591022_เทศน์ก่อนฉัน ศรีโคตรบูรณ์อโศก พัฒนาความดี(ศรี)ให้ถึงราก(โคตร).docx
เนื้อหาในไฟล์
591022_เทศน์ก่อนฉัน ศรีโคตรบูรณ์อโศก พัฒนาความดี(ศรี)ให้ถึงราก(โคตร) โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ กลุ่มศรีโคตรบูรณ์อโศก ก่อตั้ง พ.ศ.2540 กิจกรรมปีนี้ได้ทำนา อยู่ที่ทุ่งท่าบ่อ 35 ไร่ ข้าวพันธุ์ปทุม ทุกปีน้ำท่วม แต่ปีนี้ไม่ท่วม ก็ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยดี อีกแห่งหนึ่งทำ 25 ไร่ ข้าวพันธุ์ปทุม ใช้ปุ๋ยชีวภาพ และจ้าวเจ๋ง ฉีดพ่น ได้ผลผลิตงามดี นอกจากนั้นทางชุมชนได้ทำการเพาะเห็ดเป็นอาชีพหลัก เห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดนางรม เห็ดขอนขาว ในช่วงอากาศเย็นได้ผลผลิตวันละ 300-400 กิโลกรัม ช่วงร้อนได้ 100 กิโลกรัมต่อวัน จำหน่ายกิโลกรัมละ 60 บาท ปลูกแตงกวา แตงโม ปีนี้ปลูกมันแกวตะเภาไว้ส่วนหนึ่ง ปีที่แล้วปลูกได้ผลดี ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ และสั่งปุ๋ยงอกงามจากบ้านราชฯ มาจำหน่าย มีเกษตรกรนำไปใช้เป็นจำนวนมากพอสมควร ปีที่แล้วสั่งปุ๋ยงอกงามมาจำหน่ายถึง 10 รถพ่วง นอกจากเพาะเห็ดแล้ว ได้มีการสานตะกร้า ไปจำหน่ายที่ตลาดอาริยะ และส่งไปขายที่ปฐมอโศกตอนจัดตลาดอาริยะ มีการถือศีล 8 ทานอาหารมื้อเดียว 8 คนในช่วงเข้าพรรษา มีการอบรมเกษตรและสหกรณ์ อบรมปีละ 120 คน มีงบประมาณจากรัฐบาลมาจัดสรรให้ ผ่านไปด้วยดี มีผู้มาศึกษาดูงานจากโรงเรียนต่างๆ เพื่อเป็นแบบอย่างในการทำเกษตรอินทรีย์แบบยั่งยืน เราได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมผู้ถือศีล 5 เคร่งครัดของรัฐบาลด้วย สภาฯจังหวัดขอเอาชื่อไปเข้าโครงการด้วย ด้วยแรงจูงใจจากพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้ให้สมณะที่ปรึกษามา คือท่านสมณะถ่องแท้ ท่านได้เอื้อเฟื้อพวกเราเหมือนพ่อคนหนึ่ง ชี้แนะพวกเรา ให้แรงจูงใจพวกเรา ก็ขอกราบนมัสการขอบพระคุณท่านถ่องแท้ไว้ด้วยครับ พ่อครูว่า…วันนี้วันเสาร์ที่ 22 ต.ค.2559 แรม 6 ค่ำเดือน 11 วันนี้เราอยู่ที่ศรีโคตรบูรณ์ เป็นอาวาสสถาน ที่นี่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2540 ถึงวันน
อ่านต่อ
ี้ก็ 19 ปี ชุมชนเราบางแห่งมีนานกว่า 20 ปีก็ไม่เจริญเท่าที่นี่ ที่มีองค์ประกอบวิวัฒนาการ ด้านต่างๆ สัมมาอาชีพ ที่นี่ก็มีอะไรขึ้นไป กสิกรรมเป็นข้าวเป็นพืช อุตสาหกรรมก็มีทำน้ำ ทำสบู่ ทำเครื่องใช้เครื่องสอยต่างๆ เป็นของจำเป็นไม่ใช่เรื่องฟุ้งเฟ้อ ที่มอมเมากันครอบงำกันเยอะ แต่พวกเราสามารถช่วยกัน ศรีโคตรบูรณ์ก็พัฒนาได้ดี แต่ดีกว่านี้ยังได้ไหม ...ได้ อาตมาขอบอกชัดๆว่าเมืองไทยกำลังเป็นจุดศูนย์กลางของโลก อาตมายืนยันว่าอาตมาเข้าใจถูก อาตมาเข้าใจว่า สังคมโลก 200 กว่าประเทศก็พอรู้กระแส ว่าสังคมเขาอยู่เย็นเป็นสุข มีความเป็นอยู่อย่างไร จิตวิญญาณของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร มีมุมเด่นหรือด้อยอย่างไร แต่ละชาติ อาตมาศึกษามาทางธรรมะสามารถแยกแยะความแตกต่าง ลิงคะ ของสิ่งเหล่านี้ได้ ใครดูดีกว่าใคร ใครเข้าที ใครด้อยกว่าใครก็มองออก มองระนาบตื้นๆก็ไม่เท่าไหร่ แต่มีหลายชั้นซ้อนกัน เช่นสังคมอเมริกาเป็นสังคมโง่ซ้อนฉลาด คนโลกๆมองว่าฉลาดนำโง่ แต่อาตมามองว่าโง่นำฉลาด อธิบายเป็นวิชาการ ไม่ได้โกรธเกลียด เป็นสังคมเสพติดผิวเผิน ในเรื่องกามและอัตตา ในจิตวิญญาณมนุษย์แยกได้ 2 อย่าง คือ กามกับอัตตา เรียกว่า สองข้างอันตา ของแต่ละฝ่าย พระพุทธเจ้าตรัสสูตรแรกของธัมมจักกัปปวัตนสูตร กามสุขขัลลิกานุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค อาตมาเข้าใจอเมริกาทั้งที่ไม่เคยไป ฟังจากข้อมูลก็เข้าใจมั่นใจว่าไม่ผิดพลาด เขาเป็นสังคมมอมเมา ครอบงำให้หลงติดรสกาม คือสัมผัสภายนอกแล้วหลงเสพเป็นรสเรียกว่ากาม และหลงติดอัตตาควบแน่นยึดติดเป็นตัวกูของกู เขามีทั้งสองอย่างหนัก อาการหนักทั้งคู่ ของอเมริกานั้น เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเขาเป็นประชาธิปไตยขาเดียวไม่ประสีประสาเรื่องจิตวิญญาณ ระบบประชาธิปไตยไม่ได้สืบทอดทางจิตวิญญาณ ไม่มีสืบสันตติวงค์ สืบสัตติวงค์ต้องสืบทอดคุณธรรมทางจิตวิญญาณกันเป็นหลัก พระเจ้าแผ่นดินต้องอยู่ในหลักประชาธิปไตยด้วย ถ้าไม่อยู่ในหลักประชาธิปไตยก็เป็นเผด็จการ เอาแต่ใจตัวเองเป็นเอกเลย นอกนั้นข้าเผด็จการเอาหมดก็ไปไม่รอด อย่างนั้น ยิ่งการศึกษาทุกวันนี้เขารู้กันแล้วว่าอย่างนี้ไม่เอา ต้องให้ไปด้วยกันมาด้วยกัน Win Win เป็นธรรมะ 2 ที่ไม่ยึดตนเป็นใหญ่ เผื่อแผ่เกื้อกูล ยิ่งใครเป็นคนเสียสละ เอาน้อยให้คนอื่นมาก แต่ตนเป็นอยู่สุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง ใจก็พอจริงๆ ใจเราก็ไม่มีปัญหา ใจเราสันตุฏฐีธรรม มี Sufficience หรือ Enough พอ มีใจพอ คืออาการใจว่าเรามีเท่านี้ก็พอจริงๆ มากเกินกว่านี้ก็แบ่งคนอื่นไปโดยไม่หวงแหน ไม่ติดใจเลย ให้โดยไม่คิดว่าเราต้องมีบุญคุณติดไปกับการให้ ถ้าเรายังให้แล้วมีติด เป็นบุญคุณเป็นความเป็นของเราไปกับอันนั้นด้วย คือความชั่วเลว คนนั้นมีการทำจิตในจิตแบบนี้ คืออาการชั่วของคนนั้น พระพุทธเจ้าสอนว่าจะให้หรือทาน ต้องไม่ทานอย่างมีติดยึด อย่าไปหวังต่อไปจากนั้น คำว่า หวัง ท่านใช้คำว่า สาเปกโข คำว่า สา = สิ่งใดสิ่งนั้น อันใดอันนั้น ถ้านอกไปจากอันใดอันนั้นก็ชั่วเลย ถ้า สา มันหมายถึงอย่างอื่น หมายถึงไปข้องแวะอย่างอื่น ท่านแปล สา ว่าคือ หมา คือสุนัขเลย ละเอียดอย่างนั้น คำว่า สาหุ คำว่าหุ คือสิ่งจริง สิ่งที่มีมาในโลก มีอย่างบริสุทธิ์สะอาด สาหุ แปลว่าดี แต่สาเปกโข คือดี แต่มีตัวไม่ดีปนมาแล้วแปลว่ามีหวัง มีอาการของจิตอยากได้อะไรกลับมาให้แก่ตัวเองอีก แบบนี้เรียกว่าชั่ว ชั่วตัวแรกเรียกว่าเทวดา เทวดา อยู่ในโลกนี้มี 4 ทิศ จาตุมหาราช เทวดา 4 ตัว ไม่เรียกองค์นะ คือสัตว์นรก ทีนี้คนก็เข้าใจผิดซับซ้อน นึกว่าตนมีอำนาจได้มาดังใจดังประสงค์ มันเป็นตัวกูของกูขึ้นมา ได้มาให้แก่ตัวเองยิ่งใหญ่ ก็โง่ซ้อนโง่ จาตุมหาราชจึงยิ่งใหญ่มาให้ตนเอง คนไม่รู้นึกว่าจาตุมหาราชคือเทวดายิ่งใหญ่ แต่คนเบียดเบียนคนอื่นเป็นจิตวิญญาณเลว อกุศล เราก็ต้องเรียนรู้อาการหรือพลังงานที่มีลีลาดึงดูดแก่ตนเอง เรียนรู้ทิศทางพลังงาน เรารู้ว่าเรามีพลังงานดูดเป็นแม่เหล็กดูด ถ้าใครสามารถจัดการพลังแม่เหล็กของตนให้ เป็นกลาง Neutron อันใดดีก็พากเพียรเอามา ไม่มีดูดเลย ไม่ดูดไม่ผลัก เป็นพลังงานสูงสุด และมีพลังงานปัญญา รู้อะไรควรไม่ควร สูงสุดก็รู้มหาปเทส 4 ก็อยากสำทับลงในศรีโคตรบูรณ์ อย่างไรมาเป็นรูปร่าง มีเชื้อ ชีวิตินทรีย์ แล้วมีสิ่งลงหลักปักธาตุ เป็นพีชธาตุ อุตุธาตุ แล้วก็เหลือคน ก็มีคน ที่เป็นจิตธาตุ อุตุธาตุ ธาตุของจิตวิญญาณสัตว์ เป็นอเวไนยสัตว์ แต่เราเป็นคนเป็นเวไนยสัตว์ที่สอนได้ พวกอเวไนยสัตว์คือพวกที่สอนสัจธรรมไม่ได้ พวกเราศรีโคตรบูรณ์ บูรย์ คือขยายเจริญขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าบูรณ์ คือความเต็ม พวกเราพัฒนามาให้เต็มได้แล้วก็จะขยายผลไปเรื่อยๆ ถามหน่อยว่าคนที่เป็นตัวหลักที่มีอยู่แล้วทั้งแหล่งน้ำ ดิน ที่ลงต้นไม้ต่างๆ ต้นไม้แก่น พืชล้มลุก เป็นรูปร่างมาแล้ว น้ำก็มีอ่างเก็บน้ำชลประทาน น้ำมีตลอดปี มีปลาบึกด้วย อยากให้พวกเราไตร่ตรองให้ดี ตอนนี้เราต้องต้อนรับสังคมที่ตื่นรู้ว่าควรไปทางทิศไหน คนตาบอดเห็นได้แล้ว เข้าใจแล้วเปิดผอบ อวิชชาแล้ว นางโมราออกจากผอบแล้ว ทำให้ดีนะ ถ้าไม่เป็นโจรแย่งนางโมรานะ ต้องเป็นพระเอก ตอนนี้มันแย่งโมรากันนะ แต่ความเจริญของสังคมยุคนี้ ไม่เป็นสังคมแบบฆ่าแกง มันจะทำสังคมโลกแบบที่ทำกันมา 2 ครั้ง ที่จริงเขาไม่อยากให้เกิด คิดว่าเขากลัวจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 กัน เพราะมันเก่งทำอาวุธมากขึ้น มันจะล้างหมดเลยแป๊บเดียวไม่ช้าไม่นาน อาศัยช่วงโอกาสเท่านั้นเอง ถ้ามันจะเกิดก็แรงสุดแต่ไม่เกิดก็ไม่เกิด อย่ากังวลว่าจะเกิด เกิดก็เป็นวิบาก ที่อยากเตือนพวกเราก็คือ จะถือว่าเร่งรัดพวกเราบ้างก็ใช่ ถ้าเผื่อว่าพอเป็นไปได้ ให้เข้ามาเถอะ สถานที่เราก็รู้แล้วว่าทางการเขาถ้าเราทำอย่างมีพฤติการณ์เป็นสังคม เขาก็มีปัญญาจะส่งเสริม ไม่มากั้นขวาง ถ้ามาได้อยากให้พวกเรามาร่วมกลุ่มกัน คนใหม่ก็มา คนเก่าอาตมาว่าเป็นทางเจริญ อยู่ในกาละที่เราจะต้องรู้ก่อนเขามันจะสะดวก แต่ถ้ารู้ทีหลังต้องแย่ง เราลงหลักปักฐานก่อนเขา ด้วยเรารู้ว่าควรก็เร่งกันหน่อย แม้ไม่ใช่คนย่านนี้ก็ตาม แต่เราเป็นสาธารณโภคี คนที่อื่นก็มาได้ด้วย มาตั้งใจศึกษาฝึกฝน อาตมาพาทำอย่างธรรมะพระพุทธเจ้าแท้จริง ทำด้วยความให้เจริญ ไม่ต้องข่มเบ่งทำร้ายใคร มีแต่เกื้อกูลเราจะเจริญยิ่งใหญ่ก็เพื่อเกื้อกูลคนอื่นไม่ใช่ไปทางร้ายเบียดเบียนเลย ตอนนี้ถ้าเข้าใจแล้วนี่คือโอกาส อาตมามองสิ่งใดดี หรือ ไม่ดี พระพุทธเจ้าสอนให้ใช้สัปปุริสธรรม 7 อาตมาก็ใช้ตามภูมิ มองเนื้อแท้ อัตตัญญุตา องค์ประกอบเรียกธัมมัญญุตา เป็นธรรมะ 2 มีองค์ประกอบเป็นตัวที่ 3 ถ้า 2 อันนี้อันหนึ่งเป็นวัตถุ อีกอันก็เป็นนาม เรียกอันที่ 3 ว่า ตัวเรา อัตตัญญุตา แล้วจัดสรร จัดแบ่ง ให้ดีเรียกว่า มัตตัญญุตา คือการประมาณให้ดี ให้ได้สัดส่วนให้ดี อย่าประมาท ประมาณ ประเมินให้ดีอย่าประมาท ประมาณดีแล้วเผื่อแผ่สู่วงใหญ่ ปริสัญญุตา ปุคคลปโรปรัญญุตา ตามหมู่กลุ่ม ตามโอกาส ปริสัญญุตา ท่านตรัสไว้ชัดแล้วแต่ก็มีเกินจากที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ สิ่งเกินกว่าที่พระพุทธเจ้าจะประมวลไว้หมด เกินกว่านั้นก็ใช้ มหาปเทส ต้ องใช้ความรู้ของเราด้วยความซื่อสัตย์เป็นหลักเลย 1. สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 2. สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย 3. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 4. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย (พระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 92)
อาตมาทำงานมา พวกเราก็คงพอรู้แล้วว่าอาตมาเป็นใคร คนมีปัญญาก็รู้ว่าใช่อย่างไร ทุกอย่างมีที่มาที่ไป อิทัปปัจจยตา มีความต่อเนื่องอะไรๆที่พอเปิดเผยพอบอกกันได้ หรือบางอย่างไม่รู้ก็บอกไม่ได้ หรือบางอย่างรู้ไม่ถึงเวลาก็ยังบอกไม่ได้จนกว่าจะถึงเวลา ชื่อที่นี่ก็ดี ศรีก็ดี โคตรก็ดี คำว่าศรีก็คือความดี โคตรก็คือต้นเลย จะดีหรือไม่ดีก็มีเท่าที่คุณมี ก็โง่เท่าที่คุณฉลาด ฉลาดเท่าที่คุณโง่ ดีเท่าที่คุณชั่ว ชั่วเท่าที่คุณดี ไม่มีมากกว่านั้น จะพลิกแพลงไปนอกจากสิ่งที่เราไม่ ไม่ได้ เราได้แล้วเป็นโคตรแล้ว ศรีคือสิ่งที่จะเจริญขึ้นไปเรื่อย ๆ จะสั่งสมเป็นเหง้าเป็นราก ศรีกับโคตรก็คือรูปกับนามเป็นธรรมะ 2 อย่างหนึ่งเป็นศรีไม่เสื่อมหรือทราม จึงพยายามพัฒนาต่อให้ศรีนี้ดีเป็นตระกูลใหญ่ โดย การเสริมสิ่งดีไปเรื่อยๆ ตอนนี้ไม่ต้องคิดเรื่องข้างนอก โดยเฉพาะเรื่องเงิน เราจะไม่ต้องห่วงเรื่องไม่มีเงิน ขอให้ทำเนื้อแท้ ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด งดเชื่อ เบื่อทวง ขอให้สดไว้ โลกทรมานด้วยระบบสินเชื่อ ทรมานทรกรรมกันมากแล้ว ไม่ต้องทำแบบเชื่อ สด งดเชื่อ เบื่อทวง ปวดท้อง ไม่เอา ทำให้ได้ ทำได้แล้วรับรองไม่ทุกข์ ไม่ทรมาน ไม่ลำบากลำบน สดเราสดได้เท่าใดเท่านั้นอย่างดีได้แค่หนุน ไม่หนุนได้ยิ่งดี หนุนคือในระบบพวกเราไม่มีดอกเบี้ย แต่หนี้ต้องมีดอกเบี้ย ของเรามีแต่อุดหนุนกัน ยืมกันได้เราเรียกว่าเกื้อกัน ไม่ใช่การกู้ เป็นภาษาที่ใช้ในหมู่เรา ที่นี่ค่อนข้างมีความเป็นจริงของศรีโคตรของรากและความดี เป็นธรรมะ 2 เป็นแล้วดีแล้ว อยากให้พัฒนาขึ้น ให้ตั้งตนบนความลำบาก คนบุกเบิกต้องเหนื่อยแน่ ในหลวงเหนื่อยไหม ก็เหนื่อย แต่คนยกย่อง คนทำตามในหลงฉลาดหรือโง่ ก็ฉลาด เราต้องอยู่กับนัยฉลาดไม่โง่ ลักษณะทำ 1 2 3 4 มีเกิดผลอย่างไรก็เข้าใจกันแล้วว่าต่อเนื่องไปช่วยคนอื่นอย่างไร พลังงานเป็นหลักต่อเนื่อง ฟิสิกส์ ชีววิทยา มาพุทโธโลยี่ เกิด Phenomenology เป็นปรากฏการณ์วิทยา ที่สังเคราะห์ปรุงแต่งเป็นองค์ประกอบลักษณะธรรมที่ครบองค์ ในยุคปลายเข้าใกล้กลียุคที่จะฆ่ากันเลย ก็มีธรรมะอันดีคือพวกเราจะพยายามรู้กันไปศึกษากันไป อาตมาอธิบายให้พวกเราเข้าใจศีล ทาน ศีล คือ หลักทำการสังเคราะห์กิเลสจากจิต ทานก็คือทำการสังเคราะห์กิเลสจากจิต แต่เป็นลักษณะปลายของพฤติกรรม อาการให้ แต่ให้แล้วมี เยื่อใยสันตติต่อมีเรามีหวัง ไม่ขาด ท่านเรียกว่าสาเปกโข ทำทานแล้วพระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าให้มีหวังว่าจะได้เป็นเรา ยังมีเราอยู่ คือตัวหวังนั้น พลังงานละเอียดพวกนี้คนไหนอ่านได้ ทำทานแล้วไม่ต้องมีอาการพลังงานหวังเลย คนนั้นคือผู้ทำจิตในจิตลงตัวที่สุด เป็นลักษณะธรรมสูงสุด คนทำทานแล้วไม่มีหวังเลย ก็สุดยอดคนไม่รู้ก็สั่งสมความหวังเป็น ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) คือต่อเนื่อง จากต่อเนื่องเป็น สันนิธิเปกโข สั่งสมเลย เป็นเนื้อเป็นตัวต่อเป็นชาติหน้าเลย อิมัง เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ วิทยาศาสตร์ที่เจริญได้โนเบลก็ไม่เข้าถึงจิตวิญญาณ คนตัดสินโนเบลก็ได้ทางวัตถุหรือฟิสิกส์ ไม่เข้าถึงจิตวิญญาณ ก็เป็นตามสัจจะ แต่พวกเราได้เลื่อนได้เลยมาจนไม่เกี่ยวข้องเลย เขาไม่มีปัญญาให้รางวัลเราหรอก เราไม่ต้องอยากแย่งเลย เราทำสิ่งที่นำหน้าไป สัจจะสร้างสรร ตนก็เจริญ ผู้อื่นได้ประโยชน์ด้วย เป็นอุภโตภาค เป็นอุภยถะ ตอนนี้ไม่มีใครปฏิเสธพฤติกรรมในหลวงเรา เป็นสิ่งยืนยันได้เลย ประเทศกว่า 200 กว่าประเทศที่ฉลาดแล้ว เขารู้หมดแล้วว่าอะไรเกิดในสังคมโลก คนๆหนึ่งที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินประเทศที่ไม่ใหญ่โตแต่ไม่เล็กเกินไป แต่พระองค์มีพฤติกรรมที่สุดยอดในโลก กระเทือนโลกให้ Crying World คือร้องไห้หรือสะเทือนใจทั้งโลก ปริมาณคนส่วนใหญ่รู้แล้ว เรารู้แล้วอย่าช้าเอาเพลงสมรรถภาพไปร้อง มาเถอะมาอย่าช้าอยู่ไหนรีบมาคว้ามีดพร้าและจอบเสียม คนจะเก่งคอมพิวเตอร์วัตถุอย่างไรก็ต้องกินผักพืช เราได้แต้มต่อ หอบเสียมมีดพร้ามาก็ได้แต้มต่อเป็นอาวุธที่เหนือเขา เอ็งมีคอมพิวเตอร์อาวุธเยี่ยมยอด แต่ข้ามีข้าวกับผัก ใครจะตายก่อนกัน คนทำวัตถุเก่งอย่างไร เก่งคอมพิวเตอร์อย่างไร แม้จะเก่งพยายามทำหุ่นยนต์ Robot แต่ก็ทำให้มันมีวิญญาณไม่ได้หรอก ทำวัตถุให้เป็นวิญญาณไม่ได้ ต้องให้วิญญาณไปทำวัตถุได้ พวกเราทำวัตถุให้เป็นวิญญาณได้เพราะวัตถุที่เราทำนั้นคืออาการ อาการนี่เราเรียกว่าวัตถุ สูงสุดแล้ว อาการของจิตนิยามหรืออาการของพีชนิยามเราก็รู้แล้วเอามาเสริมเติม อาการพีชะใช้มาเสริมจิตนิยามร่วมกัน ความรู้นี้เป็นความรู้สูงสุดเป็นของพระพุทธเจ้าแล้ว อาตมาก็พัฒนามาเป็น 7 แล้วเจริญเป็นระดับ 8 แล้ว แต่ปางนี้จะไม่พูด 8 ปางหน้า ใครจะตามฟังก็ไปฟังต่อ ใครจะพัฒนาไปเป็น 8 ได้ก่อนอาตมาก็เชิญ คนพัฒนาไปก็จะทำให้เจริญ พวกเราอย่าแบ่งฆราวาสกับนักบวชเกินไป อย่าเพิ่งบอกว่าฆราวาสจะมีภูมิธรรมสูงไม่ได้ เป็นอรหันต์ไม่ได้ พวกเราจะมาบวชก็มาได้ ศาสนาพุทธคนมาบวชก็เป็นฆราวาสก่อน นักบวชต้องมีฆราวาส เป็นศาสนาสังคม ท่านตรัสไว้เลยว่า นักบวชคือผู้มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น ท่านห้ามเด็ดแม้แต่พืชผัก ถึงมีก็เอามากินไม่ได้ นักบวชของพุทธต้องพึ่งฆราวาส ฆราวาสก็ต้องรู้ว่าต้องส่งเสริมท่าน ถ้าคุณจะมีภูมิถึงมาบวชก็มาได้ แต่ถ้าไม่บวชก็ทำงานได้ดีกว่าก็ได้ อาตมามั่นใจว่าเอาสิ่งจริงมาแจกกัน ให้คนทำให้ได้ ในสังคมมันมีเท่านี้แหละ ถ้าพวกเราไม่เริ่มต้นไม่พากเพียรอุตสาหะมันก็จะช้า ถามจริง อยากให้สังคมเจริญช้าไหม ไม่มีใครโง่หรอก แต่เราอยากเร็วหรือใจเราอยากเร็วโดยไม่มีเหตุปัจจัยจะเร็วได้ไหม? ก็ไม่ได้ มันต้องมีตัวจริง อาตมาก็บอกไว้เลยว่าเมืองไทยจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นฆราวาสที่เป็นอรหันต์ที่เป็นโพธิสัตว์ จะระดับไหนก็พวกคุณนี่แหละที่มีเนื้อแท้ อาจยังไม่เกิดหรือเกิดมาแล้วก็ได้ อาตมาทำนายไม่ได้ แต่มันไม่มีใครนำหน้า มีแต่พวกเรานำหน้า ไม่มีผิดหรอก พากเพียรเรียนรู้ไปฝึกไปจะได้ไปทำงานจริง คนที่ทำงานไปโดยไม่สนใจใครจะด่าว่าอย่างไร อาตมาเคยพูดที่ในหลวง อาตมาเรียบเรียงมาว่า คนที่อวิชชา หลงผิดอยู่ หรือเรียกโมหะ มิจฉาทิฏฐิเพราะอะไร? เพราะหลงภพ ไปหลงภพ และหลงทิฏฐิ คนที่รู้จริง รู้ทั้งรู้แต่ไปโกหก หรือไปหลอกเขา ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างนายไชยบูลย์ คนๆนี้มี สัมปชานมุสาวาท รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ถูกแต่โกหกซ้ำไปอีก มันไม่หยุด โกหกแล้วก็โกหกต่อไปอีก และกล้าโกหกอย่างหน้าตาเฉยด้วย มันโกหกอย่างหน้าด้านๆด้วย โกหกทั้งๆที่รู้ว่าเป็นสิ่งโกหก คนทำ สัมปชานมุสาวาท จึงมีวิบากเป็นมหานรกจกเปรตอเวจีเลย เพราะกรรมชั่วซับซ้อนเป็นปฏิภาคทวี กลับไปกลับมา ปฏิภาคด้านลบมากขึ้น ทับทวีดอกถมทบต้น อาการจาตุมหาราชคืออาการแย่ง แย่งอย่างแรงด้วย เพราะแย่งเบาก็แย่งไม่ได้จึงต้องแย่งแรงจึงมีโทษหนัก นั่นคือจาตุมหาราช เราไม่ทำอาการนี้ให้เกิดในจิตเลย คนไหนทำได้ก็ปลอดพ้น ผู้ไม่มีภูมิปรมัตถสัจจะไม่รู้หรอกว่าภพคือจิต จิตของคุณเองที่ทำเองด้วย โง่ ด้วยโมหะหลงผิดแล้วเกิดเป็นภพเอ็งของเอ็ง มีแต่หลงงมงายกับรสสวรรค์ ที่เป็นของเก๊ ภพที่คนมีอุปาทาน คนจะรู้ว่าภพคือต้องยึด อุปาทานคือการยึด ภพสวรรค์ ภพอร่อย หรือสนุกเพลิดเพลินพอใจยินดีเป็นโลกียรส ก็จะต้องมีอุปาทานตลอด มุ่งมั่นจะเอาสวรรค์ คนๆนี้ก็จะพัฒนาภพสวรรค์ 6 หรือเทวดา 6 ชั้นนี้ เทวดา 6 ชั้นคืออาการ อาการอันแรกคือ จาตุมหาราช คือแย่งเขามา แย่งได้ก็ดีใจ เป็นดาวดึงส์ (ตาวติงส์คืออาการ 33) ในคนมีอาการของตัวเอง อาการ 32 อาการตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จนน้ำเหลืองน้ำเลือด ถึงอวัยวะภายใน ทุกองคาพยพที่รวมตัวในสัตว์โลกสูงสุดมี 32 อาการ นี้ แต่คนโง่ไปตั้งอาการที่ 33 ขึ้นมาเอง ตั้งเองลมๆแล้งๆ เป็นอาการที่ 33 ใส่ฮาร์ดดิสก์ไว้ จำไว้ แม้ไม่รู้เรื่องแต่จำไว้ก่อน ใครไม่หลงอาการ 33 คืออย่างน้อยอนาคามีเป็นต้นไป ไม่มีอาการรสชาตินี้แล้วเหลือแต่ภายในหากล้างภายในหมด รูปจิต อรูปจิตดับหมดได้ ได้ก็เป็นอรหันต์ คุณธรรมอย่างนี้ไม่แบ่งนักบวชหรือฆราวาส ฆราวาสก็เอาคุณธรรมนี้ไปได้ แล้วจะทำงานได้มากกว่านักบวช ไปเป็นนายกรัฐมนตรีก็ทำงานกับสังคมได้เต็มนามธรรมบริบูรณ์ จึงให้ฆราวาสทำ มาถึงยุคนี้แล้วฆราวาสไปไหนก็ได้ ต้องมีหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีตัวแบบให้โลก แต่ถ้าให้นักบวชเป็นจะเกี่ยงกันเพราะนักบวชมีหลายศาสนา แต่ฆราวาสไม่มีรูปแบบก็เท่ากันหมด ทำได้เลย เมื่อไปเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีตัวอย่าง ขณะนี้สังคมได้เกิดพระเจ้าแผ่นดินตัวอย่างคือ พระภัทรมหาราช ต่อไปจะมีฆราวาสเป็นนายกรัฐมนตรีตัวอย่าง ผู้ที่มีคุณธรรม มีสิ่งจริงในตัวเองมากพอจึงเป็นตัวอย่าง มันต้องมีไม่เช่นนั้นไปถึงกลียุคไม่ได้ ไม่งั้นก็ขาดก่อน คนรู้แล้วจึงยอมไม่ได้ เขาอยู่ในฐานะที่เป็นได้ก็จะเป็น จะเป็นตัวเล็กหรือเปล่าไม่รู้ ประชาธิปไตยสองขาที่มีทั้งอุตุนิยามและจิตนิยม ประชาธิปไตยที่มี 2 ขา จึงสมบูรณ์พร้อม ประชาธิปไตยปลายกลียุค เป็นประชาธิปไตยตัวอย่างจนกว่าจะล้างโลก จะเป็นสัจจะจริงๆ พฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีประชาธิปไตยสองขาที่เยี่ยมจริงคนจะยอมรับ เพราะถ้าสภาวะ 1 ก็ไม่เคลื่อนที่ แต่ถ้าเคลื่อนก็ต้องมีสถานที่ใหม่ จากจุดเริ่มต้นไม่กระดิก แต่ถ้าแค่หายใจก็เป็นสภาวะแล้ว ยิ่งถ้าเคลื่อนที่เป็นระนาบเป็น 2 พอมี 3 ก็มีองศา องศาน้อยก็อ่านยากดูยาก เริ่มเป็นวงรีที่มีองศาน้อยมาก ยิ่งมีองศามากขึ้นก็ดูได้ง่ายขึ้น จนกว่าจะเป็นวงกลม มาถึงนามธรรมจิตวิญญาณมนุษย์รู้ว่าเมตตาคืออะไร ต้องการให้ผู้อื่นพ้นทุกข์คือเมตตา แล้วลงมือช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ก็คือเป็นสุข หรือสปายะ ก็มีสุข ทุกข์หรือกลางๆ ผู้ใดทำให้กลางๆได้ จะทำให้ทุกข์หรือยากก็ได้ อย่างอาตมานี่ทำตนเองให้ยากนะ ในขนาดที่อาตมาทำได้ ถ้ายากเกินก็ทำไม่ได้ ใช้ภาษาแทนว่าทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก แต่ก็ต้องทน ทนก็คือยาก แล้วคุณว่าอาตมาทนไหม ก็ต้องทน ไม่ทนไม่ได้ แต่ทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบาก ผู้ใดทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบากก็ต้องทน แต่ทนได้เท่าที่เราเต็มที่แล้ว ทำได้เท่าที่เราทำเต็มที่ ผู้ใดอ่านอาการแยกอาการที่จะเอามาบำเรอตนกับไม่บำเรอตน หรือไม่ทรมานกับทรมานตน มีสามเส้า 1.บำเรอตน 2.ทรมานตน 3.ไม่บำเรอไม่ทรมานตน ทำให้ไม่บำเรอไม่ทรมานตนให้ได้เท่าที่จะมีตัวกำหนดรู้ได้คือสัญญา คมชัดตรงแม่นถูก สัญญาคือไม่ทนไม่บำเรอกลางๆ ทุกคนก็ทำจริงๆจังๆ ส่วนใครจะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับความรู้ คำว่าภพ มีสวรรค์กับนรก ใครก็ไม่ต้องการภพนรก แต่คุณก็ได้ทำนรกให้แก่ตัวเอง มันไม่รู้หรอก ไม่รู้รอบก็เลยทำนรกให้แก่ตัวเอง มันสุดวิสัยแล้วนะ คุณก็ยังโง่ ก็เลยทำนรกเพราะคุณหลงว่าเป็นสวรรค์ ถ้ารู้แล้วมีแรงพอจะไม่ทำ จะไปทำทำไมล่ะ แต่เพราะคุณ หนึ่งไม่รู้ก็เลยทำ หรือรู้แต่แรงสู้ไม่ได้ก็ต้องทำ ภพนรกที่ท่านผู้รู้แปลว่าที่ไปเกิดและเสวยความทุกข์ของสัตว์ผู้ทำบาป อันไม่มีความสุขความเจริญ แต่เพราะไม่รู้จักภพนรก ผู้นั้นจึงทำเหตุ เหตุอะไรก็คือการกระทำ ก็ทำใจในใจของตนเองที่เป็นประธานให้เกิดนรก คือใจไม่รู้หรือแม้รู้ก็สู้พลังงานสัตว์นรกไม่ได้ จึงทำตนเองอย่างสุดวิสัยอย่างนี้เรียกว่าอวิชชา อกุศลหรือกรรมไม่ดีก็เป็นวิบาก ภพนรกที่คุณต้องได้เพราะคุณทำเอง คุณสู้ไม่ได้เองเลยทำอกุศลกรรมของตน แล้วจะให้ผลกรรมเป็นของคนอื่นได้อย่างไร ของใครก็ของใคร พ่อเอาไปให้ลูกก็ไม่ได้ ภพเป็นของของตน กรรมเป็นของของตน ให้ศึกษาฝึกฝนอ่านรู้อย่างพินิจจริงๆ จึงอาจสามารถหยั่งรู้ใจ หยั่งรู้กรรม ใจคือรากเหง้ากรรม คือพฤติกรรมที่ต่อจากใจ ต้องทำให้สัมมา สัมมานี้ขยายจากคำว่า สมะ สมะ ถ้า สมม คำว่ามม หรือ มมังเป็นแกนจิต คนสามารถรู้พยัญชนะอันนี้หมายถึงอันนี้ ก ข ค ฆ ง ตัว งะ คืองกเงิ่น งี่ เง่า เป็นต้น ส่วน ฆ คือตัวเกาะกันแน่น ส่วน ค คือตัวเคลื่อน โคจรหรือคมนาคม คือ พลังงานเคลื่อน ตัว ก คือตัวเริ่มต้นอะไรทั้งสิ้นเลย จะมีก็เป็น กะ ส่วนไม่มีก็คือ ขะ คือ ข ถ้า ก กับ ข คบกันก็เกิดเป็น ค แล้วมี ฆ เป็นตัว 4 แต่ ฆ ยังไม่ฉลาดเป็น ง ก็คือ งกเงิ่น งุ่มง่าม โง่เง่า งอกเงิน งง งาม เงิน ไปเรื่อยๆ แล้วใครยังหลงเงินหลงงามอยู่ นรกเป็นที่หวังได้ เชิญๆ ต้องให้มันง่ายๆ จะได้งามๆ คนยุคนี้เป็นคนอวิชชามากกว่าคนมีวิชชา แต่ก็มียุคที่คนมีวิชชามากกว่าคนมีอวิชชาก็มี แต่ยุคนี้เป็นเช่นนี้ จึงมีคนสั่งสมนรกใส่ตนมากว่า คนบรรลุอาริยภูมิ ยุคนี้คนที่ดีจึงต้องมีพลังมีน้ำหนักเหมือนปรอท จึงถ่วงคนอวิชชาที่มีมากเหมือนโฟมที่เบากว่าได้ ต้องเรียนรู้ สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา). 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล (ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย (เสวย) ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) คือตัวจิตที่ต้องให้อย่างไม่มีหวังเลย แม้แต่ทำ ทานศีลปัญญาก็เพื่อให้เกิดการทาน 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ ทำให้ออกจากโลกนี้คือโลกปุถุชนโลกีย์มาเป็นโลกโลกุตระ ถ้าทำเหตุปัจจัยก็ต้องรู้ว่าทำอย่างไร ทำได้ก็เป็นหุตัง ก็ต้องรู้อาการที่เป็นสัตว์ อาการที่เป็นแม่เป็นพ่อ เป็นธรรมะสาม 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) คืออิตถีภาวะ 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา)คือปุริสภาวะ 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) ลูกที่เจริญกว่าพ่อแม่เรียกว่าอภิชาติบุตร เป็นนปุงสกิลิงค์ จะทำได้ต้องมีจิต แววไว มุทุภูตธาตุ จิตหัวอ่อนรู้ก็เร็ว ตัดก็เร็ว เร็วทั้งเจโตและปัญญา แคล่วคล่อง ความเจริญของมุทุธาตุนี่แหละจะเจริญเป็น สามเส้าของ 6 คือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็วจีสังขารา ต้องมีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็นสามเส้า จะเกิดได้ต้องมี มัคคังคะ ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ โดยต้องมีสติสัปชัญญา สัมปัชชลติ ฯ ใช้พลังงานเหล่านี้สลายตัวชั่วให้ได้สำเร็จ เป็นพลังงานตัวปัญญา ฉลาดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เริ่มต้นปฏิบัติมรรค 7 องค์ มีอาชีพ การกระทำ การพูด การคิด ตัวตรรกะ ตัวสังกัปปะจึงควบคุมทั้งหมด จัดสรร ตัวไหนชั่วละออก ตัวไหนดีทำเอา ตัวสัมมาทิฏฐิเจริญจากมรรค 7 องค์ ก็ต้องมีธัมมวิจัย Analysis จึงเลือกเอาธรรมะ 1 จากธรรมะ 2 ได้ ได้ดีองค์รวมก็ส่งไปเป็นปัญญา เสร็จแล้วองค์สาม ธัมมวิจัย สัมมมาทิฏฐิ มัคคังคะก็ส่งผลให้เป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ต่อไปอีก เจริญขึ้นสั่งสมเป็นปัญญาที่ฉลาดอย่างโลกุตระ เป็นปัญญินทรีย์มีกำลังเพิ่มขึ้นจนมีกำลังเต็มเป็นปัญญาพละ เกิดจากสัมมาทิฏฐิ ธัมมวิจัย มัคคังคะ คนไปนั่งหลับตาสมาธิ ก็ไม่มีทางได้ผล เพราะมีแต่การสะกดจิต มีแต่ Hypnotize มีแต่หยุดไม่มีการแยกแยะ แต่ของพุทธนั้นทำอย่างมี Analysis มีพลังงานปัญญาที่สิ่งไม่ดีมาใกล้ไม่ได้ จะสลายด้วยพลังปัญญาเลย มุทุภูตธาตุคื
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive