580709-ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ บารมีโลกียะกับบารมีโลกุตระ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข10 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580709-รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง บารมีโลกียะกับบารมีโลกุตระ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า... วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2558 วันแรม 9 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม … คนที่ฟังธรรมกับคนอธิบายธรรม ถามว่าใครน่าจะขยันกว่ากัน...คนสอนน่าจะขยันกว่าคนฟัง ส่วนใหญ่ก็ตอบเช่นนั้น คนฟังนี่ที่จริงควรจะเป็นผู้ได้รับ คนให้โดยเฉพาะให้โดยไม่มีค่าแลกเปลี่ยน ใครน่าจะขยันกว่า ….คนรับน่าจะมาเอามากกว่า เพราะคนสอนไม่ได้รับอะไร แต่คนฟังได้รับฟังไปฟรีๆ นี่คือความจริง หากใครเห็นว่าตนไม่เห็นความสำคัญในการมาฟัง คนนั้นก็ไม่รู้จักความควรที่จะมารับ อีกประเด็นสำคัญคือว่า คนฟังกับคนอธิบาย ถ้าคนฟัง มารับฟังเห็นความสำคัญด้วยใจจริง ด้วยปัญญาว่าน่ามาฟัง ได้ฟรีด้วย คนนั้นถ้ามีปัญญาเห็นจริงก็จะขยัน แม้แต่คนสอน ถ้าเห็นว่าเป็นสิ่งดี สิ่งสำคัญ จำเป็นควรให้คนมาฟัง เขาจะขยัน เป็นสัจจะ บารมี มีสองอย่าง 1 .บารมีทางโลก โลกีย์ และ 2 .บารมีทางโลกุตระ บารมีคือ สิ่งดีที่สะสมมา ส่วนสิ่งชั่วสะสมมาก็คือ บาป หรือ อกุศล บารมีที่เป็นโลกุตระ นั้นยากหน่อย ผู้ที่มีบารมีที่เป็นบุญ คือผู้ที่ไม่ได้อะไรยิ่งขึ้น แต่ยิ่งได้ละ ยิ่งลด ยิ่งหมดบาป หมดอกุศลจิต หมดไปๆ ไม่ใช่ได้ แม้แต่กุศลก็ไม่ได้ ถ้าไม่มีกุศลโลกียะด้วย เช่น ทำทาน ได้มีของ ของเราเองให้เขา อันนี้เป็นกุศล เป็นความดีงามทางวัตถุ โลกียะ ก็คือกุศล แล้วผู้ให้ทานนี้ทำใจในใจลดล้างกิเลส ลดโลภ ไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลยได้ คนนี้ก็ได้ บุญ คือเบาบางกิเลส กุศลที่ได้ก็ได้ทานด้วย ได้ทั้งบุญ และกุศล ส่วนบุญนั้นไม่ได้ของ ได้ชำระกิเลส คนที่ทำทานแล้วทำใจในใจไม่เป็น ให้ของเขา ก็ได้ทานของ เป็นกุศล ส่วนใจตนทำใจในใจไม่เป็น ก็ไม่ได้บุญ แถมได้บาป เพราะทำใจเพิ่มความโลภ แต่ได้กุศลด้วย เป็นกุศ

อ่านต่อ

ลโลกีย์ แต่จิตไม่ได้บุญแล้วส่วนมากได้บาปด้วย ไปทำใจในใจเพิ่มความโลภในจิต คนที่ไม่ได้ทำทาน ไม่ได้ทำความดีงามให้ใครเลย แต่มีชีวิตปกติ มีผัสสะธรรมดา เราก็รู้ทัน สัมผัสแล้วจับกิเลสตนได้ แล้วลดละล้างกิเลสได้ อย่างสมถะ(ไม่เที่ยง) อย่างวิปัสสนา(ค่อยๆเที่ยงแท้) อันนี้ได้แต่บุญ ไม่ได้กุศล Chuck Feeney ชายขี้เหนียวมาก! คนที่มีบารมี มีทั้งกุศล และบุญก็มีอีก มีข้อมูลที่ว่า คนนี้ชื่อว่า Chuck Feeney ชายขี้เหนียวมาก! ซึ่งบริจาคเงินไปแล้วกว่า 1.3 แสนล้านบาท !! ชายชราที่ดูธรรมดา แต่สิ่งที่เขาทำ มหาเศรษฐีของโลกยังต้องเอาอย่าง Bill Gates และ Warren Buffett ได้รับ อิทธิพลจากเขาเช่นเดียวกัน เขาเป็นใครกันนะที่ทำให้ทุกคนยกย่องนับถือได้? นี่คือผู้สูงอายุที่ไม่มีรถ ไม่มีบ้าน ไม่มีนาฬิกาแบรนด์เนม เขาอายุ 76 ปี เช่าบ้านอาศัยอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโกกับภรรยาของเขา เขาไม่เคยสวมเสื้อผ้าแบรนด์เนม แว่นตาทรุดโทรม สวมใส่นาฬิกาธรรมดา เขาไม่ได้ชอบทานอาหารหรู ที่เขาชอบที่สุดคือแซนวิชชีสย่างมะเขือเทศที่ราคาไม่แพง เขาไม่มีรถขับ แต่มักจะขึ้นรถบัส กระเป๋าที่เขาใช้ก็เป็นกระเป๋าผ้าถูกๆ ยากจนไม่พอ แต่ยังขี้เหนียวมาก! หากคุณและเขาก็ไปร้านเหล้าเพื่อดื่มเบียร์ เขาจะตรวจสอบบิลอย่างละเอียด หากคุณอาศัยอยู่ในบ้านของเขา ก่อนที่จะเข้านอน เขาจะเตือนให้คุณปิดไฟอย่างแน่นอน คนที่ยากจนและขี้เหนียว คุณรู้ไหม ก่อนเขาอายุ 76 เขาได้ทำอะไรมาบ้าง? เขาได้บริจาคเงิน 588,000,000 เหรียญสหรัฐให้มหาวิทยาลัยคอเนล บริจาค 125,000,000 เหรียญสหรัฐ ให้มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และบริจาค 60,000,000 เหรียญสหรัฐให้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ต เขายังได้ลงทุน 1,000,000,000 เหรียญสหรัฐเพื่อปรับปรุงมหาวิทยาลัยอีก 7 แห่ง และอีก 2 แห่งในไอร์แลนด์เหนือ เขาได้มีการจัดตั้งกองทุนการกุศล ให้ค่ารักษาพยาบาลฟรีสำหรับเด็กปากแหว่งในประเทศที่กำลังพัฒนา เขาได้บริจาคเงินทั้งสิ้น 4,000,000,000 เหรียญสหรัฐ และยังมีอีก 4,000,000,000 เหรียญสหรัฐ รอที่จะบริจาค ชายชราผู้นี้เป็นใครกันแน่? Chuck Feeney เขาเป็นผู้ก่อตั้งกองทุน DFS ที่ใจกว้างมาก เขารักการหาเงินแต่ไม่ชอบที่จะใช้เงิน ขณะนี้ Chuck Feeney มีความปรารถนาว่า ก่อนปี 2016 เขาจะบริจาคเงินที่เหลือให้หมด จะได้ไม่ตายตาไม่หลับ ขณะนี้เงินที่เหลืออยู่ได้ไหลไปทั่วโลกให้พื้นที่จำเป็น ในอัตรา 400,000,000 เหรียญสหรัฐ ต่อปี เขาเป็นตัวอย่างสำหรับคนรวย "ในขณะที่มีความสุขกับชีวิตให้แบ่งปันความสุขนี้ให้กับผู้อื่นด้วย" การกุศลของChuck Feeneyเป็นที่โด่งดังมาก ผู้สื่อข่าวจำนวนมากเดินทางมาถึงบ้านของเขา ทุกคนล้วนแปลกใจ และถามว่า "Chuck Feeney อยู่กับทรัพย์สินมากมาย ทำไมถึงไม่ไปมีชีวิตที่สวยหรู" เพื่อเผชิญกับข้อสงสัยของทุกคน Chuck Feeney ยิ้มและบอกเล่าเรื่องราว:"สุนัขจิ้งจอกเห็นไร่องุ่นที่เต็มไปด้วยผลไม้ อยากจะเข้าไปในไร่เพื่อกินองุ่นให้เต็มที่ แต่มันอ้วนเกินไป เลยมุดผ่านรั้วไปไม่ได้ ดังนั้นมันจึงไม่กินไม่ดื่มอยู่สามวัน และแล้วตัวมันก็ผอมลง และมุดผ่านรั้วไปได้!เมื่อกินอิ่มเป็นที่พึงพอใจแล้ว แต่…ตอนที่จะกลับออกไปกลับออกไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ เมื่อไม่มีทางเลือกมันเลยต้องอดน้ำอดอาหารอีกสามวันสามคืน สุดท้ายแล้วท้องของมันตอนที่ออกมาก็เหมือนกับตอนที่มันเข้าไป" เมื่อเล่าเสร็จ Chuck Feeney กล่าวว่า "บนสวรรค์นั้นไม่มีธนาคาร ทุกคนเกิดมากับความว่างเปล่า ในที่สุดก็ จากไปมือเปล่า ไม่มีใครสามารถนำความมั่งคั่งและชื่อเสียงไปได้!" สื่อถาม Chuck Feeney ทำไมบริจาคไปทั้งหมด คำตอบของเขาง่ายมากและไม่มีใครคาดถึง เขากล่าวว่า "เพราะถุงศพไม่มีกระเป๋า"ที่จริงแล้วความจนของเขาเกิดจากการบริจาคเงินมหาศาล เขาช่างเป็นคนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ สิ่งที่เขาได้มาได้ส่งให้คืนกลับไปสู่สังคมทั้งหมด มันทำให้มีความสุขมากกว่า!

พ่อครูว่า… นิทานของเขาชัดเจนมาก สวรรค์ไม่มีธนาคาร ต้องรีบแจกให้หมดก่อนตาย เพราะถุงศพไม่มีกระเป๋า … ถ้าเผื่อว่า Chuck Feeney ได้เรียนรู้อย่างชาวบุญนิยม จะทำเจ๋งกว่านี้อีก แต่นี่เขาก็ทำได้ดีลึกซึ้งมากแล้ว เขาทำแบบคนจน แล้วก็มีเงินบริจาคไปเรื่อยๆ เขาทำแบบทุนนิยม ก็ได้เงินทบต้นมาก แบบทุนนิยมนี่ได้เปรียบมาก นายทุนอยู่ยาวนา น เพราะทุนนิยมสายยาวมาก คนไม่เปลี่ยนมาโลกุตระนี้ง่ายๆหรอก พัฒนาไม่ทัน แต่ก็ทำให้บรรเทาทุกข์ในสังคม คนอย่าง Chuck Feeney เขามีบารมีกุศล ก็จะได้เพิ่ม กุศลเขายิ่งทับทวี เพราะเขาได้มาก็ยิ่งทำทาน ชาติหน้าเขาจะมีมากกว่านี้รวยกว่านี้ แล้วนิสัยก็กลายเป็นวิสัยได้ สั่งสมเป็นกรรมกิริยาลึก ตกผลึก ควบแน่น เป็นต้นฐานเป็นความแน่น เป็นธาตุหนักของพลังงาน ไม่เปลี่ยนง่ายๆ หากไม่เรียนรู้ปรมัตถ์ก็ไม่เปลี่ยนง่ายๆ คนมีต้นทุนแบบนี้จะง่ายมาก ที่จะมาเรียนรู้โลกุตระ เขาทำอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงทำใจในใจให้เป็น เขาจะยิ่งทำได้ทับทวี โลกุตระจะยิ่งเพิ่มทับทวีอีก มันจะเป็นต้นทุนซับซ้อนยกกำลังยิ่งกว่า mc 2 เป็นรูปธรรมอันสูงส่ง ทางฟิสิกส์เอาความเร็วแสง แต่จิตนั้นเร็วมากกว่าแสง จะมีค่ามากกว่าทางโลกอีก ตามแต่ผู้ใดจะทำได้ดี มีมุทุภูตธาตุ เร็วไวขนาดไหน จิตคนที่มีความเร็วคูณกับมวล นี่คือนัยะของคนจริงมีจริง แต่นัยะของบุญนิยมนี่ จะเป็นคนจนได้ยิ่งกว่า Chuck Feeney แล้วรวยได้ยิ่งกว่า Chuck Feeney เป็นเศรษฐีเงินถัง แต่สตังค์ไม่มี อย่างชาวอโศกเหมือนบริจาคน้อย มีตัวเงินไม่มากหรอก ไม่เป็นกอบก้อนเหมือนเศรษฐีใหญ่ที่บริจาคเป็นร้อยล้านพันล้าน ชาวอโศกก็เสียสละตลาดอาริยะ แต่ก่อนแค่ล้าน สองล้าน แต่ตอนนี้ถึง สิบล้าน แต่ทว่า การบริจาคของบุญนิยม เป็นการบริจาคที่สะอาด และไม่มีหนี้หรือไม่มีค่าเป็นลบในส่วนต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่จะมาหักลบได้เลย เป็นค่าของพลังจิตที่ยิ่งใหญ่ แล้วเราก็ทำทานได้เร็วด้วย ไม่ใช่รวบรวมเป็นก้อนค่อยทำทาน แต่นี่เรามีก็ให้ทานแล้ว ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็จะได้ไปเปลี่ยนมือหลายเจ้าเท่าไหร่ ก็เป็นประโยชน์แก่คนอื่นเท่านั้น พวกนี้เราตามไม่ได้ก็นับค่าอีกมหาศาลนับไม่ได้ แต่ถ้ากักตุนไว้ นานเท่าไหร่ก็ค่าต่ำลง แต่ยิ่งสะพัดเร็วก็ยิ่งมีค่ามาก ตามสัจจะ การทำกุศล เรื่องที่เราจะได้ของชาวบุญนิยมจึงสูงมาก อย่างที่ทำทุกวันนี้ ถ้าทำได้ตามบุญนิยม แต่ละคนใจสะอาดบริสุทธิ์ ก็ยิ่งมีกุศลสูง มีบุญสูงด้วย เพราะลดกิเลสได้จริง ยิ่งลึกซึ้งซับซ้อนเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนสูงยิ่ง เป็นเรื่องของบุญและทาน เป็นเรื่องของกุศลอกุศลที่แท้จริง คนมีกุศลโลกีย์จะมีโหงวเฮ้งทางโลกหน่อย ส่วนพวกทางธรรมจะผอมๆแห้งๆเหลืองๆ จะคนละอย่างกัน คนที่ชินเรื่องโลกีย์เห็นคนนี้ ก็จะคิดว่าคนโหวงเฮ้งอย่างนี้ถึงมีบารมี แต่อาตมาก็ประมาณไม่ให้ทรุดโทรมลงไป เพราะจะอยู่อีก 70 ปี เพื่อพิสูจน์ผลการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ว่ามีธรรมฤทธิ์พิสูจน์ได้

มีคำถามจากเฟสบุค รวมธรรมะว่า … _ กราบนมัสการพ่อท่านโพธิรักษ์ครับ พอดีวันนั้นกระผมนั่งอ่านพระไตรปิฎกอยู่ แล้วอยู่ดีๆก็นึกถึงธรรมขึ้นมาสองหัวข้อ ได้แก่ 1 .การพิจารณารูปนาม 4 (อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ) อ่านอาการกิริยาของรูป ของนามไม่เป็น อาการของรูป กับอาการของนาม เห็นนามกาย ก็เห็นอาการกิริยาของสภาพสัมผัสสัมพันธ์กันเป็นปฏิฆสัมผัสโส ในนามนี่เยอะ ถ้ารู้จักจะอ่านอาการได้ พ่อครูว่า… ในพระไตร ปิฎก ท่านอธิบายเรื่องรูปเรื่องนามไว้ เช่น ที่บอกว่า อานนท์ เธอพึงทราบข้อความโดยปริยายแม้นี้ เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ วิญญาณก็เป็นนาม ดูกรอานนท์การบัญญัติโดยนามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเท ศ คือต้องอ่านอาการออก นอกจากอ่านอาการออกแล้วก็ต้องเทียบเคียงกันได้ เช่น ทุกข์มากหรือน้อย ทุกข์อย่างกิ - ลมถะกับทุกข์อย่างทรถะ(ไม่เรียกทุกข์แล้วเป็นของอรหันต์) แต่อนาคามีเรียกกิลมถะ แต่ระดับต่ำกว่าอนาคา มี ก็เรียกทุกข์ โทมนัส หยาบแรงกว่า ยิ่งไปรวมกับข้างนอก เรียกทุกข์โดยตรงเลย ซึ่งต่างกันหมด ทุกข์ โทมนัส กิ-ลมถะ ทรถะ ล้วนต่างกันหมด หากไม่รู้ความต่างขององค์ประชุมนามธรรม คุณเอง ไม่รู้ปฏิฆสัมผัสโสหรอก จะเรียกการสัมผัสให้เกิดแม้ไม่มีชื่อ ไม่มีอธิวจนะ ถ้าสามารถที่จะ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทสไม่มี การสัมผัสแต่เพียงชื่อ(อธิวจนสัมผัสโส)ในรูปกาย (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) รู้แล้วอ่านเป็นจากผัสสะนี้ เรียกว่าอย่างนี้ๆ จะถึงปรากฏไหม ไม่ได้เพราะ แม้มีอาการแต่คุณไม่รู้จักอาการ แล้วคนปฏิบัติธรรมหากไม่ได้รู้อาการ โดยเฉพาะอาการทางจิต อันนี้หากนักปฏิบัติธรรมไม่เรียนรู้ ยิ่งเป็นนักปฏิบัติที่เอาแต่ภายใน ที่รู้ได้ยากแสนยากแล้วไม่สดด้วย มีแค่ความจำ บางทีก็ปั้นขึ้นมา ไม่ได้เกิดผลอะไรที่จะพาบรรลุด้วย ถ้าไม่เรียนรู้สัมมาทิฏฐิ ตามลำดับ ไม่บรรลุอย่างลาดลุ่ม อย่างมหัศจรรย์ จะเรียกชื่อหรือไม่เรียกชื่อ แต่จะรู้ได้ทันที รู้ได้จาก ปฏิฆสัมผัสโส คือทวนไปทวนมา สัมผัสกัน แล้วเกิดสภาพ ฆ คือคณะ หรือองค์รวม เหมือนกับฟิวชั่น เป็นพลังงานแตกตัว เป็น chain reaction ที่รวมตัวกัน ฆ คือรวมเป็นธาตุหนัก ฆ คือธาตุหลอมรวมเป็น ฟิวชั่น กระทบกันไป มา แอคชั่น รีแอคชั่นเกิด ฆ อย่างปฏิสนธิ 5 มี ปฏิสนธิ จาก กลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม (ปัญจสาขา) การพิจารณา รูป นาม คืออาการ ลิงค นิมิต อุเทส ตัวอาการต้องอ่านให้ช่ำชองเลย ซึ่ง ลิงค คือความแตกต่างกัน ทรถะ คือทุกข์ระดับอรหันต์ คุณก็เดาเอาไม่ได้ กิลมถะคือทุกข์ของอนาคามี เป็นต้น ส่วน นิมิต คือทำเครื่องหมายเอา ยิ่งเป็นนามธรรมยิ่งยาก เป็นการทำสัญญากำหนดรู้ของแต่ละคน ซึ่งธรรมดาคนเรามีธาตุรู้ก็ทำงาน แต่ถ้าให้ละเอียดขึ้น พอ คนศึกษาดีๆ ก็รู้ว่าทุกข์คือเช่น น ี้ อาการสุขเป็นเช่นนี้ หรือทุกข์มาก หรือทุกข์น้อย สุขมากกับสุขน้อย คุณจะรู้ความจริงของตนเองได้ ว่าเรานี่อยู่ในระดับไหน ของจริงได้แค่ไหน อุเท ศ คือคำอธิบาย อาตมาก็อธิบายยกหัวข้อธรรมะมาให้ตลอด

_ 2 . สติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม) กระผมรู้สึกว่าเป็นธรรมที่สอดคล้องกันมาก เลยลองวิเคราะห์ และขยายความออกมาเป็นตัวอักษรลองดู ได้ใจความว่า เมื่อเราเรียนรู้อาการ ก็เหมือนเราพิจารณากายในกาย เป็นการสังเคราะห์กันทั้งนอกใน พิจารณาสิ่งที่เข้ามากระทบ เมื่อพิจารณาจนรู้แล้ว จับอาการได้แล้ว รู้จักอาการแล้ว รู้แจ้งกองลมทั้งปวงแล้ว ระงับกายสังขารได้ เรียกว่าเรานั้น "เห็นกายในกาย" เมื่อเห็นอาการ(กายในกาย) ดังนี้แล้ว ก็นำอาการนั้น มาวิเคราะห์แยกแยะประเภท แยกลักษณะ เรียกว่าลิงคะ(เพศ) ก็ต้องมาดูที่เวทนา แยกเวทนาออกมาตามลำดับ ตั้งแต่เวทนา 2 / เวทนา 3 /เวทนา 5 /เวทนา 6 / เวทนา 18 / เวทนา 36 / เวทนา 108 จนรู้แจ้งปีติ รู้แจ้งสุข รู้แจ้งจิตสังขาร ระงับจิตสังขาร เรียกว่าเรานั้น "เห็นเวทนาในเวทนา" เมื่อแยกลิงคะ(เวทนาในเวทนา)ได้แล้ว ก็จะเกิดเครื่องหมาย ที่เป็นเครื่องรู้เฉพาะ ถึงรูปนาม เครื่องหมายนี้เรียกว่า"นิมิต" เมื่อเกิดเครื่องหมายเช่นนี้แล้ว รู้นามแล้ว รู้รูปแล้ว ก็จะรู้แจ้งจิต ทำจิตให้ร่าเริง จิตเราจะตั้งมั่น และ เปลื้องจิตให้หลุดพ้นจากกิเลส เรียกว่าเรานั้น "เห็นจิตในจิต" - เมื่อเห็นอาการ(กายในกาย) - แยกแยะลิงคะได้(เวทนาในเวทนา) - จนเกิดนิมิต(เห็นจิตในจิต) - เราก็นำธรรมที่เราได้สดับมาจากสัตบุรุษ เป็นธรรมแท้ ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ธรรมที่เราสดับมาจากสัตบุรุษนั้นเรียกว่า "อุเทศ" เมื่อนำอุเทศนั้นมาวิปัสนา เมื่อเราถ่องแท้ แยบคาย ในอุเทศนั้นๆ จนสามารถพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของกิเลส ความคลายกำหนัด เห็นความดับกิเลส เห็นความสลัดทิ้งจากกิเลส เรียกว่าเรานั้น "เห็นธรรมในธรรม" กระผมขอเรียนถามพ่อท่านว่า สิ่งที่ดำริขึ้นมาในใจของกระผมนี้ ถูกหรือผิด เป็นมิจฉาหรือสัมมา หรือบกพร่อง ผิดพลาดตรงไหนขอให้พ่อท่านช่วยแนะลูกคนนี้ด้วยนะครับ กราบนมัสการ พ่อท่านครับ พ่อครูว่า ... คุณเรียบเรียงได้ดีมาก คะแนนเต็มสิบให้สิบห้าเลยใช้ภาษาเรียบเรียงได้ไม่ขัดแย้งเลย หากปฏิบัติได้ดังนี้คุณบรรลุธรรม ปฏิบัติได้จะค่อยไล่มาตามลำดับ แต่จะเหลื่อมกันไปตามลำดับ เรียกว่า อย่างไอสไตน์บอกว่าเป็น สิ่งที่เป็นปัจจยการไปตลอด continuum or relative ของพระพุทธเจ้า สุดที่คุณจะตัดหรือจะต่อ จะให้เกิดหรือจะตัด ถ้าให้เกิดก็เป็นอุปจยะ มีสันตตะ แม้จะอุปจยะอย่างไรก็อนิจจัง ต้องให้พลังงานเสริม หากไม่ให้พลังงานเสริมก็จะชราตาไปตามครึ่งชีวิต ก็ต้องสันตติต่อไป อย่างมี chain reaction มีทศนิยมที่มีอุปจยะ ต้องมีกรรมกิริยาที่ดำเนินไปเรื่อยๆ จะถึงชรตา การผ่อนลงก็ทำได้ จะทำให้หนักหรือเบา ก็ชรตาเร็วขึ้น อรหันต์หรือโพธิสัตว์จะรู้ลักขณรูป 4 นี้ แล้วส่วนที่คำนวณไว้ คือวิการรูป 5 ทำให้ลหุตาไว้ ให้เบาไว้อย่าให้เกิน คือคำนึงให้เบาไว้อย่าให้โตให้ใหญ่ ถ้าอาตมาไม่มั่นใจถึง 70 % ไม่เอา ผู้ใดจัดสรรให้ลหุตา ให้เบาเป็นหลัก แล้วก็ทำได้ตามมุทุตา ที่คุณจะทำได้เร็ว แรง ทั้งคุณภาพสมรรถนะ ก็อยู่ที่เจโต ปัญญาของคุณ ทำได้ทั้งเร็วทั้งไวในมุทุตา แล้วก็เอามาทำงานเป็น กัมมัญญตา เป็นการงานที่เหมาะสมที่ดีได้สัดส่วน แล้วออกไปเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ในวิการรูป 5 ผู้จบจากปริเฉทรูป มีอากาสธาตุเป็นหลัก มีฐานของจิตว่าง อนันโต อากาโสติ ก็ประมาณของแต่ละคน จะให้มีเท่าไหร่ ไม่มีเท่าไหร่ อากิญจัญญายตนะ ทำอย่างดีทำอย่างสัญญาเวทยิตะตรวจสอบสัญญา เวทนาให้ดี คือมี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คือนาม 5 ประมาณให้ดี สิ่งที่เป็นกรรม ประมาณตั้งแต่มโนสังขารหรือจิตสังขารแล้วถึงเป็นวจีสังขาร

คนมีนิโรธแล้วทำจิตสังขารก่อน แล้ววจีสังขารจึงตามหลัง (ผู้นิโรธนั้น วจีสังขารดับก่อน แล้วจึงกายสังขาร แล้วจึงเป็นจิตสังขาร) ก็จะชัดเจนปรมัตถธรรมอันยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องจิตวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งมาก เรียนแค่ภาษาก็พอรู้ แต่ถ้าไม่มีสภาวะรองรับก็จะยาก แต่แม้มีสภาวะก็กลับไปกลับมาได้ เพราะธรรมะนี่จะกลับไปกลับมา อย่างเพศสองเพศ หญิงกับชายนี่ก็กลับไปกลับมาได้ อย่างเหมาะควร คนที่ไม่รู้จัก ผู้เป็นสัตบุรุษที่มีอาการ ลิงค นิมิต อุเท ศ ที่ท่านปรุงแต่งออกมาเป็น สำเนียงสุ้มเสียงเพื่อสื่อศิลปะให้คนอื่นรับรู้ให้เป็นประโยชน์ที่ด ี คนที่เดาตามอาการที่ประเมินไปตามบัญญัติจะเดาผิด เดายาก ยิ่งเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านจะปรุงแต่งอะไรไม่กลัวเสียหน้า ท่านจะรักษาสมณสารูปให้พอเหมาะกับบริษัท เช่น อาตมาอยู่กับพวกคุณก็ปรุงแต่ง แสดงได้เต็มที่ ออกไปทางโทรทัศน์ คนก็อาจถือสาได้ แต่อาตมาเอาประโยชน์ที่พวกคุณได้ แล้วผู้ฟังข้างนอกก็ได้คัดคน ใครไม่แหลมคมลึกซึ้งพอก็รับไม่ได้ อ่านเอาตามอาการจะมาตีความไม่ได้ หรือยิ่งตีความตามพยัญชนะแต่ก่อนอาตมาไม่ชำนาญภาษา เขาก็มาตีทิ้งอาตมาเลย ก็ไม่มีปัญหา เข้าใจเขา ยากที่จะรู้ว่าอรหันต์คือคนเช่นไร? อาตมาก็ว่าคือ คนธรรมดา ท่านก็ประมาณตามที่ควร อย่างอาตมาก็ทำตามที่อาตมาอธิบาย เอาประโยชน์ ผู้เชื่ออย่างกาลามสูตร เชื่อโดยตรึกเอาตามอาการ คิดนึกเอา 1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา (มา อนุสฺสเวน) 2. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสีบๆกันมา (มา ปรมฺปราย) 3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (มา อิติกิราย) 4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ (มา ปิฏกสมฺปทาเนน) 5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (มา ตกฺกเหตุ) 6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะอนุมาน (มา นยเหตุ) 7. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล (มา อาการปริวิตกฺเกน) 8. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว (มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา) 9. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ (มา ภพฺพรูปตาย) 10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา (มา สมโณ โน ครูติ)

กาลามสูตรนั้น ดูแล้วก็จะให้เชื่ออะไร ... ก็คือเชื่อตามข้อสุดท้ายคือข้อ 11 ว่า ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น ต้องไม่ประมาทนั่นเอง ต้องประมาณให้ดี ผู้ประมาณได้ดีนั้นต้องเป็นอรหันต์ แต่อรหันต์ก็ประมาณผิดได้ แต่อย่าเอาผิดทางวินัยท่าน เพราะท่านทำอย่างไม่มีกิเลส แม้บางทีข้อมูลไม่ครบก็ผิดพลาดได้ พระพุทธเจ้าไม่ให้เอาผิดท่าน ใครไปเอาผิดก็เป็นบาป ไม่ใช่เรื่องไม่ยุติธรรมอะไร ต่อไปเป็นการตอบปัญหา _(?) พ่อครูว่า… เกิดจากตัวเราไม่ได้ฝึก คนที่ฝึกมากๆ จำเก่ง จำได้ยาว เป็นนิสัย ฝึกได้ หรือคุณเองมีวิชชา บุพเพนิวาสานุสติญาณ ฝึกย้อนอดีตข้ามชาติไปได้มากๆ จำได้เยอะ ความจำสั้นเกิดจากความไม่เอาถ่าน อาตมานี่สิ่งที่ไม่คิดจะจำ แม้สั้นๆก็ไม่จำ เพราะจะสงวนพลังงาน สิ่งไม่จำเป็นก็ไม่เปลืองพลังงาน สิ่งที่ไม่ควรจำ ก็ไม่จำ พยาบาลถามว่าไอกี่ครั้ง อาตมาไม่ได้ฝึกเรื่องจำแต่ไหนแต่ไร แต่เอาปัญญาเป็นตัวจำ อันไหนดีก็จะจำได้ดี เช่น จำพระบาลี เพราะมีฉันทะที่จะจำ ส่วนที่ไม่จำก็ทิ้งไปเลย - หนูอยากรู้ว่า 1 กัป เท่ากับกี่ปี พ่อครูว่า … คำว่า กัป คือรอบของที่กำหนดอันนั้น เช่น อายุขัยของคน ทางโลกเขาก็ประมาณค่าเฉลี่ย ผู้หญิงจะอายุยืนกว่าชาย เขาว่าผู้หญิงแก่ง่ายตายช้า ผู้ชายแก่ช้าตายเร็ว ก็รอบหนึ่ง ทางโลกเขาก็ประมาณ ตอนนี้ 70 กว่าก็ตายกันแล้ว แต่ถ้าหมายถึงที่ท่านว่า กัปหนึ่งคือ เวลาที่ยอดเขาสึกลงไปจนราบ โดยการเอาผ้าใยบัวไปพาดกับภูเขานี้ 100 ปีต่อครั้ง นั่นก็อีกแบบ แต่ว่าของเราก็คือกับหนึ่งก็ชั่วอายุคนนั่นเอง - ผมสงสัยในตนเองว่า... เวลาผมฟังท่านเทศนา ผมฟังด้วยความเคารพ ฟังรู้เรื่อง ฟังดีตาม ผมไม่เคยเห็นต่างหรือแย้งอะไรท่านเลย แต่ทำไมผมจึงทำแล้วปฏิบัติตามไม่ได้เท่าที่ควรเป็นแล้วเข้าใจครับ พ่อครูว่า ... มันไม่ลงตัวกัน คุณบารมีไม่พอก็ยากบ้าง ข้อสำคัญคือเราอย่าไปฮึดฮัด เราอย่าอภิชัปปา เป็นตัณหาล้ำหน้าอยากจะเป็น อยากจะได้อยากจะมี อยากจะทำได้ ไม่ว่าใครก็ตามมาปฏิบัติธรรมก็อยากทำได้ทุกคน แต่จะไปอยากทำไม เป็นแต่เพียงว่าคุณรู้ตัวว่าได้สัมมาทิฏฐิ ได้สัมมาปฏิบัติไหม ปฏิบัติ อปัณกปฏิปทาไหม? แค่ สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ได้ทำไหม หากทำได้ปฏิบัติไม่ผิด เป็นสู่การเป็นอรหันต์ได้ ถ้าเราปฏิบัติถูกต้องไม่ต้องอยากเลย อยากไปทำไม หากคุณเองกินข้าว หากถึงเวลากินก็กินโดยไม่ต้องอยาก กินตามปริมาณที่ต้องกิน ก็ได้ประโยชน์เต็มที่ กินเกินหรือกินน้อยไปก็ไม่ดี โดยไม่ต้องอยากเลย อย่างอาตมาก็กินโดยไม่ได้อยากอะไร ก็กินตามควร ก่อนเที่ยง ขนาดน้ำนี่ก็ไม่ได้อยากเลย เห็นควรดื่มก็ดื่ม เราทำตามจริงตามเหตุก็จะได้ผลเอง รู้แล้วก็มีจุดมุ่งหมาย มีมโนสัญเจตนาก็ทำไป โดยไม่อยากเลย นอกจากเราจะทำงานก็เสริมความอยากหน่อย เสริมมโนสัญเจตนา ผู้อยากโดยมีวิภวตัณหาก็ไม่มีภัยอะไร ในตัณหา 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เขาก็พาซื่อว่าอย่าไปมีตัณหาอะไร ก็เลยไม่คิดไม่นึกอะไรไม่เกิดความเพียร ไม่เกิดการเรียนรู้วิจัยวิจารณ์อะไร ก็ไม่มีเหตุปฏิบัติที่ครบก็ไม่ได้ผลดี อย่างอปัณกปฏิปทา 3 หากไม่เข้าใจก็ไม่รู้คุณค่า แต่หากเข้าใจปฏิบัติไม่ตกหล่น สัมผัสกระทบอะไรก็ได้เรียนรู้ จะแปลว่าโภชเนมัตตัญญุตาไม่ใช่แค่การกิน ก็มีการใช้สอยด้วย กระทบสัมผัสเครื่องใช้ไม้สอย คนก็ใช้ร่วมกัน กระทบสัมผัสสิ่งบริโภคก็อ่านเวลาสัมผัส ทางตาจมูก ลิ้น กาย ซึ่งเสียงอาจไม่เกี่ยวนักเรื่องการกิน แต่บริโภคเกี่ยวกับสิ่งของบุคคลเยอะแยะ ถ้าพิจารณาสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา แล้วมีสติมันโต คือสติตื่นเต็มไม่ได้นอนหลับ โดยเฉพาะตื่นลืมตา มีสติมันโต แต่เวลานอนหลับคุณไม่มีสติมันโตหรอก นอนหลับคุณก็เจตนาหลับตา อาการ 32 มันลดลงเยอะแล้ว มันไม่พร้อมหรอก ไม่ใช่วาระที่ควรปฏิบัติตอนหลับ แต่ก็นอนหลับให้มีสติแข็งแรงได้ ก็ดี อาตมาก็ฝึกมานัก การมีสติตอนนอน นอนตะแคงขวาจนตะโพกด้าน หมอก็ว่าให้ นอนมาหลายปี สีหไสยาสน์ ก็ทำได้ ตื่นตามที่กำหนดได้ นอนเคาะระฆัง ทุก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่นอนจนถึงเช้า แต่ก่อนตื่นตีสามครึ่ง ตีสี่ แต่เดี๋ยวนี้ตื่น หกโมง เขาก็จะให้นอนให้มากๆ ซึ่งชาคริยานุโยคะ ก็ไม่ได้แค่ตอนตื่นและหลับ แต่ว่ามีความหมายถึงการตื่นรู้องค์ประกอบทั้งหมด โดยเฉพาะครบในขณะตื่นธรรมดา ในชีวิตประจำวันนี่แหละ ก็ทำไปตามกรอบขอบเขต ปริตตัง ไม่ใช่เอาหมดเลอะเทอะ เราทำได้แล้วก็ค่อยเพิ่มไปอธิศีล อธิปัญญา อธิวิมุติ ไปตามลำดับ - หนูอยากรู้ว่าชาติหน้าจะได้เกิดมาอยู่กับครอบครัวเดิมไหม ถ้าไม่ได้อยู่ทำอย่างไรจะให้อยู่กับครอบครัวเดิม พ่อครูว่า… คนเกิดกับครอบครัวไหนก็เป็นวิบาก และจิตของเราด้วย หากเราผูกพัน เป็น เหตุ สำคัญ คนผูกพันกัน ผูกกันได้สองนัย รัก กันมากอยากอยู่ร่วมกันมากก็มีพลัง และ ชัง กันก็ทำให้เกิดร่วมกันได้ บางคนอยู่ด้วยกันตั้งแต่เด็กเพื่อแก้แค้นกันเป็นได้ มีทั้งรักและชัง แต่ที่สำคัญ บารมีสิ่งที่เราสะสม ถ้าเป็นความต้องการของเราที่มีกุศลร่วมก็จะได้ แต่ถ้าความต้องการของเราไม่มีกุศลร่วม อยากให้ตายก็ไม่เกิด คนที่ถามมาอยากเกิดร่วมก็คงไม่ได้เกิดมาเพื่อแก้แค้น คือน่าจะเป็นกุศล แล้วจริงๆแล้วผู้มีกุศล ยังจะเกิดรวมเป็นพ่อแม่กันอีกหลายชาติ ธรรมดา เพราะฉะนั้นการที่จะได้เกิดร่วมจะให้ดีจริงๆแล้ว จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ก็คือโลกุตรธรรม ผู้มีโลกุตรธรรม จะมีแรงร่วมรวมกันได้มาก มีความบริสุทธิ์ใสสะอาด มีพลังให้มาร่วมกันได้ ไม่เหมือนโลกียะมีแรงดูด/ผลัก ทำให้เป็นไม่ได้เยอะ แต่ถ้าโลกุตระนี่จะรวมกันได้มากกว่า แล้วยิ่งเป็นเลย ยกตัวอย่างของพระพุทธเจ้าให้ตายอย่างไรก็ต้องมาร่วมกัน ยิ่งกว่าครอบครัวทางสายเลือดเลย อย่างพวกเราเป็นญาติธรรม จะพึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตายกันได้ นั่นคือญาติ เกิดมาจากสายเลือดสรีระ ที่เรียกผิดๆกันเป็นกรรมพันธุ์ มันพึ่งเกิดพึ่งแก่พึ่งเจ็บพึ่งตายกันไม่ได้เท่าญาติธรรมหรอก ญาติธรรมนี่แหละ ญาติยิ่งกว่าสายเลือด พึ่งเกิด แก่เจ็บตายกันได้ยิ่งกว่าญาติทางสายเลือด เรื่องจริง ความเป็นญาตินี่มันจะมาหากัน จะมาเกิดร่วมกันโดยสัจจะแท้จริง อย่างพระพุทธเจ้า เป็นต้น ไม่นานก็มีอัครสาวกแต่ละรูปมา พระพุทธเจ้าท่านรู้ก่อนด้วยซ้ำ ก็จะมาไม่ไปไหน ไปไหนไม่ได้หรอก ข้อสำคัญพวกคุณอยากเกิดมาร่วมกันไหม ไปซื้อหาไม่ได้ ต้องปฏิบัติให้มีมรรคผลเป็นผลวิบาก ที่ตัดกิเลสได้จริงๆ เป็นตระกูลอาริยบุคคลได้ ยิ่งใหญ่กว้างใหญ่มาก ถ้าถึงขีดหนึ่งก็จะมา แล้วสองวิบากคุณไม่มากพอ คุณก็มาเลย ยิ่งวิบากน้อยก็ยิ่งมาได้เร็ว เป็นสัจจะที่ต้องศึกษาให้ดี สรุปว่า วันนี้มีการศึกษาที่ให้เด็กๆพอเข้าใจบ้าง.... พ่อครูว่า… คำว่า กาย ฟังดีๆ ฟังซ้ำฟังซากหลายนัยะ คำว่า กายต้องมีสองเสมอ นี่คือประเด็นหนึ่ง ต้องมี รูปกับนาม หรือไม่ก็มี นามกับนาม มีแต่รูปกับรูปไม่ใช่กาย อย่างขวดนี่ไม่เกี่ยวกับใคร มันเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีนามไปร่วมด้วยไม่เรียกว่ากาย และอีกอย่าง คือ ต้องมีน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน