580713_ธรรมาธรรมะสงคราม บุญ คืออะไรกันแน่.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข13 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580713_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง บุญ คืออะไรกันแน่? โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า... วันนี้ วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2558 แรม 13 ค่ำเดือน 8 ปีมะแม ..เมื่อวานนี้ได้เทศน์ไปแล้วก็มีคนไลน์ออกไป ก็มีเกิดการถก การถาม ถึงขั้นเถียง ว่าบุญคืออะไรกันแน่? อาตมาก็ขอย้ำว่าที่ปฏิบัติบุญแบบที่เข้าใจกันนั้นมันผิด เข้าใจคำว่าบุญอย่างนี้จึงไม่บรรลุธรรม บุญไม่ถูกต้องตรงจริงตามความเป็นจริงของคำว่าบุญที่มีความหมายตามสัจจะสัมมาทิฏฐิแท้คืออย่างไร อาตมาก็พูดเรื่องบุญมาเป็นปีแล้ว ก็น่าเห็นใจเพราะแม้ศาสนาอื่นก็นำไปใช้ คำว่าบุญเป็นคำของศาสนาโลกุตรธรรม ศาสนาอื่นไม่มีสิทธิ์ใช้เลย คำว่าบุญนี้ไม่มีคำอื่นแทนได้เลย เอาคำอื่นมาใส่แทนไม่ได้ บุญนี่มีในศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวที่มีโลกุตรธรรม ข้อความที่แชร์กันไปมีว่า … "บุญ" เป็นอาวุธฆ่าตัวเอง ฆ่าอัตตาในตัวเองให้หมด "บุญ" เป็นของไม่ควรมีในตน "บุญ" เป็นเครื่องมือประหารกิเลส หมดแล้วก็โยนทิ้งไป “หมดกิเลสก็หมดบุญ" ฟังแล้วเขาหูหักสองข้างแน่ อาตมาแน่ใจว่าปราชญ์ทางศาสนาเขาไม่พูดเช่นนี้แน่ แล้วอาตมาจะพูดต่อไปได้ไหม? อาตมาอธิบายจะหักลำกลับไปคนละทิศเลย ในช่วงพันปีก่อนหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานก็มีอยู่ จนเลยพันปีหลังก็หันหลังกลับมาเป็นพันปีก็กลายเป็นโลกียะอย่างเก่า ตอนนี้เลยครึ่งศาสนาพุทธของพระสมณโคดมแล้วก็ออกอาการสาหัสนัก คนอ่านประโยคที่ว่า บุญเป็นของไม่ควรมีในตน “บุญ”คือ อะไรกันแน่? “บุญ”เป็นของไม่ควรมีในตน อาตมาได้เทศน์ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. 2558 ที่ผ่านมาแล้ว ก็มีผู้เอาไปไลน์กัน แชร์กันไปแล้วกว้างขวาง ก็เป็นประเด็นที่เกิด “เควชั่นมาร์ค”ขึ้น เพราะตัดเอาแค่ข้อความสั้นๆ ว่า “บุญ เป็นของไม่ควรมีในตน” ไม่มีพลความอื่นอีกที่อาตม

อ่านต่อ

าสาธยายอธิบายด้วยมากมาย เมื่อตัดเอาเพียงสั้นๆไปอย่างนี้ ก็ตีความกันจากประโยคแค่นี้ จึงเกิดปัญหาขึ้นว่า น่าจะผิด หรือ ไม่ผิดก็ไม่น่าจะพูด ซึ่งที่จริง “บุญ เป็นของไม่ควรมีในตน”นี้ สั้นมาก ชัดเจนมาก จริงที่สุดแล้ว “บุญ”นั้นเป็น “อาวุธ” เป็นของไม่ควรมีในตนเป็นที่สุด “บุญ”ไม่ใช่อาหาร ไม่ใช่ลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ใช่แม้แต่ “อารมณ์”ที่จะต้องมี อาตมามี “มโนสัญเจตนา”พูดประโยคนี้ให้แก่ คนทั้งระดับต้น ทั้งระดับกลาง ได้ประโยชน์ แม้แต่ระดับปลายก็ได้ประโยชน์ยิ่ง ที่ได้ยินย้ำอย่างนี้ จึงยิ่งแน่ใจในความถูกต้องที่สุดแล้วจริงๆ โดยเฉพาะประโยชน์แก่คนระดับต้นที่ยังไม่รู้คำว่า “บุญ” อย่างสัมมาทิฏฐิ เพราะยังหลงผิดว่า “บุญ” เป็นสมบัติที่ควรสะสมให้มีมากๆๆๆใส่ตน จึงหลงผิดคำว่า “บุญ” แล้วเอาคำว่า “บุญ” ไปใช้ “ผิดๆ” ทำให้คนทั้งหลายเข้าใจผิดว่า “บุญ” เป็น “อาหาร” ที่ใช้เลี้ยงชีพ ซึ่งไม่ใช่เลย หรือหลงผิดว่า “บุญ” เป็น “อามิส” คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขที่เป็นสมบัติโลกีย์ ปุถุชนก็เลยยิ่งหลงใหลคลั่งไคล้กอบโกยแย่งชิง อยากได้มาสะสมไม่หยุด ไม่พอ อยู่ตลอดกาลที่ยังอวิชชา ผู้ที่ต่างก็ “อวิชชา” ด้วยกัน ก็เอาคำว่า “บุญ” มาใช้ “ผิดๆ” หลอกคนว่า เป็น “วิมาน” อันแสนรวย แสนสวย แสนดี แสนหรู แสนสุข สารพัดที่คิดปั้นสร้างขึ้นมากล่าวหลอกว่า ถ้า “ได้บุญ” ก็คือ ได้รวยยิ่งขึ้น ได้สวยยิ่งขึ้น ได้ดียิ่งขึ้น ได้หรูยิ่งขึ้น ได้สุขยิ่งขึ้น ซึ่งการได้สมใจใน “กาม” หรือได้ตามที่ “ใคร่อยาก” มีอิฏฐารมณ์เช่นนี้พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า “สุขัลลิกะ” ที่ความหมายคือ “สุขเท็จ”แท้ๆ จึงพากันกอบโกย “บาป” หาบหามกิเลสไปด้วยกัน ก็เลยยิ่งงมงายกันไปใหญ่ ซึ่งทั้งได้ “อารมณ์เท็จ” และเป็นความรู้ที่ไม่พาไปสู่การพ้นทุกข์ หรือไปสู่การหน่ายคลายเลย และหลอกอีกแง่หนึ่งก็โน่น จะได้ก็อยู่ในอนาคตโน่น ซึ่งไม่มีใครรู้ว่า จะมี “วิมาน” นั้นจริงหรือเปล่า อนาคตนั้นอยู่ไหน เมื่อไหร่ ที่ไม่มีใครสามารถยืนยันความจริงนี้ได้เลย แต่ก็ยังมีคน “กล้าโกหก” ดันทุรังให้หนักหน้าต่อไปอีกว่า อยู่ใน “วิมาน” ที่ฝันเพ้อพกอยู่ชั้นนั้น ชั้นนี้ ซึ่งลมๆแล้งๆทั้งสิ้น ชนิดที่ “ไม่รู้จริง”หรือ “อวิชชา” ไปตั้งแต่ต้นทางมาแล้ว แล้วก็หลอกกันต่อไปอีก จึงเป็น “วิมาน” ลมๆแล้งๆแท้ๆ เป็น “วิมาน” ที่หลอกลวงกันอยู่ชัดๆ ด้วยประการฉะนี้ ทุกวันนี้จึงมีคนค้า “บุญ” ขาย “บาป” ค้า “ภพ” ขาย “ชาติ” คือเอาคำว่า “บุญ” มาล่อให้กิเลส “โลภบุญ” ที่เป็นวิมานลอยลมยิ่งๆขึ้นไปไม่มีสิ้นสุด “บุญ” จึงกลายเป็นสินค้า “ก่อกิเลสโลภ” ตลอดที่ยังหลงผิดอยู่อย่างนี้เอง คนซื้อ “บุญ” ก็เสียทรัพย์ไปให้แก่พ่อค้า “ผู้บาปอวิชชา” คนผู้หลอก “ขายบุญ” ก็ได้ ทรัพย์ที่ผู้ซื้อจ่าย “ซื้อบุญเก๊” ไป อย่างน่าสงสารทั้งผู้ซื้อ และน่าสมเพชทั้งผู้ขายอย่างยิ่ง ฟังดีๆอีกที “บุญ”เป็นเครื่องมือของโลกุตระ ที่ใช้ “ฆ่า” หรือประหาร “กิเลส” เท่านั้น เมื่อใช้ “ฆ่า” กิเลสหมดแล้ว “บุญ” ก็ไม่ต้องใช้อีกแล้วตลอดไปตลอดกาล เป็นคนผู้ “สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว” เด็ดขาด ที่พระพุทธเจ้าก็ตรัสเอง พระอรหันต์ก็พูดชัดๆว่า ท่านเป็น “ผู้สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว” ทั้งนั้น เพราะได้ชำระกิเลสจากสันดานสะอาดหมดจดแล้ว(สันตานัง ปุนาติ วิโสเธติ) และพยัญชนะที่ว่า “สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว” ก็คือ “ปุญญปาปปริกขีโณ” ไม่ใช่ไม่มีหลักฐานรับรองความจริงนี้ “บุญ”จึงไม่ต้องมีอีกแล้ว อาตมาจึงใช้ “โวหาร” พูดว่า “บุญ เป็นของไม่ควรมีในตน” เพื่อผลดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น คำว่า “บุญ” ที่อาตมาจงใจพูดว่า “เป็นของไม่ควรมีในตน” จึงหมายให้เป็นประโยชน์ทั้งคนปุถุชนขั้นต้น และเสขบุคคลขั้นกลาง และคนอนาคามีหรือคนขั้นอรหัตมรรคท้ายสุดด้วย 1. ให้เป็นคำกระตุกใจสำหรับคนที่ยังไม่เริ่ม “โลกุตระ”ตั้งแต่ขั้นต้น เพราะแปลกหูมาก อะไรกัน “บุญ..เป็นของไม่ควรมีในตน” !!! ..???? ใครๆเขาก็ล้วนอยาก “สะสมบุญ”กันทั้งนั้น (คำว่านักบุญของที่อาตมาเคยนิยาม ก็จะเป็นพระอนาคามีเป็นต้นไป) 2. แม้คนขั้นกลางที่กำลังแสวงหา หรือกำลังพอมีความรู้บ้างแล้ว ก็จะเกิดฉุกใจว่า เอะ! ยังไง พุดยังงี้ มันยังไง ก็จะได้หันมาทำความเข้าใจเพิ่มเข้าไปอีกยิ่งขึ้น มันน่าแปลกอยู่นะ! 3, ขั้นปลายนั้นบอกแล้ว ดังนั้นเมื่อได้ยินก็ยิ่งจะย้ำความจริงชัดเจนซ้ำเข้าไปอีกอย่างวิเศษ พ่อครูว่า … ก็ขออธิบายขยายความกันให้ชัดเจน หรือใครจะไปหาฟังจากการสาธยายไว้แล้วในวันที่ 12 ก.ค. 2558 นั้นก็ได้ ก็คงจะไม่สับสน หรือคงจะเข้าใจได้ดีกว่าที่ได้ฟังแค่สั้นๆนั้นแน่ ขอย้ำอีกทีว่า “บุญ”นั้น เป็น “อาวุธ”ของโลกุตรธรรม ใช้สำหรับประหารกิเลสเท่านั้น “บุญ”ไม่ใช่เครื่องใช้เลี้ยงตน “บุญ”เลี้ยงตนไม่ได้ “บุญ”ไม่ใช่สมบัติที่อาศัยอยู่อาศัยกิน ไม่ใช่เครื่องอาศัยเสพสุข แต่เป็นเครื่องใช้ “ฆ่ากิเลส”แท้ๆ เป็นเครื่องมือของชาว “โลกุตระ”เท่านั้น ชาวโลกียะนั้นยังไม่มี “บุญ” ยังมีไม่ได้ ถ้าชาวโลกียะมี “บุญ”ใดขึ้นมา ก็จะกลายไปเป็นชาวโลกุตระไปทันที นั่นคือ “บาป”หรือ “อกุศลจิต”ของผู้นั้นก็จะเสียไป หรือลดลงไปกี่หน่วยก็คือ “เสียไป” ไม่ใช่ “ได้มา” ไม่ใช่ได้ “กุศลจิต”ใดๆมา เพราะ “บุญ”ไม่ใช่ภาวะที่มี “ตัวตน”ที่จะได้มาเป็น “ตัวตน” เป็นข้าวของ แม้แต่เป็นความรู้สึก เพราะ “สิ้นบุญ”ก็คือจบสิ้นความรู้สึกนั้น แต่คนไม่เข้าใจคำนี้ว่าเป็น “โลกุตระ” เมื่อใจยังคิดได้แต่เชิงโลกียะ มันก็ตื้นๆง่ายๆแบบโลกียะ แล้วยิ่งคนไปสร้างความหมายใหม่ขึ้นมาเป็นว่า “บุญ”นี่คือ “กุศล” บุญคือคุณงามความดีที่เป็น “ตัว”เป็น “ตน” เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นข้าวเป็นของ แม้แต่เป็น “อาหารหรืออารมณ์ที่พอใจอยากได้อยากมี” อันจะต้องได้มาเป็น “ของตน”(อัตตาตามลักษณะโลภะ) ได้มาเสพ “สุข”(อัตตนียาตามลักษณะราคะ)ใส่ตน “สุขเก๊”นั้นก็ฝังลงไว้เป็น “อุปาทาน”ตกผลึกไว้ใน “อนุสัย”ด้วยอวิชชา จึงต้องศึกษาให้สัมมาทิฏฐิ “บุญ”เป็นเครื่องมือประหารกิเลสที่เป็น “อาการ”ของคนซึ่งต้องเรียนรู้ว่าเป็น “รูปกาย”และเป็น “นามกาย”อย่างไร แล้วจะมี “วิชชา”รู้จริงว่า “บุญ”คือเครื่องมือหรือ “อาวุธ”ที่ทำหน้าที่ “ฆ่า”กิเลสเท่านั้น “บาป”หรือกิเลสหมด “บุญ”ก็หมดด้วย “บุญ”คือ “กรรม” คือ “การกระทำของใจ”เท่านั้น เป็นแค่ “กิริยาทางใจ”เท่านั้น ที่เกิดจากเจ้าตัวคือคนผู้นั้นมี “การกระทำใจของตนขึ้นมาในใจ”(มนสิการ) แล้วสามารถ “กำจัดกิเลส”ที่เป็น “อาการ”ของใจเช่นเดียวกันได้จริง “บุญ”ไม่ใช่ “กรรมภายนอก”ไม่ว่า “กายกรรม”หรือ “วจีกรรม” “มโนกรรม”เท่านั้นที่“เป็นตัวกรรมทำการฆ่ากิเลส” “บุญ”คือพลังงานทาง “นามธรรม”แท้ๆที่เป็น “ไฟวิเศษ”ของ “มโนกรรม”โดยเฉพาะ เรียกว่า “ฌาน” เป็นไฟพิเศษที่วิเศษยิ่ง ซึ่งมีประสิทธิภาพกำจัด “ไฟราคะ-ไฟโทสะ-ไฟโมหะ”ที่เป็น “พลังงานทางใจ”เช่นกัน แต่เป็น “กิเลส” พลังงานที่มีฤทธิ์ประสิทธิละเอียดเล็กเกินจะใช้เครื่องมือทางวัตถุใดจับได้นี้ จึงต้องใช้ “ใจคน”เท่านั้นเป็นองค์ประกอบของ “เครื่องมือ”ที่เรียกว่า “บุญ” เข้าไปจัดการกับ “ไฟราคะ-ไฟโทสะ-ไฟโมหะ”ได้ วิชาที่พระพุทธเจ้าสอนนี้เป็นทั้งวิศวกร เป็นทั้งแพทย์ เป็นนักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เพราะเครื่องมือกำจัดกิเลสของท่านนี้ มีประสิทธิภาพมาก ไม่ใช่สสาร ไม่ใช่พลังงานแค่ทางฟิสิกส์เท่านั้น “จิต”หรือ “วิญญาณ”หรือ “มโน”ละเอียดลึกล้ำยิ่งกว่านั้น คนยังไม่สามารถใช้พลังงานทางวัตถุ ทางสสาร หรือแม้แต่พลังงานในระดับที่ฟิสิกส์ค้นพบและนำมาใช้ได้ก็ยังไม่สามารถใช้ “กำจัดพลังงานที่ชื่อว่า “กิเลส”ได้ ความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสามารถค้นพบความจริงนี้แล้ว และได้ประกาศให้แก่โลกรู้จักรู้แจ้งรู้จริงตาม และมนุษยชาติในโลกก็ได้เรียนรู้และนำมาปฏิบัติพิสูจน์ได้เป็นจริงตาม เครื่องกำจัดอันเป็น “นามธรรม”ที่เรียกว่า “บุญ” จึงเป็นของพุทธศาสนาตาม “ความรู้”และ “ความจริง”ที่ได้สาธยายมาคร่าวๆนี้ ผู้สนใจก็ติดตามศึกษาหา “ความรู้-ความจริง”นี้ได้ โลกปัจจุบันนี้ยังไม่เสื่อมสิ้นเนื้อหาแห่ง “ความรู้-ความจริง”อันสามารถเข้าไป “รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”กิเลส และกำจัดกิเลสได้จริง ผู้ที่เอาตัวเองเข้ามาเรียนรู้ปฏิบัติเอง จะสามารถรู้จริงบรรลุถึง “ความจริง”นั้นได้เอง(สันทิฏฐิโก) ด้วยตนเองเท่านั้น จึงจะสามารถใช้ “บุญ”เป็น และ “กิเลส”ถูก “บุญ”ชำระออกได้จริง เพราะ “บุญ”เป็นของใครของมันเท่านั้น “บุญ”นอกตนเองไม่มี “บุญ”แบ่งออกไปจากตนเองไม่ได้ “บุญ”เป็นเพียง “อาการ”ที่เกิดขึ้นมาขณะที่เจ้าตัวทำ “กรรม”นั้นเท่านั้น เสร็จหน้าที่ของ “กรรม”ที่เป็น “บุญ”นั้นแล้ว “บุญ”ก็หายไป ไม่ตั้งอยู่ ณ ที่ใดๆเลย บางทีใช้บุญแล้ว ก็แพ้กิเลสก็มี ไม่สำเร็จ พอหยุดทีใดเครื่องมือก็หายไป เสร็จงานหมดหน้าที่ก็หายไป “บุญ”ตั้งอยู่ไม่ได้ ณ ที่ใดๆ เช่นเดียวกันกับ “อายตนะ” ซึ่งเป็นภาวะที่มีขึ้นมาด้วยเหตุปัจจัยเพื่อทำ “หน้าที่”เท่านั้น เสร็จหน้าที่แล้ว “บุญ”หรือ “อายตนะ”ไม่เหลืออยู่ ไม่มีอยู่ ไม่ตั้งอยู่ในที่ใดๆเลย “บุญ”เมื่อจบกิจเป็นอรหันต์แล้วจึง “สิ้นไป”(ปริกขีโณ)เลย ไม่มี ไม่เหลือ ไม่ตั้งอยู่ “บุญ”ทำหน้าที่แล้ว ได้ผลหรือไม่ได้ผล จบ “กรรม”ที่เป็น “บุญ”เสร็จลง “บุญ”ก็หายไปทันที คนผู้มี “การทำใจในใจ”(มนสิการ)เป็น “สัมมาทิฏฐิ-สัมมาปฏิบัติ” จึงจะมีประสทธิภาพของ “เครื่องชำระ”ที่ “ชำระกิเลสจากสันดานให้สะอาดหมดจด”(สันตานัง ปุนาติ วิโสเธติ) นี่คือ “บุญ” “บุญ”คืออะไร ผู้สนใจต้องศึกษาให้ “สัมมาทิฏฐิ”ก่อน ผู้นั้นจึงจะปฏิบัติ “กรรม”ที่เป็น “บุญ”อย่างถูกต้องชนิดที่เป็นไปได้ และมีประสิทธิผลอย่างเป็นจริง. มีคนถามมา คือคุณแรงพุทธ ... สงสัยว่า ทำไมเป็นพระอรหันต์จึงฆ่าตัวตาย ก็น่าคิดน่าศึกษา

2 . ฉันโนวาทสูตร ( 144 )

[ 741 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเคยเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาจุนทะและท่านพระฉันนะอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ เฉพาะท่านพระฉันนะอาพาธ ทนทุกขเวทนา เป็นไข้หนัก ฯ [ 742 ] ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น เข้าไปหาท่านพระมหาจุนทะยังที่อยู่ แล้วได้กล่าวกะท่านพระมหาจุนทะดังนี้ว่าดูกรท่านจุนทะ มาเถิด เราจะเข้าไปหาท่านพระฉันนะยังที่อยู่ ไต่ถามถึงความไข้ ท่านพระมหาจุนทะรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ต่อนั้นท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะได้เข้าไปหาท่านพระฉันนะยังที่อยู่ แล้วทักทายปราศรัยกับท่านพระฉันนะ ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้วท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกะท่านพระฉันนะ ดังนี้ว่า ดูกรท่านฉันนะ ท่านพอทน พอเป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนาทุเลาไม่กำเริบ ปรากฏความทุเลาเป็นที่สุด ไม่ปรากฏความกำเริบหรือ ฯ ฉ. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร กระผมทนไม่ไหว เป็นไปไม่ไหว ทุกข เวทนาของกระผมหนัก กำเริบ ไม่ทุเลา ปรากฏความกำเริบเป็นที่สุด ไม่ปรากฏความทุเลาเลย ฯ [ 743 ] ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร ลมเหลือประมาณกระทบขม่อมของกระผม เหมือนบุรุษมีกำลังเอาของแหลมคมทิ่มขม่อม ฉะนั้น กระผมจึงทนไม่ไหว เป็นไปไม่ไหว ทุกขเวทนาของกระผมหนัก กำเริบ ไม่ทุเลา ปรากฏความกำเริบเป็นที่สุด ไม่ปรากฏความทุเลาเลย ฯ [ 744 ] ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร ลมเหลือประมาณเวียนศีรษะของกระผมอยู่ เหมือนบุรุษมีกำลังให้การขันศีรษะด้วยชะเนาะอย่างมั่น ฉะนั้น กระผมจึงทนไม่ไหว เป็นไปไม่ไหว ทุกขเวทนาของกระผมหนัก กำเริบ ไม่ทุเลา ปรากฏควา ม กำเริบเป็นที่สุด ไม่ปรากฏความทุเลาเลย ฯ [ 745 ] ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร ลมเหลือประมาณปั่นป่วนท้องของกระผม เหมือนคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ฉลาด เอามีดแล่โคอันคมคว้านท้อง ฉะนั้น กระผมจึงทนไม่ไหว เป็นไปไม่ไหว ทุกขเวทนาของกระผมหนักกำเริบ ไม่ทุเลา ปรากฏความกำเริบเป็นที่สุ ด ไม่ปรากฏความทุเลาเลย ฯ [ 746 ] ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร ความร้อนในกายของกระผมเหลือประมาณ เหมือนบุรุษมีกำลัง 2 คน จับบุรุษมีกำลังน้อยที่อวัยวะป้องกันตัวต่างๆแล้ว นาบ ย่างในหลุมถ่านเพลิง ฉะนั้น กระผมจึงทนไม่ไหว เป็นไปไม่ไหว ทุกขเวทนาของกระผมหนัก กำเริบ ไม่ทุเลา ปรากฏความกำเริบเป็นที่สุด ไม่ปรากฏความทุเลาเลย ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร กระผมจักหาศาตรามาฆ่าตัว ไม่อยากจะได้เป็นอยู่เลย ฯ [ 747 ] สา. ท่านฉันนะอย่าได้หาศาตรามาฆ่าตัวเลย จงเป็นอยู่ก่อนเถิด พวกเรายังปรารถนาให้ท่านฉันนะเป็นอยู่ ถ้าท่านฉันนะไม่มีโภชนะเป็นที่สบาย ผมจักแสวงหามาให้ ถ้าท่านฉันนะไม่มีเภสัชเป็นที่สบาย ผมจักแสวงหามาให้ ถ้าท่านฉันนะไม่มีคนบำรุงที่สมควร ผมจักคอยบำรุงท่านเอง ท่านฉันนะอย่าได้หาศาตรามาฆ่าตัวเลย จงเป็นอยู่ก่อนเถิด พวกเรายังปรารถนาให้ท่านฉันนะเป็นอยู่ ฯ [ 748 ] ฉ. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร ไม่ใช่กระผมไม่มีโภชนะเป็นที่สบาย ไม่ใช่ไม่มีเภสัชเป็นที่สบาย ไม่ใช่ไม่มีคนบำรุงที่สมควร ก็แหละกระผมได้ปรนนิบัติพระศาสดามาตลอดกาลนาน ด้วยความพอพระทัย มิใช่ด้วยความไม่พอพระทัย ความจริงการที่ภิกษุปรนนิบัติพระศาสดาด้วยความพอพระทัย มิใช่ด้วยความไม่พอพระทัย นั่นเป็นการสมควรแก่สาวก ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร ขอท่านจงทรงจำไว้อย่างนี้ว่า ฉันนภิกษุจักหาศาตรามาฆ่าตัว อย่างมิให้ถูกตำหนิได้ ฯ สา. พวกเราจักขอถามปัญหาท่านฉันนะสักเล็กน้อย ถ้าท่านฉันนะเปิดโอกาสพยากรณ์ปัญญาได้ ฯ ฉ. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร โปรดถามเถิด กระผมฟังแล้วจึงจักรู้ ฯ [ 749 ] ดูกรท่านฉันนะ ท่านพิจารณาเห็นจักษุ จักษุวิญญาณ ธรรมที่รู้ได้ด้วยจักษุวิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเราหรือท่านพิจารณาเห็นโสต โสตวิญญาณ ... ท่านพิจารณาเห็นฆานะ ฆานวิญญาณ ... ท่านพิจารณาเห็นชิวหา ชิวหาวิญญาณ ... ท่านพิจารณาเห็นกาย กายวิญญาณ ... ท่านพิจารณาเห็นมโน มโนวิญญาณ ธรรมที่รู้ได้ด้วยมโนวิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเราหรือ ฯ ฉ. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร กระผมพิจารณาเห็นจักษุ จักษุวิญญาณ ธรรมที่รู้ได้ด้วยจักษุวิญญาณว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ฯ กระผมพิจารณาเห็นโสต โสตวิญญาณ ... กระผมพิจารณาเห็นฆานะ ฆานวิญญาณ ... กระผมพิจารณาเห็นชิวหา ชิวหาวิญญาณ ... กระผมพิจารณาเห็นกาย กายวิญญาณ ... กระผมพิจารณาเห็นมโน มโนวิญญาณ ธรรมที่รู้ได้ด้วยมโนวิญญาณว่านั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ฯ [ 750 ] สา. ดูกรท่านฉันนะ ท่านเห็นได้อย่างไร รู้ได้อย่างไร ในจักษุ ในจักษุวิญญาณ ในธรรมที่รู้ได้ด้วยจักษุวิญญาณ จึงพิจารณาเห็นจักษุ จักษุวิญญาณ ธรรมที่รู้ได้ด้วยจักษุวิญญาณ ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ฯ ท่านเห็นได้อย่างไร รู้ได้อย่างไร ในโสต ในโสตวิญญาณ ... ท่านเห็นได้อย่างไร รู้ได้อย่างไร ในฆานะ ในฆานวิญญาณ ... ท่านเห็นได้อย่างไร รู้ได้อย่างไร ในชิวหา ในชิวหาวิญญาณ ... ท่านเห็นได้อย่างไร รู้ได้อย่างไร ในกาย ในกายวิญญาณ ... ท่านเห็นได้อย่างไร รู้ได้อย่างไร ในมโน มโนวิญญาณ ในธรรมที่รู้ได้ ด้วยมโนวิญญาณ จึงพิจารณาเห็นมโน มโนวิญญาณ ธรรมที่รู้ได้ด้วยมโ น วิญญาณว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ฯ ฉ. ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร กระผมเห็นความดับ รู้ความดับในจักษุ ในจักษุวิญญาณ ในธรรมที่รู้ได้ด้วยจักษุวิญญาณ จึงพิจารณาเห็นจักษุ จักษุวิญญาณ ธรรมที่รู้ได้ด้วยจักษุวิญญาณ ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ฯ กระผมเห็นความดับ รู้ความดับในโสต ในโสตวิญญาณ ... กระผมเห็นความดับ รู้ความดับในฆานะ ในฆานวิญญาณ ... กระผมเห็นความดับ รู้ความดับในชิวหา ในชิวหาวิญญาณ ... กระผมเห็นความดับ รู้ความดับในกาย ในกายวิญญาณ ... กระผมเห็นความดับ รู้ความดับในมโน ในมโนวิญญาณ ในธรรมที่รู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ จึงพิจารณาเห็นมโน มโนวิญญาณ ธรรมที่รู้ได้ด้วยมโ น วิญญาณว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ฯ [ 751 ] เมื่อท่านพระฉันนะกล่าวแล้วอย่างนี้ ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าวกะท่านพระฉันนะดังนี้ว่า ดูกรท่านฉันนะ เพราะฉะนั้นแล ท่านควรใส่ใจคำสั่งสอ น ของพระผู้มีพระภาคนั้นไว้ตลอดกาลเนืองนิตย์แม้ดังนี้ว่า บุคคลผู้อันตัณหาและทิฐิ อาศัยอยู่แล้ว ย่อมมีความหวั่นไหว สำหรับผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิอาศัย ย่อมไม่มีความหวั่นไหว เมื่อไม่มีความหวั่นไหว ก็มีความสงบ เมื่อมีความสงบ ก็ไม่มี ตัณหาตัวน้อมไปสู่ภพ เมื่อไม่มีตัณหาตัวน้อมไปสู่ภพ ก็ไม่มีการมาเกิด ไปเกิด เมื่อไม่มีการมาเกิดไปเกิด ก็ไม่มีจุติและอุปบัติ เมื่อไม่มีจุติและอุปบัติ ก็ไม่มีโลกนี้ ไม่มีโลกหน้า ไม่มีระหว่างกลางทั้งสองโลก นี่แหละที่สุดแห่งทุกข์ ครั้นท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะ กล่าวสอนท่านพระฉันนะด้วยโอวาทนี้แล้ว จึงลุกจากอาสนะ หลีกไป ฯ [ 752 ] ครั้งนั้นแล ท่านพระฉันนะ เมื่อท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาจุนทะหลีกไปแล้วไม่นาน ได้หาศาตรามาฆ่าตัวเสียทันทีนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระฉันนะหาศาตรามาฆ่าตัวเสียแล้ว ท่านจะมีคติอย่างไร มีสัมปรายภพอย่างไร ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ฉันนภิกษุพยากรณ์ความเป็นผู้ไม่ควรตำหนิต่อหน้าเธอแล้วมิใช่หรือ ฯ สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีบ้านในแคว้นวัชชีนามว่าปุพพชิระ ที่หมู่บ้านนั้น ท่านพระฉันนะยังมีสกุลมิตร สกุลสหาย และสกุลคนที่คอยตำหนิอยู่ ฯ [ 753 ] พ. ดูกรสารีบุตร ฉันนภิกษุยังมีสกุลมิตร สกุลสหาย และสกุลที่คอยตำหนิอยู่ก็จริง แต่เราหาเรียกบุคคลว่า ควรถูกตำหนิด้วยเหตุเพียงเท่านี้ไม่ ดูกรสารีบุตร บุคคลใดแลทิ้งกายนี้และยึดมั่นกายอื่น บุคคลนั้นเราเรียกว่า ควรถูกตำหนิ ฉันนภิกษุหามีลักษณะนั้นไม่ ฉันนภิกษุหาศาตรามาฆ่าตัวอย่างไม่ควรถูกตำหนิ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ ฉันโนวาทสูตร ที่ 2

พ่อครูว่า… คนไม่เข้าใจกาย คำเดียวก็จะงงมากเลย เพราะบุคคลที่ตายแล้วจะมีกายได้อย่างไร?ก็จะงง สรุปคือพระฉันนะเป็นพระอรหันต์ ดับกายได้ มีแต่สุญญตนิพพาน อัปปณิหิตตนิพพาน แต่ตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว อรหันต์ก็ฆ่าตัวตายได้ พระพุทธเจ้าก็ปวดนั้นปวดนี่ ก็ทิ้งกายแล้วก็จะไม่มีกายที่เหลืออีก พระอรหันต์จะฆ่าตัวตายเพราะมีเหตุอันควร ไม่ควรถูกตำหนิ อาตมาเคยพยากรณ์ท่านพุทธ คนก็ท้วงว่าเป็นอนาคามีได้อย่างไร พยากรณ์ สิกขมาตุผุสดีว่าเป็นอรหันต์ เขาก็ว่า ทำอย่างนี้ได้อย่างไรอรหันต์ กรณีท่านพุทธ ท่านเป็นอนาคามี ท่านเจโตสูงก็ทนได้มาก แม้มะเร็งกินกระดูกเชิงกรานไปมาก ท่านก็รักษา จนคิดว่าท่านวางปล่อย ท่านก็เลยไม่ยึดมั่นถือมั่นในกาย ก็ปล่อย ก็มีผู้หญิงมาทำจัดโน่นนี่ ท่านน่านฟ้าก็ไปเห็น ก็เลยบอกว่าแสดงออกทางกามก่อนจะตาย ซึ่งไม่ใช่ ท่านปล่อยขันธ์ เพราะท่านสมณสารูปท่านดีนะท่านพุทธ ผ้าครองท่านไม่เคยให้เสียสมณสารูปนะ ส ิ่ งที่เห็นด้วยอาการเล็กๆน้อยๆแล้วสงสัย ที่จริงไม่ใช่ท่านน่านฟ้าเห็นหรอก แต่คนอื่นมาเล่า ว่าท่านพุทธยังมีกาม ให้ผู้หญิงไปจับตัว แล้วสิกมาตุผุสดี มีอยู่วันหนึ่ง สิกขมาตุจะออกบิณฑบาต แล้วเด็กผู้หญิงที่ดูแลห้าม ท่านก็เลยตบให้ จะแรงจะเบาเท่าไหร่ไม่รู้ เขาก็เลยว่าท่านเป็นอรหันต์ได้อย่างไร ตบคนได้ เป็นได้สองนัย ถ้าอรหัตตมรรค ใยสุดท้ายจะหลุดก็จะแรง แล้วปล่อยออกไปก็สิ้น หรืออีกอย่างท่านประมาณเอง พระพุทธเจ้าว่า อย่าไปอธิกรณ์อรหันต์ ถือว่ามีสติวินัย เราไม่รู้เหตุปัจจัย ที่จริงสิกขมาตุผุสดี เคร่งนะ แม้ป่วยก็ออกบิณฑบาต เราอย่าเพิ่งไปเดา

ต่อมาอีกสูตรหนึ่ง 5 . วักกลิสูต ร ว่าด้วยการเห็นธรรมชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า [ 215 ] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์. สมัยนั้นแล ท่านพระวักกลิอาพาธ มีทุกข์ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกข-เวทนา พักอยู่ที่นิเวศน์ของนายช่างหม้อ. ครั้งนั้น ท่านพระวักกลิ เรียกภิกษุผู้อุปัฏฐากทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า มาเถิดอาวุโส ท่านทั้งหลาย จงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ จงถวายบังคมพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้า ตามคำของเราแล้ว ทูลว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุอาพาธเป็นไข้หนัก ได้รั บ ทุกขเวทนา ท่านถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า และพวกท่านจงทูลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้า ได้ยินว่า ท่านขอประทานวโรกาส ขอทูลเชิญพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ เสด็จเข้าไปหาท่านวักกลิถึงที่อยู่เถิด. ภิกษุเหล่านั้น รับคำท่านวักกลิแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า พระเจ้าข้า วักกลิ ภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ท่านถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า และทูลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้า ได้ยินว่า ท่านขอประทานพระวโรกาส ขอทูลเชิญพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ เสด็จเข้าไปหาวักกลิภิกษุถึงที่อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ. [ 216 ] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงครองผ้าแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปหาท่านพระวักกลิถึงที่อยู่ ท่านพระวักกลิ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็ จ มาแต่ไกล ครั้นเห็นแล้ว ก็ลุกขึ้นจากเตียง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระวักกลิว่า อย่าเลย วักกลิ เธออย่าลุกจากเตียงเลย อาสนะเหล่านี้ ที่เขาปูลาดไว้มีอยู่ เราจะนั่งที่อาสนะนั้น. พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้. ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระวักกลิว่า ดูกรวักกลิ เธอพอทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนานั้น ปรากฏว่าทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้นหรือ. ท่านพระวักกลิกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทนไม่ไหว ไม่สามารถยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์แรงกล้า มีแต่กำเริบขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย ทุกขเวทนาปรากฏว่ากำเริบขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย. พ. ดูกรวักกลิ เธอไม่มีความรำคาญ ไม่มีความเดือดร้อนอะไรบ้างหรือ? ว. พระเจ้าข้า ที่แท้จริง ข้าพระองค์มีความรำคาญไม่น้อย มีความเดือดร้อนอยู่ไม่น้อยเลย. พ. ดูกรวักกลิ ก็ตัวเธอเอง ไม่ติเตียนตนเองได้โดยศีลบ้างหรือ? ว. พระเจ้าข้า ตัวข้าพระองค์เอง จะติเตียนได้โดยศีลก็หาไม่. พ. ดูกรวักกลิ ถ้าหากว่า ตัวเธอเองติเตียนตนเอง โดยศีลไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอจะมีความรำคาญและมีความเดือดร้อนอะไร? ว. พระเจ้าข้า จำเดิมแต่กาลนานมาแล้ว ข้าพระองค์ประสงค์จะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แต่ว่าในร่างกายของข้าพระองค์ ไม่มีกำลังพอที่จะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้. พ. อย่าเลย วักกลิ ร่างกายอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน