580702_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ถึงกาละรอบ่ได้.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข5 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580702_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ถึงกาละรอบ่ได้ โดย พ่อครูสมณะโพธิร ักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้ พฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2558 แรม 2 ค่ำเดือน 8 ปีมะแม วันนี้รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ มีนร.สัมมาสิกขามานั่งฟังด้วย นร.ที่นี่เป็นนักเรียนที่ต้องถือศีล มีศีล 5 เป็นอย่างต่ำ คงไม่มีรร.ไหนที่ให้นร.ถือศีลอย่างนี้ แล้วถือกันจริงจังด้วย คนไหนผิดศีล ถึงขนาดก็ต้องพิจารณาให้ออกไป เราเห็นความสำคัญว่าการฝึกฝนตนเองให้มีศีลมีธรรม นี่มันเกิดประโยชน์จริงๆ เด็กๆเชื่อไหมว่าดี ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ ศีลข้อ 3 ก็ต้องฝึกหัด เราไม่ต้องให้เกิดคู่รักอะไรก่อนวัย เรียนรู้หัดทำใจอย่างไรจริงๆ เป็นการฝึกหัดลดละจางคลายกิเลสให้แก่ชีวิต ส่วนศีลข้อ 4 ให้งดพูดปด แต่ก็มีคนละเมิดนะ ก็ต้องหักคะแนนบ้าง ส่วนข้อ 5 ให้เลิกไม่ติดส ิ่ งที่ไม่ควรไปติด เป็นอบายมุข คือของที่ไม่น่าไปเสพติด เหล้า ยาบ้า แม้แต่บุหรี่ เราก็ไม่มี ในรร.เราปลอดยาเสพติดอย่างแท้จริง เราเปิดโรงเรียนมา 10 ถึง 20 ปี แล้ว รร.เราปลอดยาเสพติดได้ แต่ทุกวันนี้เขาไม่เชื่อกันแล้วว่า รร.ในประเทศไทยมีที่ไหนไม่ติดยาเสพติด เขาก็มีตำรวจที่บอกเลยว่า ไม่มีรร.ไหนในประเทศไทยไม่มีคนติดยาเสพติด แต่ของเราก็มีได้จริง อย่างน้อยได้ฝึกฝนอบรมมาถึง 6 ปีหรือตั้งแต่ประถมถึงมัธยมก็ไม่ต่ำกว่า 10 ปี แล้วยิ่งได้สอนได้อบรม ก็มีความรู้ละเอียดอย่างแท้จริง รร.นี้ สัมมาสิกขา ก็ได้พากันฝึก เข้มกันจริง ส่วนการเรียนตามกระทรวงกำหนด เราก็ให้ได้มาตรฐานเขาจริงๆ อาตมาเห็นชัดเจน ว่า สังคมโลกมันเสื่อม เดือดร้อนวุ่นวาย บริหารปกครองลำบาก เพราะคนเลวลง เสื่อมลง ไม่ใช่อื่น ขอยืนยัน ไม่มีอย่างอื่น แต่ทำไมเขาไม่สำนึก ก็พูดกันนะว่าศีลธรรมมันถดถอยแย่ลง เขาพอรู้ จ

อ่านต่อ

นเห็นแตกแยกในศาสนามากเรื่องมากราว ยึดถือกันไป กลายเป็นทะเลาะกัน คนก็สงสัยว่า พุทธทำไมไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำไมแตกแยก ก็เพราะไม่ได้ควบคุมจัดสรรให้เป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นว่าองค์รวมกระแสหลักพุทธ ผิดเพี้ยนไปแล้ว เหมือนอย่างที่เขาวิจารณ์วิจัยเมื่อวานนี้ ก็จะลองอ่านดูนะ ว่า ในมุมมองของครูบาอาจารย์ในวงการนักเขียน ที่มีคุณธรรมมากประสพการณ์ ท่านได้เขียนไว้น่าอ่านมาก _ ท่านบอก … ระหว่างพระธุดงค์ปิดถนนกับพระนำม็อบตั้งกรวย ตั้งการ์ด คุณเลือกใคร ขอเป็น "สองไม่เอา" ได้ไหม หรือสามไม่เอา สี่ไม่เอา ฯลฯ แต่ยังเป็นพุทธอยู่(คุณธรรมแปลว่า ไม่ประพฤติชั่ว ทุจริตทางกายวาจาใจ ทำแต่ดี)

พ่อครูว่า… ม็อบนี่คือการออกไปชุมนุมประท้วง ภาษาอังกฤษว่า mob แปลว่า ออกไปชุมนุมแล้วก่อวุ่นวาย ก่อเหตุ ไม่สงบ ดีไม่ดีฆ่าแกงกัน คณะไหนที่ออกไปชุมนุมแล้วตนเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวาย คณะนั้นคือม็อบ ดีไม่ดีไปแฝงว่าเป็นการเมืองด้วยก็มี แต่ อาตมา ไม่ได้พาพวกเราไปก่อม็อบ แต่พวกเราเป็นกลุ่มชุมชนประชาธิปไตย ออกไปทำงานการเมืองประชาธิปไตยตามสิทธิหน้าที่ของประชาชน ไปชุมนุมประท้วงอย่างถูกต้องตามกฎหมายของสากลโลก ไม่ได้เป็นตัวการไปทำร้าย ทำให้เกิดการรุนแรง ไม่ได้พาทำเลย พวกเรามีบางคนบางครั้งอดไม่ได้ ทนไม่ได้ก็ทำออกไปรุนแรงบ้างถือว่าเป็นข้อบกพร่องเล็กน้อย แต่โดยองค์รวมแล้ว อาตมา ทำสำเร็จ ไม่ได้เป็นต้นเหตุก่อความรุนแรง การออกไปชุมนุมแบบเรา ถือว่าเป็นการชุมนุมที่ให้เกิดผลทางการเมือง ภาษาอังกฤษเรียก rally หรือ demonstrate หรือเรียกว่า protest คือคำที่เราใช้เรียกพวกเรา เราทำออกไปเสียสละสร้างสรร ให้เกิดพลังรวม ทั้งพวกเรา และคนข้างนอก ทั้งกายกรรม วาจา และจิตใจ รวมเป็นธรรมฤทธิ์ และคำว่าธุดงค์ คือข้อปฏิบัติที่เคร่งครัด อย่างพระมหากัสสปะท่านมีข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดที่สุด เรียกว่า ธุดงควัตร ๑๓

หมวดที่ 1 จีวรปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับจีวร) 1. การถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร คือการใช้แต่ผ้าเก่าที่คนเขาทิ้งเอาไว้ตามกองขยะบ้าง ข้างถนนบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง นำผ้าเหล่านั้นมาซัก ย้อมสี เย็บต่อกันจนเป็นผืนใหญ่แล้วนำมาใช้ งดเว้นจากการใช้ผ้าใหม่ทุกชนิด (บังสุกุล = คลุกฝุ่น) 2. การถือผ้า 3 ผืน (ไตรจีวร) เป็นวัตร คือการใช้ผ้าเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น อันได้แก่ สบง(ผ้านุ่ง) จีวร(ผ้าห่ม) สังฆาฏิ(ผ้าสารพัดประโยชน์ เช่น คลุมกันหนาว ปูนั่ง ปูนอน ปัดฝุ่น ใช้แทนสบง หรือจีวรเพื่อซักผ้าเหล่านั้น ปัจจุบันภิกษุไทยมักใช้พาดบ่าเมื่อประกอบพิธีกรรม) หมวดที่ 2 ปิณฑปาตปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับบิณฑบาต ) 3. การถือบิณฑบาตเป็นวัตร คือการบริโภคอาหารเฉพาะที่ได้มาจากการรับบิณฑบาตเท่านั้น ไม่บริโภคอาหารที่คนเขานิมนต์ไปฉันตามบ้าน 4. ถือการบิณฑบาตตามลำดับบ้านเป็นวัตร คือจะรับบิณฑบาตโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เลือกว่าเป็นบ้านคนรวยคนจน ไม่เลือกว่าอาหารดีไม่ดี มีใครใส่บาตรก็รับไปตามลำดับ ไม่ข้ามบ้านที่ไม่ถูกใจไป 5. ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร คือ ในแต่ละวันจะบริโภคอาหารเพียงครั้งเดียว เมื่อนั่งแล้วก็ฉันจนเสร็จ หลังจากนั้นก็จะไม่บริโภคอาหารอะไรอีกเลย นอกจากน้ำดื่ม 6. ถือการฉันในบาตรเป็นวัตร คือจะนำอาหารทุกชนิดที่จะบริโภคในมื้อนั้น มารวมกันในบาตร แล้วจึงฉันอาหารนั้น เพื่อไม่ให้ติดในรสชาดของอาหาร 7. ถือการห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร คือเมื่อรับอาหารมามากพอแล้ว ตัดสินใจว่าจะไม่รับอะไรเพิ่มอีกแล้ว หลังจากนั้นถึงแม้มีใครนำอะไรมาถวายเพิ่มอีก ก็จะไม่รับอะไรเพิ่มอีกเลย ถึงแม้อาหารนั้นจะถูกใจเพียงใดก็ตาม หมวดที่ 3 เสนาสนปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับเสนาสนะ ) 8. ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร คือจะอยู่อาศัยเฉพาะในป่าเท่านั้น จะไม่อยู่ในหมู่บ้านเลย เพื่อไม่ให้ความพลุกพล่านวุ่นวายของเมืองรบกวนการปฏิบัติ หรือเพื่อป้องกันการพอกพูนของกิเลส 9. ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร คือจะพักอาศัยอยู่ใต้ต้นไม้เท่านั้น งดเว้นจากการอยู่ในที่มีหลังคาที่สร้างขึ้นมามุงบัง 10. ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร คือจะอยู่แต่ในที่กลางแจ้งเท่านั้น จะไม่เข้าสู่ที่มุงบังใดๆ เลย แม้แต่โคนต้นไม้ เพื่อไม่ให้ติดในที่อยู่อาศัย 11. ถือการอยู่ในป่าช้าเป็นวัตร คือจะงดเว้นจากที่พักอันสุขสบายทั้งหลาย แล้วไปอาศัยอยู่ในป่าช้า เพื่อจะได้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ไม่ประมาท 12. ถือการอยู่ในเสนาสนะที่เขาจัดไว้ให้เป็นวัตร คือเมื่อใครชี้ให้ไปพักที่ไหน หรือจัดที่พักอย่างใดไว้ให้ ก็พักอาศัยในที่นั้นๆ โดยไม่เลือกว่าสะดวกสบาย หรือถูกใจหรือไม่ และเมื่อมีใครขอให้สละที่พักที่กำลังพักอาศัยอยู่นั้น ก็พร้อมจะสละได้ทันที 13. ถือการนั่งเป็นวัตร คือจะงดเว้นอิริยาบถนอน จะอยู่ใน 3 อิริยาบทเท่านั้น คือ ยืน เดิน นั่ง จะไม่เอนตัวลงให้หลังสัมผัสพื้นเลย ถ้าง่วงมากก็จะใช้การนั่งหลับเท่านั้น เพื่อไม่ให้เพลิดเพลินในการนอน

พ่อครูว่า… แต่ที่เขาทำธุดงค์ปิดถนน แบบนั้นมันเป็นการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ไม่สมควร ผิดศีลอีกด้วย ส่วนพระที่ตั้งกรวยตั้งการ์ดเพื่อที่จะป้องกันตัวเอง และการออกไปประท้วงต้องประมาณตนว่าออกไปทำให้เกิดความสงบหรือว่าออกไปแล้วเกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้นซึ่ง อาตมา พาทำมาหลายครั้งก็ได้ผล เกิดความสงบ หากไม่มีพวกเราเข้าไปก็จะเกิดความรุนแรงเพิ่มขึ้น ไม่ใช่อยากทำเพื่อโก้เก๋ ไม่ใช่ มันไม่ใช่เรื่องอยากเด่นดังแต่อย่างใด แต่ทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง เป็นการกระทำที่แปลกใหม่ ชุมนุมกันตั้งเท่าไหร่ แม้เสียชีวิตบาดเจ็บก็เข้าใจ ทำได้อย่างยาวนาน มีประสิทธิภาพในการอยู่ได้ แม้ที่สุดล่าสุด ตำรวจจะมาเข่นฆ่าก็แสดงตัว สุดท้ายเหตุปัจจัยก็ทำให้เขาหยุดไป เป็นสิ่งเกิดผล ยืนยัน ที่พูดนี้ไม่ได้มาอวดตัวตนว่าฉันทำได้ประหลาดพิสดารนะ แต่เป็นวิทยาศาสตร์ มันมาประท้วงกันก็ตั้งที่นอนตั้งเต็นท์ตั้งครัว กะจะอยู่กันจริงจังเลย เขาก็จะมาทำลายก็ว่าเรากินเหล็ก กินไหลหรืออย่างไร เราก็มีธรรมฤทธิ์ให้เขาสงบได้ จะอภิปรายอย่างไรก็ทำกัน บางคนก็พูดแรง เราก็บอกกันให้ลดลง ค่ารวมอาตมาว่าสอบได้ 80-90 % เลย เป็นประวัติศาสตร์รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ที่ทั้งโลกต้องมาศึกษา เรามีการเก็บบันทึกไว้เกือบครบเลย เป็นวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อาตมา ตั้งใจว่าจะอยู่ไปให้ได้ อีก 70 ปี พวกเราก็จะอายุปาเข้าไป บางคนก็จะเกือบ 90 พวกเราฟังไว้นะ ของพุทธเหนือกว่าประชาธิปไต ย เหนือกว่าคอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยม หรือเผด็จการที่เขาเป็นกัน ของพุทธนี่เสียสละให้ส่วนรวมทำงานให้ส่วนรวม เสียภาษี 100 % เหนือกว่าทุกระบอบเลย แล้วมีจิตใจทำงานเพื่อประชาชนอย่างพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อย่างบริสุทธิ์ใจ แล้วก็มุ่งมั่นอยู่ แล้วก็มีคนถามว่าพ่อท่านจะพาออกประท้วงอีกไหม...ก็ตอบเลยว่า..ไป หากถึงเวลากาละที่เหมาะควร เราเป็นพลเมืองไทยมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ นั่นคือคำวิพากษ์วิจารณ์ของคุณลมใต้ปีก ก็ขอบคุณบทความของเขา อ่านต่อ … “พุทธอยู่ที่ใจ ” ไม่ต้องพึ่งพระ ท่องคาถานี้ไว้ เพราะเหลือพระให้พึ่งได้น้อยเต็มที ถามจริง พระกระแสหลักที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ไม่ใช่ธรรมกาย ไม่ใช่สันติอโศก แต่ พระปลุกเสกพระแก้ชงนั่นไง พระสร้างเหรียญสร้างพระเครื่องขายได้ร้อยล้านพันล้าน สุดยอดธุรกรรมเก็งกำไร

พ่อครูว่า … พระอยู่ที่ใจก็จริง แต่เราก็ต้องรู้ทั้งนอกและใน เราอยู่ในสังคมต้องมีสมมุติสัจจะ ศาสนาทุกวันนี้น่าเห็นใจ อาตมาถึงว่าจะขออยู่ไปให้นาน ที่จะพากเพียรทำงานให้ได้ประโยชน์ทางศาสนา เพราะศาสนาจะยกฐานะมวลมนุษยชาติ ที่จะแก้ไขปัญหาทางรัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ได้จริง ไม่อย่างนั้นทำไม่ได้งดงามเรียบร้อยหรอก ต้องมีจิตเป็นประธาน แต่ละคนที่มาอยู่กับชาวอโศก ที่มาช่วยกันนี่ อาตมาก็ต้องขอขอบพระคุณอย่างยิ่งที่ได้เอาตัวมาพิสูจน์ ทุกคนไม่ว่าผู้เล็กผู้น้อย ผู้ทำประจำก็แน่นอนต้องขอบคุณอย่างล้นเลย อาตมาดูว่าประเทศไทยทุกวันนี้กระเตื้องขึ้นเรื่องธรรมะ จนอาตมาได้พยากรณ์แล้วว่า เมืองไทยเป็นชมพูทวีปแล้ว มีสุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส มนุษย์ที่มีภาวะสติแข็งกล้า รู้รูปนาม ที่รวมกันมีอาการ 32 อยู่ในร่างมีทั้งรูปและนาม ในเลือด ในน้ำหนอง เสลด อวัยวะต่างๆ พระพุทธเจ้าไล่มาหมด เป็น อาการ 32 ท่านไม่เรียกว่าสิ่ง แต่เรียกว่าอาการ ไม่ว่าตับไตไส้พุง ทั้งน้ำเลือดน้ำหนอง ก็เรียกอาการ เพราะเป็นองค์ประกอบที่มีรูปและนาม พร้อม มีธรรมะสอง อาตมาพูด เล็บไม่ใช่กาย ผมไม่ใช่กาย มันตัดได้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ส่วนที่ไม่รับรู้สึกนั้นคือไม่ใช่กาย ไม่ใช่อาการ แต่ส่วนที่ต่อเนื่องก็มีอาการได้ อุจจาระที่อยู่ในร่างถือว่าเป็นกาย แต่ถ้าอุจจาระออกมาข้างนอกถ่ายออกไปก็ไม่ใช่กาย อุจจาระภายในทำพิษได้ มีนามธรรมไปจับเคลื่อนได้ คนที่มีพลังจิตดีๆ ท้องไส้ไม่ดี อุจจาระไม่เคลื่อนก็ใช้พลังงานทางจิตรักษาได้ เพราะอุจจาระยังอยู่ในร่างกายผู้นั้น สภาวะกาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ได้แยกกัน เป็น relative แล้วเวลาทำปฏิกิริยาต้องมีการผัสสะ แล้วรวมลงที่เวทนา แยกเคหสิตะกับเนกขัมมะได้ เลิกจากเคหสิตะได้ มาเป็นเนกขัมมะได้ สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้สมบูรณ์แบบ ทิฏฐิ 2 ต้องมีปรโตโฆษะกับโยนิโสมนสิการ ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิก็จะไม่รู้วิธีทำใจในใจได้อย่างถูกต้อง แล้วมาต่อทิฏฐิ 10 เข้าใจแล้วก็ปฏิบัติจนเกิดทิฏฐิ 6 แล้วจะเป็นผลสูงส่งไปถึงเป็น ทิฏฐิ เหลือ 2 หรือ 1 จนถึงทิฏฐานุสัย หรือทิฏฐาสวะ

_ 0857308xxx · เจโตวิมุติคืออย่างเดียวกับหรือเป็นสายศรัทธานุสารีหรือไม่อย่างไรคะ พ่อครูว่า ... เป็นหรือไม่ เจโตวิมุติ ก็อธิบายไปบ้างว่า คำว่าเจโตวิมุติ เจโตนิโรธ เจโตสมถะ และเจโตสมาธิมีนัยต่างกัน เจโตสมถะคือจิตสงบ อย่างไม่สัมมาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิก็ได้ การไปนั่งหลับตา meditation เป็นมิจฉาทิฏฐิ การมีเจโตสมถะอย่างเดียวไม่มีโอกาสวิมุติ ไม่มีเจโตนิโรธ เจโตนิโรธก็มีสองนัย แบบมิจฉาทิฏฐิคือดับแบบไม่รู้ แต่แบบสัมมาทิฏฐิคือดับกิเลส เจโตวิมุติคือหลุดพ้นอย่างสัมมาทิฏฐิ แล้ว สายสัทธานุสารี จะมาเป็น สัทธาวิมุติ แล้วมาเป็นกายสักขี แต่พระพุทธเจ้าไม่รับรองว่าเป็นอรหันต์ ต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายก่อน ไปตามลำดับ อย่างสายปัญญา อาสวะจะหมดสิ้นเหลืออนุสัยเป็นอรหัตตมรรค ถ้าไม่ลืมตาปฏิบัติจะไม่ได้แบบนี้ ไม่สามารถเรียนรู้ปฏิบัติจนเหลืออายตนะที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่จะกลายเป็นอสัญญีสัตว์ไป สายศรัทธานั้นต้องมาทำสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไปตามลำดับ จึงจะหลุดพ้นจริง เป็นอุภโตภาควิมุติได้ เป็นอรหันต์ได้ สายธัมมานุสารีย์(สายปัญญา) ปฏิบัติสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายตั้งแต่ต้น บรรลุเป็นทิฏฐิปัตตะ อาสวะดับไปตามลำดับ พอเป็นปัญญาวิมุติก็อาสวะสิ้นหมด แต่ยังไม่มีเจโตวิมุติ ตัวอนุสัยสุดท้ายยังมีอยู่ เป็นอวิชชานุสัย ต้องเรียนรู้ให้พ้น อวิชชานุสัยจึงเป็นเจโตวิมุติตัวปลายสุด ผู้ที่รู้จักเจโตสมถะ รู้จักเจโตวิมุติชัดเจนก็ปฏิบัติตั้งมั่น เป็นเจโตสมาธิ ตั้งมั่นเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นฝ่ายเจโต ส่วนฝ่ายปัญญาก็มีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะที่มีคุณสมบัติ อย่าง มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา เจโตวิมุติ นั้น ถ้าเข้าใจวิมุติไม่ใช่แค่ของสัทธานุสารี หรือสายศรัทธาอย่างเดียว แต่ก็เอียงมาทางสายศรัทธา แต่ทางธัมมานุสารี ก็บรรลุเป็นทิฏฐิปัตตะ แล้วเป็นปัญญาวิมุติ อาสวะหมดสิ้น พอทำเจโตวิมุติตัวสุดท้ายสมบูรณ์ด้วยเจโตสมาธิก็เป็น อุภโตภาควิมุติ ศาสนาพุทธในเมืองไทยทุกวันนี้เป็นชมพูทวีป มีชาวอโศกปฏิบัติได้ มีโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี จนถึงอรหันต์ได้ แต่ไม่ได้ชี้บุคคล พยายามรู้ตัวเอง อย่าหลงตัวเอง สังคมไทยมีกระแสทางโลกดีขึ้นเรื่อยๆ ที่มีคุณธรรมประกอบ ขนาดสหประชาชาติ มองเข้าใจหลายอย่าง ทั้งๆที่ในสหประชาชาติไม่ใช่พุทธมีเยอะ กรรมการเป็นเทวนิยมส่วนมาก เขาก็พอเข้าใจ ว่าทิศทางความเจริญสูงสุดมาอยู่ตรงนี้ ที่อาตมาตั้งใจอยู่อีก 70 ปีไม่ใช่พูดเล่น อยู่เพื่อจะเป็นผู้พิพากษา พูดเหมือนอวดดีแต่ต่อไปอาตมาจะเป็นผู้ที่บอก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย อาตมาไม่ได้อยากมีชื่อเสียง แต่จะเป็นไปเอง ตามสัจจะ เพราะคนทุกคนมาจุดนี้ทั้งนั้นไม่ไปไหน ในสายมหายาน เขาพูดถึงขนาดว่าทุกคนต้องเป็นอรหันต์หมด ไม่มีใครจะไม่เป็น มันเป็นตามบารมี เขาพูดตีขลุม ใช่ อีกไม่รู้กี่ล้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ชาติ แต่คุณจะอยู่ไปอีกหรือ ไม่เบื่อหรือไง กระแสถล่มธรรมกายที่กำลังแรงในวันนี้ คำถามคือต้องการปฏิรูปพุทธศาสนาจริงหรือ แล้วแนวทางปฏิรูปคืออะไร คือทำลายธรรมกาย แล้วเปลี่ยนผู้มีอำนาจในมหาเถรสมาคม แล้วได้ผลจริงไหม? อาตมาเพิ่งแต่งโคลงมาใหม่...ชื่อยาวหน่อย

ถึงกาละรอบ่ได้ ท้อบ่ได้ ถอยบ่ได้แน่ๆ มีแต่ทำเต็มบริสุทธิ์ให้จบเท่านั้น

( 1 ) ทั้งดวงดาวประจบแล้ว มงคลฤกษ์ ขุดเหตุถอนรากเพิก พิษร้าย ชั่วช้าหนักเอิกเกริก เกินกล่าว แล้วแฮ เลวสุดหลักฐานท้าย สุดนั้นเต็มมือ ( 2 ) อย่ายื้ออย่ายึดให้ เป็นเวร ภัยเลย สัตว์วิปริตพิษเกินเกณฑ์ ชัดแท้ กัดบ่หยุดมันเดน นรกเกิด มารา นี่แหละสัตว์จริงแล้ว ฤทธิ์ร้ายจริงจริง (๓) อย่าประวิงด้วยเหตุ ใดใด อยู่เลย คนชั่วบ่หยุด ไข สัจจ์แล้ว คนสัตย์ซื่อกล้าใจ บริสุทธิ์ ธรรมย่อมคุ้มครองแคล้ว คลาดพร้อมบุญญา ( 4 ) กาละรอบ่ได้ พึงตรอง เถิดเทอญ ท้อบ่ได้พึงสนอง ฤกษ์ฟ้า ยิ่งถอยบ่ใช่ของ ควรเกิด แน่แฮ จิตอ่อนแอบ่กล้า ยิ่งร้ายฤกษ์เสีย ( 5 ) เพลียล้ากันมากแล้ว เกินรอ ท่านเอย ประมาทสัตว์กุนจอ บ่ได้ สัตว์เง่าแง่ทำหงอ ไป่สุด เล่ห์นา อย่าสะดุดปยุตต์ให้ ฤกษ์ร้ายมงคลเสีย ( 6 ) เจียรกาลนานหนักแล้ว คนไทย รอประชาธิปไตย ที่แท้ ประชาธิปไตยไฉน ลืมโลก ไปเลย ไทยก็ไทยจริงแล้ว อิสระแท้เมืองไทย ( 7 ) อธิปไตยพุทธดั้ง เดิมมา สุดยอดคือประชา- ธิปัตย์แท้ อย่าเลยอย่าไปหา ลัทธิอื่น ลัทธิพุทธสุดแล้ ยอดแท้อธิปไตย.

“สไมย์ จำปาแพง" ๒ ก.ค. ๒๕๕๘

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน