580710_ธรรมาธรรมะสงคราม รู้นามรูปอย่างพิสดาร.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข11 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580710_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ ้านราชฯ เรื่อง รู้นามรูปอย่างพิสดาร โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า … วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม 2558 แรม 10 ค่ำเดือน 8 ปีมะแม เราก็มาเสริมเติมความรู้ธรรมะกันอีก อาตมาคิดว่าการที่ได้เรียนๆรู้ธรรมะพระพุทธเจ้ามันเป็นสิ่งประเสริฐสุดแล้วในชีวิตของคนที่เกิดมาเป็นคน ไม่ว่าจะเกิดมาชาติใดๆก็แล้วแต่ ตราบใดที่เราไม่บรรลุถึงอรหันต์ เราต้องเป็นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอรหันต์ให้ได้ เพราะเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐสุด ใครจะว่าอาตมาหลงธรรมะ คลั่งไคล้ธรรมพระพุทธเจ้าก็ยอม งมงายก็ได้ ไม่เป็นไร อาตมารู้อยู่ว่าอาตมามีสติสัมปชัญญะปัญญารู้ว่าอะไรคืออะไร เพราะสิ่งที่ได้ที่มีที่เป็น อาตมาประกาศไปแล้วว่าอาตมาได้ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนมา ได้แล้วเป็นสิ่งสุดประเสริฐจริงๆ เป็นสิ่งบริสุทธิ์สะอาด สบาย มีคุณค่า อาตมารู้ว่าคนทั้งโลกพยายามเหน็ดเหนื่อย พากเพียรอุตสาหะวิริยะมาตลอดคืออะไร อาตมาก็เคยที่จะบากบั่นทำ ก็เคยมา ก็กล้าพูดได้ว่าเคยมาไม่รู้กี่ชาติ มันพอรู้พอเห็นจริงอยู่ บอกไปก็ไม่มีใครรู้ด้วยกับอาตมา ยืนยันไม่ได้ด้วยไม่มีหลักฐานอะไร แต่ก็บอกด้วยจริงใจ ในสิ่งจริง จึงนำมาย้ำยืนยันให้พวกเราได้ฟัง จะเชื่อตามหรือไม่ก็บังคับใครไม่ได้หรอก แต่ที่ต้องพูดต้องบอกเพราะว่า สงสารทางโลกที่แย่งชิง หน้ามืดตามัว มันหลงยิ่งกว่า ก็เรามาต่อกันในรายละเอียดธรรมะพระพุทธเจ้า ที่ย้ำหนักคือคำว่า กาย คำนี้เป็นคำที่ ชาวพุทธ ได้เข้าใจคำว่ากาย โดยเฉพาะคนไทย เมื่อกายเป็นภาษาไทยแล้ว ซึ่งผิดไปจากความหมายของธรรมะพระพุทธเจ้าก็เลยไปกันใหญ่ พอปฏิบัติธรรม คำว่ากาย คำนี้เป็นคำสำคัญมากเพราะเป็นคำที่รวมธรรมะสอง คำว่ากายนี่นะ เทฺวธัมมา ซึ่งจะต้องศึกษาอย่างสำคัญเลย ความจะเป็นชาวพุทธที่เข้ากระแส หยั่งลงสู่โลกุตระ มีข

อ่านต่อ

้อต้นเลยของโพธิปักขิยธรรม 37 ที่ต้องเรียนรู้เข้าไปในกาย ท่านตรัสไว้เป็นสำนวนว่า กายในกาย ต้องรู้ให้ทะลุหมด กายในกายทั้งหมด คือธรรมะสองนี่แหละตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วก็สามารถทำให้สองนี่ กลายเป็นหนึ่งเดียวได้ หรือที่สุดของที่สุดทำให้เป็น 0 ได้ จบ เป็นสุญญตธรรม นี่ก็สรุปตัวสำคัญให้ฟังเลย คนที่ไม่เข้าใจคำว่ากายหรือเข้าใจไม่สัมมาทิฏฐิจะล้มเหลวในการปฏิบัติ- ธรรมจริงๆ ในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 อ่านทวนอีก อย่าเบื่อ ถ้าเบื่อแล้วไม่ได้เรียนรู้ต่อ

[ 60 ] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ

พ่อครูว่า … พระพุทธเจ้าตรัสว่า สุขนี้เป็นสุขเท็จ เป็นสุขขัลลิกะ เราเอาออกได้ ไม่ต้องมีความเท็จ ก็ไม่ต้องสุข แล้วก็ไม่ต้องทุกข์ด้วย เพราะสุขกับทุกข์เป็นธรรมะสอง มีสุขทุกข์เป็นของคู่กัน แล้วเราก็ทำให้เป็นหนึ่ง ที่จะเรียกว่าอุเบกขา ก็ได้หรือจะยืมภาษาเรียกสุขก็เป็นแบบโลกุตระ ต้องศึกษาอ่านเจตสิก ที่เป็นอารมณ์อาการ ใช้อธิวจนะเรียกซ้อนเข้าไปอีก เรียกอารมณ์ที่มีอาการให้ศึกษา อาการคือมีลีลาให้รู้ เราเน้นอาการของเวทนา เรากำลังศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า ถ้าผัสสะดับ เวทนาก็ไม่มี หรือมีก็เป็นหนึ่งที่เป็นโลกุตระ ไม่ใช่หนึ่งโลกียะ เราเรียนรู้บัญญัติว่าชื่อนี้เรียกว่า เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ที่เป็นนามธรรม 5 เป็นอย่างไร เราก็ต้องสัมผัสชื่อไปก่อนก็ได้ การสัมผัสชื่อท่านเรียกว่า อธิวจนสัมผัสโส ในรูปกาย รูปแปลว่าสิ่งที่ถูกรู้ เสียงที่ได้ยินก็เป็นรูปที่ถูกรู้ กลิ่นที่เราได้รับก็เป็นรูปที่ถูกรู้ รสก็เช่นกัน รู้ได้ด้วยการสัมผัส แม้กายสัมผัสเสียดสีต่างๆ ส่วนใดๆก็แล้วแต่ที่มีอาการ 32 สัมผัสอยู่ก็ล้วนเป็นกายทั้งนั้นมีอาการของรูปนามทั้งนั้นในอาการ 32 อันใดที่พ้นมา เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง พ้นกายแล้วไม่มีปสาทรูปไปร่วมก็ไม่ใช่กาย รับความรู้สึกไม่ได้ หรือหลายอย่างที่หลุดออกมาจากร่าง เช่น อุจจาระ ปัสสาวะก็เป็นอาการ น้ำลาย น้ำมูก หรือเลือด ไหลออกมาข้างนอกแล้ว ประสาทก็ร่วมไม่ได้ อุจจาระปัสสาวะอยู่ภายในก็เป็นอาการนะ อุจจาระในท้อง น้ำมูก น้ำลาย น้ำเหลืองก็เช่นกัน มันอยู่ภายในมีปสาทรูปร่วม วิญญาณธาตุรู้ร่วมด้วยเป็นอาการ 32 เป็นกาย แล้วปรุงแต่งเป็นนามธรรม เป็นดาวดึงส์ ชาวโลกเขาสมมุติแดนดาวดึงส์เป็นสิ่งที่เขาต้องการทั้งนั้น ในผู้ไม่ได้สดับธรรมะพระพุทธเจ้าหรือได้ฟังสิ่งไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่รู้เรื่อง กลายเป็น เหตุ นิทาน สมุทัยปัจจัย เป็นนวนิยายเต็มไปหมด มีพลังของโลภ โกรธหลงเป็นตัวบงการให้เกิดนิยาย สามารถเอามาเล่ามาเขียนมาบอกกล่าวนับไม่ถ้วน เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยเกิดเพราะหลงเวทนาที่เป็นดาวดึงส์นี่แหละ ท่านเริ่มจาก จตุมหาราชิกา คือนักล่าจะต้องได้ ราชะ (แปลว่ารสโลกๆ) เขาจะต้องได้รสของโลกๆ โลกียรส อย่างเต็มภาคภูมิ อย่างมหาราช หมดทั้ง 4 ทิศทั่วโลก ให้ได้หมด จึงเกิดเป็นจิตวิญญาณจตุมหาราชิกา เป็นผู้ต้องเอาให้ได้ เมื่อได้มาก็หลงเป็นแดนสวรรค์ดาวดึงส์ ตาวติงสา ก็มีอาการสุขหมดตัวพร้อมทั้งอาการ 32 เรียกว่าทวัตติงสาการ เป็นอาการ 32 ก็เป็นสุขทุกข์กับอาการนี้ แล้วสุขทุกข์อีกอันที่เป็นมโนมยอัตตาที่คนหลงงมงายต้องได้เสพ ถ้าเป็นชาวโลกุตระจะไม่ล่าไม่เป็นจตุมหาราชิกาไม่แย่งใคร และไม่ต้องมีดาวดึงส์ ที่ต้องมีอายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ อายุก็คือ ยามา จะต้องเสพสุขให้ได้นาน กาละ คือยามา ได้ช่วงไหนกาละไหนก็เอา คือกาละของเขา พอได้เป็นอาการจิตที่สร้างขึ้นมาจนสำเร็จเป็นอาการ 33 เป็นยามา แต่จะให้นานเท่าไหร่มันก็ต้องพักต้องหยุด เป็นสันตุสิตเทพ แล้วเขาจะใช้จิตปั้นได้สร้างได้ แล้วหลงว่าเป็นจริง ก็มีบัญญัติตั้งขึ้น อธิวจนะ เมื่อผู้มี - ผัสสะอันนั้นเขาก็จะได้ ในช่วงที่ท่านว่า ลองฟังอันนี้ ที่กำลังอธิบายคือเวทนาทั้ง 6 1. มันก็จะเกิดตามที่เรารู้แล้วยึดว่าจริง และ 2. มันจะเรียนรู้โลกุตระก็จะรู้ว่าจริงตามสมมุติที่ยึดกัน แท้จริงมันเท็จ ธรรมะเป็นจริงเป็นสิ่งทรงอยู่แต่สิ่งที่ทรงอยู่เป็นสุขเท็จ มันก็จริงสำหรับคนติด แต่คนล้างได้ก็มีธรรมะอย่างไม่ต้องสุขเช่นนั้น จะเหลือก็คืออทุกขมสุข แล้วก็อยู่กับโลก ก็รู้ว่าโลกเขาหลงอะไรกัน เป็นจริงเป็นจังกับอะไร แต่ก่อนเราก็พลอยทำไปกับเขา เป็นลูกน้องเขาทำไป มอบตนไปกับเขา ก็รับส่วนไม่เท่าเขา แต่ก็ร้ายไปตามหัวหน้าที่ร้าย คำว่า ธรรมะสอง แล้วก็รวมลงเป็นหนึ่งโดยส่วนสอง นี่เข้าใจเพิ่มขึ้นไหม เพราะมันยังมีแต่ก็ไม่มีแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตร ปิฎกเล่ม 16 ข ้อ 43 เมื่อเราไม่มีกิเลสแล้วก็ยังอยู่กับโลกเขาที่เขาก็มีกิเลสเต็มไปหมด มันไม่หายไปหรอก ยิ่งกลียุคอบายยิ่งมาก ผู้ออกมาได้จะเห็นของจริง อย่างพวกเราออกมาได้ ชาตินี้ไม่เสียหลาย เราไปร่วมไม้ร่วมมือกันโกงเขา คืออบาย โกงมากซับซ้อนมาก ฉลาดมาก ยิ่งเป็นผีร้ายอบายมหาอบาย อเวจีเลย เขาไม่รู้ไปเรียนกันแค่อบายมุข 6 คือ เสพสิ่งเสพติด คบคนชั่ว เกียจคร้านการงาน เที่ยวกลางคืน ดูการละเล่น ยุคพระพุทธเจ้ามีแค่นี้แต่ยุคนี้มันไม่นอนเลย กลางคืนก็เที่ยว กลางวันก็ทำงาน หรือเสียงาน คำว่าอบายมุขนั้นเดี๋ยวนี้ การโกงนี่แหละคือมหาอบายมุข ในอบายภูมิ หรือนักใช้อำนาจบา ตร ใหญ่ แผ่อำนาจให้คนอื่นเสียเปรียบตลอด อยู่ใต้บาทา นั่นคืออบายมุขตัวร้าย สิ่งเสพติดการพนัน เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ธรรมดา การพนันหุ้นนี่เลวร้ายขนาดหนัก มันรวบอำนาจไว้กับพวกนายทุน ไม่ว่าจะเป็นวิธีอะไรมากมาย เป็นธนาคารก็เหมือนกันคือแหล่งอบายมุข เขามองว่าคือแหล่งสะพัดเงิน ประกันชีวิตสินเชื่อสารพัดวิธีการ แม้แต่การละเล่น เดี๋ยวนี้กีฬาการละค ร เพลงการ มันยิ่งกว่ามหาอบายมุข แล้วติดยึดแรง ต้องจ่ายเงินซื้อที่เรียกว่าเป็นความสุข จ่ายกันแพงแสดงถึงความเสื่อมของสังคม อาตมาพาพวกเราตื่นรู้มาแล้ว เราไม่รู้สึกว่ามีรสแล้ว แต่ก่อนเราจี๋จ๋าเลย แต่ตอนนี้เบาบางมากเลย เพลงมันก็มีศิลปะได้แต่เดี๋ยวนี้มันมอมเมามาก อาตมาแบ่งระดับของเพลงมา 5 ระดับ คือ เพลงลามก ราคะ สาระ ธรรมะ โลกุตระ มี 5 ระดับ ระดับลามก ราคะ คือเป็นข้าศึกแก่กุศลไม่เป็นศิลปะหรอก แต่เร ิ่ มเป็นสาระนี่ก็เร ิ่ มมีศิลปะ แล้วสูงมาเป็นธรรมะคือเข้าไปหาธรรมแม้จะเป็นโลกียะก็เป็นธรรมะได้ จนเป็นศิลปะระดับโลกุตระที่เขาต้องเรียนกันในปริญญาเอก ระดับอภิธรรม พวกเราก็ออกจากอบายมาเยอะเป็นสาธารณโภคี แต่ก่อนติดอบายกันจัดจ้าน ปรุงแต่งสังขาร แล้วถือว่าอย่างนี้เป็นชั้นสูงของสังคม อย่างพวกเรา เขาถือว่าหลังเขา เราก็เข้าใจเขา เขาไม่เข้าใจเรา เราเคยอวิชชาเช่นนั้นมามากมาย ตอนนี้เราเข้าใจแล้ว ธรรมะสองมีรูปและนามแล้วต้องมีผัสสะกัน เกิดเป็นสาม จึงเกิดเป็นความหมุนวนเป็นโลก ถ้ามีสองก็เคลื่อนในแนวระนาบ ต้องเป็นสามจึงหมุนได้ พระพุทธเจ้าว่า … ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้

ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรา กฎ ได้บ้างไหม ฯ (ปฺาเยถาติ ฯ ) ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ( โน เหต ภนฺเต ฯ)

พ่อครูว่า … ตกลงดับผัสสะเลยใช่ไหม เขาเข้าใจตื้นๆว่าต้องดับผัสสะ วิธีเขามีกันทั่วไปคือนั่งปิดทวาร เข้าไปอยู่ในจิต ในจิตก็ปิดจิตอีก นั่นเขาว่าได้นิโรธ เขาว่ามันก็ง่ายๆ ทำได้ก็ถือว่าสำเร็จ แต่อาตมาว่าไม่ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า แบบนั้นของฤาษีดาบสที่รู้กันทั่ว มันไม่ใช่แบบของพระพุทธเจ้า หากไม่รู้สัมมาทิฏฐิตรงนี้ก็ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ นัยะที่ว่าดับผัสสะเสียเวทนาก็ไม่มี ถ้าเรียนไม่ถูก ปฏิบัติไม่ได้นะ ในธรรมะสองที่ว่ารวมลงเป็นอันเดียวกันกับเวทนาโดยส่วนสอง นี่แหละ เป็นภวันติได้ เมื่อเข้าใจแล้วในเวทนานี่ทำจากสองรวมเป็นหนึ่งในเวทนาได้แล้วก็มีอยู่โดยส่วนสองนี่อยู่ มันไม่มีภาษา เรียกกว่านี้แต่ต้องรู้วิธีทำ จนพิสูจน์ได้ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองแล้ว ตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป เมื่อดับไม่ได้ก็มีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยเกิดตลอดกาล เพราะไม่รู้ว่าเวทนาคืออย่างไร แล้วมันมีสัจจะเป็นโลกุตระกับโลกียะอย่างไร ก็ไม่รู้ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ธรรมะสอง

เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ก็คือผัสสะนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัติ นามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

พ่อครูว่า … พอมีผัสสะ แล้วเกิดนามรูป เกิดนามธรรม เราก็รู้ตัวนามธรรมได้ เมื่อมันเกิดมาก็ใช้สัญญากำหนดรู้ เมื่อกำหนดรู้ก็ต้องรู้ความแตกต่างของสองอย่าง อย่างต้นคือ เวทนา กับสัญญา ก็เป็นธรรมะสอง เกิดนามรูปแล้ว ตัวเวทนาเป็นตัวถูกรู้คือรูป แล้วตัวรู้คือสัญญาที่จะเจริญเป็นปัญญา ในนามต้องเรียนรู้นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เราก็ต้องใช้สัญญากำหนดรู้เวทนา กายในกายก็คืออาการ อาการเช่นนี้เกิดขึ้น สองอย่างนี้เกิด จนกระทั่งเป็นวิญญาณหรือเป็นสภาพสังขาร อวิชชาไม่รู้สังขาร ไม่รู้นามรูป ไม่รู้อายตะ ไม่รู้ผัสสะไม่รู้เวทนา ถ้ามันเกิดวิญญาณของเทวดาก็สุข เกิดทุกข์ก็เป็นวิญญาณสัตว์นรก ก็เห็นความต่างของมัน เราจะรู้ได้ต้องมีนามรูป คือธรรมะสอง ทั้งใช้ตัวนามของสัญญา แล้วตัวเวทนากลายเป็นรูป สัญญากลายเป็นนาม แล้วลึกถึงสังขาร สังขารที่เป็นองค์รวมกันเรียก กายสังขาร ที่ปรุงแต่งอยู่เรียกว่า กายสังขาร ในกายสังขารนั้นยังมีข้างนอก ต้องมีรูป 28 แต่ตอนต้นเรียนรู้มันก็ไม่รู้เรื่องหรอก จาก มหาภูตรูป มีปสาทรูป โคจรรูป กระทบแล้วมีภาวรูป เกิดสภาวะของวิญญาณหรือจิตหรือมโน เรียกว่า กายตามที่พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตร ปิฎกเล่ม 16 ข ้อ 230 ที่ท่านตรัสว่า กายคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง กายคือจิต เราเข้าใจถูกต้อง กายนี้เป็นนามธรรม คือองค์ประชุมของ เวทนา สัญญา สังขาร (วิญญาณ) ในสังขารอาตมาแยกเป็น ท่านแตกเป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ ส่วนวิญญาณก็แตกเป็นนาม 5 เราอ่านหยั่งลงถึงเจตนา คืออาการจิต หรือเจตโส อาการของจิต แตกไปอ่านอาการจิต ในเวทนานี้คือจิต แล้วมีเจตสิกอะไรบ้าง เจตสิกก็มีผู้รู้แยกเจตสิก 52 เช่น สัพพจิตตสาธารณะ 7 1. เอกกัคคตา ประคองจิตให้มีอารมณ์เดียว 2. ชีวิตินทรีย์ เป็นใหญ่ในการหล่อเลี้ยงนามธรรม คือจิตและเจตสิกทั้งหลาย 3. มนสิการ กระทำไว้ในใจ (มโน) 4. เวทนา 5. สัญญา 6. เจตนา 7. ผัสสะ อารมณ์ที่เกิดจากอายตนะ ปกิณณกเจตสิก 6 1. วิตก การนึก 2. วิจาร การคิด 3. อธิโมกข์ จูงจิตให้เชื่อ(ตามที่คิด) 4. ฉันทะ ความชอบใจในสิ่งที่เชื่อ 5. วิริยะ ความพยายามตามความเชื่อนั้น 6. ปีติ ความอิ่มใจ เมื่อรับผลจากความพยายามนั้น

ถ้าคุณรู้ชื่อแล้วถ้าคุณมีกายเกิด มีอาการรู้ได้ก็จะรู้ได้ว่าอาการนี้เป็น เวทนาอาการนี้เป็นสังขาร ก็จะมีอธิวจนะปรากฏให้เราเรียนรู้ได้ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ (ปัญญาเยถาติ)

พ่อครูว่า… ถ้าไม่มีอาการนามกายที่จะเรียนรู้ ทั้งที่มันมีแต่คุณไม่ได้เรียนรู้ มันก็เกิดอยู่ของมัน คุณอวิชชา หรือเรียนไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่ได้กำหนดรู้เหล่านี้ นี่คือ อานิสงส์ของการฟังธรรม 1. ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) 2. ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) 3. ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) 4. ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) 5. จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 202 )

พ่อครูว่า… จะเห็นการสัมพันธ์ของ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ เกิดไปตามลำดับ ก็ทำโพชฌงค์ 7 นี่แหละ ทำให้สัมมาทิฏฐิตรงขึ้น เมื่อปฏิบัติจะมีสัมมาสติ สัมมาวายามะห้อมล้อม พอปฏิบัติ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะสูงขึ้น

เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ (ปัญญาเยถาติ ฯ ) ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ( โน เหต ภนฺเต ฯ)

พ่อครูว่า… แม้ว่าบางคนอาจเรียกชื่อไม่ถูกแต่ว่า มีตัวรู้ที่รู้อาการได้ ก็สามารถมนสิการได้ จัดการใจ กำหนดหมายว่ามันไม่เที่ยง มันพาทุกข์ มันอนัตตา พิจารณาไตรลักษณ์ มันจะเที่ยงอย่างไร มันก็หายไปได้ สวรรค์เหมือนพยับแดด ฟองคลื่นหยวกกล้วย ไม่เที่ยง แล้วมันหลอกสุขมันไม่จริง แต่มันอุปาทานว่ามันต้องได้ต้องมีต้องเป็น ใส่อนุสัยไว้ แต่ที่ฉาบฉวยคือผัสสะ แล้วก็เก็บในสัญญา แล้วดันยึดมั่นสิ่งในสัญญาว่าจริง จำไว้ไม่ลืมเลย ดีไม่ดีเป็นทาสมันหามาเสพ เหมือนพวกติดสิ่งเสพติด เดี๋ยวเสพก็สุขแล้วก็เฉยอุเบกขาแล้วอีกเดี๋ยวก็ควักมาเสพอีก ก็วนอยู่เช่นนั้น มันไม่ได้อยู่กับคุณเป็นร่องเป็นรอย แต่ยิ่งคุณยิ่งบันทึกไว้ว่ามันต้องได้อย่างนี้ปรุงแต่งเพิ่มอีก สารพัดจะหลอกตนเอง หลอกคนอื่น ใส่พริกเข้าไปอีกต้องเปรี้ยวมากขึ้นต้องมีรอยเว้าเช่นนี้ พูดก็เมื่อยแล้ว แม้ไม่ได้เรียนไม่ได้กำหนด แต่อาการมันก็เกิดตลอดเวลา แต่คุณไม่ได้กำหนดรู้มัน ด้วย อาการ ลิงค นิมิตอุเทส มันก็ไม่มีนามกายตั้งแต่ต้น

ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึงปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

พ่อครูว่า… เมื่อนามกายไม่ทำงานมาแต่ต้น สัมผัสโดยการกระทบ มีปฏิฆะ จากแสงกระทบรูปมาสู่ตา เสียงกระทบหู แล้วก็เกิดสภาพที่เรียกว่า ฆ ที่เป็นการสัมผัสภายนอกจะมีไหม สรุปแล้ว นามกายคุณก็ไม่มีผัสสะเพราะไม่มีมาแต่ต้น ทั้งๆที่มันมีผัสสะนะ แต่นี่แหละคือผัสสะดับ มันดับอย่างโง่ อวิชชา มันไม่ใช่ผัสสะดับแต่เวทนาไม่เกิดนะ แต่นี่ผัสสะมันมีแต่ไม่รู้แล้วเป็นเวทนาสัตว์นรก สัตว์สวรรค์เทวดาปลอมด้วย เพราะนามรูปเป็นปัจจัย คุณไม่ได้เรียนนามรูป นามรูปจึงสำคัญมาก เป็นธรรมะสอง หรือเป็นรูปนาม เป็นธรรมะสอง ที่ท่านเรียก นามรูป คือเน้นสิ่งที่ถูกรู้ที่เป็นนาม ถ้าไม่มีนามที่เป็นมโนปุพพังคมาธัมมาก็ไม่ได้บรรลุ ใครดับผัสสะไม่มีเวทนาทั้ง 6 ก็อยู่นอกเขตเทศบาลพุทธ คือต้องมีทั้งรูปกาย และนามกาย ขาดธรรมะสองไม่ได้ กายต้องมีองค์ประชุมของนามกับรูป การสัมผัสแต่เพียงชื่อก็อาจปรากฏ แต่ว่ามันเป็นสัตว์นรก สัตว์สวรรค์ คุณไม่ได้ดับผัสสะเลย แต่ถ้าปฏิบัติสัมมาทิฏฐิก็จะได้ดับให้ถูกตัวแต่นี่คุณไปดับผัสสะอย่างปิดทวารเลย ดับด้วยอวิชชาก็ไม่มีผัสสะ แต่นี่พุทธลืมตารู้เลยแล้วมีผัสสะ ดับผัสสะที่เกิดสัตว์นรกสัตว์สวรรค์แล้ว จนผัสสะนี้แล้วไม่เกิดสัตว์เทวดาสมมุติไม่เกิดสัตว์นรกเลยเป็นอุเบกขา เป็นหนึ่งหรืออยู่ถึงขั้นเฉยๆอย่างเจตนาให้เฉยเป็นอากาสธาตุ เป็นนปุงสกลิงค์ เหนือกว่าอีก เป็นอนันโตอากาโสติ ทำอรูปฌาน จนจิตคุณได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 เป็นอนันโตอากาโสติ ว่างตลอดเวลา สัมผัสอย่างไรก็ว่าง ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ สมมุตินี้ในโลกคุณสัมผัสอย่างไรก็ว่าง เท่าที่คุณกำหนดเป็นปริตตังเป็นส่วนๆ เป็นปริเฉท แล้วทำสำเร็จไปเป็นส่วนๆ จนถึงอากาศๆๆ ทำสำเร็จก็สร้างเป็นวิญญัติในรูป 28 จากภาวะสอง กำหนดรู้มันอยู่ในจิตเราเป็นหทยรูป แล้วกำหนดรู้ชีวะสัตว์นรกหรือเทวดาปลอม เมื่อดับเหตุดับชีวะจากการปฏิบัติอาหาร 4 เป็นกวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เพราะคุณรู้วิญญาณ นามรูปในวิญญาณาหาร ปฏิบัติมี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ อาศัยการผัสสะให้เกิดอาการจริงของสัตว์นรก เราก็ฆ่าสัตว์นรกได้ เทวดาก็หายไปด้วย เป็นฐานอุเบกขาแบบเนกขัมมะ แล้วสั่งสมเป็น องค์คุณ 5 อุเบกขายิ่งขึ้นๆ ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา

ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึงปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

พ่อครูว่า… ขณะที่คุณมีตากระทบรูป หูกระทบเสียงก็มีรูปกาย มีองค์ประชุมของกายที่ถูกรู้ หากคุณอวิชชาก็จะเห็นเป็นของจริงหมด เป็นสวรรค์หมด หนีนรกให้เป็นสวรรค์ปลอมหมด การสัมผัสโดยการกระทบของคุณก็มี อาการมันมีแต่คุณอวิชชา การบัญญัติรูปกายก็กำหนดว่าเป็นสวรรค์ คุณก็มีสวรรค์ แต่พระอรหันต์ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก โสดาบันก็ดับนรกสวรรค์อบาย สกิทาคามีก็ลดที่ตนติดอีก ในอนาคามีหมดสวรรค์หรือนรกในกามาวจร เหลือแต่ภายในเป็นรูปราคะ อรูปราคะส่วนตนแล้ว ข้างนอกอยู่เหนือมันได้ การบัญญัตินั้นหากคุณไม่ได้เรียนก็เรียกชื่อไม่ได้ คุณก็กระทบแต่ไม่รู้ ไม่กำหนด ก็อวิชชาคือไม่กำหนดอาการ ลิงค นิมิต อุเทส คุณไม่รู้คุณอวิชชา นามรูป นามกายคุณก็มีแต่ไม่รู้ ตายไป ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิตที่อวิชชาตายไปก็มีกายอยู่ (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข ้อ 57 พาลปัณฑิตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า ว่าตายไปแล้วก็มีกาย หากอวิชชาไม่ว่าพาลหรือบัณฑิต)

ตายไปแล้วไม่มีสุขจริง เพราะไม่มีอาการ 32 ให้เสพ ตายไปแล้วจะรู้สึกอยากแรงกว่าที่ตอนเป็นอีก แล้วจะงงตนเองว่าทำไมไม่ได้สักที มันไม่เหมือน มันไม่เต็มรสเหมือนตอนตื่นๆ ไม่ชัด มันก็อยากจะได้รสเท่าที่อุปาทานไว้ มันก็จะยิ่งดิ้นรนแรง

ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ (ปัญญาเยถาติ ฯ ) ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

พ่อครูว่า … มันปรากฏทั้งนั้น แต่ว่าคุณไม่ได้กำหนดรู้ แต่ถ้าเรากำจัดสัตว์นรกแล้ว สัมผัสหรือผัสสะอย่างไรก็ไม่เกิดสัตว์นรกนั้น ท่านใช้คำว่า ผัสสะไม่ปรากฏ(ปัญญาเยถาติ ฯ ) คือ ไม่ใช่ผัสสะดับทั้งก้อนนะ ผัสสะยังมีอยู่ ถ้าปฏิบัติไม่ถูกก็ไม่มี (ปัญญาเยถาติ ฯ )ไม่ปรากฏ นั่นต่างหาก มูลสูตร 10 จะเป็นตัวชี้วัดว่าคุณได้ผลถึงไหน?

ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง ในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาด [ บางเล่มแปลว่าก่อตัว(สมุจฺฉิชฺชิสฺสถาติ) ] ในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงง(โวจฺฉิชฺชิสฺสถ)ในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป นามรูปจักบังเกิดเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่ จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูปก็คือวิญญาณ นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้

พ่อครูว่า… อ่านแล้วเหมือนหมดแล้ว แต่คนปฏฺิบัติไม่ได้ตามลำดับ ไม่กำหนดรู้นามรูป เกิดวิญญาณก็เป็นอวิชชา เพราะวิญญาณอาศัยนามรูปผัสสะจึงเกิดได้

ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งชาติชรามรณะและกองทุกข์ พึงปรากฏต่อไปได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

พ่อครูว่า … ตอบเช่นนี้ก็ถูกต้อง แต่ไม่ถูกต้อง ตั้งแต่ต้นทางเลย ไม่มีนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา แล้วผัสสะก็ไม่มี เวทนาก็ไม่มี ...การบัญญัติตามกายต้องด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส เมื่อไม่มีตั้งแต่นามกายจะไปกำหนดรูปกายได้อย่างไรมันไม่มี คุณไม่ได้ศึกษานามรูปที่ต้องอ่านนามให้เป็นตัวที่ถูกรู้ เมื่อไม่มีนามให้ศึกษาก็ไม่มีองค์รวมของนามให้ศึกษา ต่อให้ตากระทบรูป หูกระทบเสียงก็ไม่มี รูป นาม มันไม่มีทั้งนั้น แต่มันมีด้วยอวิชชา แต่ว่า ภิกษุตอบว่า ถ้าวิญญาณไม่ได้อาศัยนามรูปแล้ว ก็ไม่เกิด ชาติ ชรา มรณะฯ ...ก็เหมือนว่าคุณไม่มีแต่มันมีนะ เพราะคุณไม่ได้กำหนดรู้เลย ดีไม่ดีนั่งหลับดับปี๋ก็เหมือนไม่มีชาติ ชรา มรณะฯ นะ แต่ว่ามันก็ยังมีอยู่แต่นิ่งไม่ทำงาน แช่แข็งไว้ คุณไม่ได้เรียนรู้ชาติ 5 ที่เป็น ชาติ สัญชาติที่จะมีการกระทบแล้วมีการหยั่งลง(โอกกันตะ)หากอวิชชาก็หยั่งลงเป็นสัตว์นรก เทวดาปลอมโอกกันติได้ ถ้าเรารู้ทันไม่ให้มันมาหยั่งลงก็เกิดใหม่เป็นนิพพัตติสูงสุดเป็นอภินิพพัตติ สัญชาติคือชาติที่ฝังในสัญญามาเป็นสัญชาติญาณ เป็นต้น ก็เรียนรู้ในสัญญา ล้างในสัญญาแล้วใช้สัญญากำหนดรู้ให้หยั่งลงเป็นโลกุตระในปัจจุบันให้เป็นนิพพัตติ อภินิพพัตติ สัญชาติญาณเก่ามันมีอยู่ แต่เราเรียนรู้ใหม่ว่าสัญชาติญาณเดิมเป็นโลกียะ สัญชาติญาณดิบให้มันลดลงๆๆ แต่ก็มีสัญชาติญาณที่เหลืออยู่คือ วาสนา เป็นจริตนิสัยที่ล้างยากอันเก่าที่มีโมเมนตั้มก็ล้างยากบ้าง แต่ทุกปัจจุบันคุณดับหมดแล้ว คุณจบไม่มีแล้ว เพราะคุณได้ปฏิบัติเวทนา 108 อดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคต 36 แล้วทำทุกปัจจุบันให้เป็น 0 สั่งสมเป็นอดีตที่ 0 จนแข็งแรงตั้งมั่นเที่ยงแท้แน่นอนว่าต้นทุนจิต 0 กับปัจจุบัน อนาคตไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่น ทุกปัจจุบันกำหนดว่าเป็น 0 จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน