570901_ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู เรื่อง แดนเกิดโลกุตระอยู่ที่ใจ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570901_ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู เรื่อง แดนเกิดโลกุตระอยู่ที่ใจ
พ่อครู … วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก เราก็ค่อยๆพัฒนาการไป การพัฒนาการ เราก็ตั้งใจในทุกกรรมกิริยา เราต้องมีสติ รู้ตัวเอง และมีสัมปชัญญะ คือรู้เชื่อมต่อไปกับสิ่งอื่นที่จะพาเจริญ รู้ทั้งข้างนอก ที่เราเกี่ยวข้องด้วย ระยะใกล้ หรือไกล จะมีปฏิภาณค่อยๆรู้ แล้วเราจะจัดการอย่างไร ให้เป็น สัมมา_อาชีวะ_กัมมันตะ_วาจา_สังกัปปะ โดยเฉพาะ สังกัปปะ นี่แหละ เป็น แหล่งสำคัญของแดนเกิด เป็น มโนเสฏฐา มโนมยา จะรวมอยู่ที่ตรงนี้ เป็นแหล่งของจิตวิญญาณ ที่เป็นประธาน หากผู้ใดไม่สามารถปฏิบัติตนให้มีสติรู้ เกี่ยวข้องทั้งนอก และใน ตั้งแต่ การงานอาชีพเลี้ยงชีวิต ให้มันสัมมา ตั้งแต่ ไม่ให้ เป็น กุหนา ลปนา แล้วทำให้มี เนมิตกตา ตั้งศีล 5 หรือตามฐานเรา เราก็ปฏิบัติตามฐานะ ไม่ใช่ว่าเราจะทำอรหัตตมรรคเลย ก็ไม่ใช่ เราก็พากเพียรในกรอบศีลเรา เราไม่ฆ่าสัตว์ เราไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่เมาในอบาย เราก็อ่านในอาชีพเรา อาชีพระดับอบายเราก็ไม่เอา เป็นมิจฉา เราก็ พ้น มิจฉาอาชีวะ 5 ตามลำดับ ส่วน สัมมากัมมันตะ 3 1 . งดเว้นจากปาณาติบาต (ปาณาติปาตา เวรมณี) 2 . งดเว้นจากอทินนาทาน (อทินนาทานา เวรมณี) 3 . งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร (กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณี) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 272 ) เว้นงด กามคุณ 5 ที่จัดจ้าน เราก็ต้องรู้สภาพ ที่เป็นส ิ่ งที่เราตั้งใจจะระงับ จะเลิก เพราะมันจัดจ้านขนาดนี้ เราก็ทำจริงๆ สัมมาวาจา เว้นขาดจาก มิจฉาวาจา 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดหยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ต้องระมัดระวังควบคุมจริงๆ
จะครบได้ต้องทำที่ใจ เป็น สัมมาสังกัปปะ ซึ่งมีส่วนใน จิตสังขาร ต้องรู้ใน วิโมกข์ 8 1 . ผู้มีรูป(รูปฌาน)
อ่านต่อ
ย่อม เห็นรูป ทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จัก รูป (รูปคือ สิ่งที่ถูกรู้) 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ย่อม เห็นรูปทั้ง ภ ายใน ภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พ ่อครู แปลว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) 3 . ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ หรือ อธิโมกโข โหติ ) ( พ่อครู แปลว่า เป็น โชคอันดีงาม ที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุ หลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) (พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข ้อ 66 / เล่ม 23 ข้อ 163) ต้องรู้ กาย ที่ มีทั้งนอก และใน สัมพันธ์กันอยู่ และจะเป็น โลกุตระ นั้น ต้อง อยู่ที่สังกัปปะ ส่วน วาจา กัมมันตะ อาชีวะ จะควบคุมอย่างไรก็ได้แค่ เจโตสมถะไว้ เพราะมันไม่รู้เจตสิก ที่จะต้องอ่านรู้ด้วยญาณเรา จิตเจตสิกที่ถูกรู้ เราเรียกว่า รูป ส่วน ตัวรู้ คือ นามธรรม สัมมาสังกัปปะ 7 อาตมาเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นการปรับปรุง จัดแต่งทำจิตให้มันดี ดีคืออะไร ต้องพยายามแยกแยะวิจัยออก จิตดำริมาเรียกว่า วิตก จิตเป็นกิเลส เป็นอกุศล ตัวนี้แหละที่เราจะจัดการ กำจัดไม่ใช่ว่า ไปจัดการจิต ให้ไม่รับรู้ ให้ดับไป ไม่ใช่ อันนี้เป็นแบบฤาษี แต่เรา อ่านใจเรา ทุกอิริยาบถ กระทบทางทวาร 5 แล้วเนื่องเข้าไปสู่ใจ ต้องวิจัย แยกจิตของเราให้ออก ทำจิตให้รู้ตัวเหตุ คือสมุทัยให้ชัด เมื่อกระทบอันนี้แล้วเกิดตัณหาขึ้น อยากทำร้าย ขี้โลภอยากเอามา หรืออยากเสพรส เป็นราคะ ต้องอ่านด้วย 1 . รู้ด้วยอาการ (สภาวะขณะนั้นของจิต-กุศล-อกุศล) 2 . ลิงคะ (ความต่างกันของนัยยะต่างๆ ในสภาวะจิต) 3 . นิมิต (เครื่องหมายชี้บอกสภาวะจิต) 4 . อุทเทส (การยกหัวข้ออธิบายขยายความหมาย) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 ) ปฏิบัติจริง ก็สายโลภะ หรือสายโทสะ เมื่อ รู้องค์รวม หรือ กาย แล้ว คือเรามี ทวาร 5 สัมผัสกับภายนอก แล้วมี เนื่องสู่ภายใน เรียกว่า สักกายะ ประสาทสัมผัสทำงานอยู่ จิตก็อ่านรู้ ทุกขณะ ทุกเวลา ให้ฝึก ไม่ง่าย แต่ทำเป็นแล้วง่าย ทำไม่เป็นแล้วยาก เมื่ออ่าน รู้กิเลสแล้ว ก็จัดการด้วย อภิสังขาร คือสังขารอย่างยิ่งเลย ทำให้กิเลสลด ฆ่ากิเลสได้ สมมุติว่าเรากำจัดกิเลสได้แล้ว แล้วมันได้ด้วยวิธีของพุทธ เป็นวิปัสสนาวิธี เป็นวิปัสสนาญาณ ลดได้ด้วย วิปัสสนาญาณ 9 ทำให้เกิดไฟทางปัญญา เป็นไฟฌาน ทำให้กิเลสลดไปได้ ตามเห็นความจางคลาย เพราะเราเห็น อนิจจานุปัสสี เราเห็นจิตมันไม่เที่ยง มันจะตั้งอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ได้เสพมันก็อาจลด แต่ไม่ได้เสพ มันอาจจะแรงขึ้นได้ แต่ว่าถ้าเราสู้มันต่อไป มันก็ลดได้ และเราไม่ตายหรอก กิเลสจะตายก่อน เรารู้ได้ด้วย อาการ ลิงค (ความต่าง) แล้วทำ 1 . อนิจจานุปัสสี (ตามเห็นความ ไม่เที่ยง ของกิเลสตัณหา) 2 . วิราคานุปัสสี (ตามเห็นความ จางคลาย ของกิเลส) 3 . นิโรธานุปัสสี (ตามเห็นความ ดับ ของสัตว์กิเลสตัณหา) 4 . ปฏินิสสัคคานุปัสสี (เห็นการย้อน ทวนกลับ ไปสลัดคืน) ( พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 288 ) ซึ่งท่านอธิบายใน อานาปานสติสูตร และอยู่ใน มหาสติปัฏฐาน เร ิ่ มตั้งแต่ สติปัฏฐาน 4 ให้มีสติควบคุมดูแลพร้อมว่า เราทำอาชีวะ กัมมันตะ วาจา ก็สัมมา โดยเฉพาะ สัมมาสังกัปปะ ก็ให้สัมมา ถ้าเราทำสังกัปปะให้สัมมาได้คือ เราจัดการกับกิเลสได้ มันมาร่วมดำริ เราก็จัดการกำจัดมันออก ด้วยวิปัสสนาวิธี ทำเป็น เมื่อสังกัปปะสัมมาแล้ว เราก็ควบคุมทำให้จิตเกิดได้ เป็นองค์ประกอบปรุงแต่ง เรียกว่า จิตสังขาร ทำเสร็จก็ได้องค์รวมคือ กายสังขาร แล้วจะให้ออกมาเป็นบทบาทคือ วจีสังขารต่อไป นี่คือกระบวนการ สังกัปปะ 7 ต้องรู้จักองค์รวมคือ กายสังขาร กายกลิ อย่าให้มี กำจัดมันได้ เราก็ทำการงานได้ดีขึ้น เรียกว่า กายกัมมัญญตา หรือ กายปาคุญญตา ผู้ใดทำสัมมาสังกัปปะได้เส มอ ก็เป็นอรหันต์ได้แน่นอน จะรู้เวทนาในเวทนา รู้จักกายนอก มาเป็นกายในกาย คือองค์ประชุม ที่ทวารนอกเห็นอยู่ แต่กิเลสเกิดก็เห็นอยู่โทนโท่ ในขณะมีองค์แห่งการปฏิบัติธรรมครบ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน มีสัมมาสังกัปปะ และก็ให้ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ให้สัมมา โดยมี สัมมาสติ สัมมาวายามะ เป็นผู้ช่วยประธาน ทำได้สมบูรณ์ก็เป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญา พละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ที่เป็น สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นอนาสวะ สัมมาทิฏฐิจะเจริญขึ้นเรื่อยๆ ความรู้ความเห็นจะตรงขึ้นเรื่อยๆ ปัญญินทรีย์จะมีพลังสูงขึ้น ถ้าครบก็เป็นปัญญา พละ อาตมานี่จะบอกให้ฟังว่า พอนอนไป ใกล้รุ่งสาง เทวดาก็มาคุย แต่ว่าอาตมาก็ต้องพัก มันจะพักไม่พอ อาตมามันเพลินก็บอกว่าหยุด พยายามหลับ มันสนุกเพลิดเพลินลึกซึ้ง คุยกับเทวดานี่มันลึกซึ้ง คุยกันตัวต่อตัว เทวดากับเราเท่านั้น ยิ่งยอดเยี่ยม สัจจะมันเป็นเช่นนั้น อาตมาได้พูดถึงปรมัตถ์ลึก และหนักมาแล้ว อธิบายกระบวนการปรมัตถ์แล้ว ซึ่งเราได้ปฏิบัติธรรมกันมา ผู้เข้าใจทำได้ก็เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน อุภยถะ ไม่ใช่ว่ามีแต่ประโยชน์ตน กุศลก็น้อย เหตุปัจจัยก็น้อย กว่าจะครบ สัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถ้าเราไม่ได้พบตัวตนของคู่วิบากนั้น จะยาก เพราะคู่วิบากนี่ เป็นตัวยั่วกิเลสให้เกิดดีนัก ทั้งคู่บู๊และบุ๋น ใครไม่รู้ตัว ว่าทำไมสัมผัสกับคนนี้ แล ้ว ไม่เข้ากันเลย แต่สัมผัสคนนี้แล้วก็อะไรก็ดีมาก คนนี่แหละเป็นเหตุปัจจัย จะคุ้ยกิเลสให้ออกมาล้างได้ดีนัก มิตรดี สหายดี สังคมส ิ่ งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพุทธธรรมเลยนะ เราต้องแบ่งให้ดีว่า อันนี้อยู่นอก Context นอกบริบทที่เราจะปฏิบัติ เช่น เราศีล 5 หรือเราศีล 8 เราก็ทำในกรอบเรานี่แหละ เกินกว่านั้นเรายกไว้ก่อน เราจัดการตัวนี้ได้เราจะมีทุนรอนไปสู้กับตัวต่อไป มันก็ไม่ร้ายแรงเท่าตัวแรกด้วย คือสักกายะตัวตนตัวแรกเลย คุณอาจไม่รู้ละเอียดอย่างอาตมา แต่คุณมีบารมี หรือเข้าใจโดยปริยายแล้ว ทำได้บ้างตามลำดับ ยังไม่เป็นภาษาร้อยเรียงได้เลยทีเดียว แต่ทำได้ จึงมารวมกันได้อย่างนี้ไง อยู่ไปแล้วจะรู้ว่าอาตมาเป็นใคร ให้ตั้งใจปฏิบัติดีๆ ทุกวันนี้อโศกเราได้ตั้งหลักมาแล้วเกิด จนกระทั่ง หลายคนเห็นว่าจะไปกันใหญ่หรือเปล่า จะมากไป การงานมากไป เปิดกว้างมากไป เหตุปัจจัยมากไป เกี่ยวข้องมากไป หลายคนก็เกรง คุณเกรงนะ อาตมาว่ายังน้อยกว่าอาตมาเกรงนะ อาตมาน่าจะรู้ก่อนคุณ ยิ่งกว่าคุณนะ ว่าเราทำมาด้วยมือแล้วมันจะล้ม อาตมาไม่เกรงกว่าคุณหรือ? อาตมาก็ดูอยู่ ประมาณอยู่ อาตมาใช้ สัปปุริสธรรม มหาปเทส อยู่ อะไรลอดหูลอดตา ก็แน่นอนต้องหยุดกัน ห้ามกัน อะไรไม่ควรทำอะไรควรทำ ก็ว่ากันไป อะไรควรเบรกก็เบรก อะไรปล่อยได้ ก็ไม่รู้ไม่ชี้ได้ อะไรควรหยุดก็ต้องหยุด ต้องห้ามกัน แม้เรื่องเล็กเรื่องน้อย หรือเรื่องใหญ่ก็ตามที อาตมาบอกในที ใครมีปัญญาทำก็ขอบคุณ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น อาตมาเดินไปดูต้นยางที่เห็นปลูกกัน ก็ไม่ค่อยตาย อาตมายังพูดกับปัจฉาฯเลยว่า ถ้าอีกสัก 10 ปีต้นยางโต ก็จะดูดีนะ แต่ตอนนี้มันจะไปไม่รอด เพราะมีเถาวัลย์พันไว้เยอะเลย มันไม่รอดแน่ ถึงรอดก็ไปช้า เพราะมันจะถูกอันนี้หงำนะ ใครมีปฏิภาณก็ช่วยกันดูหน่อย และส ิ่ งไม่ควรทำอย่างหนึ่งคือ อาตมาไปเห็น ตัดต้นจาน สองต้น ฝีมือเด็กสายทำไฟฟ้า โอ้โห ตัดลงไปได้อย่างไร ไม่บอกไม่กล่าวเลย ผู้ใหญ่คนไหนอนุญาตให้ตัด ต้นไม่เล็กนะ ตัดไปเลย ได้ข่าวว่าเขาจะเดินสายไฟ มันขวางทางก็ตัดเลย น่า จะหาทางเลี่ยงอย่างไรก็ตัดเลย อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องรุนแรงอย่างหนึ่งในสังคมเรา ต้นไม้แต่ละต้น เรากว่าจะปลูกโตมาได้ ทำงานก็ดี แต่ก็ต้องดูว่าอะไรควรไม่ควร อาตมาเพิ่งเห็นวันนี้แหละ ต้องระมัดระวัง อะไรควรรักษาดูแล อย่างต้นที่คลุมต้นยางก็ต้องเอาลง หรือจะให้มันไปที่อื่นก็ได้ หรืองานอะไรอื่นๆ ก็เป็นงานที่เราร่วมกันทำ เป็นสาธารณโภคี ใครจะหาว่าอาตมาหลงก็ช่าง คือ อาตมาภาคภูมิใจในพฤติกรรมของหมู่เรานะ มีผิดพลาดบ้างก็ช่วยกันบอก ก็ก้าวหน้ามาเรื่อย กว่าจะเป็น ระบบบุญนิยมสาธารณโภคี ท่ามกลางสังคมยุคนี้ที่เลวร้ายรุนแรง เห็นแก่ตัวจัด แล้วเรามารวมตัวกันอยู่ ไม่ให้อามิสเป็นเหยื่อเลย ไม่มีโลกธรรม ลาภยศให้ มันเป็นเรื่องอภินิหารมหัศจรรย์ ที่อยู่รวมกันได้อย่างดี ในยุคนี้ยิ่งเป็นได้ยิ่งมหัศจรรย์ เพราะเป็นเรื่องยากแน่ ยุคนี้ต่างคนต่างเห็นแก่ตัว ต้มกันสุกเลย สารพัดปรุงแต่งมาหลอกกัน ทุกวินาที ยิ่งกว่าวินาทีอีก พวกเราที่เห็นกันอยู่นี่ คนที่ขวนขวายเอาใจใส่ เป็น ปัญญาข้อที่ 5 ของ พระโสดาบัน คือ อาริยสาวกถึงความขวนขวายในกิจใหญ่น้อยที่ควรทำ ของเพื่อน สพรหมจารี โดยแท้อย่างไร ถึงอย่างนั้นความเพ่งเล็งกล้าในอธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ของอาริยสาวกนั้นก็มีอยู่ เปรียบเหมือน แม่โคลูกอ่อน ย่อมเล็มหญ้ากินด้วย ชำเลืองดูลูกด้วย ฉันนั้น คนที่ไม่ขวนขวายลอยไปลอยมา ก็ศึกษาให้ดี ให้ได้ประโยชน์ตน_ท่านให้ดี ไม่อย่างนั้นก็มิจฉาอยู่ตลอด ของเรามีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ ยกตัวอย่างได้ พวกเราไม่ขี้จู้จี้จุกจิก แต่ก็เตือนกันด้วยเรียบร้อยให้ได้สำนึกเอง ขวนขวาย พากเพียรเอง ลองอธิบายธรรม บุญกิริยาวัตถุ 10 ดู ซึ่ง 3 ข้อแรก เป็นของพระพุทธเจ้าบัญญัติ แต่ที่เหลืออีก 7 ข้อ อรรถกถาจารย์เป็นคนเอามาใส่ บุญ คือ การชำระกิเลส 1 . ทานมัย (บุญสำเร็จด้วยการให้ - การ สละออก ) ผู้ใดทานไม่เป็นผล ก็เพราะไม่ได้ฟัง หรือไม่เข้าใจธรรมของสัตบุรุษ หรือคบคุ้น ฟังอย่างไม่บริบูรณ์ ก็เชื่อไม่บริบูรณ์ ก็ไม่ได้ปฏิบัติจนได้ผลบริบูรณ์ แต่ถ้าทำได้บริบูรณ์ ก็จะได้ผลจริง การทานต้องให้สัมมาทิฏฐิ ทำใจในใจไม่เป็น ทำทานก็ไม่ให้ใจลดละกิเลส ก็ไม่เป็นบุญ ก็เรียกว่าทำทาน ได้แต่กุศล ได้คุณงามความดีของสังคมศาสตร์ แต่ไม่ได้ปรมัตถ์ คือวิชชาศาสตร์ที่ไปลดอวิชชา แต่ได้แค่กุศลโลกีย์ โลกก็ดีขึ้นด้วย แต่คุณทำเองสร้างสรรให้ตนกินใช้พอแล้ว ที่เหลือก็แจกคนอื่น โลกไม่เสื่อมหรอก แต่ถ้างอมืองอเท้า เบียดเบียนคนอื่นด้วยก็เสื่อม การให้หรือทานนี่มีทั้งโลกีย์ และโลกุตระ การให้ทางรูปนอกก็ดี เป็นกุศลก็ได้ จะบอกว่าเป็นผลวิบาก ก็เป็นกุศลโลกีย์ อย่างคุณให้มากๆก็เหมือนคุณฝากธนาคาร แล้วดอกเบี้ยทางธรรมนี่ผลสูงนะ ย ิ่ งฝากทางโลกุตระด้วย คือฝากแล้วลืมเลย ยิ่งได้ดอกสูง ยกตัวอย่างเหมือนทางโลกเลย ถ้าใจของคุณทำใจเป็น ไม่ต้องการอะไรตอบแทน ถึงขั้นไม่ต้องการลาภอะไรแลกเปลี่ยน จิตไม่คิดไม่ตั้งไม่มี ไม่ต้องการอะไรแลกเปลี่ยน มีผลสูง
2 . ศีลมัย (บุญสำเร็จด้วยการชำระ ล้างกิเลส ออก) ก็คือ ยิตถัง ก็อันเดียวกับยัญพิธีที่บูชาแล้วมีผล หรือไม่มีผล ทานมัยคืออามิสบูชา จะให้วัตถุหรือให้ความรู้ก็ได้ แต่ศีลมัยหรือยิตถัง คือวิธีการปฏิบัติ ทำแล้วมีผลลดกิเลสได้ไหม? ถ้าเข้าใจแล้ว ไหว้เจ้าก็ได้ชำระกิเลส การไหว้เจ้า โดยที่เรารู้ว่าเจ้าควรไหว้ ที่เป็นพระคุณเจ้าที่เป็นสัตบุรุษ ที่ควรสงเคราะห์ท่าน ด้านวัตถุ แรงงานก็แล้วแต่ นั้นแหละคือไหว้เจ้า คำว่า เจ้า คือส ิ่ งที่น่าเคารพ การปฏิบัติยิตถัง คือวิธีการ ถ้าไม่ลดกิเลสก็คือไม่มีผล จะทำอะไรก็แล้ว แต่ได้ทำสิ่งดีที่ได้สำรอกกิเลส ได้ผลหรือไม่? หรือจะได้สังคมศาสตร์ก็ได้ 3 . ภาวนามัย (บุญสำเร็จด้วยการทำ ผลเจริญให้จิต ) ก็คือ หุตัง นั่นเองคือ ผลของการปฏิบัติ เป็นผลของข้อที่ 1 และ 2 ท่านจึงแปลว่า สังเวยที่บูชาแล้วก็คือ ทำแล้วจิตเราได้เสวยผล ได้ลดกิเลสไหม? เป็นผลอาริยธรรม บุญนี่คือเอากิเลสออก แล้วได้การเจริญ คำว่า ภาวนาคือความเจริญ เป็นภาวติ เป็นการพัฒนาการทางจิต จิตที่เจริญคือเอากิเลสออกได้ เป็นการเกิดผล เป็นบุญ นี่คือหลัก 3 หลักใหญ่ๆ 4 . อัปปัจจายนมัย (บุญสำเร็จด้วยการ อ่อนน้อม ) อันนี้ลึกซึ้ง คือไม่แข็งกระด้าง ไม่หยิ่งผยอง คือ คนรับใช้ ไม่ถือดี ไม่ถือตัว เป็นคนสบาย เหมือนคนรับใช้ แต่ก็มีความรู้ความสามารถ จนเขาไม่กล้าลบหลู่ว่าเป็นคนรับใช้ นอกจากคนบ้าๆก็จะรู้สึกว่าเราใหญ่ที่มีคนมารับใช้ ไม่ใช่ว่าอ่อนน้อมถ่อมตน ก็มีแต่ไหว้แค่นั้น ก็ต้องรับใช้มีน้ำใจด้วย เป็นเวยยาวัจจมัย ก็ขวนขวายเข้า ถ้ามันไม่เป็น ก็ต้องทำเข้า 5 . เวยยาวัจจมัย (บุญสำเร็จด้วยการช่วย ขวนขวาย เอาภาระการงาน) ใครบังคับเราไม่ได้ มันไม่ชำนาญ ไม่อยากทำ มันก็ต้องฝึก ไม่อย่างนั้น อีกกี่ชาติก็ไม่เป็นหรอก เป็นคนมีกัมมัญญตา เป็นคนที่ทำงานได้ดี คล่องแคล่ว กัมมนิยะ เป็นองค์ธรรมของสมาธิ ส่วนกัมมัญญาเป็นสมาธิตัวปลาย ตัวผล เป็นองค์ธรรมอุเบกขา มันคล่องแคล่ว ถ้าพร้อมทั้งนอกและใน เรียกว่ากายกัมมัญญตา โดยจิตร่วมกันทำมีการปรุงแต่ง มีเจตสิก 3 ทำงานร่วมกัน เป็นอภิสังขาร แคล่วคล่องว่องไวปราดเปรียว ขวนขวายอ่อนน้อมถ่อมตนก็ดี ก็เจริญขึ้น 6 . ปัตติทานมัย (บุญสำเร็จด้วยการให้ที่เป็น ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ยิ่งขึ้นๆ) ท่านผู้รู้แปลว่า “บุญสำเร็จด้วยการแบ่งส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น” ก็คือเข้าถึงทาน การเจริญจริงของทานมัย ต้องรู้แจ้งรู้จริงว่า เราบรรลุธรรม เราอ่านกิเลสออก ทำได้แล้วเห็นผลของการสละออก 7 . ปัตตานุโมทนามัย (บุญสำเร็จด้วยการ ยินดีที่ได้ชำระกิเลส หรือได้บุญแล้ว แม้ผู้อื่นกระทำ) ทำได้แล้วก็จะดีใจชื่นใจพอใจ เป็นปัตตานุโมทนามัย คืออนุโมทนานี่แหละ มันตามเห็น แปลว่า ความยินดีอิ่มเอมใจที่เราได้ดี ทำสำเร็จแล้วยิ่งเป็นปรมัตถ์ยิ่งเยี่ยมยอด 8 . ธัมมัสสวนมัย (บุญสำเร็จด้วยการ ฟังธรรม ) ชอบใจ ขวนขวายฟังธรรม ยิ่งเห็นสัตบุรุษแล้ว ก็ต้องยิ่งไปฟัง เป็นซุปเปอร์สตาร์ นี่อธิบายแบบโลกๆให้ฟัง คนนี้มาแล้วต้องหาทางไปฟัง มันจะร่าเริงยินดีในธรรม 9 . ธัมมเทสนามัย (บุญสำเร็จด้วยการ แสดงธรรม ) เราเองก็เป็นผู้บรรลุพหูสูตรแล้ว ในองค์ธรรมของศรัทธาสูตร ก็เป็นธรรมทาน ธรรมทานนั้นลึกซึ้ง จริงๆแล้ว ถ้าให้โลกียธรรมก็ได้กุศลขนาดหนึ่ง แต่ถ้าให้โลกุตรธรรม ผู้บรรลุธรรมแล้ว ถึง ปัตตานุโมทนามัยแล้วก็มาเป็นผู้แสดงธรรมเป็นโลกุตรธรรมก็เยี่ยมเลยเป็นกุศลมหาศาล มันเลยบุญไปแล้ว เพราะตนเองก็เป็นผู้รื้อขนสัตว์แล้ว ยิ่งผู้ปฏิบัติได้ผลอีกยิ่งอานิสงส์เยี่ยมเลย 10 . ทิฏฐุชุกัมม์ (การทำ ความเห็นให้ถูกตรง ) อันนี ้ ก็จะได้ผลเป็นต่อเนื่องมาแน่ ถ้ามีบุญกิริยาวัตถุ ก็เจริญแน่ มีคนโค้ดมาว่าข้างนอกเขาแปล ปัตติทานมัยว่า บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ คือเขาเข้าใจว่า ได้บุญมาแล้วก็ให้คนอื่นได้ แต่ที่จริงบุญคือการชำระกิเลส ได้เป็นส่วนแห่งบุญได้ผลแก่ขันธ์ หรือแปล ปัตตานุโมทนามัย ก็แปลว่า บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา คือยินดีในความดี ของคนอื่นก็เป็นความดีโลกีย์ แต่ไม่ได้เป็นโลกุตระ ที่อาตมาอธิบายไป เรื่องในหมู่เรา ที่ปฏิบัติกัน ก็ไม่ร่าเริงในธรรมหรือฟังไม่รู้เรื่องหรือยังไงกัน?...นี่ก็ถ่ายทอดโทรทัศน์อยู่ พวกเราเป็นคนจนที่กระทบไหล่ดารา เขาระดับดาวเราระดับดินก็ไปเทียบเคียงเขา แต่เราเห็นว่าเป็นคุณประโยชน์ เราก็ทำ ที่จริงโทรทัศน์เราที่ออกอากาศคนเขาหมั่นไส้เราที่เราคุยตัว เราเอาตัวเองเสนอมาก เขาก็เลยเข้าใจโดยปริยายว่า มันตั้งสถานีเพื่อโฆษณาตัวเอง อาตมาก็ขอพูดอย่างจริงใจว่า คำว่า โฆษณา มีความหมายว่า ประกาศให้กว้างไกล ทำให้รู้ให้ได้ยินไปไกลเรียกว่า โฆษะ แล้วสิ่งนี้ควรจะโฆษะ ทำให้ได้ยินไกลไหม?...ก็ควร แต่คุณไม่มี ปรโตโฆษะ ไม่เห็นค่า ก็เลยลบหลูู่ดูแคลน ก็เป็นธรรมดา คนมิจฉาทิฏฐิอยู่ก็ไม่ฟังไม่รับ ก็ไม่มีวันจะสัมมาทิฏฐิได้ จะทำใจในใจไม่ได้หรอก ทำไม่เป็น เพราะเขาไม่รับฟัง นอกจากปฏิเสธแล้ว ยังเพ่งโทสอีก ว่าไม่เข้าเรื่อง ก็จริง ไม่เข้าเรื่องโลกียะกับพวกเขา หรือไม่เข้ากับธรรมะที่เขายึดแล้ว ก็ไม่มีปรโตโฆษะ ของเราอาตมายืนยันว่าแปลก และไม่ง่าย มัน 1 . คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2 . ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3 . ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4 . สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5 . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6 . อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7 . นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8 . ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 34 ) คำว่า สันติ คือ ส กับ อัตตะ คำว่า ส คือสย หรือตัวเราเอง ส่วนอันตะ คือแปลว่า สุดยอดแล้ว คือสันตะ ก็คือเป็นตัวเองสุดยอดแล้ว แล้วไปแปลว่าสงบ ก็คือ สมณะก็สงบ คือนิ่งสงบสุดยอดแล้ว สันตะคือ สงบพิเศษ ระงับสงบพิเศษ ของผู้ที่เข้าถึง หรือจะมาจากคำว่า สันติ บวกกับ อันติมะ ก็ยิ่งสงบสุดยอดเลย นี่คือสัจจะ ซึ่งคำบาลีมีรากของภาษาลึกซึ้งอาตมายังฟื้นได้ไม่หมดนะนี่ ปณีตา นั้นละเอียด เล็กกว่าปรมาณูเสียอีก พวกเราได้พยายามพากเพียรกันมา อาตมาก็ขัดเกลากันไป แม้ผู้เป็นอรหันต์แล้วก็ยังทำให้เจริญได้อีก เป็นวาสนาที่มันติดตัวมา เป็นกรรมกิริยา พระอรหันต์ที่กิริยาหยาบมีเยอะ แต่จิตท่านสะอาดแล้ว ก็ต้องพัฒนาตัวเองไปอีก การมารวมกันแต่ละคนต่างจริตต่างวาสนา ยิ่งไม่เป็นอรหันต์ก็ยิ่งหยาบ เราก็พยายามรู้ความจริงว่า เขาก็คือเขา เราก็คือเรา พวกเรามาอยู่รวมกันได้ขนาดนี้ ไม่ธรรมดานะ คนธรรมดาสามัญมาอยู่กับเราได้ไม่นานหรอก กดข่มได้ไม่นาน ส่วนเราอยู่ได้แล้ว รู้ว่าเราได้ลดกิเลสอะไร แล้วได้ความชำนาญ พฤติกรรม เจริญ ศาสนาพุทธไม่ได้ทำให้คนตกต่ำทุกทาง ทั้งโลกุตระและโลกียะ พวกเราพากเพียรพัฒนาไป จะได้เป็นผู้รับใช้โลกที่ดี อยากเป็นไหม? ส ิ่ งนี้ไม่ใช่เรื่องพูดเล่นเพ้อเจ้อ เอาโก้ เป็นจริงไม่ได้ อาตมานี่ตั้งใจจริงว่าจะอยู่ให้นาน ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้กี่ปี ก็ตั้งเป้าไว้เยอะ ยังเหลืออีกตั้ง 70 ปีนะ ไม่ได้เพื่ออะไรหรอก แต่เพื่อนำสิ่งประเสริฐอันนี้ของพระพุทธเจ้า สืบทอดให้ช่วยสังคม เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาของสังคม พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) อาตมาพยายามคืนความสุขให้แก่ประชาชน ทำมานานกว่าคุณประยุทธ์อีก ทำมา 40 กว่าปีแล้ว ทำมาตั้งแต่เป็นฆราวาส ก็เป็นเรื่องสบายใจ เป็นความสุขที่สูง เป็นปรมังสุขัง หรือวูปสโมสุข เป็นสุขที่สงบเย็น สบาย ไม่ใช่สุขโลกีย์บำเรอด้วยอามิสโลกๆ ที่เป็นความสุขหลอกหรือความสุขเท็จ ก็พากเพียรกันดู อาตมาบอกมานานแล้วว่าพวกเราจะเป็นคนอายุยืน หากทำจิตให้สะอาดแล้วจะทำให้อายุยืน ที่พระพุทธเจ้าว่าเอา โพชฌงค์ 7 ไปท่องให้คน แล้วจะอายุยืน ก็จริง หากคุณปฏิบัติได้นะ แล้วยิ่งเป็น โลกุตระธรรม 46 อีกก็ยิ่งชัด …จบ