600529_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญญาพาพ้นภัย 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
600529_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญญาพาพ้นภัย 5
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม 2560 ที่บ้านราชฯ ขึ้น 4 ค่ำเดือน 7 ปีระกา เมื่อวานนี้พ่อครูได้พูดถึง พรหมชาลสูตรส่วนหนึ่งเอาไว้ ซึ่งมีผู้แสดงธรรมไว้หลายท่าน คือท่านกิตติวุโฒ และท่านมหาระแบบ เขาพูดถึงเรื่อง บางสำนักปฏิบัติศีล แต่บอกว่าสำนักอื่นปฏิบัติพระวินัย อีกหน่อยก็จะมีสามแบบ คือมีของพ่อครูอีกอันขึ้นยูทูป คนก็จะเลือกเอาว่าแบบไหนพาลดละกิเลสได้มากกว่า คนเราหากไม่เลิกฆ่าสัตว์ก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นคน เริ่มต้นแน่นอน สัตว์กว่าจะพัฒนาจากอุตุ พีชะ กว่าจะมาเป็นจิตนิยามได้ต้องอาศัยเวลามาก กว่าจะพัฒนาตนเป็นลำดับไป จนเป็นพระพุทธเจ้าได้ เป็นผู้สูงสุดในโลกนี้ หนึ่งเดียวในกาละหนึ่ง คนหนึ่งเป็นได้เพียงครั้งเดียว เป็นสิ่งยากสุด ได้สูงสุด แต่ก่อนอาตมาสงสัยว่า เป็นพระพุทธเจ้าแล้วน่าจะอยู่นานๆช่วยคน ซึ่งก็เป็นความเห็นที่ยังเห็นแก่ตัว ซึ่งก็มีผู้รอจะมาเป็นพระพุทธเจ้าคิวต่อไปอีกก็มี กว่าจะพัฒนาถึงจุดที่เป็นมนุษย์perfectที่สุดในโลก คนจะถึงจุดนั้นได้ก็ยากสสสสส์ ไกลมากอีกยาวนาน คนทำได้ก็ต้องกราบยกย่องสรรเสริญ พระพุทธเจ้าจะไหว้ใครไม่ได้เลย บารมีมากเกินใครจะรับไหว้ได้ พ่อครูเองบารมีก็มาก ท่านก็ต้องทำสมมุติให้สอดคล้องกับคนสมัยนี้ อาตมารู้สึกว่า ท่านไม่ต้องยกมือไหว้ใครเลยก็ได้ แต่ท่านต้องทำสมมุติให้เข้ากับยุคสมัย
พ่อครูว่า...ยินดีต้อนรับนักศึกษาที่เข้ามาศึกษา มาจากมหาวิทยาลัยเกษตร ก็ยินดีจริงๆสำหรับคนที่ใส่ใจในธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะโลกุตระ ขออ่าน sms และไลน์ต่างๆ
ทำใจอย่างไรให้อยู่วัดได้แม้ไม่มีเพื่อนที่เราติด _The sun ถาม พ่อท่านว่า เรามาวัดเพราะมิตรดีสหายดีมีเพื่อนเราเลยชอบมาวัด แล้วเรามีอาการติดเพื่อน เมื่อเพื่อนส
อ่านต่อ
นิทกลับบ้านหมดทำให้เรา ไม่อยากอยู่วัดต่อ เพราะคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนเราจริตก็ต่างกัน คำถามคือมีวิธีปฏิบัติอย่างไรเราถึงจะปฏิบัติธรรมได้ด้วยตัวเราเองไม่ต้องพึ่งเพื่อน สามารถอยู่วัดปฏิบัติธรรมด้วยขาเราเอง พ่อครูว่า...ดีนะที่อ่านตัวเองออก ว่ามันเพี้ยนไปตรงไหน จิตของแต่ละคน พระพุทธเจ้าอธิบายไว้อาตมาหยิบมาอธิบายก็ยังไม่ง่าย แต่ถ้าทำความเข้าใจจริงๆจะรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้หนอ จิตใจคนเราปกติวนเวียนอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข วนเวียนอยู่อย่างนั้น แล้วทฤษฎีที่จะออกจากโลกหรือความวนได้ เหมือนดาวเทียม จะออกจากแรงดึงดูดของโลกก็ต้องมีพลังพิเศษ แม้ในทางฟิสิกส์หรือสสาร ก็ต้องมีพลังงานจะออกจากโลกได้ อย่างเพียงพอ ไม่เช่นนั้นออกไม่ได้ ฉันเดียวกับนามธรรม จะต้องมีความพิเศษของตัวเองที่จะหลุดออกมาจากสิ่งที่เราหลง จม สุขเพราะ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสพอัตตา เสพกามคุณ 5 เราจะหลุดออกมาได้ เริ่มหลุดออกมาได้ มาตรวัดก็คือมีศีล 5 แล้วมีศีล 5 อย่างพอใจที่จะมี ไม่ใช่ฝืนเท่านั้น ผู้ที่ปฏิบัติศีลจนบรรลุ กิเลสมันหลุด ไม่ฆ่าสัตว์ จิตไม่อยากฆ่าสัตว์จริงๆ เรื่องสัตว์นี้เราไม่ฆ่า เอาแค่ไม่ฆ่าก่อน สูงกว่านั้นไม่กินเนื้อสัตว์ หรือคนอื่นฆ่ามาแล้วเราไม่กิน จะมีหลักเกณฑ์ที่มีรายละเอียดสูงขึ้น สรุปแล้วจิตของเรารู้จักชีวิต การมีศีลเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก ยืนยันว่า กว่าจะพัฒนามาเป็นอุตุนิยามเป็นสสารพลังงานทางวัตถุ จนกว่าจะมาเป็นชีวะเป็นพืช เป็นพีชนิยาม ต้องมีเหตุปัจจัยของมันจนครบ แล้วพัฒนามาเป็นชีวะได้ ยังไม่มีอารมณ์เวทนา เป็นพลังงานพืช แต่มันก็มีตัวของมันเองมี ISH สามเส้าของพลังงาน ประธาน I แล้วมีขั้วบวก ลบ มีสัญญารับรู้ว่าธาตุไหนจะเอามาปรุงแต่ง มันก็จะมี I รับผิดชอบชีวิตตน เป็น ISH คือ ประธาน อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ เป็นพืชแล้ว กว่าพืชจะพัฒนาตัวเองเปลี่ยนพลังงานมามีจิตนิยาม มีเวทนา พืชมีแต่สัญญา สังขาร อันนี้เอา อันนี้ไม่เอา ไม่เบียดเบียนใคร เป็นพลังงานชีวะ แต่สงบไม่ทำร้ายไม่ก่อทุกข์กับใคร มีแต่ตัวเองอาจถูกทำลายจนสูญพันธุ์ พอมาเป็นจิตนิยามจะต้องมีอัญญธาตุ อาตมาเน้น อาตมาโชคดีมีหลักฐานในพระไตรปิฎกในตำนานของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ ก็เลยหยิบมาอ้างอิงได้ ไม่เช่นนั้นยากที่จะเชื่อถือกัน ที่เชื่อถือได้เพราะเป็นไปได้ มีเหตุผลปัจจัยร้อยเรียงและหลักฐานพระพุทธเจ้า คนจึงรับได้ อัญญธาตุนี้เป็นธาตุใหม่ อัญญะแปลว่าอื่น ซึ่งต่างจากธาตุจิตแบบโลกีย์ มันเปลี่ยนไปเลย มาเป็นโลกุตรจิต อัญญานี้เริ่มตัวแรก แล้วจะมาครบสามเส้า เป็นอัญญา ปัญญา สัญญา สัญญาจะต้องประพฤติด้วยองค์ 6 ปัญญา ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มัคคังคะ สัมมาทิฏฐิ มีการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติตามกระบวนการ 6 ที่สังเคราะห์สังขารจนเกิดผล มีอัญญธาตุแล้ว จนเจริญมาเป็น ปัญญา สัญญา เจริญเป็นปัญญา จะพัฒนาเป็นอาริยบุคคล เป็นโลกุตระ เจริญขึ้นๆเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ทุกอย่างมาแต่เหตุ ไม่ใช่อยู่ดีๆเกิดโดยไม่มีเหตุหรืออธิบายไม่ได้ เอาบัญญัติของพระพุทธเจ้ามาใช้นี่แหละ ไม่ต้องบัญญัติใหม่ อาตมาบรรยาย ซึ่งก็ได้บัญญัติใหม่แค่สองคำ นอกนั้นเอาจากบาลีในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าอธิบายไว้มาอธิบาย แต่สองคำนี้อาตมาบัญญัติเอง คือ ชีวานุปาทิ กับ ชีรานุปาทิ อีกอันหนึ่งเป็นการเกิด อีกอันหนึ่งเป็นเชื้อการเสื่อมการดับ ชีวานุปาทิคือความเจริญของชีวะ ส่วนชีรานุปาทิคือความเสื่อม มีสองคำนี้ที่อาตมาบัญญัติ นอกนั้นเป็นของพระพุทธเจ้า โชคยังดีที่มีของพระพุทธเจ้าเหลือไว้ แล้วพวกเราเอาไปปฏิบัติจนเกิดอรหันต์ได้ อาตมายืนยันว่า พวกเราเป็นอาริยบุคคล เป็นโลกพระศรีอาริย์ เป็นชุมชนที่อยู่ตามหลักพระพุทธ เป็นประชาธิปไตยสูงสุดเสียภาษี 100% มีจิตไม่มีอัตตา มีชีวิตอยู่ เพื่อช่วยเหลือคนอื่น เป็นประโยชน์ตนไปตามลำดับ แม้จะเหลือกิเลส ก็ทำไปตามลำดับ แต่ทิศทางเป็นเช่นนี้ เป็นโลกุตรบุคคล เป็นคนโลกใหม่ สูงสุดจนเป็นอรหันต์ แล้วก็ต่อเป็นพุทธภูมิ ที่คุณthesun ถามว่า ต้องทำจิตอย่างไร ...คุณต้องปฏิบัติจนเกิดจิตเข้ากระแส อยู่วัดได้จริงๆ เกิดอัญญธาตุ สัจธรรมต้องพากเพียร มีหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีเหมือนสนามแม่เหล็ก คุณเหมือนโมเลกุลหน่วยหนึ่งตกมาในสนามแม่เหล็ก มีพลังเหนี่ยวนำ ให้คนไปตามทิศทางสนามแม่เหล็ก คุณฝืนไม่ได้ เป็นพลังควบแน่น มากพอ จะเหนี่ยวนำพลังโมเลกุลใดที่ตกในสนามแม่เหล็กนี้ ไปอื่นไม่ได้ พลังเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กนี้จะทำให้คุณถูกทิศทางได้ คุณจะมาทำไม่ถูกทางไม่ได้หรอก ในสนามแม่เหล็กที่มีแกนเหนี่ยวนำแรงเพียงพอ ถ้าตอนแรกที่คุณไม่สามารถอยู่ได้ก็ฝืนมาหน่อย แล้วจนกว่าจะเกิดอัญญธาตุก็จะเป็นไปได้ แต่ขนาดไม่เกิดอัญญธาตุก็จะฝืนน้อยลง ก็จะอยู่ได้ พระพุทธเจ้ามีหลักให้ปฏิบัติศีล 5 อยู่กับหมู่ จนหน้านองน้ำตาอยู่ ท่านก็สรรเสริญ ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านสรรเสริญว่าเอาเลย ตายลงเลย สรุปแล้วว่าต้องอดทนและพากเพียร สนามแม่เหล็กจะช่วยคุณได้ หากคุณออกนอกสนามแม่เหล็กนี้ สนามแม่เหล็กของโลกีย์จะดึงดูดคุณไป คุณจะตั้งมั่นได้ต้องเป็นตัวของตัวเองอย่างสูงจึงจะทนได้ แต่ทนได้ยาก คุณมี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี สามคำนี้ จึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก 1. มีมิตรผู้มี“ทิฏฐิ”ตรงกัน ปรารถนาดีต่อกัน (กัลยาณมิตโต) 2. มีมิตรดี ผู้มีความร่วมมือ ร่วมประโยชน์ดี (กัลยาณสหาโย) 3. มีสังคมสิ่งแวดล้อมดี (กัลยาณสัมปวังโก) นี้เป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ (คือ ทั้งสิ้นของศาสนา) (พตปฎ. เล่ม 19 ข้อ 5) มิตรดีคือจิต สหายคือผู้ร่วมประโยชน์ สัมปวังโก คือในวงล้อมวัฏฏะอันนี้ แรกๆต้องฝืนและอดทนและพยายามศึกษาให้ดี ตั้งใจ พระพุทธเจ้ายืนยันว่า ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตราบนั้นโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ การอวดตัวตนนั้น เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อประชาชน
_คุณTorm......คำถามสำหรับพ่อท่านเย็นวันนี้ค่ะ พ่อท่านย้ำเน้นว่าการนั่งสมาธิหลับตา มีประโยชน์แค่การทบทวนอดีต แต่ไม่มีปัจจุบันและอนาคต และพ่อท่านเคยพูดถึงจิตคนเราเมื่อไม่มีร่างกายกำกับ คือเมื่อตายไปแล้ว จิตจะไหลฟุ้งเหมือนคนที่ฝันแต่ไม่มีทางตื่น เมื่อตอนต้นรายการพ่อท่านได้พูดถึงว่า แม้พระอรหันต์ก็อาจมีความฝัน แต่เป็นสัญญาเก่า ไม่ได้มีเวทนาอารมณ์ปรุงแต่ง เว้นพระอรหันต์ที่ฝึกเจโตมาและดับเก่งจึงไม่ฝัน ดังนั้น หากเราปฏิบัติธรรมแบบสัมมาสมาธิ พิจารณาสติปัฏฐานด้วยกายคตา ครบพร้อมด้วยองค์ประชุมทั้งภายนอกภายใน แต่สุดท้ายก็ยังห่างไกลอรหันต์ เวลาฝัน ก็ยังคงมีเวทนาและกิเลส หากตายลง จิตที่ไร้ร่างกายควบคุมก็จะล่องลอยฟุ้งซ่านไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งเป็นสภาวะที่คิดแล้วน่ากลัว จึงขอเรียนถามพ่อท่านว่า มีวิธีปฏิบัติจิตทางอื่นที่จะช่วยควบคุมจิตฟุ้ง ควบคู่ไปกับศีลและสัมมาสมาธิ วิปัสสนาแบบลืมตาอีกหรือไม่คะ เพื่อความไม่ประมาท เผื่อตายก่อนที่จะเจริญในธรรมค่ะ พ่อครูว่า...เข้ามาอยู่ในวัด ขอตอบประเด็นที่ยื้ออันนี้ก่อน ฐานะก็ไม่ต้องลำบากลำบน เกิดมามีบารมีพอสมควร เป็นลูกญาติธรรม จบด็อกเตอร์มาทำงานก็เบื่อคนทำงานรับไม่ได้ สุดท้ายไม่ทำงานก็กินใช้อาศัยสามีอยู่ ก็เป็นบารมีของเขา แต่ก็ควรจะรู้ว่าเรามีบารมีก็ช่วยเราเยอะแล้ว ก็อดทนอันนี้หน่อยสิ มาอยู่กับหมู่มิตรดี มาอยู่กับวงแวดล้อมสนามแม่เหล็ก อะไรก็ไม่อะไรจะได้ช่วยสามีและแม่ด้วย
ปุญญสูตร ส่งคำถามนะคะ 1. เคยมีคนนำปุญญสูตรขึ้นถามพ่อท่าน แต่ยังไม่ได้รับคำตอบชัดเจนค่ะ ถ้าวันไหนมีเวลา ลองเอาขึ้นจอวิเคราะห์ลึกอีกรอบได้หรือไม่คะ พ่อครูว่า ปุญญสูตรนี้จะขยายความ...ถ้าอาตมาไม่นำคำว่าบุญที่เป็นโลกุตระนี้มาเปิดเผย บุญมีหน้าที่เดียวคือประหารกิเลส เป็นเอกังสะหน้าที่เดียวไม่มีสองเลย บุญมีกิจเดียว เกิดมามีหน้าที่นี้ จบแล้วสูญเลย ทำอย่างเดียวคือฆ่ากิเลส บุญมีฤทธิ์เป็นวิบัติ ทำลายกิเลสอย่างเดียว ทำร้ายเสร็จแล้วบุญก็หายไป ไม่มีหน้าที่อีกสะสมไม่ได้ แต่คนไปสะสมบุญกัน เอาบุญไปแบ่งกันอีก ไม่ได้ บุญเป็นของใครของมัน ของใครก็ตามสามารถรวมพลังงานเป็นพลังงานบุญได้ ก็เป็นพลังงานเป็นเครื่องมือกำจัดกิเลส กำจัดพลังราคะโทสะโมหะได้ ถ้าอาตมาไม่มายืนยันอธิบาย คำว่าบุญของพระพุทธเจ้าสูญพันธุ์ ศาสนาพุทธก็จบไป มันเป็นหน้าที่ของอาตมา สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) และอีกองค์อาตมายืนยัน ว่าท่านเป็นโพธิสัตว์ก็ยืนยัน จนบัดนี้ก็ค่อยๆเชื่อมาแล้ว 2. ปุญญสูตร [200] จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข (พ่อครูว่า คำว่าสุขนี้มาจากความว่าง เป็นสุขอันพิเศษ ปรมังสุขัง) อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารักน่าพอใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เรารู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่ง ซึ่งวิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารักน่าพอใจ ที่ตนเสวยแล้วสิ้นกาลนาน แห่งบุญทั้งหลายที่ตนได้ทำไว้สิ้นกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด 7 ปีแล้ว ไม่กลับมาสู่โลกนี้ตลอด 7 สังวัฏฏวิวัฏฏกัป ดูกรภิกษุทั้งหลายได้ยินว่า เมื่อกัปฉิบหายอยู่ เราเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อกัปเจริญอยู่ เราย่อมเข้าถึงวิมานแห่งพรหมที่ว่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่าเราเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ใครครอบงำไม่ได้ เป็นผู้สามารถเห็นอดีต อนาคตและปัจจุบันโดยแท้ เป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ อยู่ในวิมานพรหมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เราได้เป็นท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ 36 ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นพระธรรมราชามีสมุทรสาครสี่เป็นขอบเขต เป็นผู้ชนะวิเศษแล้ว ถึงความเป็นผู้มั่นคงในชนบท ประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการหลายร้อยครั้ง จะกล่าวใยถึงความเป็นพระเจ้าประเทศราชเล่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรมอะไรของเราหนอแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรม 3 ประการของเรา คือ ทาน 1 ทมะ 1 สัญญมะ 1 ฯ พ่อครูว่า... ทาน ก็ต้องเป็นโลกุตระ ทมะ(ข่มฝืน)ก็ต้องเป็นโลกุตระ สัญญมะคือจิตกำหนดหมาย อย่างเช่นพืช มีสัญญาซื่อสัตย์ อันไหนไม่ใช่ของมัน มันไม่เอา แต่สัตว์นี้แย่งเขาเอามาได้ ฆ่ากันได้ เป็นพืชนี้เป็นธาตุพลังงานพีชนิยามเป็นพลังงานที่ปราศจากภัย เรานี่เป็นจิตนิยาม ต้องทำให้จิตนิยามเป็นพืช แล้วมีพลังงานที่เหลือเกินใช้สำหรับตนก็ไปใช้เพื่อผู้อื่น ความรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นวิธีที่สุดยอดในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทำได้สร้างคนให้มีคุณสมบัติเช่นนี้ เป็นคนที่มีประโยชน์แก่มวลมหาชน พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ภาษารับใช้เหมือนต่ำ แต่ท่านสูง มีประโยชน์มาก สามอย่างนี้เป็นคุณสมบัติของประชาธิปไตยสูงสุด อาตมายืนยันว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในโลก แต่ดีกว่านี้ยังมีได้ เป็นประชาธิปไตย 2 ขา มีคุณสมบัติ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ทานต้องไม่สร้างภพชาติ ทมะต้องมีความเอาจริง ถ้าคุณตายในการปฏิบัติธรรมในวงของเพื่อนมิตรดีสหายดี สมณะฟ้าไทว่า...พระพุทธเจ้ายืนยันว่าผู้ใดมีมรรคผลย่อมทนอยู่ได้ ผู้ปรารถนามรรคผล จนเป็นคนที่ยอมตายในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมมีมรรคผลไม่มากก็น้อย พ่อครูว่า...พูดถึงปรารถนา ชื่อของต้อมนี่ก็ “ปรารถนา” อยากได้ก็ต้องมาเอา ถ้ามีการพากเพียรถูกทางแล้ว ก็จะเจริญได้ตั้งแต่ ก็มาเป็นสัตว์โลก ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิก็ไปไม่ออก
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงศึกษาบุญนั่นแล อันสูงสุดต่อไป ซึ่งมีสุขเป็นกำไร คือ พึงเจริญทาน 1 ความประพฤติสงบ 1 เมตตาจิต 1 บัณฑิตครั้นเจริญธรรม 3 ประการ อันเป็นเหตุเกิดแห่งความสุข(สุขคือว่าง)เหล่านี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุข ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ 2
พ่อครูว่า...เกิดมาเป็นคนอย่างอื่นไม่มีประโยชน์เท่ากับบุญ บุญคืออาวุธ ฆ่า แล้วฆ่าอย่างประเสริฐด้วย สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าคนไม่มีภูมิจะอธิบายสูตรนี้ผิดเพี้ยนไปมาก
พ่อครูว่า...เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ปุญญสูตร ขอผ่านเรื่องบุญไปก่อน
ตอบปัญหาต่อ
ทำไมไม่เป็นพระพุทธเจ้าสองสมัย 2. เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ทำไมต้องปรินิพพานทั้งที่สู้บำเพ็ญมาช้านาน อยู่สองสมัยเพื่อเพิ่มอรหันต์ให้มากๆ ได้หรือไม่คะ ถ้าต่อสมัยที่สองได้สามารถต่อเลยหรือต้องรอกัปต่อไปคะ พ่อครูว่า...คุณพูดเหมือนอย่างกับเป็นโอบามา มีคนอื่นที่จะเอา 2 สมัย เป็นประธานาธิบดี... แล้วอ้างเหตุผลอีกจะได้เพิ่มอรหันต์ให้มากๆ ถ้าต่อเป็นสมัยที่ 2 ได้ สามารถต่อเลยได้หรือไม่ สรุปว่าไม่มีสมัยสอง คุณเดาไม่ออกหรอก อจินไตย คนได้กอบกู้คนพ้นทุกข์ได้ คนที่ปรินิพพานได้ กว่าตนเองจะบรรลุได้ เป็นอรหันต์ ก็ยากมากแล้ว ก็เลยอยากปรินิพพานไปเลย แต่เป็นโพธิสัตว์นั้น เกิดมาไม่รู้กี่ล้านชาติ ยากแสนยาก ยังจะให้เป็นพระพุทธเจ้าอีกสมัยหนึ่งเพราะฉะนั้นเดาเอาได้ เอาเหตุผลอ้างอิงได้ แต่ความเป็นจริงแล้วพอแล้ว ถ้าจะอยู่เป็นพระพุทธเจ้าอีกรอบ จะไปกันท่าพระพุทธเจ้าองค์อื่น จะเบียดเบียนพระพุทธเจ้าองค์อื่น พระพุทธเจ้าเหมือนกันทุกองค์ท่านรู้แล้วครบพร้อม เอาความคิดของเราไปอธิบายไม่ได้ ให้ท่านพักเสียทีเถิดต้อมเอ๊ย อย่าไปเข็นท่านเลย อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ยังจะขอเป็นพระพุทธเจ้าสมัยเดียว จะถึงหรือไม่ก็ไม่รู้ จะรีไทร์ได้ด้วยเหตุปัจจัยต้องระดับ 8 ที่จะไม่รีไทร์ 7 นี่นิยตะแล้ว แต่อยู่ในสามเส้า ถ้าเป็น 8 ก็ไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว มันเข้าไปในวงของอันที่สาม แต่มันก็หนักแน่ อาตมาคงไม่รีไทร์ง่ายๆป่านนี้ ตายเป็นตาย จะตายกี่ชาติก็แล้วแต่ แน่นอนอาตมาเอาจนสุดแน่
3. พ่อท่านเคยบอกว่า อรหันต์และโพธิสัตว์บางรูป หากมีวิบาก อาจไม่รู้ตัวว่าเป็นอรหันต์ หมายความว่า ต้องเริ่มปฏิบัติใหม่แต่ต้นเลย หรือหมายถึง เกิดมาก็ไม่สุขไม่ทุกข์ แค่ไม่รู้ว่าเป็นสภาวะพิเศษคะ พ่อครูว่า...โลกมีอำนาจครอบงำได้ เป็นอรหันต์แล้วแม้ถูกลิงลมอมข้าวพองแล้ว แต่ถ้าฟื้นได้ก็จะมีภูมิอรหันต์คืนมา แม้เป็นพระพุทธเจ้ายังต้องเสียเวลาอีก 6 ปี ในการปฏิบัติผิด อยู่โลกีย์มา 29 ปี พระพุทธเจ้าบางองค์ เกิดมาบำเพ็ญในสวนก็บรรลุแล้วใน 7 วัน แต่อายุศาสนาของท่านเป็นแสนเป็นล้านปี ท่านบรรลุเร็วแต่อายุศาสนาท่านยาวนาน สมณะฟ้าไทว่า...ตอนที่พระพุทธเจ้าให้สัญญาณกับพระอานนท์ก่อนปลงอายุสังขาร 16 ครั้งแต่ก็ไม่ได้อาราธนา ท่านก็ยังมีวิบาก ผมว่าใจลึกๆท่านปรารถนาอยู่ต่อช่วยคน แต่มีวิบาก ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีวิบากเลย พ่อครูว่า… เป็นภาวะต้องถูกลิงลมอมข้าวพองทุกองค์ จะเร็วจะช้าก็แล้วแต่ จะต้องได้รับวิบาก จะไม่สุขไม่ทุกข์แต่เกิดเลยไม่ได้ อาตมาถ้าไม่มีบารมีก็เสร็จ อาตมานี่ เสียความบริสุทธิ์ก็ถูกผู้หญิงปล้ำ เสร็จแล้วอาตมาก็จริงใจ คนที่ปล้ำ เขาจะเอาอาตมาเป็นสามีอาตมาก็จะยอมนะ เขาอายุมากกว่าอาตมาด้วยซ้ำ อาตมาไม่ได้รักด้วย สุดท้ายเขาก็ปล่อย ยังจำได้ เดินไปสนามหลวงด้วยกัน จะยอมเป็นสามี พูดกับเขาตอนนั้น มีใจจะรับผิดชอบ ทั้งๆที่เราถูกปล้ำด้วยซ้ำ แต่วิบากไม่ให้ไป นี่เห็นจริงเลยว่า คนเรานี่ อาตมาถึงว่าเป็นวิบากจริงๆแล้วก็หลุดรอดด้วยวิบาก แม้ชาตินี้ไม่เคยถูกใครถีบหรือเตะ อาตมานี่ยียวนนะ แต่เป็นวิบากกุศล
4. อรหันต์ที่จะสะสมบารมีเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์และพระพุทธเจ้าต่อไป ต้องสะสมหรือศึกษาอะไรต่อคะ ในเมื่อไม่มีกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิงแล้ว พ่อครูว่า...เอาอรหันต์ให้ได้ก่อน อย่าเพิ่งถามถึงโพธิสัตว์ มัน advance มากไป ก็เคยอธิบาย แต่ให้ติดตามต่อไป ต้อมมีปฏิภาณเพียงพอจะรู้เรื่องนี้
5. พ่อท่านเคยบอกอีกว่า ผู้บรรลุอรหันต์ สามารถตั้งจิตให้ดับหรือเกิดอีกก็ได้ได้ ผู้บรรลุ ต้องตัดสินใจตอนไหนคะ ถ้าตายก่อนตัดสินใจ จะต้องมาเกิดอีกหรือไม่ (นึกถึงท่านดินดีค่ะ) พ่อครูว่า...ตอนนั้นแหละ ใครจะไปตอบได้ของใครของมัน ท่านจะตั้งจิตดับหรือเกิดอีกของท่านก็เมื่อใดก็แล้วแต่ท่าน ไปบอกเป๊ะๆไม่ได้หรอก ของใครก็ของใคร คือท่านดินดีคงไม่ตั้งใจจะตาย ตอบตรงนี้ให้ว่า ถ้าตายก่อนตัดสินใจ แม้เป็นอรหันต์แล้ว จะดับไปก็เกิดอีก เพราะโพธิสัตว์จะต่อๆๆ จนจะตัดสินใจว่าไม่ต่อ
6. คนที่ไม่ลดละกิเลส ยังบำเรอตน เกียจคร้าน บุญเก่า แต่ก็ไม่ทำเลวสร้างวิบากใหม่ตามศีล 5 ขั้นต้น ผลจะเป็นอย่างไรคะ พ่อครูว่า... แค่สี่กองนี้ ลดละกิเลส ยังบำเรอตน เกียจคร้าน กินบุญเก่า จะไปเหลือหรือ ไม่มีอาการก้าวหน้าเลย ต้องเข้าใจแง่เชิงภาษาของสภาวะ ก็ดีพากเพียรไป อุตสาหะหน่อย ย้ำอีก ให้มันตายไปในขณะพากเพียรในหมู่มิตรดีสหายดี รับรองว่าชาติหน้าเจริญแน่ ถ้าไม่ยอมตายนี้จะหนักกว่าเก่า ยอมตายนี้ไม่ตายง่ายหรอก หมู่ไม่ให้ตายง่ายๆหรอก
ทำอย่างไรอยู่วัดได้โดยไม่เวียนกลับ _ถึงทิพย์....ถามว่า คำถามจากสุโขทัย(มางานศพพี่ชาย) ถามพ่อครูว่า เรามาปฏิบัติธรรมที่วัดแล้วประมาณ 7 ปี ตั้งแต่ยุคชุมนุมนีโอโพรเทสถึงบัดนี้ ยังต้องมาแวะเวียน เยี่ยมญาติของตนด้วยเหตุการณ์ต่างๆหลายครั้ง ทั้งที่ฝืนใจทุกๆครั้งเนื่องด้วยเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาอื่นๆพอใกล้วันกลับมีเหตุให้จำต้องไปติดต่อธุระหาหมอหายาให้ญาติอยู่บ่อยครั้ง เหมือนเห็นเราเป็นของหายากต้องรีบๆใช้หน่อย อะไรแบบนั้น ซึ่งก็ปรับใจทำให้เกิดความยินดีให้ได้เช่นกันคือถามว่าทำอย่างไรเราจะอยู่วัดได้โดยไม่ต้องแวะเวียนมาบ้านอีกเลยคะ ขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า...ต้องให้ชัดว่าแกล้งเราหรือไม่ ถ้าแกล้งเราเราก็ไม่ตามใจ แต่ถ้าจำเป็นก็หาหยูกยาให้ได้ ...คำถามที่ถามมาก็คงเป็นคุณเองลึกๆดูใจตัวเองว่ายังห่วงบ้าน ยังอาลัยอาวรณ์บ้านหรือเปล่า ถ้าตรวจสอบจริงแล้วว่า คุณเองไม่มีทางบ้านดึงเลย แต่คุณเองเป็นตัวการหาเหตุจะไปบ้าน แต่ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยทางบ้านจริงแล้ว ตัวคุณเอง แต่ถ้ามีเหตุปัจจัยทางบ้านจริงก็จำนน ตรวจจริงๆ
กำลัง 4 พ้น ภัย 5 _นพ.ประธาน วาธีสาทกกิจ ถามว่า....กราบนมัสการครับ ขอความกรุณาให้พ่อท่านขยายความเรื่อง พลัง 4 โดยเฉพาะข้อ 1เเละ 2 ครับ ถ้าเห็นสมควร กราบขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า...หมอประธานที่ช่วยดูแลอาตมานี่แหละ 1. ปัญญาพลัง (กำลังคือ ปัญญา) 2. วิริยพลัง (กำลังคือ ความเพียร ขยัน) 3. อนวัชชพลัง (กำลังคือ การงานที่ปราชญ์ไม่ติ) 4. สังคหพลัง (กำลังคือ การสงเคราะห์ช่วยผู้อื่น) ผู้พ้นพลัง 4 จะพ้นภัย 5 พลัง 4 นี้คือพลังปัญญา ปัญญาต้องเข้าใจว่าคืออะไร ปัญญาเป็นโลกุตระ ไม่ใช่เฉกาหรือเฉโก โลกีย์ แต่ปัญญาคือความฉลาดโลกุตระ ถ้าเรามีปัญญาจนเป็นพละ พละคือผลของอินทรีย์ ผลของการสั่งสมพลังปัญญามากถึงขีด แต่ละรอบ จนถึงผล ผู้มีพละหรือผลของปัญญา ผู้นั้นจะมีวิริยะ ยืนยันได้ ถ้าผู้ใดมีพลังปัญญา วิริยะของคุณจะมี ความขี้เกียจจะหายไป มันขี้เกียจไม่เป็น ลืมไปเลย อาตมานึกเกือบไม่ออกว่าไอ้ขี้เกียจมันเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ นึกไม่ออกว่าอร่อยกับการกินพริกเป็นอย่างไร เป็นความรู้สึกพิเศษ แล้วมันก็เป็นพลังพิเศษ ไม่ได้แกล้ง ไม่ได้ดัดจริตทำเก๋ ขี้เกียจคืออย่างไร ถ้าเรารู้ว่าขี้เกียจเราก็ไม่เอา แต่เขาบอกว่าทำมากเกินขยันเกินต้องพัก เราก็ว่าเราก็พักแล้วนะ ผู้มีปัญญาถึงรอบจะเพียรจริงๆ ยิ่งความเพียรถึงรอบได้ มีปัญญาถึงรอบได้ ความขี้เกียจไม่มีหรอก มันมีงานนั้นงานนี้ งานของหมู่แล้วไม่มีขี้เกียจมันต้องไป จะต้องไปช่วยกันทำ ไม่มีขี้เกียจ แล้ว 3. อนวัชชพละ เป็นการงานอันไม่มีโทษ อน แปลว่าไม่ วัชชะ แปลว่าคำติเตียน ผู้มีปัญญาพละพอ จะไม่มีใครติเตียน โดยเฉพาะเป็นผู้มีปัญญาจะไม่ติเตียน แต่คนโง่จะติเตียนได้ คนที่ติเตียนพระพุทธเจ้าก็คือคนโง่ ผมก็เหมือนกัน คนติเตียนผมก็คือคนโง่ พระพุทธเจ้าบอกว่า ติเตียนพระอาริยะ มีนรก 11 ประการ การงานที่ไม่มีโทษคืองานของอาริยชน โลกุตรชน ซึ่งจะย้อนแย้งกับคนโง่ที่จะติเตียน ผู้รู้จริงจะไม่ติเตียน ถ้าติเตียนไปเราจะยิ่งมีวิบากจะยิ่งเสีย ในพรหมชาลสูตร คนที่ตำหนิเรา เราก็ต้องไขความจริงให้เข้าใจ โดยมีการประมาณ โดยสัจจะ ถ้าเขาเข้าใจผิดเขาเสียไหม เขาเสีย เราไม่สงสารเขาหรือ เหมือนธัมมชโย เขาน่าสงสารนะ สมณะฟ้าไทว่า...อย่างพ่อครูมีใครที่ไม่บอกไหม บอกแล้วเขาจะเพ่งโทษ พ่อครูว่า..มีที่ไม่บอกเลยก็มี คนที่ย้อนแย้งมากก็บอกนิดหน่อย คนย้อนแย้งมากก็ต้องบอกเยอะ ประมาณนี่แหละต้องประมาณ อย่างธัมมชโยนี้บอกเยอะ ก็เพราะต้องการตีงูให้กากิน ให้คนอื่นได้รู้ คนอื่นจะได้ศึกษาความเป็นจริงๆตามหลักฐานที่ประจักษ์ชัด คนอื่นได้ประโยชน์ คนที่ฟังก็ได้ประโยชน์ เขาไม่ฟังก็ได้แต่เอาเขามาเป็นประโยชน์ ตีงูจะให้อินทรีย์กินแต่อินทรีย์ไม่กินก็ให้กากิน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ สมณะฟ้าไทว่า...อย่างผมจะไปบอกใคร ผมพูดแรงก็กลัวเขาจะรับไม่ได้ก็ไม่พูด พ่อครูว่า...ก็ประมาณอย่าให้เกิดวิบากซ้ำ
ทำการงานอันไม่มีโทษหรือการงานนั้น ผู้เป็นปราชญ์จะไม่ตำหนิ ผู้ไม่มีปัญญาเท่านั้นจะตำหนิ ดีไม่ดีด่าสาดเสียเทเสียเพราะเขาโง่
อันที่ 4 สังคหพละ จบด้วยการให้ ชีวิตของคนทุกคนที่ปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมสูงสุดแล้วก็ต้องเป็นผู้ให้ ผู้ทาน ในบารมี 10 ทัศ 1. ทานบารมี . . . > 2. ศีลบารมี 3. เนกขัมมบารมี > 4. ปัญญาบารมี 5.วิริยะบารมี > 6. ขันติบารมี 7. สัจจะบารมี > 8. อธิษฐานบารมี 9. เมตตาบารมี > 10. อุเบกขาบารมี . . (พตปฎ. เล่ม 33 ข้อ 1) เมตตากับอุเบกขาเป็นบารมีสุดท้ายของผู้บรรลุ ผู้ที่บำเพ็ญบารมี 10 ทัศก็เพื่อเป็นผู้ให้ทาน สุดท้ายจบ แม้แต่ศีลก็เพื่อทาน เนกขัมมะ ฝึกการลดละเอาออกให้หมดตัวตนเพื่อเป็นผู้ให้ ปัญญาก็แน่นอน ต้องมีความให้แก่โลก อันต่อมา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน วิริยะ ทำได้แค่นี้แล้วก็ต้องพากเพียรต่อ ต้องอดทน ทมะ แปลว่าฝึกฝนอดทนอย่างยิ่ง ต้องเพียร สาม สัจจะ ให้มันได้ ให้มันสำเร็จทั้งปรมัตถสัจจะ และย้อนกลับเป็นสมมุติสัจจะได้ ผู้บรรลุ ปรมัตถสัจจะกลับมาอนุโลมช่วยผู้อื่นก็เป็นสมมุติสัจจะ แม้คนเขาจะเข้าใจไม่ได้ เหมือนเรากลับไปเป็นอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive