600307_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมะดับธรรมชาติดับสวรรค์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์30 KB
วันที่แก้ไข6 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

600307 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมะดับธรรมชาติดับสวรรค์

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันอังคารที่ 7 มีนาคม 2560 ที่บ้านราชฯ เมื่อวาน พ่อครูเทศนา งานศพยายเพ็ญศรี หลักเขต วันนี้ก็ได้เทศน์หน้าศพยายเย็น สุขสวัสดิ์ อีกด้วย มีญาติของยาย มาฟังธรรมกัน วันนี้ได้ดูข่าว เขาว่า นิตยสารทางเศรษฐกิจ เขาบอกว่า อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าเมืองไทย ไทยเป็นแชมป์ ประเทศที่มีประชากร มีความสุขที่สุดในโลก แต่ว่าจริงๆศัพท์นี้ เขาแปลกลับกันอีกที ทางด้าน Bloomberg ได้รายงานดัชนีความทุกข์ยาก เขารายงานว่า ประเทศไหน มีความทุกข์ยากน้อยที่สุด เขาก็เลยแปลความว่า ประเทศที่มีความทุกข์ยาก น้อยที่สุด คือประเทศที่มีความสุขมากที่สุด ดูได้จาก ประเทศที่มีอัตราการว่างงาน น้อยที่สุด ประเทศไทย มีอัตราการว่างงานน้อย และมีอัตราเงินเฟ้อน้อย แม้จะปิดโรงงาน แต่ยังมีเรือกสวนไร่นา ให้ไปทำงานอีก ดัชนีความทุกข์ยากของประเทศไทย อยู่ที่ 2% อันดับสองคือสิงคโปร์ มีความทุกข์ยาก3.1% และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีความทุกข์ยากเป็นอันดับสามคือ 3.6 เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ พวกเราดูเผินๆ ประเทศไทยเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับเป็นความชินชา ไม่รู้ค่า ว่าอะไรเป็นสภาพที่ดี ที่ประเสริฐ เหมือนกับเราเคยมีในหลวง รัชกาลที่ 9 อยู่กับเรา เราก็เฉยๆ แต่พอพระองค์ท่านสวรรคต พวกเราก็ผวาเลย พ่อที่ยิ่งใหญ่ของพวกเรา ได้จากพวกเราไป สะอื้นในหัวอกกันไปตามๆกัน ตอนนี้กำลังเกิดเรื่องพิพาท เราเห็นผู้นำ เขาคุมอารมณ์กันไม่ได้ เกาหลีเหนือ กับมาเลเซีย เกาหลีเหนือต้องการ ให้เอาศพของพี่ชาย คิมจองนำกลับ แต่มาเลเซียไม่ยอม ก็โต้ตอบกันไปมา ใช้อารมณ์ต่อกัน แต่เห็นผู้นำของไทยเรา แม้จะโดนประเทศมหาอำนาจต่อว่า ก็พยายามควบคุมตัวเอง ตั้งสติ ไม่ได้ใช้อารมณ์เกรี้ยวกราด เป็นภาว

อ่านต่อ

ะผู้นำทางสังคม ทางด้านศาสนา ขนาดใช้มาตรา 44 ก็ไม่มีใครรุนแรง ใครที่ทำรุนแรงก่อน ก็แพ้ก่อน รัฐบาลกำลังจะบอกว่า ธรรมกายไปขุดร่องน้ำ ทำสนามเพลาะ แต่ธรรมกายบอกว่า ไม่ใช่ แต่ไม่ได้บอกว่าทำอะไร ก็ขุดไว้เฉยๆ เขาพยายามบอกว่าไม่ได้มีเจตนา ขัดขวางการทำงาน ของเจ้าหน้าที่ แค่นี้ ก็เป็นความรุนแรงแล้ว พวกเราจะชุมนุมกันอย่างไร ฝรั่งก็มาเที่ยวกันเหมือนเดิม เพราะเขารู้ว่า ไม่ได้มีเรื่องราวรุนแรง นักข่าวถึงบอกว่า อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจ เท่าเมืองไทยเรา มีศาสนาพุทธ ก็เหมือนกับว่ามีอย่างนั้น ไม่ได้รู้ว่า มีความยิ่งใหญ่ประเสริฐอย่างไร พ่อครูจึงต้องทำหน้าที่ ประกาศสัจจะ ให้เราเห็นความยิ่งใหญ่ ของศาสนาพุทธ พ่อครูว่า.. ก่อนจะได้สาธยายกันให้ลึกซึ้งๆต่อไปอีก ก่อนจะถึงวัน งานปลุกเสกฯ ที่จะถึง เริ่มวันที่ 5 เมษายน ปีนี้อาตมาตั้งใจ จะให้มันเป็นซีรี่ย์ ตั้งแต่ต้น เริ่มตั้งแต่พระไตรปิฎก เล่ม 9 หรือเป็นเล่มแรก ของพระสูตร พระพุทธศาสนานั้น ปฏิบัติอย่างไร แท้ๆมีมรรคอย่างไร เข้าไปถึง จิตเจตสิกรูปนิพพาน อย่างไร จะสัมผัส รู้ได้อย่างแท้จริงอย่างไร ทางฟิสิกส์เขามีเครื่องมือ มีเครื่องวัดต่างๆ สามารถวัดค่าพลังงาน ได้หมด ความร้อน แสง เสียง แม่เหล็ก ไฟฟ้า เขามีเครื่องมือ วัดค่าได้หมดเลย แต่พลังงานจิตวิญญาณ ของคน มันสร้างมิเตอร์อย่างนั้นไม่ได้ แต่ก็วัดค่าได้ อาตมาก็มีนิยามชีวิต 5 ตามที่พระพุทธเจ้า ได้สอนไว้ อุตุ พีช จิต กรรม ธรรมะ ล้วนแล้วแต่เป็นพลังงานมี 3 ระดับ จิตนิยามในระดับของ phenomenology ไม่สามารถเทียบได้ทางวัตถุ หรือชีวระดับตื้นๆ ที่สามารถเอาหน่วยของพีชะ มายืนยันกัน แล้วก็ bleed แยก DNA ตระกูลได้ ของพระพุทธเจ้า สามารถแยก DNA ของจิตวิญญาณได้ ข้ามตระกูล โลกียะ มาเป็นตระกูลโลกุตระได้แท้ๆ จะเป็นตระกูลใหม่ รู้จักค่าของ DNA ในระดับอณูสุดยอด DNA (Deoxy ribo nulceic acid) เป็นแค่น้ำ แต่ความจริง เป็นได้ยิ่งกว่าน้ำ ยิ่งกว่าอากาศ สามารถเป็นตั้งแต่เริ่มมี ดิน น้ำ ไฟ ลม รวมตัวกัน เกิดอากาศ เกิดช่องว่างจนเป็น niche เป็นห้องว่าง แล้วก่อเกิดเซลล์ กลละ ที่ติดกับ Niche (ที่ว่าง) ครรภโพธิ์ จนหลุดออกมาเต็มไซโตพลาสซึม จิตวิญญาณ ละเอียดกว่าสสาร เป็นนิวเคลียสของนามธรรม แยกธาตุธรรมะสอง สิ่งที่ทรงอยู่ในจิตวิญญาณ ในนิวเคลียส มีบวกและลบ คือเป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน กับนิวเคลียร์ฟิวชั่น เป็นสัมประสิทธิ์ ของกันและกัน นิวเคลียร์ฟิวชั่น เป็น static เป็นตัวคงที่ นิวเคลียร์ฟิชชั่น เป็น dynamic เป็นตัวเคลื่อนที่ แต่ศาสนาพุทธ ควบคุมตัวขึ้นที่นี้ได้ เอามาใช้งาน แม้มันจะกระจายยัง วิกขิตตัง จิตตัง หรือจับตัวกันแน่นอย่าง สังขิตตัง จิตตัง

เหลือภาษาสมัยพระพุทธเจ้า มาให้อาตมารู้ได้ เท่าที่อาตมามีภูมิธรรม แล้วเทียบเคียงกับ สมัยพระพุทธเจ้า สมัยนี้เป็นภาษาฟิสิกส์ แต่ของนามธรรมละเอียดและเร็วยิ่งกว่า จึงสามารถที่จะยืนยัน คุณสมบัติที่เราเรียก ถึงขั้นว่าคุณวิเศษ จึงอยู่เหนือพลังงาน ระดับโลกีย์ พลังงานโลกียะ คือพลังงานทางฟิสิกส์ คุณสมบัติเหมือนกัน แต่มันมารวมตัวกัน อยู่ในพลังงานจิตนิยาม เป็นองค์รวมของนิวเคลียสซึ่งมี มุทุ ภูต ธาตุ ของธาตุบวกหรือลบ หรือ นิวเคลียร์ฟิวชั่น กับฟิชชั่น ที่ยังไม่แตกตัว รวมกันในนิวเคลียร์ พลังงานของเราเป็นประธาน เอามาใช้โดยไม่ให้เป็นเป็นภาวะแรงระเบิด จนกระทั่ง ควบคุมไม่ได้ เป็นระเบิดนิวเคลียร์ แต่เอามาใช้ประโยชน์ได้ อย่างมีคุณค่า ไม่เป็นพิษภัย ลักษณะโลกียะ อาตมาได้พิสูจน์แล้ว ให้พวกเราพากันทำ พวกเรายังไม่เก่งเท่าไหร่ แต่ทำได้ขนาดนี้ ก็เก่งกว่าโลกียะมากแล้ว ทั้งโลกก็พยายามรวมกันอยู่ อย่างสงบสุข ไม่แย่งชิง ไม่ทะเลาะวิวาท ชาวอโศกทำได้หมด และเป็นประโยชน์แก่กันและกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลเอื้อเฟื้อเจือจาน ทั่วโลกต้องการคุณสมบัติพิเศษอันนี้ แต่เขาทำไม่ได้ แต่อาตมานำทฤษฎีพระพุทธเจ้า มาพาให้พวกเราทำ ก็ทำได้แล้ว เพราะพวกเราเต็มใจ มีปัญญารู้ว่าอย่างนี้อดี อย่างนี้ต้องทำ ก็มาเรียนรู้ฝีกฝน จนเกิดจริงเป็นจริง แม้จะได้เท่านี้ปริมาณเท่านี้ มีพฤติกรรมสังคม ทำงานอยู่อย่างเห็นๆ พ้นมิจฉาอาชีวะ ข้อที่ 5 ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา ไม่ต้องมีเงินเดือนของตัวเอง อยู่กับหมู่ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญต่างคนต่างเร่งทำเอา คำว่าบุญนี้ ได้มีคนเอาไปใช้กัน จนผิดเพี้ยนไปไกล ศาสนาเทวนิยม ก็ยังเอาคำว่าบุญ ไปเรียกนักบุญ ทั้งๆที่เป็นโลกียะเป็นเทวนิยม ไม่ใช่ อเทวนิยม ขนาดชาวพุทธเรา ก็ยังเข้าใจได้หรือไม่ถูกต้องว่า ปฏิบัติธรรมแบบพุทธแท้เป็นอย่างไร แต่มั่นใจว่า ต่อไปเขาจะชัดเจน มันมีเชื้อที่จะพัฒนา อย่างโยมเย็นนี่ มีเงินไม่ได้ ลูกขยันทำมาหากิน ก็เอาเงินมาให้ยายเย็น แกไม่เคยเอาไว้ในมือเลย เรียกหาอาตมา แล้วไม่ให้ใครอีก อายุ 96 ปี เป็นความสุขใจสุขเย็น ไม่เดือดร้อน พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้จริงๆ ไม่ได้พูด อย่างยกตนข่มท่าน แต่เป็นเรื่องจริง ที่เราภาคภูมิใจ ว่าเราได้ใช้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) พิสูจน์ความเป็นอื่นๆ ณ บัดนี้ อัญญะ ต่างจากที่คนอื่นเข้าใจ อย่างโลกีย์นั้นอย่างหนึ่ง อย่างนี้โลกุตระ เขาจะมาเอารวยหรือเอาจน ไม่ได้เสแสร้งนะจะทำด้วยจริงใจ ตรงตามพระพุทธเจ้าตรัส ตรงกับวรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) . . 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) .

ไม่ได้ทำอย่างเพ้อพก แต่ทำได้จริง ตราบใดยังมี ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตราบนั้น โลกจะไม่ว่างจาก พระอรหันต์ แต่เพราะว่า ชาวพุทธเข้าใจผิดว่า ศาสนาพุทธ จะต้องปฏิบัติ แล้วหลีกหนีไปอยู่ผู้เดียว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ไม่เอาถ่านอะไรกับโลก ไม่รู้เรื่อง ไม่มีประโยชน์คุณค่าช่วยโลกเขาได้ ก็ได้บ้างนิดหน่อยๆ พูดบอกสอน ว่าทำอย่างที่เราทำ ก็จะสบาย แล้วจะเป็นประโยชน์ คุณค่าอย่างไร มีพฤติกรรม ยืนยันได้ว่า เราไม่ได้ขยันน้อยกว่าชาวโลก แต่เราทำแล้ว ก็ไม่ได้เอาเปรียบเอารัด หรือสะสม ส่วนใดมีผลผลิตแรงงาน ก็ให้ไป เราจึงเป็นประโยชน์คุณค่าต่อโลก เราเสียให้แก่โลกนั่นแหละ ชีวิตเรามีค่า สิ่งที่เสียให้แก่โลก นั่นแหละ สิ่งที่เรามีประโยชน์ต่อโลกนั่นแหละ ถ้าจะถือว่าได้ แต่เราไม่ได้ยึดถือ ว่าเป็นเรา หรือเราได้ เรามีเราเป็น แต่มันเป็นคุณค่า ต่อมวลมนุษยชาติต่อโลก ทุกวันนี้เข้าใจโลกุตรธรรม ที่กล่าวอย่างสั้นๆนี้ได้ขึ้นมา ได้เรื่อยๆ พวกเราปลูกฝังไป ตั้งแต่เด็กตัวเล็กตัวน้อย เกิดมาก็จะพยายามชัดเจนขึ้นไป เป็นเรื่องการพัฒนาการ จะมีปฏิภาคทวี มีความ มีมวลปริมาณที่เป็นเนื้อแท้ ไม่ใช่ปริมาณ ฟ่ามๆโลกีย์มาผสม แต่เกิดจริงๆพัฒนาการจริงๆ อาตมาไม่ได้สงสัย หวั่นใจ ไม่ได้เกรงว่า มันจะสูญหาย เพราะว่ามนุษย์มีญาณปัญญา มีปฏิภาณปัญญา สามารถจะรู้ได้จริงๆ ก็จะค่อยๆเข้าใจไป สาระสัจจะพวกนี้ คุณนักรบธรรม (อู๊ดอยากให้พ่อครูอธิบายวรรณะ 9)

วรรณะ 9 1 . เลี้ยงง่าย (สุภระ) เลี้ยงง่าย ไม่ใช่คนเหมือนหมูหมา เอาข้าวใส่รางให้กิน ไม่ใช่ คือเป็นคนไม่เจ้ากี้เจ้าการ ไม่เจ้าเรื่องเจ้ายศเจ้าอย่าง อะไรที่เหมาะสมเหมาะควร ก็เป็นไปเพื่อสาระที่แท้จริง ไม่ต้องหรูหราฟู่ฟ่า ไม่ต้องอะไรอร่อยมากมายอะไร ไม่มี เอาสาระ เลี้ยงได้ง่ายๆไม่ยาก เป็นคนที่เป็นอยู่ ไม่เรื่องมาก บางคนจะกินก็ยาก จะอยู่ก็ยาก จะนั่งก็ยาก จะนอนก็ยาก จะไปก็ยาก อะไรก็ยากไปหมด อันนี้กิเลสยึดติดว่า จะต้องได้ มีอุปาทานยึดติด แต่นี่ไม่มี อะไรที่ให้เป็นเหตุปัจจัยเหมาะสม ก็ไม่ยากเย็นอะไร ง่าย น้อย จึงเป็นคนเลี้ยงง่าย ตามสาระสัจจะ ที่เป็นอริยสัจจะที่แท้จริง 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) ทั้งๆที่เป็นเรื่อง คัมภีรา เป็นเรื่องยาก แต่เรียนรู้ได้กับคนได้ง่าย พัฒนาเร็ว ปรับปรุงได้ไว เข้าสู่เนื้อหาเป็น civilization ที่ง่าย ทั้งๆที่มันลึกซึ้ง 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) แม้ว่าเราจะทำผลผลิตได้มาก แต่ไม่เอาไว้มาก เรากินใช้กับส่วนกลาง เผื่อแผ่กัน ขาดเหลืออะไร ก็มาแบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูล อย่างจริง ยืนยันได้พิสูจน์ได้ จึงกล้าที่จะจน มีน้อยก็พอ ไม่ต้องสะสม 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ตัวนี้สำคัญ ที่ในหลวงเอามาใช้ ใจมันพอแค่นี้ พอจริงๆ ไม่เอามากกว่านี้ ใจมันไม่มีกิเลส โดยไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้ทรมานตัวเอง ขาดเหลือนิดหน่อยก็พอ นอกนั้นมีแต่อุดมสมบูรณ์ มีแต่เหลือเฟือ ถ้ามารวมกัน เป็นสังคมกลุ่ม นี่ขนาดเป็นกลุ่มน้อยนะ ยังมีเหลือเฟือขนาดนี้ ที่เป็นระดับหมู่บ้าน ยังมีเครือแหเราอีก ถ้าตำบลบุ่งไหม มีสิบกว่าหมู่บ้าน มีสาธารณโภคี สักครึ่งหนึ่ง จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน สักวันหนึ่ง คงมีสภาพนั้นให้เห็น ถ้าเป็นระดับอำเภอ ระดับจังหวัด จะเป็นสภาพที่สุดยอดจริงๆ 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) สภาพที่ไม่ดี ก็ขัดเกลาให้ดีขึ้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ขัดเกลากิเลสออกจากจิต ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่พอกพูนสะสม แต่ขัดเกลาออก สัลเลขะ ศาสนาพุทธ มีหลักอยู่ 4 อย่าง 1. สัจธรรม (เป็นธรรมที่เป็นความจริงแท้) 2. สัลเลขธรรม (มีความขัดเกลา) 3. นิยยานิกธรรม (พ้นทุกข์ได้จริง) 4. สันติธรรม (สงบ เรียบร้อย ราบรื่น ง่าย งาม) เพราะรากเหง้าของจิตพาเป็น 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) องค์ของธูตะ คือศีลเคร่ง คนสัมผัสแล้วเหมือนเคร่ง แต่ผู้ที่ปฏิบัติแล้วบรรลุธรรม ในศีลข้อนั้น จะปฏิบัติได้อย่างสามัญ เป็นปกติไม่ได้ฝืน เป็นเองจนเป็นปกติ เรียกว่า ศีลสมบูรณ์ แบบละเว้นได้ โดยไม่ต้องละเมิด เป็นเช่นนั้นเอง ปกติสามัญ จึงเรียกว่าเป็น ธูตะ เป็นศีลเคร่งแต่ไม่เคร่ง ทำได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากอะไรเลย แต่คนอื่นเห็นแล้วเคร่ง บอกว่า ทำไมต้องมาลำบากขนาดนี้ กินข้าวมื้อเดียวทำไม เงินทองก็ไม่ใช้ ทำไม รองเท้าก็ไม่ใส่... เขาก็เห็นว่า เคร่งไป เขาเอาความรู้สึกของเขามาวัด แต่ของพวกเรา ไม่ได้รู้สึกว่า เคร่ง กลับสบาย เป็นศีลปกติ ธูตะแปลว่าศีลเคร่ง ที่เป็นไปได้สบาย ไม่เดือดร้อน จะให้เป็นไป อย่างที่เขาติดยศกลับใจยากด้วยซ้ำ นี่คือลักษณะธูตะ องค์แห่งธูตะของ พระกัสสปะ มีถึง 13 ข้อ แต่ไม่ใช่ว่า ไปเดินธุดงค์อะไร แต่เขาก็บอกว่า ต้องเดินธุดงค์ คำว่าดง เป็นภาษาไทย แปลว่าป่า แต่องค์ ที่ไปจาก ต.เต่า ของภาษาบาลี แปลงเป็น ด.เด็ก ก็ธุตังคะ มาเป็นธุดง ก็พ้องเสียง ดง แปลว่าป่า เลยไปใหญ่ กลายเป็นว่า ธุดงค์จะต้องออกไปป่า เพราะว่าตรงกับกิเลสตัวเอง ที่บอกว่าปฏิบัติธรรม ต้องออกป่า ทั้งที่ศาสนาพุทธ ต้องเป็นประโยชน์ตน-ท่าน ต่อสังคมด้วย ยิ่งธัมมชโยเรียกว่า ธุดงค์ธรรมชัย เป็นการตกแต่งบ้าบอ นอกรีต เดินเข้าแถว เป็นระเบียบเรียบร้อย แบกกลด แม้แต่ดอกไม้ ที่จะกลายเป็นผลไม้ต่อไป ก็กลับเอามาเหยียบเล่น ไม่มีความคิดที่ถูกต้อง หลงมาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา เอามาหลอก ให้คนงมงาย ขนาดว่าที่สังฆราช ยังงมงายหลง นึกว่าดี ชมเชยอีก พูดออกมา อย่างไม่มีความรู้เลย ไม่มีเขินอายอีก สร้างความงมงาย ให้แก่สังคมโลก เป็นลัทธิเดียรถีย์ ลัทธิตรงกันข้ามกับ ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ทำลายศาสนาพุทธ สาธุที่ตนเองได้มีความโง่เง่า หลงดีใจ ในสิ่งที่ไม่ควรหลงดีใจ หลงดีใจ ในสิ่งที่ตัวเองได้ คือความเสื่อมความผิด ความนอกรีต อาตมาพูดเพื่อสื่อสัจธรรม เห็นแล้วน่าสงสาร น่าเวทนา เขาไม่รู้จักเวทนาไม่รู้จักสงสาร ไม่รู้จักทฤษฎี ในการปฏิบัติ ศีลก็ไม่รู้ ธรรมก็ไม่รู้ แล้วเอามาประดับประดา ประดิษฐ์ประดอยตกแต่ง ดราม่าอย่างที่สมัยพระพุทธเจ้า ไม่มีหรอก ทำอย่างนอกรีต พูดเพื่อขยายสัจธรรมว่า อย่าไปเข้าใจผิด เห็นหัวเป็นหาง เห็นหางเป็นหัว เห็นเท้าเป็นหัว เห็นหัวเป็นเท้า กลับกัน อย่าเข้าใจผิด พยายามทำปัญญาให้ดีๆ ศีลแค่นี้ เขาก็ไม่รู้ ไปซ้ำเติม หลอกให้คนงมงายติดเยอะ แล้วหลงปลื้มที่เป็น อัตตมนตา แปลว่า จิตใจที่มันฝังลงไปในอัตตา ฝังลึกเป็นอัตตายิ่งๆ ทำสภาพหลงใหลได้ปลื้ม กับสิ่งที่เป็นภพชาติ คำว่า อัตตมนะ เทวดา ชั้นที่ 6 เลย คือว่าตัวเอง ได้หมดภพสวรรค์เลย คือสำทับผลรวมที่ได้กิเลส ภพชาติสวรรค์ ทั้ง 6 เป็นภพเหนียวแน่น แล้วสำทับอีก แล้วเมื่อไหร่เขาจะกลาย จะสลายภพได้ เพราะเขายังหลงผิด จึงเป็นเชื้อโรค ของศาสนาพุทธ ถ้าปล่อยไป จะสร้างอย่างคะนองผยองโง่เง่า แล้วหลงปรุงหลงสร้าง เป็นภพชาติ เป็นสิ่งที่ผิด ของศาสนาพุทธมากมาย ขนาดนี้ ก็มากแล้ว ทำลายศาสนาพุทธมากแล้ว เกินกว่าที่จะพูดไหวแล้ว แต่คนจะเข้าใจยาก เพราะคนมีแนวโน้ม ไปกับโลกียะ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส สวยใสไปหมด ก็เลยเข้ากันกับกิเลสตัวเอง แทนที่ผู้รู้จะบอกให้ ละหน่ายคลาย กลับไปตีปลอก ทำให้ควบแน่นเข้าไปอีก เวรจริงๆ สร้างรูปแบบ สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย จนเกินความเป็นจริง สร้างความสดสวย เป็นรูปร่าง ด้วยความตื้นๆ เกินสามัญธรรมชาติ สิ่งที่ควรจะเป็น ที่จะต้องมีบกพร่องบ้าง แต่นี้ไม่ให้บกพร่องเลย ถือว่าสุดยอด ถ้าเอาเชือกวัด เชือกจะคดแล้ว คนพวกนี้ตรงกว่าอีก ยอดเยี่ยมจริงๆ เข้าใจความสุดโต่ง over and over มันตรงเกินเป็นจริง ก็หลงว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐเลิศยอด หลอกคนโดยบอกว่า เป็นเรื่องสุดยอด แต่เป็นไปได้นะ โดยเศรษฐกิจแล้ว ดอกไม้ที่เอามาเหยียบแบบนี้ มากเท่าไหร่ เขาปลื้มใจดีใจ ที่ได้โง่อีก น่าสงสาร เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่ตีกลับ พูดแล้ว เหมือนไปซ้ำเติม แต่ที่จริงเห็นใจเขา เขาก็ฟังไม่ขึ้น หาว่าประชดประชันอีก 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) .

มารก็คือ จิตวิญญาณตัวเอง ที่มาท้วงว่า บอกว่าทำไม อุปจาลาภิกษุณี ทำไมถึงอยากเกิด ในภพนั้นภพนี้ พระไตรปิฎกเล่ม 15 ข้อ 541 จาลาสูตร [538] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้จาลาภิกษุณี บังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้าไปหาจาลาภิกษุณี ถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะจาลาภิกษุณีว่า ดูกรภิกษุณี ท่านไม่ชอบใจอะไรหนอ ฯ จาลาภิกษุณีตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบความเกิดเลย ฯ [539] ม. เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงไม่ชอบความเกิด ผู้เกิดมาแล้วย่อม บริโภคกาม ใครหนอให้ท่านยึดถือเรื่องนี้ อย่าเลยภิกษุณี ท่านจงชอบความเกิดขึ้น ฯ [540] จา. ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมพบ เห็นทุกข์ คือการจองจำการฆ่า ความเศร้าหมอง เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ชอบความเกิด ฯ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เป็นเครื่องก้าวล่วงความเกิด พระองค์สอนให้เราตั้งอยู่ในสัจจะ เพื่อละทุกข์ทั้งมวล ฯ สัตว์เหล่าใดเข้าถึงรูปภพ และสัตว์เหล่าใดเป็นภาคีแห่งอรูปภพ สัตว์เหล่านั้น เมื่อยังไม่รู้นิโรธ ต้องมาสู่ภพอีก ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า จาลาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไป ในที่นั้นเองฯ ครั้งนั้น เวลาเช้า อุปจาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังป่าอันธวัน เพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวันแล้ว จึงนั่งพักกลางวัน อยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ฯ [542] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้อุปจาลาภิกษุณี บังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้าไปหาอุปจาลาภิกษุณี ถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะอุปจาลาภิกษุณีว่า ดูกรภิกษุณี อย่างไรหนอท่านจึงอยากจะเกิด ฯ อุปจาลาภิกษุณีตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เราไม่อยากเกิดในที่ไหนๆเลย ฯ [543] ม. ท่านจงตั้งจิตไว้ในพวกเทพ ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยาม ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นวสวดีเถิด ท่านจักได้เสวยความยินดี ฯ (พ่อครูว่า ที่แยกชั้น จาตุมหาราชิกา เพราะภพนี้อยู่อย่างเบียดเบียน แย่งผู้อื่น แต่ถึงไม่แย่ง แค่หลงภพบำเรออัตตา หรือกาม ก็เป็นภพชาติทั้งนั้น) [544] อุ. พวกเทพชั้นดาวดึงส์ ชั้นยาม ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นวสวดี ยังผูกพัน อยู่ด้วยเครื่องผูกคือกาม จำต้องกลับมาสู่อำนาจมารอีก โลกทั้งหมดเร่าร้อน โลกทั้งหมดคุเป็นควัน โลกทั้งหมดลุกโพลง โลกทั้งหมดสั่น สะเทือน ฯ ใจของเรายินดีแน่วในพระนิพพาน อันไม่สั่นสะเทือน อันไม่หวั่นไหว ที่ปุถุชน เสพไม่ได้ มิใช่คติของมาร ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า อุปจาลาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไป ในที่นั้นเอง ฯ พ่อครูว่า… จิตมารคือจิตตัวเอง พอสำนึกรู้ตัว จิตนั้นก็หายไปเป็น นิสรณปหาน สลัดออก หลุดออกไปทันที อันตรธานไปเลย อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งคำความภาษาธรรมะนี้ สุดชัดเจน สุดสวยงาม แต่คนฟังไม่ได้ ไปฟังคำไพเราะของมาร ธัมมชโย หลอกให้ไปเสพสุข ในแดนดาวดึงส์ ตั้งชื่อว่า สวรรค์เฟส 3 4 ชั้นกุมภเทวดา กุมภะแปลว่าหม้อ ท่านมีชื่อเต็มๆว่า กุมภัณฑ์ คือกุมภะ+อัณฑะ คือไข่โตเท่าหม้อ เป็นสิ่งที่สื่อเรื่องกาม อัณฑะเป็นที่สร้างน้ำกาม อันนี้เป็นต้น เราต้องรู้จักเนื้อหาสาระ ที่จะใช้สื่อแทน ความไม่รู้ก็เอามาพูด แม้กุมภเทวดา อาจพอรู้ ไม่เอาคำว่า กุมภัณฑ์ ตัดอัณฑะออกมา เป็นกุมภเทวดา แล้วก็หลอกคน ตัวเองจะเป็น กุมภัณฑ์ ก็เป็นคนเดียว แต่จะคนอื่น มาเป็นตามอีก ก็น่าดีใจ ที่ตัวอย่างอันนี้ ธัมมชโย อุตส่าห์เสียสละตัวเอง มาเป็นตัวอย่างอันเลวทรามไว้ จะว่าขอบคุณก็ขอบคุณ ขอบคุณไปยังงั้น ไม่อยากให้เป็นหรอก จะได้รับวิบากกรรม อีกเท่าไหร่ มันเป็นสัจจะ เหตุเกิดมาจาก เขาไม่รู้จักศาสนา ไม่รู้จักทาน ไม่รู้จักศีล ทานอย่างไร จึงเป็น อัตถิ ทินนัง ปฏิบัติศีลอย่างไร จึง อัตถิ ยิฏฐัง แล้วจิตใจ จะเสวยผลอย่างไร เป็นอัตถิ หุตัง แต่เขาไม่รู้เลย ไม่มีสัมมาทิฏฐิ 3 ข้อ

มหาจัตตารีสกะ คือ 40 มาจากไหน สมณะเบิกบานถามว่า กุศลธรรม 20 และอกุศลธรรม 20 มีอะไรบ้างครับ จากพระไตรปิฎก ข้อ 280 เล่ม 14 มหาจัตตารีสกสูครับ ตอบ...มหาจัตตารีสกะ แปลว่า 40 ท่านแบ่งเป็น 20 สองฝ่าย 20 สองฝ่าย มาจากโลกียะ 20 โลกุตระ 20 20 โลกุตระ ประกอบไปด้วย มรรค 8 ผล 2 =10 คือ 10 กุศล และ 10 อกุศล ถ้าเริ่มต้น เหตุเป็นอกุศล ผลก็เป็นอกุศล มรรค 8 ผล 2 เรียกว่า มัตตะ มิจฉัตตะ คือ มรรค 8 ผล 2 ที่ผิด ถ้ามันถูกต้อง เรียก สัมมัตตะ 10 ถูกต้อง อย่างโลกีย์ก็เป็นกุศลโลกีย์ โลกีย์มีกุศล10 อกุศล 10 ก็เป็น 20 รู้จักทางออกจากโลกีย์ มาเป็นโลกุตระ ก็อันเดียวกัน สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ มาเป็นอุเบกขินทรีย์ มาเป็นทวาร 6 ของโลกุตระ มีฝ่ายกุศล 10 และฝ่ายอกุศล 10 เช่นกัน รวมแล้ว เป็นโลกุตระ ก็ต้องรู้จักโลกียะ ต้องรู้หมด ทั้งฝ่ายโลกียะ 20 โลกุตระ 20 จึงรวมเป็น 40 ส่วนคนโลกียะ ไม่รู้ 40 นี้หรอก แม้จะพอรู้ กัลยาณธรรมโลกียะ ก็ไม่รู้ใน โลกุตระ เช่น ดีมันดีอะไร ดีได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ดีเพราะว่า เขาได้โดยสุจริต ถ้าเขาได้โดยทุจริตก็ไม่ดี แต่เขาได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ด้วยสุจริต ก็ดีกว่าไปโกงเขา ไปทุจริต ส่วนโลกุตระนั้น รู้แล้วก็มาทำ ตอนแรกของโลกุตระ ทำแล้วจะยังไม่สำเร็จ ได้โดยยากลำบาก เรียกว่า เนกขัมสิตโทมนัสเวทนา หรือ มันลดได้บ้าง ก็เป็นโสมนัส เป็นเนกขัมสิตโสมนัสเวทนา ดีใจ เพราะลดกิเลสได้

แต่โลกียะนั้นดีใจ โสมนัสแบบเคหสิตะ คือกิเลสโตขึ้นด้วยอวิชชา ดีใจเพราะว่า กิเลสตัวเองโตขึ้น ก็ไม่รู้หรอก เพราะอวิชชา กิเลสยิ่งหนาขึ้น โตขึ้นมากขึ้น คำว่า หนา บวกเอา ความหนา ความโต ความใหญ่ความมาก ทั้งควบแน่น จึงใช้คำว่าหนา ไม่ใช้คำว่า กิเลสมากกิเลสใหญ่ แต่หนานี่ รวมความควบแน่นของกิเลส ที่ตีแตกแยกยาก เนกขัมมะ ตอนแรก มันยังลำบาก มีวิตกวิจารลำบาก ไม่ลงตัว เทียบเหมือนเราหัดขี่จักรยานใหม่ๆ ขี่เอวคดเอวโค้ง ดีไม่ดีหกล้ม แต่ดีใจที่ขี่ได้ มีพฤติกรรมที่ทำได้ แต่ยังไม่สมบูรณ์ ก็พากเพียรได้อย่างแคล่วคล่อง มีความปีติ หลงดีใจ มากหรือน้อย ก็เป็นอุปกิเลส หรือโสมนัส ปีติยินดี โทมนัสหมดไป มีโสมนัส ก็เป็นภพชาติ ก็ให้ลดลง จนถึงอุเบกขา ฌาน 3 จะเริ่มอุเบกขา

สรุปอีกที กุศลธรรม 20 อกุศลธรรม 20 มีอะไรบ้าง ก็คือ มิจฉัตตะ 10 เป็นอกุศล สัมมัตตะ 10 เป็นกุศล รวมเป็น20 ของโลกุตระ ถ้ายังทำได้ไม่สมบูรณ์ ก็เป็นเนกขัมมะ มีอุปกิเลสอยู่ แม้มีวิตกวิจาร มีโทมนัส หมดโทมนัสเป็นโสมนัส ก็ต้องลดทั้งทุกข์สุข เหลืออุเบกขา เป็นฌาน 4 ก็ถือว่า ฐานอุเบกขาเป็นฐานอาศัย ฐานพัก

องค์คุณ 5 ของอุเบกขา อุเบกขา เป็นฐานที่พระโพธิสัตว์ จะใช้เป็นฐานที่พัก มีองค์ 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา องค์คุณ 5 ของอุเบกขา 1 . ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5) . 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรง แม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว -ง่าย ต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) ทั้งเจโตและปัญญา ดัดได้ง่าย รู้ได้ง่าย ปรับเปลี่ยนได้ง่าย 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) มีกายปาคุญญตา ความคล่องแคล่วแววไว ของเวทนา สัญญา สังขาร 5. ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใส ถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690)

มีธาตุจิตที่มีความคงที่ เป็นพลังงานบวก มีพลังงานลบ เป็นพลังงานเคลื่อนที่ ช่วยให้มีทั้งตัวหลัก อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา ปรุงแต่งด้วยสัญญา ด้วยความรู้ ด้วยเมตตา ด้วยเจตนาที่เป็นกุศล เพื่อช่วยผู้อื่น อย่างไม่มีตัวตน จะปรุงแต่งอย่างไร กับโลกจัดสรรอย่างมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 อย่างไม่เสีย ถ้าทำงานกับผู้อื่น อย่างเหมาะควร กัมมัญญตา ปรับปรุงให้ออกไปทางกายกรรม วจีกรรม ทางอาชีพได้อย่างเหมาะควร ไม่ลำบากไม่เสียท่า คนอื่นก็ได้กุศล มีแต่ความเจริญ จิตใจก็ผ่องใส มุทุภูตธาตุ ก็ยิ่งเจริญชำนาญ มีความคล่องแคล่ว ไม่แปลเป็นภาษาไทยว่าอ่อน ซึ่งขยายความไม่ค่อยได้ แต่ก็ลักษณะ ไม่แข็งกระด้าง ไม่ดื้อดึง สอนง่ายปรับปรุงได้ง่าย ทำเชิงปัญญาแววไว เชิงเจโตปรับได้ง่ายเร็วไว กัมมัญญา ก็แปลว่า การงานอันเหมาะสม ปภัสสรา ท่านแปลว่าผ่องแผ้ว ก็ไม่ผิด แต่ไม่ครบความหมาย ฟังแล้วเหมือนใสๆ ไปหมด ทำอะไรผ่านอะไรมา ก็ยังผ่องแผ้วสดใส ไม่หม่นหมองไม่เสีย ยังแข็งแรงสดใสดีอยู่ ผ่านศึก ผ่านการงาน ผ่านความเปื้อน ลุยนรกมาก็ยังผ่องใส ไม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน