600306_พ่อครูเทศนางานฌาปนกิจศพ โยมเพ็ญศรี หลักเขตต์ วัดศรีประดู่.docx
เนื้อหาในไฟล์
600306 พ่อครูเทศนางานฌาปนกิจศพ โยมเพ็ญศรี หลักเขตต์ วัดศรีประดู่
พ่อครูได้มาเทศนางานฌาปนกิจศพ โยมเพ็ญศรี หลักเขตต์ วัดศรีประดู่ จ.อุบลราชธานี โดยโยมเพ็ญศรี เป็นแม่ของคุณซึ้งดิน และม่อน-บุญนิยมทีวี ...พ่อครูเริ่มเทศนา 14.39 น. พ่อครูว่า…วันนี้จะต้องมาแสดงธรรมในงานศพ ซึ่งเป็นจารีตประเพณีของพวกเรา อาตมาได้รับนิมนต์มา เทศน์หน้าศพ ก่อนจะได้ฌาปนกิจ ตามจารีตประเพณี มีเวลาถึง 15.20 น ตอนนี้ 14.40 นาทีแล้ว การเทศน์ก็ไม่มีอะไรนอกจากจะบอกเนื้อหา ของคำสอน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนมา ให้เข้าใจ แล้วจะได้เอาไปปฏิบัติตาม เมื่อปฏิบัติตามถูกต้อง ก็จะได้ประโยชน์ ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธนั้น คือโลกุตรธรรม สูตรธรรมะของศาสนาพุทธโดยตรงเป็นอาริยธรรม เป็นอเทวนิยม ไม่ใช่ของศาสนาที่นับถือพระเจ้าเป็นเทวนิยม ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่เป็นไปเพื่อความ ละหน่ายคลาย ละหน่ายคลายอะไร ละหน่ายคลายจากความติดในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันเป็นคู่กัน ได้ลาภมาเป็นสุข ได้ยศสูงเป็นสุข ได้สรรเสริญเป็นสุข แต่เสพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส บำเรอใจบำเรออัตรา ก็เป็นสุข มันเป็นโลกียะ เป็นกามสุขขัลลิกะ กามสุขขัลลิกะ แปลว่าสุกเท็จ สุขเก๊ เพราะสุขไม่มีความจริง สุขเป็นตัวหลอก เป็นภพชาติ เป็นแดนสวรรค์หลอก ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาเดียวที่ชัดเจนให้รู้จักสวรรค์เก๊ แล้วให้ละหน่ายคลายจาการติดยึดรสสวรรค์ เหตุที่เราไปหลงสวรรค์ เพราะเราไม่รู้ เรียกว่าอวิชชา ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธไม่ค่อยสอนเรื่องพวกนี้ สอนแต่บำเรอกิเลส เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงลำบาก ต้องแย่งชิงลาภยศสรรเสริญ แล้วก็หลงในความสงบสุข ในโลกียสุขต่างๆ ไม่ละหน่ายคลาย อาตมาออกมาทำงานธรรมะ ก็รู้ว่าจะต้องมาทำงานธรรมะพระพุทธเจ้า ออกมาแล้วตั้ง 46 47 ปี อยู่ทางโลก ก็ปฏิบัติแ
อ่านต่อ
บบโลกียะ ยังไม่รู้ตัวก็ทำไปตามโลกเขาพาทำ เป็นไปอย่างโลกเขาไป อย่างลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็ไม่ด้อยก็แย่งได้ แต่สุดท้ายก็เข้าใจ มาศึกษาปฏิบัติธรรม ก็มาใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น อายุ 36 ก็เลยเลิกออกมา ทั้งๆที่ไม่ได้พ่ายแพ้ทางโลกอะไร อาตมาเป็นหนุ่มอายุ 35-36 มีเงินเดือน ตอนโน้นนะก่อนบวช อาตมาบวช 2513 แต่ก่อนอาตมาเงินเดือนสองหมื่นแล้ว นายกรัฐมนตรีเงินเดือน 8,000บาท ขับรถติดแอร์ อาตมาไม่ได้พ่ายแพ้ทางโลก แต่อาตมามีภูมิเดิม เมื่อมาปฏิบัติธรรมก็เลยได้ไว ออกมาจากทางโลก มาอยู่ทางธรรม สอนธรรมะพระพุทธเจ้ามา 47 ปี ก็ยาก แต่ได้ผลเกิดเป็นชุมชนหมู่บ้านชาวอโศก พวกอาตมามีฉายาว่ากลุ่มชาวอโศก ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตระธรรม มีความสงบสุข อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ อยู่ในสังคมเรา อิสรเสรีภาพ ใครจะเข้าใครจะออกไม่มีการบังคับ เข้ามาตามศีลสามัญญตาทิฏฐิสามัญญตา ปฏิบัติธรรมต้องถือศีล มีทิศทางไปที่นิพพานเป็นสามัญญตา ใครจะมาก็มา ไม่มาก็ไม่มีปัญหา เมื่อมาอยู่แล้ว ต้องมีกรอบขอบเขต เป็นพี่เป็นน้องกัน สบายมีความสันติสงบดี ก็ดี ถึงขั้นตามธรรมะพระพุทธเจ้า มี efficiency sufficiency ตามที่พระพุทธเจ้าพาเป็น และตามในหลวงตรัส มีจิตใจสันโดษ มีใจพอ มีความพอเพียงไม่ละโมบโลภเกินการ สังคมจึงไม่เกิดการ ยื้อแย่ง ไม่เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง มีสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ในเวลาแค่ 40 นาที คงจะลงรายละเอียดภาษาธรรมะ บาลีไม่ได้ก็ขอผ่านไปก่อน
อนุปุพพิกถา คําสอนพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าคำสอนเป็นไปตามลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ในคำสอนเบื้องต้น เรียกว่าอนุปุพพิกถา ทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะ ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธเสื่อมมาก ทานก็ไม่มีผล ไม่สัมมาทิฏฐิ ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ สัมมาทิฏฐิ ผู้ปฏิบัติตามธรรมะพระพุทธเจ้าตามมรรคมีองค์ 8 จะได้ผลจะต้องมีสัมมาทิฏฐิ 10 สมาธิข้อแรกคือทินนัง ทานที่ทำแล้ว ทำไมสัมมาทิฏฐิไม่มีผล แล้วทุกวันนี้ ทำทานกันอย่างมีโทษ ไม่ได้ประโยชน์ เพราะมิจฉาทิฏฐิในข้อแรก ในมรรคมีองค์ 8 สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ… สมาธิที่เป็นประธาน ถ้าสัมมาทิฏฐิผิดเสร็จแล้วอีก 7 ข้อก็ผิดตามมาหมด ปฏิบัติ ทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะ ก็ไม่รู้เรื่อง แม้แต่ทานข้อแรกก็ผิด ผิดอย่างไร ทำทานแล้ว แทนที่จะได้ลดความโลภ แต่ทานแล้วใจยิ่งโลภกว่าเก่า ทานข้าวทัพพีเดียว แต่ขอให้ได้เป็นล้าน ได้อินฟินิตี้เลย ทานแล้วเพิ่มความโลภ มากกว่าสิ่งที่เราให้ทาน สอนกันอย่างนั้น ยังไม่พอ แต่งคำบาลีมาตั้งจิตขอ อยากให้ได้รวยลาภยศอีก ก็ค้านแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า ขออภัยที่อาตมาพูด ตรง เป็นการค้านแย้ง สิ่งที่ไม่ตรงกับของพระพุทธเจ้า อาตมาพูดด้วยใจจริง ไม่มีสิทธิ์บังคับใครให้เชื่อ แต่พูด เพราะว่าสงสารเขาทำอย่างผิดๆ ก็เสียเวลา เสียทรัพย์สิน เสียอะไรไปหมด ไม่ได้ประโยชน์ ให้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าให้ดี ศีล ก็ไม่รู้จักศีล ปฏิบัติศีลจะไปอธิบายว่า ศีลจะได้ประโยชน์แค่กาย วาจา ผิด พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนอย่างนั้น พระพุทธเจ้าสอนว่าศีลนี้ ปฏิบัติแล้วจะลดความเดือดร้อนของจิต อวิปฏิสาร พตป.ล.24 ข้อ1 กับข้อ 208 กิมัตถิยสูตร ท่านบอกว่า ปฏิบัติศีลอย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วจะพาไปเป็นอรหันต์ตามลำดับ คือจิตใจจะลดละกิเลส ไม่ใช่มีแต่แค่กายกับวาจา ศีลจะทำให้เกิด อธิจิต จิตเจริญมีอธิปัญญาเพิ่ม ทำให้กิเลสลด คือปุญญะ หรือบุญ บุญเป็นเครื่องชำระกิเลส บุญไม่ใช่กุศลไม่ใช่ของได้มา ผู้ที่ปฏิบัติตนสัมฤทธิ์ผล ผู้นั้นเสียหรือลดกิเลส บุญ คำแปลเป็นบาลีว่า สันตานังปุนาติวิโสเทติ ขออภัยที่ต้องพูดภาษาบาลี เพราะอาตมาสอนไม่เหมือนคนอื่น หาว่าอาตมาสอนผิด ก็เลยจำใจจำเป็นที่ต้องใช้ภาษาบาลี และอ้างอิงพระไตรปิฎฏ ดูน่าหมั่นไส้ แต่มันจำเป็น มันเป็นสิ่งที่ต้องอ้างอิง ต้องขออนุญาต ขออภัยจริงๆ ศีลทุกวันนี้ ไม่รู้จักศีล แม้แต่ปฏิบัติศีลก็ไม่อธิจิต ไม่ได้ผลอะไร ถือศีลข้อ1 จะต้องเกิดเมตตา แต่นี่กลับอำมหิต ไม่รู้จักปาณา ชีวิตของสัตว์โลก ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ฆ่าสัตว์มากิน สัตว์ต่างก็มีชีวิตมันมี ปาณะ แต่ไปฆ่ามัน จิตจึงด้านชา ขี้หลอก สังคมเลวมีแต่ความเสแสร้ง หลอกลวง วาทกรรมมีภาษาว่าเมตตากรุณา แต่จิตใจมันไม่เป็น ถ้ามันไม่เมตตาจริง อาตมาพาชาวอโศกปฏิบัติธรรม จะต้องเริ่มต้นศีลข้อ 1 ไม่กินเนื้อสัตว์ พาทำเช่นนั้น อย่างครอบครัวของโยมเพ็ญศรี หลักเขตต์ แต่ก็มีบางคนในครอบครัวกินอยู่ แต่หลายคนก็กินมังสวิรัติ เพราะเริ่มกินมังสวิรัติแล้ว จิตคนจะรู้จักชีวิต รักชีวิตสัตว์ แต่ก่อนเห็นแมลงอะไรตกในโถส้วม คุณเทน้ำราดเลย ไม่ฟังเสียงหรอก แต่ถ้ามาหัดไม่กินเนื้อสัตว์ เห็นสัตว์ตกโถส้วม จะรู้ว่าสัตว์มีชีวิต จะช่วยมันเลย ไม่เทน้ำลาด คุณลองดูเลย มาลองกินมังสวิรัติดู แต่ไปสอนแค่ว่า ถือศีล มะยังภันเตวิสุงวิสุง ปาณาติบาตไม่ฆ่าสัตว์ ปากพูดเฉยๆแต่พฤติกรรมฆ่าสัตว์ ตัวเล็ก ตัวน้อย ตัวใหญ่ไม่หัวซา ไม่สนใจเลย ฆ่าดะ นี่คือสิ่งที่เชื่อมไปชีวิตของมนุษยชาติ โดยเฉพาะชาวพุทธ ในอนุปุพพกิถา ทานก็ล้มเหลว ศีลก็ล้มเหลว ยิ่งสัคคะ สวรรค์ ทุกวันนี้อาตมาเทศน์ชี้ชัด เอาพระไตรปิฎกยืนยัน สองวันก่อนเอาอุปจาลาภิกษุณี มาอ้างอิงยืนยันว่า ถ้าจิตผู้ใด ไปยินดี ในสวรรค์ สวรรค์ก็มี 6 ชั้น จตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ถ้าผู้ใดไปยินดีในสวรรค์ ท่านเรียกว่าจิตใจเป็นผี หรือนรก แล้วในพระไตรปิฏก พูดเป็นธรรมาธิษฐาน มารผู้ลามกคือจิตใจเรา ที่ไปคิดชั่วหลงสวรรค์ อยากเกิดในสวรรค์ มีคนมาถาม มาร คือจิตสำนึกตัวเองมาถาม มารคือผู้ท้วงพาไปทางเลว เช่นในสูตรนี้ อุปจาลาภิกษุณี มารท้วงว่าต้องตั้งจิตไปเกิดในสวรรค์สิ ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต เป็นต้น แต่ อุปจาลาภิกษุณี เราตั้งจิตไปนิพพาน อย่ามาพาให้เราหลงในสวรรค์ชั้นต่างๆเลย พออุปจาลาภิกษุณี มารก็ดูว่าภิกษุณีมีภูมิปัญญา หรือว่าความคิดแบบนั้นเป็นความคิดชั่วเลว ด้วยความมารพูดเป็นบาป ลามก มารผู้เป็นบาปก็เลยหายไปจากจิต มารเห็นว่าภิกษุณีรู้ทัน ก็เลยหายวับไปทันที นี่คือภาษาธรรมะ แต่ทุกวันนี้อ่านพระไตรปิฎกไม่แตก อ่านเป็นปุคคาธิษฐานเป็นตัวตน ก็เลยเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ สัคคะ แปลว่าสวรรค์ สวรรค์ 6 ชั้นคือกามภพ ที่ได้เสพรสสมใจ ก็เป็นรส ดาวดึงส์ เป็นรสสุขอร่อย ยามาคือได้นานมากๆ ได้ยาม 1 2 3 4 ได้นานเท่าไหร่ก็หลงว่าเป็นเรา ดุสิตคือจะต้องพักหยุด ได้มาก็ต้องหยุดพัก แต่จะไม่ยอมให้ดับ จึงเพิ่มอีกจะเอาให้ได้ เป็นนิมมานรดี ต้องก็ต้องสร้างให้ได้มา เพราะอวิขชา สรุปแล้วภพกามทั้งสิ้น สวรรค์จริงๆคือนรก เป็นภพชาติ ศาสนาพุทธ ตัดภพจบชาติ ศาสนาพุทธเป็นพระอรหันต์ คือดับภพจบชาติ แต่สวรรค์มีแค่ 6 ชั้นนี้ ใครต้องการสวรรค์อยู่ คนนั้นคือคนมีภพชาติ ในพระไตรฯล.23 ข้อ 49 ท่านสอนว่า ทำทานนั้นอย่าไปหวังได้อะไรตอบแทน หากต้องการหรือหวัง(สาเปกโข) นั่นคือความมีภพชาติ ความเป็นนรก ไม่มีใครอยากได้นรก ไม่มีใครคิดทำ แต่ทำผิดไม่ตรงคำสอนพระพุทธเจ้า คืออย่าไปตั้งจิตอยากได้สวรรค์ แต่เมื่อตั้งผิดก็คือได้นรก ไม่มีใครอยากได้นรก แต่สอนกันผิดๆ ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา สุสูสังลภเตปัญญัง ฟังธรรมะอาตมาไม่ดีก็หูหัก อาตมามีเวลาน้อย นานๆทีได้มาเทศน์ในวัด เพราะเขาไม่อยากให้มาเทศน์หรอก เพราะว่าเทศน์ขัดแย้งกับเขา แต่อาตมาพูดในสิ่งไม่จริงไม่ได้ จะให้พูดตามๆเขาแต่ถ้าผิดไม่ได้ วันนี้ก็เลยมีเกียรติ มีโชคดีที่ได้มาเทศน์
การทานที่ไม่มีผล อัตถิทินนัง การทำทานแล้วจิตโลภมากขึ้น ศีลก็ปฏิบัติไม่ถึงจิต ไม่ทำให้จิตรู้จักกิเลส มีวิธีกำจัดกิเลสได้ เมื่อกำจัดกิเลสได้ ก็เรียกว่าเป็นบุญ บุญมีหน้าที่ชำระกิเลสอย่างเดียว ไม่มีหน้าที่อย่างอื่น เดี๋ยวนี้อธิบายบุญผิด เอาบุญไปเป็นสินค้าค้าขายหลอกคน บอกว่าบุญเป็นภพชาติเป็นสวรรค์ บุญไม่มีสวรรค์ บุญมีแต่ดับสวรรค์ดับนรก อานิสงส์ของบุญคือดับสวรรค์ดับนรก ไม่มีอะไรเหลือเป็นหรือเปล่า บุญมีแต่สั่งสมเป็น มรรคญาณ ผลญาณ ไม่มีผลวิบาก ที่จะเป็นกุศล ไม่มีอะไรสนองอัตตา บุญตัดกิเลสแล้วจบ มีแต่ความสะอาดของจิตเกิด บุญเป็นเอกังสวาที มีหน้าที่เดียว ไม่มีหน้าที่อื่น ทุกวันนี้บุญคำนี้คำเดียว ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างธัมมชโย เอาคำว่าบุญแปลงร่างเป็นสมบัติ บุญมีหน้าที่วิบัติอย่างเดียว แต่เอาบุญไปปรุงเป็นวิมานสวรรค์อะไรมากมาย บุญก็เลย ขออภัยพูดชัดๆว่า บุญเลยมิจฉาทิฏฐิ ทำลายศาสนาอย่างมาก เพราะผิดความหมายที่เป็นสัจธรรมของคำว่าบุญ ขอให้ญาติโยมผู้ใส่ใจศึกษาในศาสนา ไปศึกษาให้ดี อาตมาจะขอขยายความตามพระไตรปิฎก คำว่าบุญ แปลว่าเครื่องชำระกิเลสในจิตให้สะอาด สันตานังปุนาติวิโสเทติ ผู้ปฏิบัติบุญมีผล ปฏิบัติได้ผลชำระกิเลสได้เป็นส่วน เรียกว่าได้ส่วนบุญ หรือปุญญภาคิยา หรือปุญญภาค ได้บุญเป็นส่วนๆยังไม่ครบ ก็มีกิเลส 100 หน่วย ทำบุญคราวนี้ลดกิเลสได้ 20 หน่วย ก็เลิกกิเลสอีกแปดสิบหน่วย ทำบุญแล้วกิเลสก็ลดลงไป ต่อไปเข้าใจผิดว่า ได้บุญคือได้สมบัติ มันไม่ใช่ จะได้วิบัติกิเลส ที่เสร็จมันเสื่อมสิ้นไปได้บุญ เป็นเสขบุคคล ยังไม่เป็นอเสขบุคคล กิเลสลดได้ 20 ส่วนก็เหลือกิเลส 80 ส่วน ทำบุญอีก จนกิเลสหมด100 ส่วนเป็นคนสิ้นอาสวะ ผู้ที่ทำบุญได้ถูกต้อง จะได้ส่วนบุญไปตามลำดับ เรียกว่าปุญญภาคิยา แต่ทุกวันนี้คนไม่เข้าใจแล้วว่า ได้บุญคืออะไร แต่บุญคือได้สมบัติ ทั้งที่จริงแล้วได้บุญคือได้วิบัติ ฟังไหวไหม เมื่อเอาคำว่าบุญไปใช้ผิด จึงเจ๊งเลย ผู้ทำบุญได้ประโยชน์เช่นนี้ จะปรับปรุงจิต อภิสังขาร ปรับปรุงจิตเราได้ คือ โยนิโสมนสิการทำใจในใจ ให้จิตใจลดกิเลสได้ คือทำอภิสังขาร มีสามอย่างคือ ปุญญาภิสังขาร เมื่อกำจัดกิเลสได้หมด บุญก็หมดไปก็เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร กิเลสไม่เกิดอีก ก็ไม่ต้องใช้บุญ บุญก็สูญ ไปด้วย วิธีกำจัดกิเลสหมดในตน เรียกว่าบาปก็หมด บุญก็หมด ภาษาบาลีเรียกว่า ปุญญปาปปริกขีโณ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ ล.32 ข้อ 232 ว่าเราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป พระโมฆราช ท่านก็บอกว่าบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ เป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว คนนี้หมดบุญหมดบาป พระอรหันต์คือคนสิ้นบุญ ไม่มีบุญแล้ว จบ คนที่สิ้นบุญแล้ว คือคนไม่มีบาปอีก ไม่ทำบาปอีก จะยังมีกรรมกิริยา ยังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป มีกรรมทุกกรรมจึงมีแต่กุศล ไม่มีบาปอีก อกุศลก็ไม่มี โดยเฉพาะบาปไม่มี และบุญก็หมด ไม่ต้องทำบุญ เพราะได้ล้างกิเลสหมดแล้ว บาปหมดแล้ว บุญหมดแล้ว เป็นปุญญปาปปริกขีโณ คือโอวาทพระปาฏิโมกข์ 3 สัพพปาปสอกรณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา (ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) ท่านไม่ใช่คำว่า ทำบุญให้ถึงพร้อม แต่ใช้คำว่าทำกุศลให้ถึงพร้อม คนที่ไม่เข้าใจบุญ ก็ไปอธิบายอปุญญาภิสังขารว่า สังขารเป็นบาป ก็เลยผิด แปลวนไปวนมา ไม่รู้จักจบ อภิสังขารก็เลยไม่มีอเนญชา ไม่หวั่นไหวไม่ได้ เพราะทำบุญแล้วก็บาป ไม่มีจบ ศาสนาทุกวันนี้จึงไม่มีอาริยบุคคล สังคมจึงเป็นเช่นนี้ อย่างเช่นที่เห็นทุกวันนี้ อาตมายังไม่เคยเห็นใครในวงการศาสนา ที่ด้านอย่างธัมมชโย เป็นปรากฏการณ์ ปาตุสัจจะ เป็น phenomenon ชัดๆ เป็นปรากฏการณ์ยืนยัน ดื้อดึงดื้อด้านสุดยอด ไม่ยอมรับแม้แต่กฎหมายของประเทศ เป็นพระเป็นเจ้าอย่างไร พระพุทธเจ้าบอกว่าจะต้องอนุโลมตามกฎหมายบ้านเมือง ชีวิตอยู่กับบ้านเมือง ต้องอนุโลมตามกฎหมายบ้านเมือง แต่นี่ไม่ นี่คือสัจจะที่ยืนยันให้เห็นจริง ไม่ใช่ไปขี้ตู่ ไม่ใช่หาเรื่อง แล้วไม่มีผลเกิดอะไรเลย พระรูปหนึ่ง ดึงดันดื้อด้านต่อกฎหมายของประเทศ คณะสงฆ์ที่จะต้องดูแลกัน ไม่เอาภาระ มันสิ้นไร้ไม้ตอกจริงๆ ในวงการศาสนา ขออภัยที่อาตมาวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องสัจธรรมสู่ฟัง อาตมาไม่มีเจตนาถล่มทลาย แต่ต้องพูด เพราะมันเกิดหลัดๆ แล้วทำความเสื่อมเสียอยู่ตลอดเวลา ขอสรุปว่า เป็นกุศลของอาตมามาก ที่มีโอกาส มีเกียรติ ได้มาเทศนาต่อหน้าท่านทั้งหลาย ที่อาจจะไม่เคยได้พบกันเลย ชีวิตเพิ่งพบหน้าตาตัวเป็นๆก็คงเยอะ อาตมาเป็นคนวารินฯ อุบลฯ เกิดอุบลฯ ศิษย์เบญจมะมหาราช อาตมาจบม.6 พ.ศ.2492 ใครรุ่นอาตมาบ้าง แล้วไปเรียนต่อที่กรุงเทพอยู่กรุงเทพฯ จน 40-50 ปีก็ค่อยกลับมาอุบล มาตั้งรกรากตั้งหมู่บ้านราชธานีอโศก ที่อำเภอวารินชำราบ ก็ตั้งใจจะมาปลูกฝังลงไปในที่นี้ ในแดนที่เป็นมาตุภูมิของตนๆ เทือกเขาเหล่ากอของอาตมาก็อยู่ที่นี่ ปู่ย่าตาทวด ก็อยู่ในเมืองอุบลนี่แหละ ใครอยากรู้ก็ไปตามสืบเสาะเอา ว่าจะมาลูกใครหลานใคร อาตมามาทำอะไร จึงขอยืนยันว่า อาตมามาทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ มาทำด้วยความปรารถนาดีจริงใจ ไม่ใช่จะเอาความเสื่อม ไม่ใช่เอาความเท็จ ไม่ใช่เอาความเสียหายมาให้แก่ญาติพี่น้อง ขอยืนยันนี่เป็นสัจจะ ที่อาตมาพูดได้กล่าวได้ บัดนี้เวลาก็หมดลง ถึงเวลาแล้วก็จำเป็นจะต้องจบการเทศนานี้ ก็ให้ทุกคนฟังธรรม เท่าที่พอฟังธรรมเข้าใจได้ จงเอาไปไตรตรอง แล้วแก้ไขปรับปรุง ให้มันถูกต้อง แล้วก็ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ให้ได้ธรรมะแก่ตนๆทุกคนทุกท่านเทอญ. https://www.youtube.com/watch?v=ZG39_9pFeBU https://www.youtube.com/watch?v=1wuVvn3DisU