี้ชาติสุดท้าย นี่ซวย ส่วนมากไปนั่งติดหลับดับ พวกนี้ก่อนจะตายก็ทำนิโรธดับ แล้วก็ดิ่งไปอีกนานเท่านาน เขาดับความหมุนของโลก แล้วไม่มีขันธ์ 5 ด้วย ก็นานมาก อาตมาไม่ได้ไปติดเช่นเขา เหมือนพระพุทธเจ้าว่าท่านไม่เคยไปอยู่สุทธาวาส 5 เป็นลักษณะส่วนตัวที่จมดิ่ง พระพุทธเจ้าพาเรา

อ่านต่อ

ศึกษา ที่อาตมาพูดทุกวันนี้ เป็นเรื่องปรมัตถธรรม เป็นสภาวะ แล้วอาตมาก็ตามหาภาษา เพื่อมาใส่กับสภาวะที่มี ของเราเรียนรู้เพื่อปฏิบัติจริง ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อทำตำรา หรือทำวิจัยเลื่อนชั้น เราก็ไม่เรียนเช่นนั้น เราเรียนเพื่อรู้ พยัญชนะก็สื่อสภาวะ

ให้พยายามระลึกสภาวะที่เราได้รู้แล้วลึกซึ้งไป แล้วพยายามปฏิบัติมีแบบฝึกหัดให้เราได้เข้าใจสภาพเช่นนั้น จะจบกิจได้ ก็อยู่ที่ความจริง อันใดดีซาบซึ้งก็พากเพียร แล้วจะปลดปล่อยหลุดพ้นได้

การสอบที่จะต้องตรวจมาตรฐานสื่อด้วยภาษา แม้แต่สอบเราก็ไม่ใช่จะตอบตรงสภาวะ เพราะคำนั้นก็ใช้ซ ้ำ กัน เพราะมันละเอียด ไม่มีภาษาจะใส่ได้ละเอียดกว่านี้อีกแล้ว อาตมาเอาจากหนังสือ เราคิดอะไร เล่มใหม่เอี่ยม หยิบมาเป็นไกด์นำ แล้วจะอธิบายไป เอาคอลัมน์ คนจะมีธรรมะได้อย่างไร เล่ม 283 นี่แหละ

... ความเป็นผี เป็นเทวดา ที่เราจะเรียนรู้กัน ให้สัมมาทิฏฐิ ตรงตามที่พระพุทธเจ้าสอนที่หมายถึงวิญญาณแท้ ปรมัตถธรรม ชาวพุทธทุกวันนี้เข้าใจเรื่องวิญญาณ เป็นเทวนิยม เกือบหมดแล้ว เห็นผิดไป เห็นวิญญาณเป็นแบบ มีตัวตน เป็นเทวนิยม เป็นรูปร่างสีสัน เป็นผี เป็นเทวดา เป็นเปรต แบบตัวๆ ไม่ใช่เห็นวิญญาณแบบที่พระพุทธเจ้าสอนกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า มโน นั้น อสรีระ คือไม่มีรูปร่าง ในพระไตร ปิฎก เล่ม 5 ข้อ 23 มีว่า มโน นี่ อสรีรัง หรือ วิญญาณ นั้น อสรีรัง อนิทัสสนัง อนันตัง สัพพโตปภัง

อนิทัสสนัง แปลว่า เห็นไม่ได้ ไม่อาจมองเห็นได้ อนันตัง คือ ไม่มีกรอบขอบเขต จึงไม่มีรูปร่างให้เห็นได้ สัพพโตปภัง คือ กระจายอยู่ทั่วไป เหมือนแสงสว่าง

นี่คือธาตุวิญญาณ เป็นเช่นนั้น แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสเช่นนี้ แต่เขาก็ มิจฉาทิฏฐิ วิญญาณผี เทวดา ก็ว่า เห็นรูปร่าง โฉมกาย เหมือน ตาเนื้อเห็น บางคนก็เ ห็นในภวังค์ หลับตาเห็นในใจ บางคนก็เห็นข้างนอกเลย มีส ิ่ งที่เป็นตาเห็น สัมผัสได้ เหมือนเห็นดิน น้ำ ก้อนแท่ง มีสัมผัส เหมือนสัมผัสทางทวาร 5 เลย แม้จะ หลับตาเข้าภวังค ์ เห็นแสงสี รูปโฉมของผี เทวดา มีทั้งสองแบบ เช่น เห็นเปรต เป็นรูปร่างตัวสูง พุงโต ปากจู๋ มันอยากกินมากๆ แต่กินไม่ได้ แขนยาว คว้าได้มาก เห็นเทวดาก็เหาะได้ลอยได้ จะกินอะไรก็กินได้เลย มันสบาย ทำให้คนอยากเป็น บางสำนักเห็นเทวดาต่างชาติด้วย เห็นเป็นรูปทิพย์ กายทิพย์ แถมบอกว่า คนเห็นนี่เป็นผู้วิเศษเก่งมาก ใครเห็นได้แม้ไม่ต้องนั่งสมาธิ ก็ยิ่งว่าเก่งมากขึ้นไปอีก มีตาทิพย์ เขาเชื่อกันเช่นนี้ แล้วเขาก็เห็นจริงๆด้วย เขาเห็นผี เทวดา เป็น รูปกาย คือ รูปที่ถูกเห็นด้วยญาณ เป็นองค์ประชุมของรูปและนาม แต่ถ้ารูปรูป ที่เห็นนี่ไม่มีนามธรรมร่วมด้วย การเห็นผี เทวดา ก็คือเห็นเหมือนฟักข้าว เห็นผีก็ไม่นึกถึงวิญญาณ ว่ามันชั่วเลวอย่างไร เทว ดา ก็ดีอย่างไร เขาเห็นกันก็รู้ง่ายๆว่า ผีก็ชั่ว เทวดาก็ดี พระพุทธเจ้าเรียกว่า มโนมยอัตตปฏิลาโภ เป็น ตัวตนที่สำเร็จด้วยใจ การเห็นเพียงโครงร่าง ก็แค่กายสังขาร คือกายที่ปรุงแต่งเป็นรูปร่างกระดุกกระดิกได้ แต่ไ่ม่ได้เข้าไปศึกษานามธรรม เขาเห็นเทวดา ผี เป็นสัตว์ตัวอื่นข้างนอกไม่ใช่ตัวเรา นี่ก็คือผี เทวดาที่ไม่จริงเลย ไม่เคยจริงเลย แต่ที่ จริงแท้คือ เทวดาหรือผีที่อยู่ในจิตเรา นี่คือตัวแท้เลย สำนักไหนก็บอกว่าจิตเรามีกิเลส แต่ว่าเป็นผีเทวดาตอนเป็นไม่เป็น ต้องตอนตายไปแล้ว จึงเป็น ผี เทวดา สวรรค์ในอก นรกในใจ เขาก็ว่าเป็นเพียงสมมุติ ไม่ศึกษาไม่เรียนรู้ ต้องไปเรียนรู้ตอนตายแล้ว เท่านั้น ก็ไม่ได้ศึกษาอาการจริงในใจ ตอนชั่วในปัจจุบันขณะเลย เขาจะดับกิเลสก็เป็นสมถะ สอนให้นั่งหลับตาดับ นิ่งไม่ปรุงแต่งแล้วจะหมดกิเลส ถ้าจะหมดก็ตอนเรานั่งแล้วมันปวดเมื่อย มันไม่ขยันนั่งก็พยายาม ว่านี่คือกิเลส ก็ต้องสู้กับกิเลสตัวนี้ หรือมันปวดเมื่อยก็ต้องนั่งทั้งวันทั้งคืน นี่แหละเก่ง อธิบายกันอย่างนี้ ถ้านั่งแล้วทนได้ ขยันแล้วก็มีใจทนนั่ง ไปติดสงบ ก็เลยคิดว่าหมดกิเลสแล้ว ว่าพอนั่งไปก็สงบ เก่งเร็ว ดับเป็นนิโรธได้ หนักเข้า ก็ว่าตนเป็นอรหันต์แล้ว นั่งทีไรก็สงบนิโรธ ก็สักวันก็ว่าตนเป็นอรหันต์แล้ว จะประกาศตนหรือไม่ก็ว่ากัน แล้วที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง จิต เจตสิกต่างๆก็ไม่ได้เรียนรู้ แจกแจงไ่ม่ได้ ขยายอย่างที่อาตมาทำนี่ไม่ได้ พวกเราก็คงเคยไปศึกษาสำนักอื่นมาบ้าง เมื่อตากระทบรูปปุ๊ป ก็ปรุงเป็นวิญญาณเลย ต้องเรียกว่ามันเป็นสัตว์ก่อนเลย เพราะปรุงเป็นอวิชชา ตามสังขารธรรมชาติ ก็เกิดองค์ประกอบของรูปและนาม ที่ไปเชื่อว่ามี แต่แค่รูปร่างโครงนอกไม่มีความรู้สึก ก็ศึกษาต่อไม่ได้ หรือไม่ก็ไปเห็นวิญญาณนอกตัว หรือคิดว่า กายสังขารคือ โครงร่างเท่านั้น ก็จบเห่ ทั้งที่สำคัญที่สุดคือ นามธรรม เพราะมโนเป็นประธานของส ิ่ งทั้งปวง ตามปฏิจจสมุปบาท เพราะความไม่รู้ คือ อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี สังขาร มีวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ ซึ่งสังขารเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เขาเข้าใจแยกว่า กายสังขาร คือมีแต่ภายนอก แต่ จิตสังขาร มีแต่ภายใน ก็เลยขาดกัน ไม่เนื่องกันเลย แต่ที่จริงมันต้องมีทั้งนอก แล้วมีจิตร่วมรับรู้ พร้อมกิเลสไปด้วย คือกายสังขาร เราต้องเรียนรู้อันนี้ เรียกว่า อบายภพที่อยู่ในกามภพนั่นเอง มันสังขารด้วยกิเลสเราก็เรียนรู้อภิสังขารคือ ปุญญาภิสังขาร เบื้องต้นก็ ถือศีล 5 เป็นบาทฐานปฏิบัติ เกี่ยวข้องสัมผัสภายนอก ก็ดูว่าใจเรามีแวบวาบไปตามที่ ผัสสะ อันที่มากระทบ ในฐานศีลของเรา แล้วก็ อ่านจิต เราที่สัมผัส ที่เรากำหนดไว้แค่นี้ เราก็ รู้จักกิเลส กำจัดกิเลส ได้ กิเลสก็ลดลงๆ ดับหมดไม่เกิด แต่ก่อนนี้เรากระทบภายนอก ในโลกอบาย กามคุณ เราก็เกิดสุขทุกข์ แต่เราได้ดับสมุทัยได้ กายสังขารเราก็สงบ เร ิ่ มต้นเป็น โสดาบัน อบายภพก็ดับ จนจิตเราแข็งแรง สัมผัสก็ อปุญญาภิสังขาร องค์คุณอุเบกขาแข็งแรงขึ ้ น เราก็เพ ิ่ มฐานศีล เป็นศีล 8 ศีล 10 ได้ จนไม่ฆ่าสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์ จนมีใจเมตตาได้ หรือว่าศีลข้อ 2 แต่ก่อนเราก็โกงกับเขา ต่อมาเราก็ไม่เอากับเขาแล้ว เราเพ ิ่ มจากศีล 5 เป็นศีล 8 ก็เป็น สกิทาคามี ได้เต็มตัว ก็เป็นสกิทา คามี เต็มตัว แต่ก่อนเรากินกันเป็นมื้อเป็นคราวส่วนใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้เราก็เสื่อมไปมาก ขนมก็แย่งกับเด็ก นี่เราต้องกำหนดตนเอง กรรมฐานตน เพ ิ่ มอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ถ้าเราไม่เพ ิ่ มก็ไม่เจริญ ปล่อยให้กิเลสละลาบละล้วงเราอยู่เรื่อยๆ นี่คือเพ่งเพียร ไม่ใช่เพ่งเพียรคือ ไปนั่งสมาธิ เพ่งเพียรคือเพ ิ่ มกรรมฐานเรา เมื่อกายสังขารเลื่อน จากสกิทาคามี เป็น อนาคามี ก็จบกายสังขาร แต่ไม่หนีโลก อยู่กับโลกอย่างเหนือโลก กายสังขารนั้น ปัสสัมภยัง อนาคามีมีนิโรธ ทางกายสังขารแล้ว อยู่เหนือมันแล้วสบาย แล้ว บางองค์จบกิจ มี อรหัตตผล ในสกิทาคามี ได้ ก็เหลือแต่จิตสังขาร มีรูปราคะ อรูปราคะ ต่อให้เรียนรู้อีก เป็นขั้นตอนไป ก็ตั้งกรรมฐาน ตั้งอธิศีลของตนไป เพราะรู้ฐานของตน สารพัดกิเลสก็รู้หยาบ กลางละเอียดแล้ว รู้ส ิ่ งที่เราอยู่กับ อุปโภค บริโภค อนาคามี รู้ทันหมดในทรัพย์ศฤงคาร ก็เหลือแต่ศักดิ์ศรี แวบเป็นราคะ หรืออุปกิเลสสายโทสะที่ลึกซึ้ง เป็น มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ ถัมถ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ก็เรียนรู้รายละเอียดของตนเป็นจิตสังขาร ภาษาที่ว่าจะเข้านิโรธ นั้น วจีสังขารเกิดก่อน แต่เมื่อจะออกไปก็เร ิ่ มจากจิตสังขารก่อน เป็นมโนปุพพังคมา ธัมมา แล้วค่อยออกไปกายสังขาร วจีสังขารเกิดทีหลัง

ต่อไปเป็นการถามประเด็น

ถามว่า… เมื่อหลายวันก่อน ปั่นจักรยาน เกิดจิตหม่นหมองโดยไม่ทราบสาเหตุ ซักพักเห็นหญิงชราแบกของ ใจหนึ่งก็คิดจะช่วย แต่อีกใจก็คิดว่า เราก็กำลังจะไปทำดี เอาบทความฟรีไปส่ง แต่ความรู้สึกอยากทำดีในปัจจุบันก็ชนะ ก็เลยพ่วงเอาหญิงชราไปส่งให้ หญิงบอกว่า รถที่มาส่งปล่อยแก่ให้ลงห่างไปประมาณ สามกิโลเมตร เมื่อผมส่งแกเสร็จ ปรากฏว่าจิตใจที่หม่นหมองหายไป ก็นึกโดยปฏิภาณว่า แต่นี้ต่อไปหากจิตใจเราหม่นหมองก็จะหาเรื่องช่วยคน คำถามว่า จิตหม่นหมองหายไป แล้วช่วยไปแล้ว ไม่กลับมาหม่นหมองต่อ พ่อครูว่า ...มันเอามาแลกเปลี่ยนกัน ได้ทำความดี แต่นี่ไม่ใช่บุญทีเดียว จะเรียกบุญก็เรียกว่ามันตระหนี่แรงงาน ขี้เหนียว เห็นแก่ตัว ทีนี้พอมันได้คลายความขี้เหนียวได้ช่วยเขาเสีย มันก็เลยได้แก้ไข ได้ปีติ ก็ได้ปลดปล่อยก็หายไป ผ่องใส หยุดหม่นหมอง ไม่เสียหาย แต่คุณตะกละความดีก็ทำไปได้ปีติ แต่ไม่ได้เรียนปรมัตถ์

ถามว่า… ต่อมาไปประท้วงที่ ปตท.ได้คุยกับคุณสมาน ศรีงาม ก็ถามไปตามประสาผมว่า...อ.ประเสริฐ ที่สอนอ.สมาน สอนว่าอย่างไร? อ.สมานว่า ก็ทำดีไป แล้วมันก็จะดีเอง จิตจะว่างเอง ประมาณนี้ พ่อครูว่า ...ก็สอนแบบเทวนิยมอย่างนั้นแหละ ไม่ได้เรียนรู้ปรมัตถ์หรอก นามมี 5 อย่างที่ให้เรียนกัน แต่ที่จริง นามไม่ใช่มีแค่นี้ แต่เอาแค่ 5 อย่างนี้ มาขยายเรียนกันก็จบได้ ส่วนรูป มีอุปาทายรูป 24 และมหาภูตรูป 4

เวทนา สัญญา เป็นตัวหลักของ เจตสิก 3 ของวิญญาณ(เวทนา สัญญา สังขาร) …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน