600402_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ยอมแพ้แม้ไม่ผิดได้คือผู้มีไฟฌาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
600402_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ยอมแพ้แม้ไม่ผิดได้คือผู้มีไฟฌาน
สมณะฟ้าไทว่า… วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน 2560 ที่บ้านราชฯ ตอนนี้เป็นกาละ ที่เรากำลังเตรียมงานปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ ในวันที่ 5-11 เมษายน และ เตรียมงานตลาดอาริยะ ในวันที่ 13-15 เมษายน พืชผักก็กำลังงอกงาม ต้อนรับมหาชน ที่จะเข้ามาร่วมงาน มีแตงโมลูกละ 7 กก. ให้กินคนเดียว คงจะตายก่อน ข้างในก็สีแดง เป็นแตงโมที่มีคุณภาพ เขามีวิธีการปลูกอย่างดี ถ้าขายในท้องตลาด จะราคาแพงมาก เพราะทั้งลูกใหญ่และคุณภาพดีด้วย และก็ยังมีเห็ดฟาง ที่รอจะให้เก็บอีก สิ่งเหล่านี้เกิดมาพร้อมกับพระโพธิสัตว์ เป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งโลก จะเกิดมาพร้อมกันในสิ่งที่ดี ทั้งอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม จะเจริญ เป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง เกิดจากการพัฒนาจิตวิญญาณของเราทำให้กรรมของเรา พัฒนาในทางที่ดีขึ้น พ่อครูก็ได้อธิบายธรรมะที่ลึกซึ้ง ในเรื่องของ ทิฏฐิ 62 เป็นความยึดถือความเห็น ที่ไม่ถูกต้อง และก็ได้พูดถึงพระพรหม 20 ชั้น รูปพรหม และอรูปพรหม ทั้งหมดคือการปั้นเอา ว่าตนเองใหญ่ เป็นการสร้างภพชาติขึ้นมาเอง แต่ชาวพุทธต้องเรียนเวทนาเป็นกรรมฐาน เรียนรู้เวทนา 2 เอาเวทนาที่เป็นเท็จ ออกให้ได้ ให้เหลือแต่เวทนาแท้ ฝึกจิตตนให้เป็นพีชนิยาม ไม่มีเวทนาโลกีย์เลย เอามาแค่ใช้ประโยชน์ตนเพียงพอ พลังงานที่เหลือ ก็เอาไปใช้ประโยชน์เพื่อผู้อื่น ทำได้แล้วทำได้ตลอดไปทุกชาติ จนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า มีความรู้มากที่สุด ไม่มีใครเทียบได้ ในสมัยนั้นๆ แม้แต่เราได้เห็นพ่อครู มาอยู่ร่วมกับพวกเรา ก็ยังไม่เห็นจะมีใครเทียบได้ ในยุคสมัยนี้ ถ้าเป็นพระพุทธเจ้า ก็จะไม่มีใครเปรียบเทียบได้ ทั้งด้านสรีระ และจิตวิญญาณ สามารถทำงานช่วยมนุษยชาติ ได้อย่างเต็มที่ เพื่อมนุษยชาติให้พ้นทุกข์ได้อย่
อ่านต่อ
างพิศดาร วันนี้เราจะมาฟัง พ่อครูเทศนา จะช่วยเหลือมนุษยชาติได้อย่างไรให้พ้นภัย
ธรรมะคือสาระแท้ของชีวิต พ่อครูว่า… ก็มีคนมาฟังมาสนใจ ในเรื่องธรรมะ ก็มีเอ๊าะเจ๊าะแค่นี้ สามสิบคน ทุกวันก็มีคนมาฟังธรรมอยู่แค่นี้ 30 40 50 บางวันก็ร้อยคน ถือว่าใช้ได้ คือยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่เสื่อม คนเสื่อมไปในทางไร้สาระ คนไม่รู้จักสาระว่าเป็นสาระ ไปหลงไหลอสาระ สิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ ที่พูดให้ฟังนี้ ก็ดูเหมือนซ้ำซาก สิ่งที่ไร้สาระนั้นก็คือ ไปหลงติดยึดในสมบัติพัสถาน ที่เป็นโลกธรรม ลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข ถ้าเราเข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่ง คือเข้าใจด้วยการเรียนรู้สัจธรรม จะรู้ว่าสมบัติพัสถานต่างๆ ไม่ได้เป็นของยากอะไร เราเองเราได้ลงมือทำ ข้างหน้าอาตมาถือเป็นสมบัติพัสถาน เพชรนิลจินดาทองคำ ธนบัตรก็เป็นเศษวัสดุ เป็นวัตถุ แต่อันนี้มันกินได้ ใช้ได้ สามารถยังชีพได้ แต่สิ่งนั้นๆ ใช้ยังชีพไม่ได้ ทุกวันนี้ เข้าใจผิดเพี้ยนไปจากสาระแท้ อาหารเป็นสาระแท้ของสัตว์โลก ทีนี้ สัตว์โลกธรรมดา มันไม่หลงผิด ไปเอาธนบัตรกับเอาผักหญ้าพวกนี้ ไปให้ควาย ควายมันจะกินอะไร ควายมันไม่แลธนบัตรหรอก มันก็กินหญ้าพวกนี้กินผัก พวกนี้มันไม่เอา แต่คนนี้แหละ ไปหลงธนบัตร ยิ่งกว่าสาระ อันนี้คิดให้ดี ให้เห็นจริงเลย ไปหลงสิ่งเหล่านั้น ก็ไปสมมติเอาธนบัตร เป็นแก้วสารพัดนึก ยิ่งมีเป็นปึกๆหลายล้าน อยากได้อะไร ก็เอาเงินไปฟาดหัวเอา แต่นี่มันเป็นสมบัติแท้ นี่ของจริงนะ เห็ดฟาง อย่านึกว่าเป็น plassic หรือเรซิ่น นี่เห็ดฟางที่เราทำกัน เอามาโชว์กัน อย่างถาดผักข้างหน้า สิ่งเหล่านี้ อาตมาพูดนี่ คนเขาหลงใหล โดยมีจิตใจไปจะไปยึดอยู่ในประเด็นที่ว่า อยู่กับอาการของโลกธรรม ไปมุ่งหมายอยู่ที่ลาภยศ สรรเสริญ ที่เป็นโลกธรรม เขาไม่ได้มุ่งมาหาแก่นแท้ของชีวิต ว่าจะยังชีพด้วยอะไร จะยังชีพด้วยอาหารเสื้อผ้า เสื้อผ้าก็ยังเป็นรองจากอาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ก็เป็นปัจจัย 4 เป็นสาระแท้ๆ แต่นี่คนโง่ หลงห่างเหินจากสาระแท้พวกนี้ อาตมาพาพวกเรา ให้มาเข้าหาสาระ และมาอยู่กับปัจจัยของชีวิต กับสาระ พามาอยู่กับอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ก็ไม่กระไร เพราะพวกเราทำสำเร็จ ที่ไม่ไปบ้าบอกับแฟชั่นเครื่องนุ่งห่ม ที่ตอนนี้ก็ยังออกแบบกันไม่หยุด แล้วคนที่ออกแบบเก่ง ก็ถูกยกย่องเชิดชู เพราะมันหลอกได้หลอกดี คนก็บ้าได้บ้าดี โง่ได้โง่ดี ออกแบบมาแล้ว หลอกว่ามันเป็นชิ้นเดียว หายากนะ นักออกแบบชั้น 1 ของโลก ค่าตัวแพงนะ แล้วมันก็แย่งกันซื้อ แพงแย่งกันประมูล อาตมามองเห็น ความโง่เง่าเต่าตุ่นของคนที่ถูกหลอกลวง ที่ถูกเขาหลอกให้หลงไปกับ การประดิดประดอย ประดับประดาตกแต่ง ห่างสาระไปไกลลิบลับ ยิ่งห่างขึ้นๆ แล้วชีวิต มันจะไปอยู่รอดได้อย่างไร อาตมาพาพวกเราชาวอโศก ลัดมาสู่ปัจจัย 4 เสร็จแล้วก็สบาย ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญต่างคนต่างเร่งทำเอา ...แล้วก็มาสู่สัมมาทิฏฐิ
ทุกวันนี้เข้าเป้าที่คำว่า ไม่รู้จักบุญ
มีข้อความจากไลน์...๓๑ มี.ค.๖๐ จากไลน์คุณ Bunyako ฟังเกจิมาก็หลายสำนัก พ่อท่านอธิบายสอดคล้องพระไตรปิฎกที่สุดครับ คนที่เกิดร่วมยุคพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่มีใครให้ท่านสอนได้ นอกจากท่านแล้ว ไม่มีใครที่จะมีภูมิบรรลุธรรมสูงสุดได้รึเปล่าครับ? พ่อท่านเคยพบ พระปัจเจกพุทธเจ้าไหมครับ?
พ่อครูว่า… อาตมาเอาเนื้อเดียว ในพระไตรปิฎก มาอธิบายเลย ไปไหนมาไหน ก็หอบพระไตรปิฎกไปด้วย เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วคนยอมรับนับถือพระไตรปิฎก ไม่มีใครเชื่ออาตมาหรอก คนเขาไม่กล้าลบหลู่พระไตรปิฎก แม้อ่านไม่รู้เรื่องก็ตาม ที่ไม่รู้เรื่องเพราะว่า มันสูงเกินไปกว่าที่เขาจะเข้าใจได้ แต่เขาไม่กล้าตำหนิ ไม่รู้เรื่องก็คือตนเองโง่ แต่ไม่กล้าตำหนิ โดยปฏิภาณรู้ เพราะในพระไตรปิฎก มีแต่นัยลึกซึ้งมี คัมภีรา ทุสทสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา บัณฑิตเวทนียา
พระปัจเจกพุทธเจ้า จะสอนคนไม่ได้ได้อย่างไร อันนี้เป็นความเข้าใจผิด เขาตีความตามพยัญชนะ คำว่าปัจเจก หมายถึงเฉพาะตน ก็เลยแปล แปลว่ารู้เฉพาะตน สอนคนอื่นไม่ได้ ซึ่งก็ไม่น่าจะถูกต้อง ถามว่า สมณะโพธิรักษ์เคยพบพระปัจเจกพระพุทธเจ้าหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่เลย ตั้งแต่เกิดมาเป็นพระโพธิรักษ์ ไม่เคยพบพระปัจเจกพุทธเจ้าเลย ไม่ได้ถามในชาติอื่น แม้ตอบว่าเคยพบในชาติอื่น คุณจะเชื่อได้อย่างไร เพราะไม่มีหลักฐานอ้างอิงยืนยัน พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า สัจจะแท้ๆ ที่จะยืนยันกันได้ ต้องเป็นปัจจุบัน นอกนั้นก็เป็นอดีตและอนาคต จริงที่สุดคือในขณะปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นคือ ในขณะที่เรามีตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสภายนอก รู้จักอะไรทั้งหมด นี่คือความจริง คือปัจจุบัน คือสิ่งที่ต้องยืนยันพิสูจน์ ค้นหาความจริง คนนั่งหลับตา ไม่ได้เปิดทวารทั้ง 5 มีแต่ใจอยู่ในภพภายใน แม้จะระลึกถึงว่า ในขณะนี้ ที่เรานั่งอยู่ ภพชาติของเรา ก็ยังมีในปัจจุบัน แต่เราจะนับว่า ภพนั้นเป็นปัจจุบัน ของข้างในได้หรือไม่ ก็ใช่ แต่ภพข้างในที่นั่งหลับตา ระลึกรู้จากสัญญากำหนดหมาย มันก็เป็นของคุณคนเดียว คุณไม่สามารถที่จะมายืนยัน กับใครได้เลย ว่านี่เป็นความจริง จะจริงที่สุดของคุณ จะจริงขนาดไหน จะจริงเพราะว่าคุณระลึกอดีตมา เห็นอดีตที่คุณเคยผ่านมาจริง แล้วเอามาพูดยืนยันก็ตาม หรือว่าระลึกถึงอนาคต อนาคตนั้นคนมีอนาคตังสญาณ มีญาณระลึกรู้อนาคต ได้ขนาดไหน ให้ถูกต้องด้วย อนาคตนั้นจริง ตามที่คุณมีภูมิปัญญารู้ ต่อให้เป็นจริงอย่างนั้น มันก็ยังไม่เกิด มันก็ยังไม่จริง อดีตมันก็ไม่เกิด อนาคตมันก็ไม่จริง ในพรหมชาลสูตรท่านว่า ใครที่ปฏิบัติเจโตสมาธิ คือนั่งหลับตาสะกดจิต แต่ถ้าจะเป็นสมาธิ ของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าสัมมาสมาธิ ยืนยันในมหาจัตตารีสกสูตร ว่าจะต้องเป็น สมาธิลืมตา สมาธิของศาสนาพุทธนั้น ต้องลืมตา หลับตาไม่ถือว่าเป็นสัมมาสมาธิ หลับตานั้นเรียกได้เพียงแค่ว่า เจโตสมาธิ หรือเรียกชัดๆ ว่ามิจฉาสมาธิ การนั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธินั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ มหาจัตตารีสกสูตร ล.14 252 ถึง 281 ยืนยันว่าสัมมาสมาธิ จะต้องเกิดในขณะ ทำการงานอาชีพ ลืมตาประกอบด้วยมรรคทั้ง 7 ข้อ คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ รวมทั้ง 7 ข้อลงเป็นสัมมาสมาธิ ขณะที่เรามีชีวิตอยู่ ทำการงานอาชีพ สำหรับเลี้ยงชีพ สำหรับพวกเราอาตมาเน้นมาสู่ อาชีพที่ผลิตปัจจัย 4 นอกนั้น ก็มีองค์ประกอบที่สำคัญบ้าง แต่ไม่สำคัญเท่ากับปัจจัย 4 แต่เดี๋ยวนี้วิชาการ ไปหลงความรู้อะไรเยอะแยะ แล้วหลงเฟ้อ เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ พวกนี้เป็นพวกไม่เจริญ แล้วบอกว่า คนที่มาขุดดินฟันหญ้า ทำยารักษาโรค ทำที่อยู่อาศัย บอกว่านี้ไม่ใช่สมัยใหม่ ซึ่งเป็น concept รูปแบบไปอีกอย่างนึง แต่บอกว่า นั่นคือความเจริญ ความเจริญคือ คนที่เคลื่อนเข้าใกล้ ปัจจัยสำคัญของชีวิต แม้แต่การตกแต่ง การประยุกต์ ผสมผสาน ให้เกิดพัฒนาการขึ้นไปบ้าง ก็ไม่ต้องห่างไกลไปจากปัจจัยชีวิต ที่เป็นสาระแท้ แห่งความเจริญเป็นชีวิต ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญา รู้ว่าชีวิตมาพึ่งพาตัวเอง ไม่เดือดร้อน ไม่ลำบาก แต่ถ้าชีวิตไปหลงธนบัตร เพชรนิลจินดา การปรุงแต่งหลอกลวง ให้พริ้วพราย หรูหรา สง่าสวยต่างๆอย่างนั้น ห่างจากสาระของมนุษย์ คืออวิชชามากขึ้น ยิ่งอวิชชามากขึ้น ก็คือโง่มากขึ้น เราก็ใช้เทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือ แต่ไม่เป็นทาสเงิน แต่เราจะเห็นความสำคัญ ของปัจจัย 4 มากกว่า ปัจจัย 4 ทุกวันนี้ ที่อยู่อาศัย ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร พวกเราไม่เห็นเดือดร้อนเรื่องนี้ คนก็มาอยู่ที่นี่ ไม่ค่อยมีใครเดือดร้อนเรื่องนี้ เครื่องนุ่งห่ม ก็ไม่เห็นมีใครเดือดร้อน ก็ไม่ได้แต่งตัวเพื่อแข่งขันประกวดอะไร เพื่อจะต้องประดิษฐ์ประดอยประดับประดา ตกแต่งมากมายอะไร คนที่หลอกคน ให้หลงใหลในเรื่องพวกนี้ก็มี แต่ของพวกเรา เข้าหาแก่นแท้เลย จนกระทั่งเรื่องอาหาร เรามาทำวันนี้ มาทำให้มันเกิด พืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่เจริญของมันจริงๆ ไร้สารพิษ และมีเนื้อหาสาระของธาตุวัตถุ ที่มีประสิทธิภาพ อานุภาพ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หรือพืช เป็นดอก ให้ได้เป็นคุณภาพอย่างดี แค่จะบอกว่า มันใหญ่เฉยๆก็ได้ นอกจากใหญ่แล้ว เนื้อในก็มีสิ่งที่ดี ที่ไม่มีโทษภัย และแถมมีเนื้อแท้ ไม่มีเศษอีกต่างหาก อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้แหละ ที่อาตมาพาพวกเรามาทำ แล้วก็เน้นได้ถูกต้องแล้ว แต่คนที่ไม่รู้จักสาระชีวิต คนที่หลงความไร้สาระ ว่าเป็นสาระ คนที่หลงความมีสาระ ว่าไม่มีสาระ ก็คือคนที่ไร้สาระ ดีใจที่พวกเรา กลับมาเป็นคนมีสาระได้ มาอยู่กับพื้นดิน สร้างประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติ อาตมาพาสร้างดินน้ำลมไฟ ให้เป็นสิ่งแวดล้อม ที่มันเป็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่สะอาดบริสุทธิ์ เหมาะสมกับที่เราจะอยู่ เมืองเจริญ กรุงเทพมหานคร เป็นต้น หรือบางจังหวัด ก็มีมลพิษมาก ตั้งแต่อากาศ น้ำ ลม ไฟ ดิน ทั้งนั้นเลย มีมลพิษผสมผสานเต็มเลย ยิ่งเขาบอกว่าเมืองเจริญ เมืองนั้นแหละยิ่งมีมลพิษ พิษในดิน น้ำและไฟ ลม อากาศ โดยเฉพาะ พิษในจิตวิญญาณ ยิ่งเป็นคนเมือง ยิ่งจะมีพิษร้ายในจิตวิญญาณหนัก เปรียบเทียบให้เห็นว่า คนทั้งโลก หลงทิศทางไปขนาดไหน อาตมาภูมิใจ ที่ดึงพวกเรามาอยู่ที่นี่ แต่ได้นิดเดียว นอกนั้นไม่รู้สาระ นอกนั้นมันไม่มา เพราะมันอวิชชา ใช้คำว่ามันเลย อาตมาจะไม่ยกย่องคนอวิชชา อาตมาดูถูกคนอวิชชา ผิดหรือ ตนเองโง่ แล้วไปหลงใหลกับคนโง่อีก มันก็โง่ซ้อนโง่ ไม่รู้กี่โง่ หลงใหลยกย่องคนโง่ จะตามอย่างคนโง่ ก็โง่หนัก tripple โง่ เพราะเขาโง่ไม่รู้จบ ไม่รู้เลิก พูดมาจะห้าสิบปีแล้ว
กิเลสคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ให้ได้ในตน คำว่าบุญ ทุกวันนี้เลอะเลือน และเข้าใจผิดไปไกลมาก คำว่าบุญคำเดียวนี้ศาสนาพุทธ จึงบรรลัยจักร เสื่อมทราม เพราะเข้าใจผิดคำว่าบุญ คำว่าบุญเป็นเอกังสะ เป็นความหมายทิศทางเดียว ไม่มี 2 ทิศ ไม่มีดีไม่มีชั่วไม่มีดำไม่มีขาว เพราะฉะนั้น บุญนี้มีหน้าที่อะไร มีหน้าที่ทำลาย มีหน้าที่กำจัด มีหน้าที่ฆ่า มีหน้าที่ทำให้พินาศ มีหน้าที่ ทำให้ไม่มี ทำอะไร? หน้าที่ของบุญทำอะไร บุญเป็นพลังงาน เป็นโลกุตระ ไม่เป็นโลกียะเลย บุญเป็นโลกุตระถ่ายเดียว เอกังสะ มีหน้าที่กำจัดอกุศลหรือบาป บาปนั้นเป็นคำคู่กับบุญ ถ้าจะว่าจริงๆ บาปเป็นเอกังสะเหมือนกัน คือมีหน้าที่ถูกปราบ ถ้าถูกบุญปราบบาปหมดสิ้น ก็ไม่มีอะไรเหลือเช่นกัน เรียกว่า ปุญญปาป ปริกขีโณ (ดับสิ้น) ถ้าจบสุด เป็นพระอรหันต์แล้ว บุญบาปไม่มี พระอรหันต์คือคน ไม่มีบุญไม่มีบาป เกิดในตัวท่านอีกเลย มีหน้าที่ได้แต่ช่วยคนอื่น ให้ทำพลังงานในตัวเองให้เป็นบุญ แล้วทำลายกำจัดบาปของตัวเอง ไปกำจัดของคนอื่นไม่ได้ ทำที่ตัวเองให้หมดไป ทีนี้ คนไทยหรือชาวพุทธ นานมาแล้ว จนตั้งแต่เกิดเมืองไทย มาถึงทุกวันนี้ ก็เป็นเมืองพุทธ มีประชากรนับถือพุทธ ตอนนี้ 95 เปอร์เซ็นต์ แต่ได้ผิดเพี้ยนไปจากศาสนาพุทธ เข้าใจคำว่าบุญ หรือภาษาบาลีว่าปุญญะ ความหมายชัด ของคำว่าบุญ ดีว่า ท่านธรรมปาละ ได้เก็บคำสำคัญนี้ไว้ แปลเป็นภาษาบาลีว่า สันตานังปุนาติวิโสเทติ แปลว่า บุญคือการชำระจิตสันดานให้สะอาดบริสุทธิ์ อะไรอยู่ในจิตสันดาน ก็คืออกุศลหรือบาป ตัวเหตุแท้ของอกุศลหรือบาปคือ กิเลส กิเลสจึงเป็นตัวการ ตัวโจร ที่จะต้องเรียนรู้มันให้ได้ มันอยู่ที่ไหน ไม่อยู่ในภัตตาคาร ที่หรูหรา ไม่อยู่ที่เซ็นทรัล อยู่ที่ต้นไม้ อยู่ที่ยอดภูเขา อยู่ที่ไหน อยู่ที่จิตของตัวเรา ของเราทุกคน ตัวการใหญ่ก็อยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นจริงๆแล้ว มนุษย์ที่จะบรรลุอรหันต์ทุกคน อาตมาว่าต้องมีหน้าที่ ใช้คำว่าต้องเลย ต้องเป็นคำ command บังคับเลย เรียนรู้จับตัวมัน ให้ได้ทุกคนเลย เพราะว่า มันเป็นตัวผีร้ายทำให้สังคมเสื่อม อันนี้เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสรู้ เหตุแห่งความเลวร้าย ที่เรียกเป็นภาษาว่าทุกข์ ทุกข์นี่คือ ความเลวความร้ายทั้งมวล ตั้งแต่ละเอียดเล็กสุด จนถึงหยาบที่สุด คือความเลวร้ายทั้งหมด ผู้ใดที่เข้าใจชีวิต ว่าเกิดมา จะต้องเรียนอันนี้ จะไปเรียนรู้วิชาการทางเทคนิค วิชาการอื่นใด ที่เป็นการงานเลี้ยงชีพ ที่ควรทำในสังคมโลก เป็นองค์ประกอบของการงาน คุณก็เรียนไปเถอะ แต่คุณจะต้องเรียนรู้กิเลส คุณจะไปเรียนวิชาอะไรในโลก คุณจะทิ้งการเรียนรู้กิเลสไม่ได้ แต่คนโง่มันก็ไม่เรียน คนโง่มันไม่เรียนรู้กิเลสจากตัวเอง มันไปเห็นความรู้ข้างนอก สำคัญกว่าการรู้ตัวเอง ปล่อยปละละเลย การเรียนรู้กิเลสในตัวเอง คือคนอวิชชา คือคนโง่ไม่เสร็จ ไม่จบ ไม่แล้ว โง่ถาวรนิรันดร ที่ฟังอยู่ที่นี่ จะมีถึงร้อยไหม นี่ถ้าเป็นการค้าธุรกิจ ก็ขาดทุนฉิบหายวายป่วง ที่ถ่ายทอดให้คนดูฟรี ไม่มีโฆษณามากวนใจ มีแต่สาระมาให้ แต่ไม่ดู จะไปดูที่มันหลอกเก่งๆ ช่องไหนหลอกได้เก่งที่สุด ก็ดูช่องนั้น แล้วมันฉลาดหรือโง่กันแน่
พลังงานบุญคือพลังงานฌานพลังปัญญา มาเข้าสู่ประเด็นเรื่องบุญ ที่แปลเป็นภาษาบาลี สันตานังปุนาติวิโสเทติ คือชำระจิตสันดาน ให้สะอาดหมดจด ก็ต้องมาเรียนรู้ สิ่งที่อยู่ในจิตสันดาน ที่จะต้องชำระ ก็สรุปแล้วว่าคือกิเลส คือบาปอกุศล คือสาระสำคัญของมนุษยชาติ ผู้ที่มาใส่ใจที่จะเรียนรู้บุญ คือพลังงานที่เป็นอาวุธ เป็นพลังงานที่เรียกชื่อเต็มๆ เป็นศาสตราหรืออาวุธ คำว่าศาสตรา หมายถึงความรู้ หมายถึงอาวุธ ให้เกิดศาสตรา ให้เกิดความรู้อาวุธ ที่ทำลายกิเลสได้ แต่ละคนมาสร้างบุญ เครื่องมือทำร้ายทำลายกิเลส ไม่ใช่เครื่องมือทำร้ายสิ่งที่เป็นคุณค่าประโยชน์ ทำลายสิ่งที่เป็นโทษหนักที่สุด ที่เลวร้ายให้ได้ ก็คือตัวกิเลสหรือบาป ผู้ใดที่สามารถเข้าใจว่า ในตัวเรา เราจะสามารถ ทำอะไรได้ ในตัวเรามีองค์คาพยพ มีอาการ 32 มี ผม ขน ฟัน เล็บ หนัง มีน้ำเลือด น้ำหนอง ตับ ไต ไส้พุง มีอาการ 32 ทวัตติงสาการ มาร่วมกันสร้างอาวุธ ที่เรียกว่าบุญนี้ได้ เป็นพลังงานนะ ทำแล้วพลังงานนั้นก็หายไป มันไม่เกาะเป็นตัวตนหรอก มันทำหน้าที่เสร็จแล้ว มันก็เลิกสลายไป เช่น เราพยายามทำความร้อน จุดให้ร้อนกี่องศา เท่าที่เราจะทำได้ เมื่อทำหน้าที่ของมันเสร็จ ความร้อนกี่องศานี้ ก็หายไป สลายไป นี่คือบุญ มีลักษณะคล้ายกัน คนสามารถสร้างพลังงาน ให้เกิดพลังงานที่รวม แล้วเรียกว่า มีประสิทธิภาพสลายกิเลสได้ นั่นคือบุญ ทำได้ก็เป็นผู้ที่ทำบุญสำเร็จ บุญไม่ใช่สมบัติ บุญไม่ใช่เครื่องที่ควรจะได้ ควรจะมี ควรจะเป็น เครื่องมือบุญจะเกิดในปัจจุบันเท่านั้น ปัจจุบันใดที่คุณเอง มีสติสัมปชัญญะปัญญา และพยายาม ทำพลังงานนั้นให้เกิด ซึ่งไม่ง่ายเลย กว่าจะรวมพลังงานให้มีประสิทธิภาพ พลังงานนั้นคือ ใช้พยัญชนะว่า ฌาน นั่นคือพลังงานที่ควรจะสร้างให้ได้เรียกว่าฌาน ฌานจะมาทำหน้าที่ฌาปนกิจกิเลส ต้องทำพลังงานให้เกิดฌาน ให้เกิดสภาพเป็นฌาน คือพลังงานเผากิเลส คำว่าฌานนี้ ในความหมายของศาสนาพุทธ จึงเป็นพลังงานที่เผากิเลสอย่างเดียว ไม่ไปเผาอย่างอื่น หรือฌานนี้ ท่านตรัสเป็นไวยพจน์ว่า ฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาไม่มีฌานไม่ใช่ปัญญา ฌานไม่มีปัญญาไม่ใช่ฌาน นัตถิ ฌานัง อปัญญัสสะ ปัญญา นัตถิ อฌายโต ยัมหิ ฌานัญจะ ปัญญา จ ส เว นิพพานสันติเก
ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแล อยู่ในที่ใกล้นิพพาน (พตปฎ. เล่ม ๒๕ ข้อ ๓๕) ทุกวันนี้ คนปุถุชน เต็มไปด้วยเฉกะ ไม่ได้มีปัญญา คนจะมีปัญญา ต้องทำฌานเป็น ต้องเป็นสัมมาฌาน นะ ไม่ใช่มิจฉาฌาน ที่มีเต็มไปหมด ผู้ใดมีฌานผู้นั้นมีปัญญา ถ้าผู้ใดมีปัญญาผู้นั้นมีฌาน ก็ใกล้นิพพาน ถ้ามีฌานสัมมาทิฏฐิแล้ว ฌานเป็นพลังงานที่สำเร็จจากบุญ บุญคือการประกอบการ บุญคือเกิดในทุกปัจจุบัน เมื่อทำบุญ เกิดคุณภาพเป็นผล คือฌาน และพลังงานนั้น ก็จะทำงานเป็นไฟฌาน เป็นไฟที่ไปเผาไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโทหะ เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง แต่ไฟฌานนี้ คือไฟกองใหญ่ มีประสิทธิภาพ ยิ่งกว่าราคะ โทสะ โมหะ พอเกิดไฟฌาน ก็สลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ถ้าทำได้ถูกต้อง ทีนี้คนเพี้ยนไปจากบุญ บุญคือไฟฌาน มิจฉาฌาน คือเรียนรู้ฌานผิดๆ ไปสร้างฌาน โดยวิธีนั่งหลับตาสะกดจิต จะไม่มีวันเกิดฌาน เป็นฌานผิดๆงมงาย ไม่ใช่ฌาน แต่คนหลงว่าเป็นฌาน ขอขยายความว่า คุณหลับตาสะกดจิตในภพ 1.ไม่มีปัจจุบัน 2.ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย 3.คุณประกอบการนั้นได้ แล้วหลงเรียกว่าฌาน ที่จริงไม่เรียกฌาน แต่ฌานนี้หลับตา อยู่ในอดีตและอนาคต คุณหลงว่าเป็นฌาน ก็ไม่มีประสิทธิภาพเป็นฌานไม่มีความสามารถไปทำลาย ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ ไม่ได้เด็ดขาดด้วยประการทั้งปวง
ต่อจากนี้เป็นการตอบปัญหา นร.ค่าย ยอส.
การพัฒนาคนต้องเริ่มจากการพัฒนาตน ใช่หรือไม่ ตรงนี้ชัดเจนแต่แนวทางการปฏิบัติเป็นอย่างไร จึงจะลดระยะทางตามความเป็นจริงอย่างชัดเจน ตอบ… ใช่ ถ้าไม่พัฒนาตน ก็ไม่ใช่คน ก็จะพัฒนาคนไม่ได้ คนต้องพัฒนาตน ถ้าคนไม่พัฒนาตน คนนั้นยังไม่ใช่คน ปฏิบัติแนวทางเป็นอย่างไร ก็อย่างที่โพธิรักษ์สอน ถึงจะลดระยะทาง ตามความเป็นจริงอย่างชัดเจน เพราะแน่นอน อาตมาเป็นผู้มาทำงานนี้ ก็ต้องมั่นใจว่า ที่ตนเองนำเสนอแนวทางนำเสนอวิธีปฏิบัติ หรือพามาปฏิบัติ ต้องมั่นใจและชัดเจนในตัวเองว่าตนเองถูกต้องไหม เพราะฉะนั้น อาตมาก็นำสิ่งที่อาตมาชัดเจน ว่าถูกต้องนี้ มาประกาศสมาธิ มาบอกกล่าว ให้พวกเราได้เอาแนวทางนี้ ไปปฏิบัติ ซึ่งมั่นใจว่ามันเป็นระยะทาง เป็นไปตามจริงเป็นจริงและชัดเจน เท่าที่สามารถสื่อบรรยาย ขยายความให้คนอื่นเข้าใจได้ อย่างที่อาตมาทำ ไม่อมภูมิ ไม่กั๊กว่า มีร้อย จะอธิบายแค่ 30 40 ความจริงมีร้อย อาตมาก็บรรยายอย่างเต็ม 100 ไม่กั๊กไว้เลย บรรยายอย่างเต็มๆทุกที พยายามทุกที ที่อาตมาต้องยืนยันตอบ ก็เพราะว่า อาตมาขออภัย ที่ต้องพูดความจริงว่าอาตมาเกิดมา บรรยายสัจธรรมความจริง เกิดมาชาตินี้ ขอยืนยัน
อดทนไม่ยึดถือทำอย่างไร ด.ช.ดูดี … ตอนหลวงปู่เป็นเด็ก ทำไมหลวงปู่ทำขนม แต่ไม่ได้กินก่อน ตอบ… ตอนเป็นเด็ก แม่ส่งไปอยู่กับพ่อใหญ่แม่ใหญ่ เขาพาทำงานขยันหมั่นเพียรทั้งวัน ประเด็นก็คือ ขนมที่เราเป็นคนทำ แต่ไม่ได้กินก่อนเลย ถ้าจะกินจะต้องซื้อ อาตมาเป็นคนช่วยทำด้วย ตั้งแต่โม่แป้ง จนถึงขั้นตอนปรุงสุดท้าย นอกนั้น ขั้นตอนวัตถุดิบ อาตมาทำ เมื่อทำเสร็จ เป็นชิ้นขนมขึ้นมา ก็ไม่ได้กิน อยากจะกินต้องซื้อ แปลกจริงๆ ก็เพราะว่า เขาเองจะต้องสอนหลวงปู่ เดี๋ยวนี้หลวงปู่รู้แล้ว ไม่ถือว่าเขาโหดร้ายหรอก หรือว่าเขาเป็นคนสอนให้เรารู้ว่า เราเองมาอยู่ที่นี่ มาจ้างอยู่นะ เดือนละ 20 บาท แม่จะต้องจ่ายเงินให้เขา เดือนละ 20 บาท ในค่าอยู่ค่ากิน เขาก็ใช้เราทุกสิ่งทุกอย่าง เขาไม่ถือว่าใช้ เขาถือว่าได้ฝึกเรา ราคาทองคำตอนนั้น บาทละ 200 กว่าบาท ที่ไม่ได้กินก่อน เขาสอนให้รู้จักการอดทน สอนให้อย่ายึดถือ เป็นเราเป็นของเรา แม้เราทำเองกับมือ ก็อย่านะ เดี๋ยวนี้หลวงปู่รู้แล้วว่า เขาสอนอาตมาทางปรมัตถธรรม เขาไม่ให้กินก่อนว่า เขาสอนให้รู้ว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ว่าอะไรเป็นเราเป็นของเรา แม้เราทำเองกับมือ ก็อย่ายึดถือเป็นเรา เป็นของเรา ถ้าจะกินก็ต้องซื้อ
ค่าย ยอส. ยุวชนอโศกสัมพันธ์ ตั้งขึ้นเพื่ออะไรคะ ตอบ...ตั้งขึ้นเพื่อยุวชนชาวอโศก มาสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะนักเรียน หรือแม้ไม่ใช่นักเรียน ก็มาประสม เด็กอโศกมาสัมพันธ์ ให้มารู้จักกัน ให้มาสังสรรค์สันทนาการกัน หรือให้มาทำงานร่วมกัน มาฝึกฝนร่วมกันทุกอย่าง มันจะเกิดการสัมพันธ์กัน เป็นสังคม เป็นการรู้กันและกัน รู้เรารู้เขา เป็นการสร้างคน ให้เกิดคนที่จะมีชีวิต ดำเนินอยู่ร่วมกันในสังคม กินอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน มีอะไรช่วยเหลือกัน สัมผัสกระทบกัน ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เกิดความรู้สึกเรียกว่าเวทนา ก็จะได้หัด ฝึกหัดรู้จักตัวตน รู้จักกิเลส มันเป็นวิธีการฝึกฝน ที่หลวงปู่มั่นใจว่า เป็นการได้ประโยชน์ ทั้งทางโลกและทางธรรม ไปพร้อมพร้อมกัน เป็นประโยชน์ทั้งสองส่วน นี่คือการสร้าง ยอส. ก็ขอขอบคุณทุกคน ที่ยังเอาภาระช่วยงานพวกนี้ และขอให้ทำไปตลอดอาตมาตายไปแล้ว ก็ยังทำเป็นประโยชน์ ให้สืบสานต่อไป ช่วยเยาวชนของโลก
ทำดีแต่ถูกมองไม่ดี เพราะอะไร _จากนิรนาม ...ทำไมชีวิตบางคน ต้องถูกตราหน้า ว่าเป็นคนไม่ดี ทั้งๆที่บุคคลนั้นหรือเขาคนนั้น ตั้งใจจะทำดีให้เต็มที่แล้วครับ ตอบ...เพราะคุณทำเต็มที่ยังเป็นคนดีไม่ได้ คนเชื่อว่า คุณตั้งใจทำเต็มที่แล้ว แต่มันยังดีไม่ได้ เขาก็ยังตราหน้าอยู่ว่า เป็นคนไม่ดี 2 บุคคลผู้นั้น ตั้งใจทำดีให้เต็มที่ ถ้ามันได้ ทำดีเต็มที่ได้ แต่ก็ถูกตราหน้าว่า เป็นคนไม่ดีอยู่ ก็เพราะว่า ผู้ที่สอน หรือผู้ที่พาทำดีนั้น ตาถั่ว คนนี้ตั้งใจทำเต็มที่นะ ไม่ได้บอกว่า ทำได้แล้วนะ เมื่อตั้งใจทำแล้ว ทำยังไม่ได้ ก็ต้องถูกตราหน้าอยู่ แต่ถ้าทำได้แล้ว มันก็ยังไม่ได้ เขาก็ตราหน้า 2. ถ้าทำได้ ถ้าเขายังถูกตราหน้าอยู่ ก็แสดงว่า หมู่หรือผู้ที่พาทำดีนั้นตาถั่วไม่เห็นความจริง ไม่รู้จักความจริงของ ผู้ที่ทำดีได้แล้ว ก็เท่านั้นเอง สิ่งที่จะแนะนำคือที่ถามมานี่ น่าจะถามมาด้วยคือ อัตตา อัตตาของคนๆนี้ ก็น่าจะเป็นว่า ทำดีแล้วทำไมถูกตราหน้า อย่าถือตัว เราตั้งใจทำดีไปเถอะ อย่าไปถือตัว ถ้าเราทำดีเขาก็พาทำดีอยู่ พาทำดีอยู่ แล้วคุณก็ทำดีอยู่ ความดีนั้นจะเจริญ คนเขาพาทำดีอยู่ ก็คือคนเอาภาระ ต้องขอบคุณเขา ถ้าเขาถูกจ้างมา ครูพาเด็กทำดี ก็เป็นการรับจ้าง ก็ยังดีน่าเคารพอยู่ แต่นี่พวกเราไม่ได้จ้างนะ ครูไม่ได้ถูกจ้างมาให้พาเราทำดี ก็จงเคารพครูคนนั้นให้มากเถอะ เพราะว่าไม่ได้จ้าง ถ้าเขายังตั้งใจพาเราทำดี ก็ทำไปเถอะ มันไม่ได้เสียหายอะไร เพราะความดีไม่มีที่สิ้นสุด ทำเท่าไหร่ก็ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ฉลาดแท้จึงแพ้เป็น _หนูอยากทราบว่า ทำไมคนเราไม่หัดยอมซึ่งกันและกัน ทำไมถึงอยากเอาชนะแต่อย่างเดียว ตอบ...มันมีอัตตา มันมีตัวตน ทำไมไม่ยอม เพราะมันถือตัว ทำไมอยากจะเอาชนะ ก็เพราะว่าถือดี พูดถึงเรื่องอยากเอาชนะ อาตมาฉลาดมาก นี่พูดความจริงนะ เพราะใจลึกๆอาตมาไม่เห็นว่า การแพ้ผู้อื่น มันจะเลวตรงไหน ถ้าเราผิดเราควรแพ้ แม้ถ้าเราถูก ถ้าคนจะมาว่าเราผิด แล้วก็ข่มให้เราแพ้ เราไม่ผิด คนผิดก็คือคนว่า คนโง่ก็คือคนว่า อาตมาฉลาดอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อาตมาจึงไม่ถือสา คนที่มาเอาผิดกับอาตมา อาตมาก็ตรวจสอบ ความผิดของตัวเอง ว่าเราผิดจริงหรือเปล่า ถ้าเราไม่ได้ผิด เขาจะว่าเราแพ้ ว่าเราผิด ก็ศีรษะเขา ไม่ใช่เรา ศีรษะเขาประกอบด้วยสมอง แต่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ ก็เลยรู้ผิดมาลงโทษเรา อาตมาก็ได้รับโทษมาแล้ว ในชีวิตนี้ ขออภัย ที่ต้องพูดความจริง รับโทษถึงขนาด ที่ทางศาสนาก็หาว่าผิด ก็ถูกลงโทษทางศาสนา ส่งเรื่องไปถึงทางโลกทางกฎหมาย กฎหมายทางการเมือง ก็ตัดสินว่าอาตมาผิดอีก อาตมามีแต่แพ้และแพ้ ไม่เป็นไร อาตมาก็ยังเบิกบาน ร่าเริงแจ่มใสเพราะตรวจตัวเองแล้วว่า เรา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive