600531_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ศีลข้อ 1 โดยละเอียด.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข30 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

600531_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ศีลข้อ 1 โดยละเอียด

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพุธที่ 31 พฤษภาคม 2560 ที่สันติอโศก วันนี้ ก็ได้ไปศาลเจอพันธมิตรที่ไม่เคยได้เจอพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างนี้ ก็มีผู้ที่ถูกฟ้อง 10 ท่าน(พ่อท่านว่าพ่อท่านเป็นแกนตาม) มีคนบอกว่าทำไมแซมดินไม่ถูกฟ้อง ก็มีคำเฉลยว่า ก็เพราะว่าถูกเขมรควบคุมตัวไว้ที่คุกเปรซอว์นั่นเอง ศาลยกฟ้อง เพราะ เราชุมนุมก่อนมี พรบ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ชุมนุม กุมภาพันธ์ แต่ พรบ.ความมั่นคงฯ ออก มีนาคม อัยการก็คงไม่ฟ้องต่อ เพราะว่าเป็นคดีเล็กๆ ก็เป็นที่รู้กันว่า พวกที่มาเป็นจำเลยก็ไม่น่าจะเป็นตัวร้ายในสังคม มีคนทักทายคุณสนธิว่า อยู่ในคุกดีนะ หน้าตาก็ดีขึ้น... คุณสนธิตอบว่า ผมอยู่ในคุกโน้นสบายกว่า จิตใจสงบดีกว่าพวกที่ติดคุกบนถนน ต้องถูกขังอยู่ในรถเพราะน้ำท่วม รถติด..คุณสนธิก็คงจะทำใจได้ เรื่องคุกนี้ พระพุทธเจ้าบอกว่าคุกอย่างนั้นไม่ใช่เป็นคุกที่น่ากลัว มีสมัยหนึ่ง พระด้วยกันออกบิณฑบาตไปเจอนักโทษที่เขาถูกแห่ประจาน ถูกขื่อคาเครื่องจองจำทุกข์ทรมาน บิณฑบาตกลับมาก็มาพูดกันว่าน่ากลัวน่าสยดสยอง แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า ขื่อคาเครื่องจองจำอย่างนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่การจองจำที่น่ากลัวคือ บุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัติเพชรนิลจินดา ขื่อคาแบบนั้นไม่อยากจะออกเลย แต่ขื่อคานั้นคนก็อยากจะออก คนมาอยู่ในสาธารณโภคีพ่อครูก็ได้ปลดปล่อยขื่อคาเครื่องจองจำออกไปพอสมควรแล้ว วันนี้

พ่อครูว่า...อาตมาก็คงไปถอดขื่อคาของใครไม่ได้หรอก นี่ก็ต้องถอดของตัวเอง อาตมาทำงานด้านนี้ ปางนี้ทำด้านนามธรรมเป็นหลัก มองยากมองไม่เข้าแต่ก็ต้องทำ เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะมันยากเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องชำนาญต้องขยัน อุตสาหะพากเพียรอย่างแท้จริง เพราะเป็นนาม

อ่านต่อ

ธรรม เป็นอรูป อรูป กับนามธรรมต่างกันอย่างไร อรูปคือรูป รูปคือสภาวะที่ไม่มีความรู้สึกไม่มีความรู้ ไม่ใช่นาม มันเป็นอุตุ อุตุเลย แม้พีชะ มันก็ยังไม่เป็นรูป เป็นดินน้ำไฟลม อย่างเก่งก็แค่อากาศเท่านั้น มันยังไม่เป็นชีวะขึ้นมา ถ้าเป็นชีวะมีธาตุรู้มีสัญญา ที่เป็นตัวเอง ที่ตัวเองรู้ ความเป็นตัวของตัวเอง แล้วก็มีการรู้ มีสัญญากำหนดหมายเลยว่า จะเป็นตนเองนั้นต้องมีอะไรบ้างประกอบเป็นตนเอง พืชพันธุ์ธัญญาหาร มันดูแล้วมันก็ไปเอา แต่ที่มันไม่รู้คือ ไม่รู้อย่างเฉลียวฉลาด มันรู้อย่างซื่อบื้อ จะเอาอย่างนี้ Java ก็เป็นสัญชาตญาณของพืช จะเป็นญาณปัญญามันก็ไม่ถึงหรอกขอยืมคำมาใช้ กำหนดเกิด สัญชาติ ไม่ถึงขั้นญาณ แล้วมันประกอบไปด้วยธาตุอะไร ของที่มันไม่ใช่จะเอามาประกอบเป็นตัวมัน มันไม่เอา ไม่รุกรานแย่งชิงกับใคร ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ทำไม่ได้ก็เสื่อมลงจนสูญพันธุ์ ไม่มีการไปทำลายทำร้ายใคร มันมี แต่ตัวของมันเอง แต่เมื่อมาเป็นจิตนิยามเป็นเดรัจฉานก็จะมีการรุกรานคนอื่น พีชะมีพลังงานเฉพาะตัวของมันเอง เจริญหรือเสื่อม แต่จิตนิยามนี้เจริญก็ไปทางร้ายก่อน ไปรุกรานอันอื่น สัตว์จะรุกราน โดยเฉพาะพืชพันธุ์ธัญญาหาร มันต้องเอาไปใช้ได้ แม้จะเป็นสัตว์ด้วยกัน ทะเลาะกันขัดแย้งมีตัวตนต้องเป็นใหญ่ต้องเอาชนะ ที่ต้องเบียดเบียนรุกรานกัน สัตว์มันก็เริ่มรุกรานมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สัตว์เล็กเช่นแบคทีเรีย มันก็รุกรานกินสัตว์อื่น เข้าไปทำลาย มันไม่รู้หรอกแต่มันก็ต้องทำ มันเป็นตัวมันเองแล้ว อย่างเห็นแก่ตัว สูงขึ้นมาจนกระทั่งมีภูมิปัญญาไม่รุกรานไม่ไปเบียดเบียนใคร นอกจากไม่รุกรานเบียดเบียนใครก็ยังทำประโยชน์แก่ผู้อื่น เสียสละแก่ผู้อื่น ที่พูดนี้ยังเป็นโลกียะอยู่ อยู่ในวังวนของโลกีย์ ผู้มีภูมิธรรมสูงขึ้น ก็พยายามสร้างจิตนิยามของตัวเองต้องพยายามบังคับ ใช้คำว่าบังคับ ก็ต้องเปลี่ยนสกุลของจิตวิญญาณให้เป็นโลกุตระให้ได้ เป็นพลังงานที่ละเอียดละออจนถึงขั้น เป็นอัญญธาตุ เป็นโลกใหม่เลย ได้จิตนิยามอันนี้แล้วไม่รุกรานใครจริงๆ ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป มีจุดสำคัญที่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้ โลกียะ นั้นปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่ได้ แม้จะเป็นศาสดาที่สอนให้มาเป็นคนดี ไม่รุกรานใครเสียสละตนเอง ตายเพื่อคนอื่นได้เลย ยอดเยี่ยม แต่ทำลายตระกูลตัวเอง ทำลายเชื้อตัวเอง ให้สูญไปจากโลกนี้ไม่ได้ อันนี้คือปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ และยังสำคัญกว่านั้นอีก จะอยู่ต่อไปก็รู้จักวิบาก เพราะรู้จักจิต เจตสิกต่างๆ ถึงขั้นระดับ อุตุนิยาม จิตนิยาม และรู้กรรมนิยาม สามารถทำธรรมนิยามให้ทรงอยู่ตั้งมั่น“นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” ยังยืนถาวรไปได้อย่างจริงจัง แต่ก็สลายที่คงทนยั่งยืนแน่นอนนี้สลายไปได้อีก ในระดับความรู้ที่เรียกว่าปัญญา เป็นความรู้ของโลกุตรธรรมอารยธรรม อเทวนิยมเท่านั้น ศาสนาอื่นไม่มีความรู้เช่นนี้มีแต่ความรู้ทางเฉกา โลกียะ ดีสุดสูงสุด ถ้าจะนับแล้ว จะเป็นประโยชน์มีความสูงมีประโยชน์คุณค่าต่อมนุษยชาติ สูงกว่าพุทธก็ได้ พุทธจะไม่เป็นประโยชน์ต่อโลกสูงสุด แต่จะมามองว่า ได้ประโยชน์ต่อคนตามสัปปุริสธรรม ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด มีครน. หรม. ที่จะได้ประโยชน์สูงประหยัดสุด เท่าที่ควร เกี่ยวกับกาละ และ สัปปุริสธรรม 7 อัตถัญญุตาคือเป้าหมายจุดสำคัญ อัตตัญญุตาคือตัวเรา ตัวเราก็เท่านี้จะทำเกินตัวไม่ได้ ทำได้ประโยชน์สูงประหยัดสุด ในกาละหนึ่ง ต้องประมาณตน ตัวเราก็เท่านี้ มัตตัญญุตาต้องประมาณให้ได้สัดส่วนให้ดี แล้วตัวเราประมาณแก่ตัวเองได้แล้ว แล้วก็เกี่ยวกับคนอื่น เกี่ยวกับกาละเวลา เกี่ยวกับหมู่กลุ่ม หมู่เล็กหมู่ใหญ่ ปริสัญญุตา หมู่นี้จะช่วยแค่นี้นะ มันต่างกับหมู่ใหญ่ต้องอนุโลมปฏิโลม ตัวเราทำได้แค่หมู่นี้ หมู่อื่นทำไม่ได้ เป็นต้น เฉพาะบุคคลอีก ปุคคลปโรปรัญญุตา จะช่วยเฉพาะคนนี้ก็ต่างกับหมู่ในรายละเอียดอีก ช่วยเฉพาะคนนี้ เพราะช่วยคนนี้มีประโยชน์มากกว่าไปช่วยคนทั้งหลาย ไม่ได้ประโยชน์เท่าช่วยคนคนนี้ คนๆนี้จะไปช่วยคนอื่นต่อไปได้อีก ในสัปปุริสธรรม 7 ประการ ประมวลความจริงที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างสูงสุดที่ปราชญ์ของพระพุทธเจ้า อาริยะของพระพุทธเจ้าต้องรู้ อรหันต์ต้องรู้หลัก 7 อย่างนี้อย่างสำคัญ ยังแถม มหาปเทส 4 อีก อยู่กับปัจจุบันไม่เที่ยง แล้วเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ที่พระพุทธเจ้าห้าม หรืออนุญาต แต่ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าห้ามหรืออนุญาตไว้ ก็ต้องประมาณเองอีก สรุปแล้ว โลกุตรบุคคล อาริยะ ผู้ฉลาดของแบบพระพุทธเจ้าจึงเป็นความฉลาดที่สูงสุดไม่ใช่เอาเฉพาะตัวเอง ฉันโก้ ช่วยเหลือคนอื่นจนตัวเองตายแต่ประโยชน์ไม่มาก ตัวเองเป็นพระเอกแต่ประโยชน์ไม่มาก อย่างนี้เป็นต้น พระพุทธเจ้าไม่เอา ท่านให้คำนึงสิ่งแวดล้อม ทั้งเรา ทั้งเขา หมู่น้อย กลาง ใหญ่อีก จึงคำนวณทุกอย่างเลย แม้ ครน. หรม. ครน.คือทำให้ก้าวหน้าสูงระดับคูณเลย ก้าวหน้าให้มากที่สุดแต่ให้เสียผลน้อยที่สุด คนที่จะพาให้ไปทำให้สูญเสีย มันต้องมีส่วนเสียส่วนดี แต่ให้ส่วนเสียน้อยที่สุดให้ก้าวหน้าสูงสุด หรม. หารร่วมมาก ทำสิ่งที่เสียออกให้มากที่สุด ทำสิ่งที่เป็นพิษภัยให้ตายให้หายออกไปได้มากที่สุด แต่มากที่สุดนั้นก็คือ หรม. ซ้อนไปหาน้อย ที่เอาออกให้ได้มากที่สุด แต่ให้ได้ประโยชน์มาก อย่าให้ประโยชน์น้อยนะ หารร่วมมาก เอาออกคือเอาสิ่งเสียหายสิ่งทำลายเป็นพิษภัยออกให้ได้มากที่สุด แต่ก็ต้องให้ได้มากที่สุด ซ้อนเลย หารร่วมมาก เอาออกให้ได้มากที่สุดทำลายให้ได้มากที่สุด แต่ก็ต้องมีผลเหลือที่ได้มากที่สุด สิ่งที่เหลือต้องให้ดีที่สุดมากที่สุดด้วย

หลับตาปฏิบัติเป็นทางเอกไม่มีทางบรรลุธรรม เข้าสู่ประเด็นที่อาตมาอยากจะช่วย ผู้ที่มีภูมิธรรมบ้างแล้ว แล้วท่านก็เป็นครูบาอาจารย์ และมีลูกศิษย์ลูกหามากกว่าอาตมาก็เยอะแยะ ไม่ต้องเอาใคร ธัมมชโยก็มีลูกศิษย์ลูกหามากกว่าเยอะ เถรสมาคม มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะกว่าอาตมา อาตมามีลูกศิษย์แค่นี้ แข่งไม่ได้ อาตมาเอาเนื้อๆแก่นๆได้เท่านี้ ไม่ตะกละตะกราม ขอย้ำอีก คือ 1.ศาสนาพุทธที่นั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีทาง บรรลุธรรม ไม่ใช่ของพุทธ นั่งหลับตา เป็นแค่อุปการะ มาก ไม่ใช่เรื่องก่อเกิดผล ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องเอกแต่เป็นเรื่องรอง เป็นผู้ช่วยไม่ใช่ตัวจริง ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นอย่าเอาเรื่องนั้นเป็นเรื่องเอก เอาเป็นเรื่องรอง นั่งหลับตาให้ตายก็ไม่มีทาง บรรลุธรรม อ่านพระไตรปิฎก พรหมชาลสูตรให้แตก ทำความเข้าใจให้ดีๆให้ละเอียด ท่านว่าไว้ชัดแล้ว ทวนย้ำอีก พระพุทธเจ้าท่านตรัส ในนี้ว่า เป็นทิฏฐิ ความรู้ความเห็นท่านรวมไว้แล้วว่ามี 62 ความรู้ความเห็นที่แตกต่างกัน แล้วที่ใกล้เคียงกันคือ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 จาก 62 (62-5=57) 57 ทิฏฐินั้นไม่คล้ายกันเลย มีกามคุณ 5 ฌาน 1 2 3 4 เรียกฌาน เรียกกามเหมือนกัน กามคุณ 5 เอาวรรคไว้ทีหลัง ตอนนี้พูดถึงอาจารย์ทั้งหลาย เราพูดเรื่องฌานกัน ตอนนี้เผื่ออาจารย์ ฌานนั้นมีฌานที่เกิดในขณะหลับตา กับฌานที่เกิดในขณะลืมตา ของพระพุทธเจ้านั้นลืมตานะจ๊ะ ของพระพุทธเจ้าเป็นฌานที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ห้าทวาร ทวารที่ 6 ใจ หลับตานั้นมีแต่ทวารใจทวารเดียว ปิด ตาหูจมูกลิ้นกาย จึงเป็นนิพพาน แหว่งๆ ต่อให้ดับอาสวะสิ้นได้ก็บางๆอย่างไม่หนาอย่าง เอกัจจะเท่านั้น ที่ถอนอาสวะได้นั้นไม่แน่จะสมบูรณ์แบบไหม จะมี นิจจัง ทุวัง หรือไม่ ไม่มีเหตุปัจจัยภายนอกประกอบ แต่ถ้านั่งหลับตาตลอดไป เอาแต่สะกดจิตก็ได้ แต่ไม่เป็นอุภโตภาควิมุติ ทั้งปัญญาและเจโต คุณได้แต่เจโตอย่างเดียว พระพุทธเจ้าถึงต้องกำกับว่าแม้จะมีกายสักขี คนอื่นเห็นเป็นสักขีพยาน เพราะว่าคุณไม่ละเมิดเลย คนอื่นเป็นสักขีพยาน แต่ก็ได้ถาวรบางอย่าง ถ้าเอาเหตุปัจจัยภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจกระแทกแล้ว ไม่เที่ยงแท้ไม่นิรันดร์ ไม่ “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” อย่างนี้เป็นต้น สรุป อีกทีหนึ่ง หลับตาไม่มีทางบรรลุธรรม สมาธิหลับตาเป็นสมาธิสากลสาธารณะมีอยู่ตลอดกาล เป็นสมาธิที่ทุกศาสนา แม้ไม่ใช่ศาสนาเขาก็ใช้ สะกดจิตเอาไว้ สามัญปุถุชนก็ สะกดไว้ เขาก็ทำ ถ้าสะกดได้เก่งก็ได้นานร้อยชาติพันชาติหมื่นชาติแสนชาติก็ได้ ก็คุณสะกดมาไม่รู้กี่แสนชาติก็ได้ผลแน่นอน เป็นพลังงานที่คุณสร้างแบบนั้นก็ต้องได้ แต่มันไม่จบ มันวนเวียน สังกุปปัง กลับกำเริบได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าแท้ ข้อสำคัญก็คือ มันไม่สามารถจะเกิดอุภโตภาควิมุติ วิมุติทั้งเจโตและปัญญา วิมุติรู้รอบเลยว่า เราจะอยู่ต่อไปอีกนานเท่านาน เท่ากับนิรันดร์ แต่ศาสนาพุทธมันไม่นิรันดร์ อย่างพระอวโลกิเตศวร ก็แข่งกับพวกนิรันดร์ จะรื้อขนสัตว์ให้นิพพานหมด จะได้อย่างไร สัตว์เดรัจฉาน สัตว์เซลล์เดียวก็เกิดตลอดเวลา จะช่วยสัตว์ทุกตัวให้นิพพานหมด ก็เป็นเพียงอุดมการณ์ท่านทำไว้เท่านั้น ที่จริง อวโลกิเตศวร คือยิ่งใหญ่ในโลก อว คือไม่มีพฤติกรรมจริง อ คือไม่ ว คือพฤติกรรมจริง อวโลกิเตศวรคือยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ในสภาพ สาม ในโลกที่มีองค์ 3 พีชนิยามก็มีองค์ 3 เป็นสภาพชีวะอยู่ อว คำนี้แปลว่าไม่มีพฤติกรรมนี้ อย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็น ปณิธาน อุดมคติ ซึ่งจะต้องใช้ในมนุษย์ หากมนุษย์ไม่มีอุดมคติ ปณิธานสูงสุดก็จะวนเวียน แต่ถ้าอุดมคติสูงก็เป็นถึงศาสดาแต่ละองค์ๆ จะบอกว่าพระศาสดาแต่ละองค์ใครสูงกว่ากันก็ไม่มีหลักการเทียบ แต่ของพุทธนี้มีหลักการ สูงสุดจนเทวนิยมไม่สามารถไล่ทัน กลับมาสู่เป้าประเด็นหลัก คือ ขอให้พิจารณาดีๆ ว่า นั่งหลับตานั้นมันอยู่เพียงทวารเดียว และสิ่งที่รู้นั้นมันไม่มี อัญญะ มันมีแต่ สัญญะ แม้คุณจะรู้ธรรมะ ชือว่าโลกุตรธรรมรู้แล้วแต่ดันทุรังหลับตาปฏิบัติ ก็ได้แต่ ญะๆๆๆ คือ ภาษาเหนือแปลว่าทำ ญะ แปลว่าการกระทำ คุณกดทำของคุณอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน มีแต่สัญญะ ข้ามเขตมาเป็นอัญญะ ปัญญะไม่ได้ ต่อให้มีภูมิรู้ อัญญะ แต่ดันทำ หลับตาก็ไม่มีปรโตโฆษะ ไม่ได้เปิดทวารทั้ง 5 ไปรับรู้โลกของกามคุณ 5 ที่เป็นกิเลสหยาบใหญ่ ถ้ามีแต่จิตกิเลสพวกนี้คุณไม่รู้ เกิดมาเอาแต่หลับตาอย่างนั้นหรือ ไม่มีการเปิดตา หูจมูก ลิ้น กายเลยหรือ เป็นคนตาบอดก็ไม่มีทวารตา แต่ดับประสาท กลิ่น ลิ้น หู สัมผัสนอกไม่มี มีแต่สัมผัสภายใน ก็ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์เลยนะ

ที่หลับตาปฏิบัติจะได้แต่อดีตกับอนาคต อดีต 18 อนาคต 44 และใน 44 นี้มีปัจจุบันอีก 5 อนาคตจริงๆ มี 39+5 ปัจจุบันเป็น 44 เท่านั้นเอง คุณจะไปยึดแต่หลับตาๆ ก็จมกับอดีตกับอนาคตเท่านี้ ก็ได้แต่เจโตสมาธิ ที่ทำเจโตสมาธิ ปัจจุบันก็เป็นปัจจุบันภายใน ไม่ออกมาสู่ ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก มีแต่ฌานภายใน ฌานของพระพุทธเจ้านี้ ฌานอยู่ที่ใดปัญญาอยู่ที่นั้น ปัญญานี้คือการเกิดของ พลังงานที่ต้องปฏิบัติด้วยองค์ 6 องค์ 6 นี้ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ที่เจริญต้น กลาง ปลาย แต่จะเกิดได้ต้องมี ธรรมะวิจัย มัคคังคะ ต้องวิจัยทั้งนอกและใน โลกและอัตตา ถ้านั่งหลับตาก็หลับหูหลับตาไม่รู้โลก แค่ตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ไม่เปิดรับ แล้วมันก็จะครบกระบวนการเมื่อไหร่ กระบวนการของปัญญา จะบอกว่า พระพุทธเจ้าบอกว่ามันเกิดจากการทำอาชีพ ทำกาย วจี มโน กัมมันตะ และก็พูดได้อยู่ ไม่ใช่นั่งหลับตาไม่ได้ทำ พูดหรือทำ ถ้าเอาแต่คิดไม่พูดหรือทำอะไร ขออภัย อาตมาพูดรุนแรง น้ำหนักแรง เหมือนพูดกับลูก แต่อาตมาก็ยึดเป็นลูกก็เข่นเอาๆ คนข้างนอกก็เลยได้รับประโยชน์น้อย เขาจะถือสา เพราะยึดติดว่าต้องสุภาพ นิ่มๆ แต่ยุคนี้หากนุ่มนิ่ม ตัวคุณเองไม่ได้รับประโยชน์หรอก สุภาพคือภาวะที่ดี ภาวะที่จะได้ประโยชน์ได้ผลที่ดี ไม่ขึ้นอยู่กับความนุ่มนิ่มหรือความเบา หรือความแรง ขึ้นอยู่กับหลักฐานความเหมาะควรตามมหาประเทศ และสัปปุริสธรรม 7 คุณไปกำหนดเอาว่าอย่างนี้แรงอย่างนี้เบา ก็สมมุติตามสเปคของคุณเอง ไม่ทั่วไปไม่เป็นสาธารณะไม่สมบูรณ์ นั่งหลับตาไม่ใช่ของพุทธในทิฏฐิ 62 เพราะการนั่งหลับตาไม่มีกายสังขาร ที่ต้องลดกิเลส กายสังขารก็ไม่ได้เรียน วจีสังขารก็ไม่มีการออกมาพูด มโนสังขารก็จะได้อย่างเก่งก็ได้สังกัปปะ 7 ในวจีสังขาร แต่คุณจะอ่านสภาวะวจีสังขารได้ไหม ถ้านึกไม่ออกก็ทำสังกัปปะ 7 ไม่ได้ กระบวนการ สังกัปปะ 7 จะต้องสร้างวจีสังขารที่ยังไม่ออกเป็นวจีกรรม ดีไม่ดียังไม่มีอธิวจนะ ยังไม่ตั้งชื่อเป็นแค่ปฏิฆสัมผัสโส เกิดจากการ กระทบกัน แม้จิตว่าง นิ่งเฉยได้ แต่ไม่ได้ตั้งชื่อ ก็ไม่สามารถพูดออกมาให้คนภายนอกรู้ แสดงออกกายกรรม นัจจะ คีตะ วาทิตะไม่ได้ เพราะแค่ตั้งชื่อก็ไม่มี แม้อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา นั้น คุณเอาแต่นั่งหลับตาทำ มีแต่ static แต่ไม่มี dynamic คือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ไม่มี ก็เพราะเรียนแต่อัตตาสะกดจิต จะไปคิดอย่างอื่น มีแต่หนึ่งไม่มีสภาวะสอง มีแต่สภาวะนิ่ง ไหวแวบมานิดหน่อยคุณไม่เอาเลย ปฏิบัติให้ตายก็ได้อุเบกขา ที่ static สถานเดียว อุเบกขาที่จะมี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ไม่มีเพราะมุทุธาตุคุณ static อย่างเดียว แต่มุทุนี้จิตต้องไว เป็นตัวอ่อนไม่ใช่ตัวแข็ง ไวได้มีวิญญัติได้ ตัวมุทุภูตธาตุจิตต้องไวได้ แต่คุณไปเล่นกดข่มสะกดจิตให้นิ่งแข็งท่าเดียวจะไม่เกิดมุทุภูตธาตุเลย ที่อธิบายอยู่คือโยนิโสมนสิการ เพื่อให้ทำใจในใจให้เป็น ไม่เช่นนั้นคุณก็ทำใจในใจอย่างไม่เป็นพุทธ เป็นมิจฉาทิฐิใน 62 อย่างนี้ ย้ำหัวตะปูว่า สะกดจิตนั่งหลับตาถ่ายเดียวไม่ใช่ทางเอก แต่หลับตาเจโตสมาธิก็เป็นอุปการะมาก อาตมาก็ใช้ ถ้ามีแต่สมถะอย่างเดียวโดยปฏิบัติมรรคมีองค์ 8เลยไม่เรียน supraconcentration เลย มีแต่ meditationก็เลิกคุยกัน แต่อาตมาเรียนทั้งสองอย่าง แล้วก็เรียน concentration เป็นหลักด้วย meditation เป็นรอง อาตมาไม่ได้ตีทิ้งนั่งหลับตานะ เป็นอุปการะ เป็นประโยชน์มาก 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี . 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน)

อาตมาทุกวันนี้ใช้การระลึกสัญญาเก่า จิตที่สงบ เช่นอาตมานอนหลับไปพอสมควร ตีสามตีสี่ เทวดามาคุยธรรมะแล้ว นอกจากเพลียมาก ก็แล้วแต่วาระเวลา ตามธรรมชาติ แต่ก่อนตีสองก็ลุกมาทำงาน แต่เดี๋ยวนี้เขาหาว่าอาตมาอายุยาว ถ้า 100 ปีก็ต้องยอมรับแล้วว่าอายุยาว

ศีลข้อ 1 โดยละเอียด พรหมชาลสูตรมีรายละเอียดที่ชัดมาก ท่านเริ่มด้วย การตำหนิและการชม และท่านก็บอกว่าถ้าจะชมแล้ว แม้เราตถาคตนี้ แม้เราสูงสุดแล้ว จะชมเราก็ชมที่เรามีศีล ซึ่งยังต่ำนัก มนุษย์ ในความเป็นมนุษย์ จะต้องมีศีล จึงจะได้เป็นมนุษย์ ถ้าไม่มีศีลแม้แต่หนึ่งข้อก็ยังไม่เป็นมนุษย์ จะเรียกว่าคนตามภาษาไทยก็ได้ ถ้าเป็นสัตว์เป็นสัตว์โลกที่จิตยังไม่สูง ไม่เจริญแท้ไม่เป็นมนุสโส มีศีลคืออย่างไร เช่นศีลข้อ 1 ข้อต้นเลย มีศีลคือ ท่านแปลศีลว่าปกติ แปลศีลว่ามีกรรมกิริยาพฤติกรรมปกติ กิริยาคุณ ในชีวิตประจำวัน การเคลื่อนไหว พลังงาน ไม่ฆ่าสัตว์ และวางทัณฑะ วางศาสตรา มีใจเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1. พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรามีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. แม้ความรู้ก็เป็นอาวุธ ความรู้แกมโกงคืออาวุธร้าย ฆ่าคนโดยเขาไม่ต้องฆ่า แต่เขาคือตัวการฆ่า การฆ่าคนด้วยความรู้นี้อำมหิตมาก ใช้แต่นามธรรมความรู้ในการฆ่า โดยให้คนอื่นฆ่า เช่นหลอกให้ไปตายเอง ตกเหวเอง หรือหลอกให้ไปถูกฆ่า อย่างอาจารย์องคุลีมาล หลอกองคุลีมาล แต่เนื่องจากมีบารมีเลยรอด ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าก็ไม่รอดหรอก ไม่เช่นนั้นทำอนันตริยกรรมก็ต้องวนเวียนไปอีกนานเลย แต่นี่ดีที่มีพระพุทธเจ้าในยุคนั้น และท่านก็มีบารมีร่วมกันจะมีตำนานอีกมาก ที่ได้ร่วมกัน พระพุทธเจ้าจึงได้มาช่วย วางทัณฑะ วางศาสตรา ทัณฑะคืออาวุธหยาบ เป็นรูป แต่ศาสตาคือความรู้ นอกจากนั้นยังมีความเอ็นดู มีเมตตา มีความรัก สงสาร มีความกรุณา ลงมือทำ กรุณาลงมือช่วย หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง สัตว์เล็กสัตว์น้อย แม้จะเป็นสัตว์เซลล์เดียว ตีกรอบของพีชนิยามออก ออกมาเป็นจิตนิยามได้ มันเป็นพลังงานที่ หลุดออกมาสู่จิตนิยาม พ้นตระกูลเดิมออกมาได้ ที่เป็นตระกูลทางนามธรรมอันลึกซึ้ง แล้วไปทำลายเขาทำไม กว่าเขาจะเสริมพลังงาน มีความรู้และความจริงให้ตัวเองหลุดออกมาจากตระกูลพีชะมาเป็นจิตนิยามได้ อย่าไปทำลายเขา แล้ว จิตนิยามแม้แต่เซลล์เดียว ต่อไปก็อาจจะพัฒนาตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าได้ในอนาคต แม้ไม่รู้กี่ล้านชาติ จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็อาจจะเป็นได้ในอนาคต สัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว ขอบคุณผู้ที่แปลเป็นภาษาไทย ชีวะ ปราณะ ภูตะ ความเป็นชีวิตในระดับละเอียด ชีวะ คือชีวิต ปราณะ คือชีวิตระดับละเอียด แต่ภูตะนี่ละเอียดกว่า ปราณะ อีก ผู้ไม่มีศีลข้อเดียวข้อแรกที่ไปทำลายสัตว์ ไม่ได้ชื่อว่าคน แม้ได้ร่างคนนี้ มีคอหยักๆสักแต่ว่าคน ไม่พิการก็ตาม ร่างคุณเป็นคน แต่จิตวิญญาณ ความฉลาดเฉโกของคุณ อยู่กับภาพที่เขาเขียนศิลปะ ตัวเป็นคนแต่หัวเป็น สัตว์ต่างๆ อย่างไรอย่างนั้น เป็นงานศิลปะที่ส่อแสดงรูปและนามได้ชัดเจน คืองานศิลปะขั้นโลกุตระ ใส่สูตรอย่างดี ใหญ่โต แต่หัวเป็นสัตว์ เสือสิงห์ ไอ้เข้ ลิง ควาย หมด แม้แต่เหี้ย ก็มี นั่นคือศิลปะโลกุตระที่สื่อสัจจะได้ชัด เด็กสัมผัสยังรู้เลย ย้ำอีก คนยังฆ่าสัตว์อยู่นั้นไม่ใช่คน ของพุทธไม่ฆ่าสัตว์ แม้อ้างว่าเพื่อกินเพราะว่า คนเป็นสัตว์กินพืช ไม่ใช่กินทั้งพืชและเนื้อ แต่กินพืชอย่างเดียว พิสูจน์ได้เลยกินพืชอย่างเดียวนี้อายุยืนกว่ากินเนื้อ คนที่ไปอยู่บนภูเขามีพันธุ์ธัญญาหาร ได้กินสัตว์น้อยมาก อายุถึงเป็น 100 200 300 ฤาษีชีไพรมีเป็น 400 ปี พูดในยุคกาลนี้นะ ไม่ต้องพูดถึงแต่ก่อนมีอายุถึงหมื่นปีแสนปี คนมีฟันกรามที่ใช้เป็นหลัก ฟันช้างม้าวัวควาย เล็บก็ไม่ใช่เล็บแบบ claw แต่เป็นเล็บแบบ nail น้ำย่อยก็พิสูจน์มาหมดแล้ว นักวิทยาศาสตร์นักโภชนาการที่พิสูจน์ชัดเจน เขาจึงรู้ว่ามนุษย์ หรือคน เป็นสัตว์กินพืช ไม่ใช่อยู่ในตระกูลกินทั้งพืชและสัตว์ คุณจะเชื่อว่ามนุษย์กินสัตว์อย่างเดียวคงจะไม่ใช่แม้จะหลงว่ากินทั้งพืชและสัตว์ก็ไม่ใช่ กินพืชอย่างเดียวนี่แหละรับรองว่าชีวิตจะดีงามสดชื่น

ผู้ที่ทำเจโตสมถะตามคำสอน ในพรหมชาลสูตร คุณจะรู้แต่อดีตกับอนาคต แม้ปัจจุบัน 5 กามคุณ 5 กับฌานทั้ง 4 ก็อยู่ในภพ ภวังค์ไม่ได้ออกมาสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายภายนอกเป็นปัจจุบัน ของพระพุทธเจ้านิพพานต้องเป็นปัจจุบันลืมตาออกมากับ 5 ทวารกับใจเป็นทวารที่ 6 ทำงานร่วมกัน อย่างครบพร้อม แล้วรู้ว่าอะไรเป็นกิเลสอะไรไม่เป็นกิเลส กิเลสตั้งแต่หยาบจนถึงภายใน ผู้ที่ปฏิบัติธรรมหลับตาจึงไม่รู้แม้แต่สิ่ง ที่หยาบ อย่างธัมมชโย เสพติดหยาบมหาหยาบ เขาหลงตนว่าฉลาด แต่ฉลาดชั่วมากจนคนจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ก็นึกว่าตัวเองเก่ง คนอื่นหลงลมเก่ง คนในสังคมก็หลงนับถือ หลงตนว่าเก่งเลยทำบาปซับซ้อน ซวยไหม เขาทำเองนะ ไม่ได้ลงโทษ ความโง่ของเขา แล้วกรรมเป็นอันทำ เอาความรู้ที่สร้างหรูหราใหญ่โต สุดยอดอย่างนี้ เขียนเป็นภาพได้ก็เขียน ที่เขียนไม่ได้ก็พูดเอา วิมานนี้ทิ้งฤาษีลิงดำไปหลายช่วงเลย ชั่วกว่าฤาษีลิงดำไปหลายชั้นที่แค่หลอกสวรรค์วิมาน 7 ชั้นแค่นั้น ต้องขอบคุณที่ให้เป็นสื่อการสอน ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ชัดเจน คำว่าหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงจึงตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว อย่าไปทำร้ายเขา ปรารถนาดีต่อเขา แต่บางที สัตว์เซลล์เดียว เป็นแบคทีเรียจะไม่กินเรา คุณก็ตายก่อนเถอะ เราก็กินยาฆ่าไปบ้างก็จำนน ก็ต้องรักษา ให้เสียสละส่วนน้อยเพื่อส่วนมาก แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ไม่มีวิบากนะ เพราะฉะนั้นบางท่านไม่ยอมกินยา ไม่ยอมทำลายสัตว์ใด ปล่อยให้ตายไปเอง ไม่ใช่ไปชี้โพรงให้กระรอกจะไม่ต้องกินยาเลย ก็เอากันเท่าที่ควร ไม่ใช่พูดกลับกลอก เป็นเรื่องสลับไปสลับมา นี่แค่ศีลข้อ 1 คำตรัสของพระพุทธเจ้าแค่นี้ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดูมีความกรุณา ขยายความให้ชัดเจน สุดท้ายหวังประโยชน์แก่สัตว์ แม้แต่สัตว์เซลล์เดียวก็หวังประโยชน์ให้เขา แต่เขาจะมาฆ่าเรา ถ้าจำเป็นเราก็ต้องฆ่าหรือจะให้แบคทีเรียกินเราไปจนตายก็ได้ ถ้ามันควรตายแล้ว ต้องมีเหตุ จะบอกว่ากลั้นใจตายไม่ได้หรอกมันต้องมีเหตุ ที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมจะปรินิพพาน เป็นปริโยสาน คือขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เหลืออีกสามเดือนก็บอกพระอานนท์ ก็ถ้าท่านจะตายก็ตายได้ ท่านเป็นอมตบุคคลก็ตายได้ ไม่ต้องมีเหตุอะไร แต่ท่านก็ต้องแสดงเหตุ เห็ดพิษของจุนทะ ท่านก็ไม่ฉันก็ได้ จะตายเองก็ได้ แต่ต้องมีเหตุ เพราะจะไม่ค้านแย้งกับคำสอน ท่านก็จึงบอกว่าอย่าลงโทษจุนทะว่าเอาเห็ดพิษมาให้พระพุทธเจ้าฉันจนตายนะ อย่าไปเอาโทษ ท่านก็ไม่ให้คนอื่นฉันด้วย เอาไปฝังเสียไปทิ้งเสีย ท่านละเอียดละออ อย่าไปลงโทษจุนทะ จะบอกว่าไม่ใช่เหตุ ก็ไม่ได้ มันต้องเป็นเช่นนี้ คนธรรมดาก็บอกว่า ไม่ขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า ท่านต้องตายเพราะกินเห็ดพิษ สุกรมัทธวะ ก็เลยไปพูดว่า สุกร เป็นสัตว์มี 4 ขา ไม่เอามัทธวะ ก็แปลว่าเนื้อหมูอ่อน มัทธวะแปลว่าอ่อน คนที่มีปฏิภาณ ไม่สงสัย ไม่งงว่าสลับไปสลับมาได้ จะเรียกว่าปฏินิสสัคโค ไม่มีสวรรค์ แต่ก็สลัดสวรรค์ไป แต่ก็ไหนว่ามีอีก จะมีหรือไม่มีกันแน่

เฉกะคือ ความฉลาดความรู้โลกียะทั้งปวง สัญญะคือความรู้กึ่งหนึ่ง กลาง ถ้าเริ่มมีอัญญะ คุณก็มาใช้ ส เป็นเศษวรรค์ ใน ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ย ร ล ว คือสามเส้า ว คือพฤติกรรม ส คือการทำ สำเร็จก็คือ ห เป็นตัวแท้ตัวจริงตัวมี สมบูรณ์ของกระบวนการ สามนี้ ว คือการเคลื่อนไหว แต่ต่างจาก ภ ที่คือการเจริญ เจริญจาก พ ป ผ พ ภ ม ตัว ม คือจิต องค์ประชุมจิตนิยาม พฤติของเศษวรรค มันก่อสามเส้าของมัน ว ส ทำสำเร็จเป็น ห เป็นรายละเอียดของพยัญชนะบาลีที่อาตมายังไม่รู้หมดนะ ฬ คือรวมไว้หมด ทั้งหลายทั้งปวง ก็คือ พ ที่มีหาง ต่อตัวไป

ขออภัยที่พูดเรื่องลึกเกิน เอาความหมายบาลีที่เป็นรากภาษามาสื่อกับโลกมนุษย์ ภาษาบาลีเป็นอักษรที่ตายแล้ว มี 33 ตัวกับเศษวรรค 8 ตัว

คุณจะมีปัญญานั้นไม่ใช่สัญญา ยิ่งไม่ใช่กัญญา กัญญ คือ ก.ไก่ พยัญชนะตัวแรกที่จะเป็นอะไรต่อไปได้ ตัวต้นรากเลย กก คือต้น เริ่มต้นมีสิ่งนี้แล้วจะมีสิ่งนี้อีก เป็นสองตัว จะมาเป็นอะไรต่ออะไรเข้าไปอีก ก เริ่มขึ้นมีสิ่งกำกับคือ ม ตัว ม.คือจิต ก คือเริ่ม จะเป็นนามหรือรูปก็ตาม ม คือมโน ก็มากำกับ กม ยังไม่ครบสามเส้า ต้องมี กมม คือสามเส้า โดยมีหนึ่งคือภาวะวัตถุธาตุมหาภูตรูปกับจิตวิญญาณสองหน่วย มม คือสอง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน