591024_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของประเทศไทย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข4 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

591024_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ปรากฏการณ์อันน่าทึ่งของประเทศไทย โดยพ่อครู

สมณะเดินดิน ...ร่วมจัดรายการกับพ่อครูด้วย เป็นผู้ช่วยเมื่อพ่อครูไอ อาตมา ว่า...วันนี้ก็คิดว่าจะได้ขยายความคำว่าประชาธิปไตย 2 ขา เป็นประชาธิปไตยที่มีทั้งรูปและนาม ไม่ใช่มีแต่วัตถุไม่มีนาม สัตว์โลกนั้นต้องมีธรรมะสอง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ตรัสรู้อย่างนี้ เทวธัมมา แม้แต่วัตถุเองยังมี 2 เลย แม้แต่ไอน์สไตน์ อย่างสุดท้าย แกก็ค้นพบ 2 อย่างพลังงานกับสสาร 2 อย่าง E=mc2 ถ้าใครสามารถทำตัวเองให้เร็วกว่าแสงได้คนนั้นรู้อดีตเลย ไอน์สไตน์แกก็พูด แสงมันได้เร็วเท่านั้น ใครจะเร็วกว่าแสงไม่ได้ก็ได้เท่านั้น ก่อนจะได้อธิบาย Amazing ฟีโนมีน่า หมายความว่าเหตุการณ์ปัจจุบันนี้ปรากฏการณ์ปัจจุบันนี้ รวมแล้ว Amazing ไปทั่วโลกเลยนะ ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย ก่อนจะได้พูดอันนั้นก็ขอได้เอา SMS มาก่อน

SMS วันที่ 23 ตุลาคม 2559 (รายการวิถีอาริยธรรม) _ 0818557xxx กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง ท่านเหมือนนินจาเลยนะเจ้าคะ แว็บโน่น มุกดาหาร อีกวัน นครพนม เช้านี้ที่สันติอโศก แว็บๆๆๆน่าดูชม ท่านถนอมสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ ส.เดินดินถาม ความเกี่ยวเนื่องในหลวงกับพ่อครู พ่อครูว่า...อาตมากับในหลวงนั้นเกี่ยวโยงกันมาหลายชาติแล้ว แต่จะไม่พูดมาก เอาเท่าที่รู้เท่านั้น แต่แม้จะรู้คนอื่นก็ไม่ได้ตามรู้กับอาตมา ก็ไม่อยากจะพูดสักเท่าไหร่ ในอนาคตอันควรถ้ามีเหตุจะพูดก็จะพูด _0893867xxx ตอนพ่อครูปฎิบัติการชุมนุมประท้วงแนวใหม่ท่านเรียกว่า NEO PROTEST โดยสงบ สันติ อหิงสา เสนอความรู้ความจริง! ไม่มุ่งแพ้ชนะ ไม่รุนแรง ไม่หยาบคาย! ยกระดับการต่อสู้สู่วิถีอาริยชน! มวลญาติธรรมเสริมกองทัพธรรม _0893867xxx คำว่า "พ่อ" ยิ่งใหญ่ในตัวอยู่แล้วมีมากมายใน

อ่านต่อ

ทุกคนแต่พ่อฯที่ทรงคุณงามความดีทุ่มเทสละกายใจให้แผ่นดินทั้งโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่โลกล้วนแซ่ซ้องสดุดีมีเพียง 1 เดียว คือ พ่อหลวงฯ ของปวงไทย! สกก. ตอบ...คำว่าพ่อเป็นลักษณะปุริสภาวะ ตอนนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ต้องยอมรับกันจริงๆ ไม่ใช่พูดลอยลม แต่เป็นปรากฏการณ์ให้เห็นจริงๆ กำลังเกิดอยู่ เป็นปัจจุบันเลย _0809879xxx ขอร้องไห้เถอะค่ะเพราะที่สุดของที่สุดแล้วในความสูญเสียและไม่มีวันได้กลับคืนมา ตอบ...อาตมาก็บอกแล้วว่าให้ร้องไปเลยไม่ต้องอั้นไว้ มันเป็นความจริงของความจริง จะไปปิดบังอำพรางกระมิดกระเมี้ยนทำไม ถ้าเราร้องไห้กับสิ่งที่ดีเสียดายกับสิ่งที่ดีที่จากไป มันเป็นความผิดหรืออย่างไร แต่ก็อย่าเพิ่งหมดหวังว่าไม่มีวันได้กลับคืนมา ยังมีวันกลับคืนมาได้ อย่าไปไหนเสีย ทำ DNA ของตัวเองให้มั่นคงแข็งแรงเป็นอันนี้ มาเป็นอารยะอันนี้ด้วย ไม่ไปไหนเสียแน่อนาคต เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์ คุณเองก็ตั้งปณิธานโพธิสัตว์ไปด้วยสิจะไปไหนเสีย

_0893867xxx คนไทยที่ยังหลงงมงายอยู่กับระบอบประชาธิปไตย ใบเก่ายังไม่รู้สึกตัวอีกฤา? ถ้าระบบทุน การม.ข้าฉ้อราษฎ์ทุกรบ.ที่ คิดว่าเก่งดีหนักหนาทำ ไมจึงทำไทยเสียดินแดนปราสาทเขาพระวิหารในรัชสมัย ร.9 ใครตอบได้ไหม? อดีตมวลชนทวงคืนแผ่นดินพ่อฯร่วม กทธ. ตอบ...ขออภัยประชาธิปไตยใบเก่า อาตมาเอาลงโถส้วมแล้วชักโครกแล้วด้วย และต้องถามข้าราชการที่ทำหน้าที่ ก็ผ่านไปไม่ต้องโวยวายอะไรมาก

_จากไลน์ขี้สงสัย ถามมาว่า เมื่อดีเอ็นเอถึงระดับอรหันต์ชัดแล้ว ครั้นต่อเชื้อมาในชาติใหม่ ภพภูมิใหม่ ไฉน ต้องมาลิงลมอมข้าวพอง จนต้องสร้างวิบากฆ่าคนอีกตั้งมากมายนับหมื่นนับแสน กว่าจะตื่นขึ้นมาเพื่อต่อภพภูมิด้านคุณธรรมเป็นนิยตโพธิสัตว์ต่อไป… ตอบ...ฟังดีๆ เมื่อบรรลุอรหันต์แล้วมั่นคงแน่นอนเกิดมาแล้วทำไมต้องทำบาปทำชั่ว ให้เป็นวิบากซ้อนอีกทำไม? อันนี้อาตมาก็อธิบายได้เท่านี้ โดยใช้คำว่าลิงลมอมข้าวพอง คนที่ไม่รู้ไม่เข้าใจก็คือ การละเล่นชนิดหนึ่งที่ปิดตาคน แล้วให้นอนหมอบให้คนเขย่าให้เวียนหัวเลย ร้องเพลงลิงลมอมข้าวพอง เขย่าจนแน่ใจว่าคนนี้มึนแน่นอน ตาก็ปิดด้วย เหมือนถูกโลกมอมเมาเอา แล้วก็ไปไล่จับคน ถ้าไล่จับใครได้คนนั้นก็เป็นลิงลมอมข้าวพองต่ออีก เป็นการเล่นชนิดหนึ่ง คนที่เป็นอรหันต์แล้วเมื่อเกิดมาในโลก คนที่มีบารมียังไม่ถึงจะถูกสนามแม่เหล็กของโลกเหนี่ยวนำ สนามแม่เหล็กของตนไม่แข็งแรงพอ กระแสลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข กามของโลก เหนี่ยวนำจนกว่าฐานของตนเอง ค่อยๆตั้งตัว ตั้งได้ทุกคน แต่พลังตนเองน้อยก็ต้องนาน และพลังใหม่เราสามารถสร้างได้แข็งแรงไหม เป็นอจินไตยอีกเยอะ เช่นว่าในการเกิดใหม่เขามีวิบากที่จะมาร่วมกับชีวิตเขาจะมาช่วยเขา หรือเกิดมาปางนี้จะมีผู้เกิดมาทอนเขาอีก แล้วใครจะไปนับถ้วน มีอย่างอื่นอีก เอาแน่ไม่ได้ ตัวแปรมีเยอะ ใครก็ไม่อยากเสียท่าเสียเวลา แต่วิบากบังคับ ใครก็ตามหนีวิบากไม่ได้ ไม่มีใครอยากแปดเปื้อนให้คนอื่นมาว่าอีกหรอก แต่มันสุดวิสัยก็ต้องเกิด แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แต่อาตมาเองหรือแม้คุณเอง ก็มีสิ่งสุดวิสัย ขนาดท่านที่สูงกว่าอย่างพระพุทธเจ้ายังต้องมี อาตมาก็ต้องมี คุณเองก็ต้องมีแน่ ทำให้เราประมาทไม่ได้ เล่นไม่ได้มันเป็นของจริง กรรมเป็นอันทำ พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าอกุศลหรือบาปแม้น้อยอย่าทำเสียเลย เพราะทำแล้วมันเป็นของจริงไม่เอาไม่ได้ สมณะเดินดินว่า...ตัวอย่างองคุลิมาล เป็นอรหันต์แล้วก็ทำไมต้องฆ่าคน พระพุทธเจ้าพูดนิดเดียวก็หยุดได้ พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าตรัสแค่นั้น ก็เติมเต็ม เป็นอจินไตย เมื่อ DNA ของอรหันต์ชัดแล้ว ชาติต่อไปมีวิบากอาจต้องฆ่าคน อย่างองคุลิมาลหรือพระเจ้าอโศกมหาราช แต่เมื่อรู้ตัวก็ต้องแก้ ด้วยการทำกุศล อย่างพระเจ้าอโศกมหาราช ก็ทำกุศลที่ดีที่สุด คือทำคนให้เป็นอาริยะ เป็นงานยอดเยี่ยมที่สุด แล้วถามว่า ทำไมต้องเสียเวลาแต่ใครก็ไม่อยากเสียเวลา แต่คนไม่มีภูมิปัญญาก็ต้องซักไซ้ไล่เรียง บังคับคนให้ฉลาดไม่ได้ นั่นแหละวิจิกิจฉาจึงมีทั้งในอาสวะ และในอนุสัย แต่วิจิกิจฉาที่ซ้อนนี้ เป็นอนุสัยได้เป็นตัวหลังได้ ในอาสวะ ก็อยู่ในตัวตน ในสังโยชน์ 7 อยู่ตัวที่ 3 ในอนุสัยอยู่ตัวที่ 4 ใน อาสวะอยู่ตัวที่ 2

_คุณบุญเรือง แย้มน้อย กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ถ้าจิตของคนเราตาย แล้วเกิดในทันที แล้วอาการ 33 เวลาเราไม่มีร่าง ที่พ่อครูเคยเทศน์จะเกิดตอนไหนคะ? ตอบ...อันนี้ก็เดายาก คนตายไปแล้ว แต่อนุสัยของคุณยังมี ถ้ามีแล้วยังมีตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็ยังไม่แรงเท่าไหร่ เพราะมันก็เด้งออกมาบรรเทาได้ ไปยึดติดใหม่ก็ดิ้นใหม่ แต่ตายไปแล้วไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กายเลย คนที่ติดยาดิ้นอย่างไรตอนไม่ได้ยา คนติดยามันหน้ามืดตามืด ฉันเดียวกัน ตายไปแล้วก็มืดหน้า ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กายอีก ซ้ำซ้อน อย่าเล่นกับวิบากนะจ๊ะ พอเข้าใจนะ สรุปอีกที ในอนุสัยมันคือสิ่งที่คุณไม่รู้ คนรู้ว่ามันมีจริงทั้งที่มันไม่จริง เป็นลมๆแล้งๆ นึกว่ามันมี เหมือนคุณคิดว่ารสอร่อยมันมี ความสนุกสนานมันมี ความอร่อยนี่มันวิเศษจริงๆ ถ้าคุณล้างมันได้คุณจะเห็นว่ามันหลอกจริง มันเป็นของไม่มีตัวตนจริง แต่ก่อนนี้ถ้าได้เหตุปัจจัยครบก็ได้อร่อยทุกทีสนุกทุกที แต่เมื่อคุณได้ล้างไปแล้ว เหตุปัจจัยแม้มันจะมีอยู่ การกระทบสัมผัสก็มี แต่อารมณ์นั้นมันหายไปแล้ว มันไม่มีแล้ว คนนี้จึงมีปัจจัตตังของตัวเอง เป็นตถตา คนอื่นไม่ได้รู้ด้วย ของเราเป็นอย่างนี้ มีเป็นอย่างนี้ ไม่มีเป็นอย่างนี้ เราบอกคนอื่น ถ้าคนอื่นไม่มีเหมือนกันกับเรา เราพูดเหตุปัจจัยข้างเคียงก็เข้าใจแล้ว แต่คนที่ยังเป็นไม่ได้ พูดไปก็ยังบอกว่ามีไม่หายอีก ก็เป็นธรรมดา อันนี้เป็นสุดทางแล้ว สุดวิสัยแห่งความจริง คุณอยากได้คุณต้องทำให้ถึง ฝึกจริงแล้วก็ลดแล้วคุณก็จะรู้เอง สมณะเดินดินว่า...อนุสัยนี้คืออาการที่ 33 ของคนอวิชชา หรือโมหะหลงอยู่ พ่อครูเคยบอกว่าจิตมี 3 ชั้น จิตสำนึก จิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึก เวลาตายแล้ว จิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึกก็ยังอยู่ พ่อครูว่า… เมื่อตายไปก็มี จิตใต้สำนึก (Subconscious) จิตไร้สำนึก (Unconscious) มันไม่รู้ตัวว่าอยาก ล้างก็ไม่ได้ คนที่รู้เคยฝึกมาก็รู้ว่าความอยากมันเป็นอย่างนี้ต้องโดนอย่างนี้ คนที่มีบารมีบ้างแล้ว มีสิ่งที่ได้บ้างแล้ว ก็จะรู้ว่าเล่นไปหาอะไร เราเคยหยุดไปแล้ว ก็ระงับได้อีก ส่วนคนไม่เคยไม่รู้เรื่องเลย มันไม่มีการละเวลาที่จะจบเลย ดิ้นไปไม่หยุดจนกว่าจะหมดแรงดิ้น แล้วก็พักหรือหมดแรงดิ้นแล้วก็ต้องหยุดเอง พอมีแรงก็ดิ้นใหม่เหมือนเก่า วันนี้อาตมาเจ้าบทความของคุณเปลวสีเงิน วันนี้แหละ

_ เรื่อง ปรากฏการณ์ 'บอกอนาคตชาติ' 12 วันแล้ว...นับจากวัน "ฟ้าคืนสู่ฟ้า" ลองทบทวนกันดูซิว่า เราเห็นอะไรบ้าง? นอกจาก "รัก-อาลัย" ทั้งจากชาวไทยและชาวโลกแล้ว ยังมีอะไรอีก? "รักสามัคคี-ทำดีเพื่อพ่อ" เห็นเป็นรูปธรรม นั่นไง แล้วอะไรอีก?

(พ่อครูว่า วันนี้ไปที่สนามหลวงมีคนเอาน้ำขวดมาให้เด็กเรา ด.ญ.ดูแลกับน้อง แล้ว ด.ญ.ดูแลไม่รับ แต่น้องรับ และต่อมาด.ญ.ดูแลก็รับ เพราะแกพยายามยัดให้เด็กเรา พอเด็กเรารับเท่านั้น คนให้ก็ร้องไห้ ดีใจ เราทำได้สำเร็จมันตื้นตันกว่าคนได้รับอีก สำหรับคนให้นี่ แกมี 2 ขวด แกก็ได้ให้ 2 ขวด ก็ร้องไห้ซะ 2 อิ่มเลย เป็น Amazing Phenomena น่างึด น่ามหัศจรรย์ เป็นเรื่องจิตวิญญาณทั้งสิ้นเลย)

คนเป็นแสนๆ เฉพาะสนามหลวง รวมเป็นล้านๆ จากทั่วประเทศ ร่วมร้องเพลง "สรรเสริญพระบารมี" เป็นปรากฏการณ์โลก นั่นไง

แล้วอะไรอีก? คนเป็นแสนๆ ต่อวัน "ผู้ให้" มากกว่า "ผู้รับ" เป็นปรากฏการณ์โลก นั่นไง

แล้วอะไรอีก? นอกจากตั้งจิต "ทำดีเพื่อพ่อ" แล้ว อีกส่วนหนึ่ง ยังเหมือนตั้งจิต "เลิกทำชั่วเพื่อพ่อ" ด้วยเหมือนกัน จะเห็นช่วงนี้... บ้านเมืองสงบ-เรียบร้อย ไม่มีอาชญากรรมร้ายแรงใดๆ เกิดขึ้น แม้กระทั่งการ ฉก-ชิง-วิ่งราว ก็แทบไม่ปรากฏ ในหมู่คนไทยกว่า 65 ล้านคน เหลือ "เศษคน" แค่ไม่กี่เศษ "นับหัว-นับชื่อ" ได้ ที่ซุกอยู่นอกประเทศ ก่อกรรมทุราจาร เป็นไฟเผา "โคตรเหง้า-เผ่าพงศ์" ตัวเอง! ถ้าจะแจกแจงทั้งหมด เกรงว่าโลกจะไม่มีเวลาให้ถึงขนาดนั้น เอาเป็นว่า สิ่งดีทั้งหลาย... ที่สะท้อนจากคนไทย-ประเทศไทย ออกไปเป็น "ปรากฏการณ์โลก" เวลานี้ สรุปได้คำเดียว คือ

"รัก"! (พ่อครูว่าอาตมาถึงต้องมาเขียนความรัก 10 มิติ ไปหาอ่านดูได้) เป็นรัก "ตามรอยพ่อ" ที่ถูกทาง "รักแบบพ่อ" คือ..."รักต้องให้" ให้ความเมตตาผู้อื่น ให้อภัยผู้อื่น ให้ความปรารถนาดีผู้อื่น เอื้อเฟื้อแบ่งปันให้ผู้อื่น รักแบบนี้แหละ คือ "รักสามัคคี" ตามที่พ่อสอน เป็นรักทำให้ชาติรอด พี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันทุกคนรอด ตามพระบรมราโชวาท ที่ว่า "......... ถ้าหากเมืองไทยไม่ใช้ความสามัคคี ไม่เห็นอกเห็นใจกัน ไม่อะลุ้มอล่วยกัน ไม่มีวันที่จะมีชีวิตรอดได้"

แต่ยังมีอีกสิ่ง ที่ผมถอดรหัส "รักตามรอยพ่อ" นั่นคือ ด้วย "เมล็ดพันธุ์แห่งรัก" ที่พ่อเพาะไว้ จะแตกโตเป็น "อนาคตสังคมชาติ" น่าตื่นตา-ตื่นใจ จนสามารถพูดด้วยความมั่นใจเกินร้อยได้ว่า....... ด้วยกล้าพันธุ์ "ลูกพ่อหลวง" ประเทศไทยในอีก 15-20 ปีข้างหน้า จะยิ่งใหญ่เป็นเอกลักษณ์ และมากมายด้วยความหมาย "ไทยรุ่งเรือง มั่งคั่ง"

ปัจจุบัน พวกอ้างประชาธิปไตยล้มชาติ เท่าที่เห็นอยู่ จะเหลือค่า 2 อย่าง ระหว่างปุ๋ยคอก กับการ์ตูนขายหัวเราะ! ฉะนั้น นับแต่นี้ ...ใครก็อย่าไปเสียเวลาด้วยการให้ค่ากับบุคคลประเภท "เปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบัน" อยู่เลย เพราะวันนี้...เห็นชัด จะพูดว่า "ในรอบร้อยปี" ก็ไม่ผิด จากปรากฏการณ์ "อาสาทำดีเพื่อพ่อ"!

คำนี้ใครตั้ง......? ไม่มีใครตั้ง หากแต่ "ความรัก" ของลูกที่มีต่อ "พ่อ" ผลิดอกกตัญญู-กตเวทีขึ้นกลางจิตสำนึกแต่ละคน

จนเป็นปรากฏการณ์ งาน "พระบรมศพ" คนเป็นแสนๆ ที่มา ไม่ได้มาเป็นแขก แต่มาประหนึ่งเจ้าภาพ ต่างคนต่างช่วยเหลือ ต้อนรับ ดูแลซึ่งกันและกัน นอกจากเป็นเจ้าภาพร่วมแล้ว ยังมาเป็นแรงงาน "ช่วยงาน" พระบรมศพโดยไม่มีใครเรียกร้อง และไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ แต่ละคน สามารถทางไหน ทำอะไรได้ ช่วยอะไรได้ เสนอตัว "อาสาทำดีเพื่อพ่อ" ทันที กระทั่งมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ รถเมล์ รถโดยสาร ล้างถ้วย-ล้างจาน เก็บกวาดถนน เดินเก็บขยะ แจกน้ำ แจกยา แจกอาหาร ปฐมพยาบาลคนเจ็บป่วย โบกรถ ทำป้าย ฯลฯ ไปทางไหนๆ มีแต่น้ำใจ มีแต่ให้ มีแต่อาสา มีแต่ช่วยเหลือ มีแต่ความรัก-ความสามัคคี ทุกคนพี่น้องไทย "ลูกพ่อหลวง" ด้วยกันทุกคน ด้วยสำนึกในสิ่งที่พ่อเพียรสร้างให้ลูกมา 70 ปี

"กตัญญู-กตเวที" จึงเป็นความงดงามที่ "คนทั้งโลก" ทึ่ง ในความหมายว่า "ทำไม คนไทยจึงรัก-เทิดทูน-บูชา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ได้มากมายขนาดนี้? ไม่เคยปรากฏ...

นิสิต นักศึกษา ในชุดสถาบัน จากหลายๆ สถาบัน รวมใจมากันเอง อาสาทำดีเพื่อพ่อ ถือถุงดำเก็บขยะตามถนน ตามท้องสนามหลวง สละเงินกันเอง ซื้อขนม ซื้อยา ซื้อพัด ซื้อน้ำ มาแจกจ่าย ฯลฯ

ไม่เคยปรากฏ... นักเรียนอาชีวะ หรือที่เรียก "นักเรียนช่างกล" จะประกาศ "เลิกตีกัน" ถาวร ด้วยจิตสำนึกของแต่ละคน โดยไม่มีใครบังคับ นับแต่นี้ไป

ไม่เคยปรากฏ... นักเรียนมัธยม ในชุดนักเรียน จะรวมตัว-รวมกลุ่ม "มากันเอง" เป็นจิตอาสา ทำทุกอย่าง เสิร์ฟน้ำ-เสิร์ฟอาหาร เดินเก็บขยะ ช่วยคนเฒ่า-คนแก่

ไม่เคยปรากฏ... ชาวบ้านเป็นรายบุคคล ทำขนมมาจากบ้านบ้าง ซื้อหายาดม-ยาหม่องบ้าง เรียกว่าใครมีอะไร ก็หอบติดตัวมาช่วยงานพระบรมศพ ว่างั้นเถอะ

ไม่เคยปรากฏ... จะมีคนมาตั้งโรงทานมากมายขนาดนี้ ถึงขนาดว่า มาถวายสักการะพระบรมศพกันเป็นแสนๆ คนในแต่ละวัน

แต่คนรับ...แพ้คนให้! จนพูดได้ยินไปทั้งโลกว่า.....มางานพระบรมศพพ่อ ไม่ต้องเอาตังค์มาซักบาท ก็กินอิ่ม-นอนหลับได้สบาย

ไม่เคยปรากฏ... ศิลปิน นักแสดง ทุกหมู่เหล่า จะมาร่วมพี่น้องประชาชนเป็นน้ำหนึ่ง-ใจเดียวกัน มาช่วยงานกัน ชนิดไม่มีใครห่วงสวย หรือกรีดจริต

และไม่เคยปรากฏ… เด็ก 3-4 ขวบ จะร้องไห้ สะอึก-สะอื้น เมื่อทราบข่าว "ในหลวง" สวรรคต พลางร้อง "อยู่กับหนู...อย่าทิ้งหนูไป"!

นี่คือภาพกว้าง ที่ผมตามดูจากข่าวแต่ละวัน และเมื่อสรุปปรากฏการณ์ดังว่าทั้งหมด สิ่งตกผลึก คือ

ไม่น่าเชื่อ แต่จริงที่ปรากฏแล้ว คือ... เยาวชนไทย ตั้งแต่ 3-4 ขวบ จนไปถึง 19-20 ปี ทั้งที่วัยนี้ ไม่มีโอกาสได้เห็น "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" และ "สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ" ทรงบุกป่าฝ่าดง ดูแลสุข-ทุกข์ราษฎร ทั้งแผ่นดิน เหมือนที่รุ่นพ่อ-แม่เคยเห็นก็ตาม

ผู้ใหญ่มักพูดกันว่า... "คนรุ่นใหม่" ไม่เอาสถาบัน "คนรุ่นใหม่" ไม่รู้จักในหลวง "คนรุ่นใหม่" มองว่า ประเทศไม่จำเป็นต้องมีระบบกษัตริย์ แต่จาก ๑๒ วัน ที่ผ่านมา เห็นชัด... ที่พูดกันนั้น "ผิดหมด"!

ไม่อยากใช้คำว่า "ผู้ใหญ่ มองเด็กผิด" แต่อยากใช้คำว่า "ผู้ใหญ่เมื่อวาน" ใช้จิตสำนึกทาสและความคิดแยกแยะต่ำ ไปประเมิน "เด็กวันนี้"!

ในจำนวนพสกนิกรนับแสนๆ ปรากฏว่า "คนรุ่นใหม่" ในสถานะต่างๆ ทั้งสถานะนักเรียน นักศึกษา และในอาชีพ-การงานอื่นๆ

มาร่วมงานถวายสักการะพระบรมศพ มาเป็น "จิตอาสา" ทำดีเพื่อพ่อ มากจนถมทับ "คนรุ่นอดีต" จมหาย

เทียบง่ายๆ เมื่อครั้ง กปปส.ชุมนุม ด้วยมวลชน 3-5 ล้านคน มีเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซักหมื่นก็ยาก

แต่งานพระบรมศพพ่อ เยาวชนคนรุ่นใหม่ เป็น "หน่ออนาคต" โดดเด่น-สะดุดตามาก และทุกคนรู้... ขึ้นชื่อว่า "วัยรุ่น" ถ้าไม่เต็มใจ-ไม่สมัครใจ อย่าหวังจะได้เห็นเช่นนี้ และที่สำคัญ ผมแอบปลื้มเอามากๆ

เยาวชนแต่ละคน พอนักข่าวสัมภาษณ์... คำพูดจากใจ "จะฉาดฉาน ชัดเจน" เข้าถึงแก่นนำมาซึ่งศรัทธาใน "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ด้วยรับรู้ใน "สิ่งที่พ่อสร้าง" และนั่น ทำให้พวกเขาทั้งหลาย ออกมาเป็น "จิตอาสา" ตอบแทนพระคุณพ่อ คนรุ่นใหม่ "รู้จัก-เข้าใจ" คำว่าในหลวง และ "รู้จัก-เข้าใจ" ว่า… ความเป็นไทยกับระบบกษัตริย์ ต้องอยู่ด้วยกันจึงจะเป็นประเทศไทย!

ผมดูทิศทาง "อนาคตประเทศ" จากบทบาท-ทัศนคติ "คนรุ่นใหม่" วันนี้ บอกได้คำเดียว "หมดห่วง-สบายใจ" "คนรุ่นใหม่" จะโตไปพร้อมคำว่า "ไทยกับสถาบัน"

พ่อครูว่า อาตมาก็ต่อเลยว่า ไทยกับสถาบันต้องอยู่เป็นคู่กันตลอด และขอยืนยัน ประชาธิปไตย 2 ขาก็คือ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ ขออภัยไม่ได้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่พูดเป็นวิชาการ พระมหากษัตริย์บางพระองค์ไม่ได้ทรงทศพิธราชธรรมก็ไม่ได้รับการนับถือใช่ไหม พระจริยวัตรของท่านไม่ดีงาม ประชาชนก็ไม่เคารพยกย่อง ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ แต่ถ้าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดที่มีทศพิธราชธรรม มีพระจริยวัตรประเสริฐวิเศษเป็นอาริยะ เป็นสิ่งที่เป็นโลกุตระธรรม ดังเช่นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ของเรา ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ อาตมาก็บอกมาตอนต้น อาตมาก็หยิบพระราชดำรัสของพระองค์ว่าทรงดำริ และดำรัสเช่นนี้อาตมาก็ขยายความจนเหนื่อย วันนี้ก็ค่อยยังชั่วแล้วล่ะ (ภาษาอีสานว่า ไคแน) แล้วล่ะ ประชาธิปไตยนี้เกิดตราคำว่าประชาธิปไตย Democracy ที่ประเทศอังกฤษเป็นต้นตำรับ เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นต้นแบบต้นระบอบของประชาธิปไตย เสร็จแล้วมันก็มาพลิกแพลงด้วยคน ด้วยอัตตามานะของเขา เป็นกิเลสของคน เขาแยกตัวมา เอาอย่างประวัติศาสตร์ของอเมริกัน คนอเมริกันไปแย่งแผ่นดินของอินเดียนแดงเขา มีการบริหารแบบสหรัฐ แต่ละรัฐก็ปกครองตนเองตามประชาธิปไตยแบบของ โดยไม่มีรวม ที่จริงมันดีนะ แต่โดยลักษณะของสังคมกว้าง คนมาก ในประดาคนมากนั้น โดยเฉพาะกาละยุคที่ใกล้กลียุค มันมีคนหยาบคนชั่วมาก ถ้าจะเอาคนชั่วเป็นประมาณ เอาความมากเป็นประมาณ แต่ความมากของคนนั้นมันหยาบต่ำ กิเลสมากใกล้กลียุค เอาความมากมาใช้ไม่ได้ อย่างไรประชาธิปไตยขาเดียวก็ไม่ได้เรื่องใช้ไม่ได้ ประชาธิปไตยขาเดียวหรือ 2 ขา หรือเผด็จการก็ได้ หมายความว่า พ่อขุน หรือว่า เป็นพ่อเมือง เป็นเจ้าเมือง เป็นหัวหน้าเผ่า คนเดียวมีสิทธิ์ขาดมีอำนาจใหญ่คนเดียว เรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชแต่มีทศพิธราชธรรมมีอาริยบุคคล ท่านก็บริหารเหมือนลูกเหมือนหลาน อย่างเช่นพ่อขุนรามคำแหงเป็นต้น ส่วนมากก็เป็นพระโพธิสัตว์บริหารเหมือนครอบครัว เป็นสาธารณโภคีทั้งประเทศ อาตมามั่นใจว่าประเทศไทยจะเป็นสาธารณโภคี มีความต่อเนื่องปฏิสัมพัทธ์เป็นระดับอย่างน่ามหัศจรรย์ เชื่อมร้อยกันอย่างสวยงาม ในประเทศไทยนี้ถ้าเป็นสถาบันท่านจะมีกฎมณเฑียรบาล ก็คือกฎหมายเฉพาะในสถาบันชั้นสูง ในสถาบันกษัตริย์นั้นเอง เป็นกฎระเบียบหลัก ทุกประยูรญาติ เชื้อสายพระวงศ์ทั้งหมด ต้องอยู่ในกฎมณเฑียรบาล ถ้าไม่ประพฤติก็ต้องมีระเบียบให้ปลดออกอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นการสืบสายสันตติวงศ์ของผู้ที่ต้องอยู่ในระเบียบความงดงาม ความประเสริฐ เป็นคุณธรรมประมวลไว้หมดแล้ว จึงเป็นบุคคลที่จะเกิดในสายนั้น อยู่ใน DNA นั้น ในสรีรพันธ์ุ ไม่ใช่กรรมพันธ์ุนะ ผู้สืบสายพันธุกรรม ก็ต้องอยู่ในกฎมณเฑียรบาลทั้งสิ้น จะไปทำตามกิเลสทั้งหมดไม่ได้ สืบสานมาตลอดทุกประเทศเหมือนกันหมด สรุป ผู้ที่เป็นสายสถาบันก็คือผู้ปกครองประเทศ บริหารประเทศ ถ้าเป็นประชาธิปไตยก็เป็นประชาธิปไตย 2 ขา ถ้าเป็นเผด็จการไม่มีขาเดียวก็เป็นเผด็จการ อย่างคุณธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่สมบูรณ์ด้วยกฎระเบียบจิตวิญญาณที่จะถูกหล่อหลอมพัฒนาการ มันมีการสืบต่อ มันมีการคัดเลือก มันจะต้องคัดเลือกทั้งสายแล้วชาตินี้ชาติหน้า ออกมาสืบสายทั้งสรีรพันธ์ุและกรรมพันธ์ุ

อาตมานี่ก็เป็นกษัตริย์มาหลายยุค แต่ทำไมชาตินี้ปางนี้อาตมาเกิดมาเป็นหมากลางตลาด เดี๋ยวไขความ อาตมาปางนี้เกิดมาพิสูจน์ในทางธรรม จะต้องพิสูจน์ธรรมะอย่างไม่มีอลังการ รูปไม่หล่อพ่อไม่รวย คุณวุฒิต่างๆไม่ต้องเอามาจากไหน เอามาจากธรรมะเดิม อยู่ในคลังสัญญาของตัวเอง อยู่ในบารมีของตัวเองที่ได้สั่งสมมาแล้วของจริง ของนอกๆไม่เห็นมี ดึงมาใช้ในของตัวเองหมดเท่าที่จะมีความสามารถเพื่อพิสูจน์สัจธรรม โดยไม่ต้องอาศัยอะไรเข้าไปช่วย พิสูจน์อย่างเพียวๆ อาตมาถึงรู้ว่าเหนื่อยก็ยอม ยากก็ยอม เพราะอาตมาเข้าใจจริงว่าต้องพิสูจน์ เกือบ 50 ปี อาตมาว่า อาตมามี Progression Ratio อยู่นะ อัตราความก้าวหน้าของความเจริญทางอาริยธรรม มันมีความก้าวหน้าได้ ไม่ต้องใช้วิธีแบบโลกๆ ใช้ใบปริญญา ประกาศนียบัตร ใช้ศิษย์พี่ศิษย์น้องครูบาอาจารย์ ใช้ยศศักดิ์ก็ไม่ต้องมี ใช้อาริยธรรมเพียวๆ อาตมากล่าวไม่ผิด ใช้อาริยธรรม เพื่อพิสูจน์ ไปรอดได้ แม้ว่าไม่มีมากมาย แต่เข้าเกณฑ์ อย่างในหลวงท่านตรัสว่า เราก็ไม่รวยแต่เราอยู่ได้ มันจะเป็นอย่างนั้นโดยหลักเศรษฐศาสตร์ เขาไม่สะสมเงินคงคลังไว้มากหรอก เมื่อมีเงินสะสมก้นถุงไม่มากเขาเรียกว่าคนจน มีก็สะพัดออก 1.เงินก้นถุงน้อย 2.ไม่ Run Shot ไม่ขัดข้อง ไปได้เรื่อยๆต่อเนื่อง 3.ไม่เป็นหนี้ 4.ไปได้คล่องตัว ได้เร็วสมบูรณ์สวยงามอุดมสมบูรณ์พอ อาตมาก็ว่าอโศกไม่ขี้เหร่เท่าไหร่นะไม่เล็กเกินไป แต่ว่าไม่ใหญ่จนกระทั่งเกินการณ์ แต่กระนั้นเขาก็ยังว่าทำใหญ่อีก ก็ในหมู่เราเองก็ยังมีว่ากันอยู่ มันมีความซับซ้อน อธิบายยาก ต้องมาสัมผัสภายในจะเข้าใจ สรุปแล้วอาตมาว่าประชาธิปไตยขาเดียวที่เขามีตัวอย่าง ไม่มีคุณสมบัติทางจิตวิญญาณหรือทางธรรมะเป็นหลัก แต่เขาเอาทางวัตถุ เขาเอาทั้งเปลือกนอกเป็นหลัก เปลือกนอกไม่มีอำนาจควบคุมดูแลมันไม่มีภูมิปัญญา มันไม่มีความเฉลียวฉลาดซับซ้อนแก้ไขสถานการณ์ หรือ จัดการ โดยเฉพาะวัตถุต่างๆ มันไม่มีเมตตา มันไม่รู้จักเมตตา ไม่รู้จักกตัญญูกตเวที อนุโลมปฏิโลม วัตถุมันไม่รู้เรื่อง ให้มันตัดสินว่าอะไรดีอะไรชั่วก็ไม่ได้ จิตวิญญาณจึงเป็นเรื่องตัดสินสิ่งที่เกินกว่าวัตถุจะรู้ได้มากมาย ในสังคมมนุษย์ที่เป็นสัตว์มีชีวิตจิตวิญญาณ ก็จะต้องใช้อาศัยจิตวิญญาณอันประเสริฐ เป็นตัวดูแลควบคุม หรือ บริหาร สรุป ประชาธิปไตย 2 ขาดีที่สุด กว่าประชาธิปไตยขาเดียวหรือไม่มีขาเลย คือคอมมิวนิสต์มันไม่มีประชาธิปไตยมันไม่มีขา แต่ประชาธิปไตยขาเดียวก็อย่างอเมริกา หรือบางที ก็ไม่ใช้ชื่อประชาธิปไตยแต่พฤติกรรมอันเดียวกัน อาตมาเองพูดเรื่องการเมือง พูดเรื่องรัฐศาสตร์ อาตมาไม่มีภาษา Technical Term ที่เขาเรียนกัน ทฤษฎีต่างๆ อาตมาพูดไม่ได้ แต่อาตมารู้ความเป็นจริงของสิ่งเหล่านั้น ตั้งแต่ปางก่อน ภาษาบัญญัติตั้งแต่ปางก่อน พอมาชาตินี้เขามีศัพท์ตามที่เขามี อาตมาไม่มีก็พูดไม่เหมือน อาตมาแม้จะเอาภาษาวิชาการเขามาอธิบายไม่ตรงนัก เขาก็เล่นงานอาตมาอยู่ ดีไม่ดีบางคนรู้ผิดจากสภาวะแท้ด้วย แล้วสมมุติผิด ก็หาว่าอาตมาพูดผิดจากเขา ก็จะเหมือนได้อย่างไร อาตมาอธิบายให้ถูก ภาษาจะว่าอย่างไรก็ช่างศีรษะ มาพูดถึง Amazing Phenomena คือปรากฏการณ์ที่น่าชื่นใจน่าประหลาดใจมันเป็นไปได้ยังไง อาตมาว่าปีนี้ ก็จะมีงานพระบรมศพไปอีก คนต่างประเทศก็จะเข้ามา มันยังไม่ค่อยแพร่กระจายไปเพราะคนเขายังไม่ค่อยรู้ตัว (คนว่าฝรั่งเศสตีพิมพ์ไปทั่ว) แล้วฝรั่งเศสนี่แหละเรียกร้องหาสถาบันกษัตริย์ให้กลับคืนมา แสดงว่าเขาเริ่มลืมตา มีชาคริยาแล้ว (มีคนบอกว่า นักฟุตบอลต่างประเทศยืนไว้อาลัยให้ด้วย) สิ่งเหล่านี้บังคับกันไม่ได้ ยิ่งเป็นกลุ่มใหญ่ และเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อประเทศชาติด้วยไม่ใช่เรื่องธรรมดา สัจจะความจริงของสัจจะ คือสิ่งที่ดีจริง ประเสริฐจริง ซึ่งมันลึกซึ้งๆซับซ้อนเกินกว่าคนโลกีย์จะเดา เช่นมาเป็นคนจน ไม่ต้องมีทรัพย์ศฤงคารอะไร ถามคำตื้นๆ ถ้าอาตมาไปสะสมเงินทอง พวกคุณจะเคารพไหม? หลายคนบอกว่าไม่เคารพ นี่อาตมาบอกเรื่องตื้นๆนะ ไม่ต้องคิดลึกอะไร ถ้าอาตมาไปสะสมเงินทอง เป็นพระนี่แหละ คุณก็ไม่เคารพหรอก คนที่มาบวชเป็นพระภิกษุแล้วจะเป็นอาริยะหรือไม่เป็นอาริยะ ไปสะสมเงินทองคุณก็ไม่เคารพทั้งนั้น เพราะในศีลและวินัยของพระมาให้สะสมเงินทอง ตั้งแต่เป็นสามเณรก็ไม่ให้สะสมแล้ว แม้จะเป็นพระอาริยบุคคลถ้าสะสมเงินทองเขาก็ไม่เคารพ คุณจะพยายามพากเพียรไม่ให้มีเงินทอง อดทนเอาลำบากลำบนหน้านองน้ำตา แม้ไม่บรรลุ คนก็เคารพ แต่ถ้าคุณไปละเมิดเขาก็ไม่เคารพแล้ว และมีความซับซ้อนถ้าภิกษุมาบวช ไม่ได้บรรลุอาริยะ สะสมเงินทองก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าบรรลุเป็นอาริยะแล้วสะสมเงินทอง ก็กระไร พระไม่ได้บรรลุก็เหมือนคนติดฝิ่นไม่มีก็จะตายเอง ตำรวจเองยังพกฝิ่นให้นักโทษที่ลงแดงจะตายต่อหน้าต่อตาให้พออยู่ได้แต่ไม่ใช่มอมเมา ไม่เช่นนั้นประสาทมัน ช็อตจะตายเอา ไม่เช่นนั้นก็เหมือนหมอใจดำช่วยได้ก็ไม่ช่วย ผู้ที่อยู่ในฐานะสูง พูดผิดนิดหน่อยก็เป็นมาก ควรจะมีวุฒิภาวะสูงก็มาทำอย่างนี้มันไม่เหมาะสม ในการโกหกของคนธรรมดาบาปก็เท่าหนึ่ง แต่ถ้าเป็นอาริยะมาโกหกก็บาปมากกว่ายิ่งเอาอุตริมนุสธรรม คุณวิเศษมาโกหก ก็ยิ่งเป็นอนันตริยกรรม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน