580331_พุทธชีวศิลป์(วนบ.) เรื่อง พุทธแท้พุทธเทียม .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข7 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580331_รายการพุทธชีวศิลป์(วนบ.) เรื่อง พุทธแท้พุทธเทียม โดย พ่อครูสมณะโพธิร ักษ์

พ่อครูว่า … วันนี้วันอังคาร ที่ 31 มี.ค. 2558 ขึ้น 12 ค่ำเดือนห้า( 5 )ปีมะแม วันนี้รายการธรรมาธรรมะสงคราม พุทธชีวศิลป์จากบ้านราชฯ อาตมาตั้งชื่อรายการ ไม่ว่าจะเป็นความรัก 10 มิติหรือพุทธชีวศิลป์ ก็ล้วนแต่เนื้อหาคือพุทธแท้ๆ เป็นความหมายเกี่ยวพันถึงเนื้อหาที่เกี่ยวไปภายนอกบ้าง แต่ก็เน้นแก่นของพุทธศาสนา ไม่ว่าจะสรรค่าสร้างคน หรือพุทธชีวศิลป์ ก็ยิ่งชัดตรงเข้าหาเนื้อแท้ของพุทธธรรม หรือพุทธแท้ ที่อาตมามั่นใจในพุทธแท้ๆ ไม่ได้ด้วยคาดคะเนด้วยเหตุผล แต่มั่นใจเพราะมีทั้งเหตุผล หลักฐาน อาตมาก็เอาหลักฐานในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะฉบับสยามรัฐ ซึ่งแม้ในปางนี้อาตมาไม่ได้เรียนภาษาบาลีกับเขาเลย แต่ที่อ่านก็อ่านฉบับภาษาไทย อ่านแล้วก็ยิ่งเห็นเนื้อหา ที่ทำให้เราเข้าใจตามปัญญา ว่าเป็นเช่นนี้ ที่สำคัญคือตรงกับจิตใจของเรามี ตามที่ท่านตรัสไว้ อันนี้คือที่ทำให้อาตมามั่นใจว่า อาตมารู้ เห็นจริง ตรวจแล้วตรงกับพระไตรปิฎกด้วย อาตมาได้อ่าน คอลัมน์ สยามประเทศไทย ของคุณ สุจิตต์ วงษ์เทศ [จาก นสพ. มติชน รายวัน วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2558 ฉบับที่ 13532 ] ซึ่งก็ได้นำมาวิจัยวิจารไว้เมื่อวานนี้ อาตมาก็มั่นใจว่าที่อาตมาบรรยายนี้มาจากที่อาตมาได้บรรลุเช่นนั้น ไม่ได้แค่ตรรกะ อาตมาจึงบรรยายอย่างสบายใจ ไม่ขวยเขินแต่อย่างใด แล้วที่บรรยายก็ไม่ได้หวังลาภ ยศ สรรเสริญอะไร มีแต่เสียด้วย โดนด่าด้วย แม้ภิกษุเขาก็จะถอนไม่ให้อาตมาเป็น แต่อาตมาก็บวชถูกต้อง บวชทั้งมหานิยายกและธรรมยุติ สวดสองญัติเลย โดยไม่ได้เคยเปล่งวาจาจากญัติไหนเลย แม้จะแพ้คดีก็ตาม เพราะไม่สึกอาตมาจึงแพ้คดี ก็ไม่สึกอาตมาก็เลยเป็นพระอยู่ กฎหมายก็ยอมรับว่าอาตมาไม่สึกก็เลยแพ้คดี อาตมาก

อ่านต่อ

็ยังเป็นพระอยู่ตามพระธรรมวินัย อาตมาก็ต้องทำหน้าที่ตามที่ว่า และได้ผลด้วย แม้จะได้ผลน้อย อาตมาว่าได้ผลน้อยอยู่นะ เพราะในคน 67 ล้านคน แต่ได้มานี่ เป็นพลเมืองที่มาแสดงตัว บอกตัวตนให้เห็น อาตมาก็เห็นเป็นตัวตนชาวอโศกจริงๆอยู่ก็ไม่น่าเกิน ห้าพันคนนะ โดยพฤติกรรมของแต่ละคน เท่าที่สัมผัสสัมพันธ์กันก็พอรู้ได้ว่าเข้ากระแสหรือไม่ มีอาริยธรรมเท่าใด แต่อาตมาก็ไม่ประสงค์ที่ไปชี้ว่าผู้ใดบรรลุเท่าไหร่ เพราะไม่แม่นเท่ากับพพจ. ถ้าพยากรณ์แล้วผิดก็จะเสียทั้งเราและผู้ถูกพยากรณ์ ก็เลยไม่ได้จะไปพยากรณ์ ก่อนจะวิจัยถึงข้อเขียนของคุณสุจิตต์ ก็ขออ่านคำถามของ พระเทียนทอง ฐิติญาโน อยู่วัดห้วยตึ๊กชู อยู่ จ. ศรีสะเกษ _1 .บุคคลที่ฆ่ากิเลสได้ 1 ครั้งจะได้ฌานแบบลืมตาโพลงๆหรือไม่(เคยได้ยินว่าฌานลืมตาโพลงๆจะได้แล้วได้เลย) พ่อครูว่า ... คำว่าฌาน หมายถึงพลังงานของจิต คำว่าฌาน มีทั้งตัวจิต เจโต และมีทั้งปัญญา ฌานต้องมีปัญญา ถ้าฌานไม่มีปัญญาไม่เรียกว่าฌาน ฌานต้องมีปัญญาประกอบด้วย ฌานคือไฟปัญญา มีกำลังของปัญญา มีประสิทธิภาพไปสลายกิเลสได้ ฌานต้องประกอบด้วยจิตที่มีกำลังเป็นอุณหธาตุหรือเตโชธาตุ

นัตถิ ฌานัง อปัญญัสสะ ปัญญา นัตถิ อฌายโต ยัมหิ ฌานัญจะ ปัญญา จ ส เว นิพพานสันติเก ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแล อยู่ในที่ใกล้นิพพาน (พตปฎ. เล่ม 25 ข้อ 35 )

ของพุทธนั้นเป็นฌานแบบลืมตา ทำให้กิเลสลดลงๆ จนดับหมดสิ้น เด็ดขาด สมุจเฉทปหาน ซึ่งจะหยั่งลงเป็นโอกกันติ ซึ่งเป็นสภาพกลางๆ จะไปเป็นชาติสัญชาติแบบปุถุชนหรือไปแบบโลกุตรชนก็ได้ ก็ต้องรู้ว่าเห็นเคหสิตะหรือเนกขัมมะ แล้วทำให้เกิดสมุจเฉทปหาน แล้วทำให้มากรักษาผล อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมังหรือทำอเนญชาภิสังขาร ยิ่งขึ้นๆ ก็ทำเข้าไป เรียกว่า ปฏิปัสสัทธิปหาน ทำซ้ำทำทวนไปทวนมา ทำให้เกิดผล ตกผลึกลงไปเรื่อยๆ แล้วอันนี้คือนิพพัตติ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ไปเรื่อยๆ จนอภินิพพัตติคือนิพพานเลย ตอบคำถาม ฌานแบบลืมตาโพลงๆ ก็เป็นฌาน 1 ครั้ง ถ้าทำได้ 1 ครั้งก็ทำได้นิดหนึ่ง ก็ต้องทำต่อไป ถูกต้องแล้ว ทำต่อไป

_ 2 . กรณีที่ฆราวาสฟังเทศน์บรรพชิตแล้วฆราวาสบรรลุธรรมได้ แล้วบรรพชิตนี้จะต้องอาบัติปาราชิกไหม? พ่อครูว่า… ถ้าผู้นี้ผู้บรรยายไม่บรรลุธรรม แต่ปัญญาเข้าใจสัมมาทิฏฐิ แต่ไม่ถาวร คนที่ยังไม่บรรลุจนตั้งมั่น ถ้าครั้งคราวที่บรรยายถูกต้อง ฆราวาสเอาไปบรรยายถูกต้องก็ได้ แล้วผู้นี้ตนเองยังไม่ตั้งมั่นก็ปาราชิกได้ เพราะว่าตนเองรู้ เอาง่ายๆว่า เอาพระไตรปิฎกมาอ่านให้ฟัง แล้วคนฟังเข้าใจได้ ตามที่ผู้นี้อ่านผู้นี้สอน แต่ตนเองไม่บรรลุ เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยงได้ ก็ปาราชิกได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเกินกาลจะเสียประโยชน์

_3 .บุคคลผู้ได้รับการพยากรณ์จะได้รับการประทับรอยเป็นพพจ.ได้ในอนาคต จะมีโอกาสทำผิดถึงขั้นไม่ได้ถูกประทับรอยเป็นพพจ.หรือไม่? พ่อครูว่า ... คำว่าประทับรอย นั้นน่าจะเป็นตามรอยพระพุทธเจ้านะ สรุปว่าผู้ได้รับการพยากรณ์ จะหมดโอกาสได้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่? ก็ตอบว่าที่พระพุทธเจ้าจะพยากรณ์ใครนั้นมีเหตุปัจจัยเพียงพอแล้ว มีสถิติเพียงพอแล้ว พระพุทธเจ้าก็มีสถิติที่เป็นของจริง แล้วไปสมมุติเอาว่าท่านได้รับการพยากรณ์แล้วจะไม่ได้เป็นก็ไปดูถูกพระพุทธเจ้าสิ ขนาดอาตมาเองไม่กล้าพยากรณ์ใครง่ายๆ แล้วพระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์คนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าอีก ไม่ใช่เรื่องธรรมดา บอกได้เลยว่าไม่เปลี่ยนแปลงหรอก พระพุท ธ้เ จ้าจะไปพยากรณ์ทำไม ให้เสียประโยชน์ ท่านเองไม่ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุขอะไรนี่ อาตมาเองยังไม่อยากพยากรณ์เลย ผู้ไม่ต้องการอามิสอะไร จะทำไปทำไมถ้าเสียผล มีsms มาเมื่อวานว่า _ 0824039xxx · นมก.พ่อครูฯสณ.สม.ญตธ.บ้านราชทุกท่าน!ผู้น้อยไม่เข้าใจบทความที่คนเขียนๆมา!เจตนาบอกว่าศาสนาไม่ควรผูกโยงกับรัฐชาติ!แต่ถ้าศาสนาไม่อยู่ช่วยชาติแล้วไม่มีชาติ!ศาสนาจะไปยืนอยู่ตรงไหน?.. พ่อครูว่า… คำถามนี้ดีนะ

_ 0824039xxx · แล้วรัฐชาติถ้าไม่มีศาสนามาเกี่ยวพันในที่สาธารณะ!เวลาที่ทุกพื้นที่ในชาติกลียุคจะมีธรรมใดมาช่วยทำให้ชาติพ้นภัย!นอกจากธรรมในทุกศาสนา..

_ 0824039xxx · ที่ผ่านมาชาติเป็นหนี้IMFหลายล้านบ.ก็มิใช่เพราะศาสนาช่วยหรอกฤา?ไม่เคยเห็นฆราวาสการม.ใดมาปลดหนี้ได้เลยนอกจากหลวงตามหาบัว..

_ 0824039xxx · เวลาที่ชาติกลียุคสถาบันสั่นคลอนก็มีแต่มวลชนที่นับถือทุกศานาพุทธอิสลามฮินดูคริตส์ออกมาช่วยปกป้องชาติราชบัลลังค์ฯหลวงปู่พุทธอิสระฯพระอ.ทุกรูปสณ.สม.ญตธ.กทธ.ออกมาปกป้องช.ศ.กษ.เพราะ3สิ่งถ้าไม่รวมกัน!ปท.ไทยจักยังคงเป็นราชอาณาจักร...

_ 887094xxx · ทำไมไพบูรณ์และพุทธะอิสระจะปฏิรูปพระทั้งประเทศทำได้หรือครับ

_ 0824883xxx · TOOK THE JOKE IS HAPPINESS SIR RADM MINT

_ 0813602xxx · ไม่มีใครอายุถึง150 ปีหรอกจ้าพ่อโพธิสัตว์ระดับ7 พ่อครูว่า … ก็ไม่เป็นไร อาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร จะถึงหรือไม่ก็ไม่เป็นไร? ทำไมอาตมาตั้งเลข 151 เพราะว่า เรื่องของเรื่อง คือมีหมออารีย์ อายุมากแล้วแต่แข็งแรง แกบอกว่าจะอายุถึง 120 ปี แต่อาตมาก็แข็งแรงก็บอกว่า 121 ปี แกก็เลยบอกว่าผมจะพยายามอายุ 150 ปีให้ได้ อาตมาก็ว่า ไม่เป็นไร อาตมาจะอยู่ให้ได้ 151 ปี ก็เลยตั้งเป้า นี่คือนิทานที่มาแห่งตัวเลข 151 ปีแล้วอาตมาก็ดูว่า 151 คืออะไร ก็คือ 3 นักษัตรที่อาตมามีชีวิต ฆราวาส 36 ปี แล้วมาเป็นนักบวชอีก 36 ปีก็เป็น 72 ปี แล้วอาตมาก็ต่ออายุไปอีก ถ้าต่อไปอีก 36 ก็เป็น 108 ถ้าต่อไปอีกรอบที่ 4 ก็เป็น 151 ปีพอดี

_ 0897599xxx · สามีทำให ้ ภรรยาเบื่อกามถาวร ภรรยาทำให ้ สามีติดกามถาวร บาปบุญอยู่ที่ใครมากกว่า พ่อครูว่า… มันง่ายๆทำให้เบื่อได้ก็เป็นการดี ถ้าไม่ทะเลาะกันนิ่มนวล แต่ถ้าทำให้ติดก็บาปตายเลย ตอบไม่ยากเลย

พุทธแท้ มีที่ไหน? ใครรู้บ้าง? พุทธแท้ มีแต่ในพระไตรปิฎก เป็นข้อความที่ผู้มีประสบการณ์รู้ธรรมพูดจาว่าขานสัพยอกยั่วเย้ากันมานานมาก น่าจะก่อนผมเกิด ต่อมาอีกนานจะมีคำอธิบายเพิ่มเติมว่าไม่เคยพบหลักฐานว่าพุทธแท้สมัยพุทธกาล มีอย่างไร? คนยุคนั้นปฏิบัติตนต่อพุทธแท้แบบไหน? แม้สมัยพระเจ้าอโศก ก็ไม่เคยพบหลักฐานเรื่องพุทธแท้หรือไม่แท้ เพราะสิ่งที่พบล้วนเป็นวัตถุที่อ้างว่าเนื่องในพุทธศาสนา เช่น ธรรมจักร,สถูปเจดีย์ ฯลฯ ในสยามประเทศ แรกรับพุทธศาสนายุคทวารวดี ราวหลัง พศ.1000 ที่เมืองอู่ทอง(อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) ก็ไม่เคยพบหลักฐานพุทธแท้มีลักษณะอย่างไร? (โสณเถระและอุตตรเถระมาเผยแผ่พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิยุคอโศก มีในตำนานมหาวงศ์ พงศาวดารลังกา ไม่มีในจารึกอโศก) เมื่ออยู่ไทย ก็เรียกศาสนาไทย พุทธแท้ สมมุติว่ามีจริง (แต่ไม่มีใครเคยเห็นด้วยตนเอง) ก็เริ่มไม่แท้เสียแล้วตั้งแต่แรก ประดิษฐานที่สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ เพราะถูก "ผีแท้" ของพื้นเมือง ตกแต่งดัดแปลง "พุทธแท้จากอินเดีย-ลังกา" ให้เป็นศาสนาพื้นเมืองทุกหนทุกแห่ง ในไทยเรียกศาสนาไทย มีคำอธิบายของ อ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ นานมาแล้ว ผมจำได้คร่าวๆ ว่า ศาสนาไทย มีศาสนาผีเป็นฐานรากอันแข็งแกร่ง แล้วรับเอาสิ่งละอันพันละน้อยของศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ โดยเลือกเอาส่วนที่ไม่ขัดกับหลักผี เข้ามาประดับศาสนาผี เพื่อให้ดูดี ทันสมัย มีสง่าราศี น่าเลื่อมใสศรัทธาขึ้นเท่านั้น ศาสนาผีรักษากฏเกณฑ์ทางสังคม แต่พราหมณ์ พุทธ รักษากฏเกณฑ์ทางจิตวิญญาณของ บุคคล

พุทธแท้ ไม่มีอยู่จริง ที่เล่ามานี้เพื่อสนับสนุนวิจักขณ์ พานิช มีเสวนาที่มติชนอคาเดมี (เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2558) ว่า หากจะพูดถึงความเป็นพุทธในสังคมไทยว่าพุทธแบบไหน เป็นพุทธแท้หรือพุทธเทียม จึงไม่มีประโยชน์ เพราะพุทธศาสนาถูกตีความต่างกันไปตามแต่ละบริบททางประวัติศาสตร์" ถึงที่สุดแล้วพุทธแท้นั้นไม่มีอยู่จริง พุทธที่จะอยู่รอดต้องเคารพคุณค่าสากลและส่งเสริมเสรีภาพ ซึ่งก็คือพุทธที่อ่อนน้อมถ่อมตัว พุทธที่คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง ไม่ใช้ศีลธรรมสุดโต่ง และกล้าถกเถียงในประเด็นสาธารณะอย่างมีเหตุมีผล"

พ่อครูว่า... พุทธแท้เคารพคุณค่าสากลด้วย แต่ไม่เอาตาม ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะโลกุตรบุคคลของพุทธเป็นคนพิเศษเหนือโลกียะ เหนือโลกธรรม แต่ไม่ได้ดูถูกข่มขี่เขา แล้วเห็นใจสงสารเขาด้วยที่เขาทำไม่ได้ ที่เอาของเขามาพูดนี่ก็เพราะสงสาร เผื่อเขาจะซึมซับรับทราบแล้วเข้าใจ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็แล้วไป อาตมาไม่ได้กดขี่ดูถูกเขา แล้วส่งเสริมเสรีภาพด้วย พุทธส่งเสริมเสรีภาพที่สุด แต่คุณค่าสากลนั้นยัง ซึ่งก็คือพุทธที่อ่อนน้อมถ่อมตน ถามจริงๆอาตมานี่พวกคุณว่าอาตมาอ่อนน้อมถ่อมตนหรือข่มเบ่ง...ก็อ่อนน้อม แต่ถ้าจะต้องวิจารณ์ส ิ่ งผิดก็ขอโทษขออภัยทุกที เกรงใจจริงๆ แต่เอาเถอะจะหาว่าแก้ตัวก็ไม่ว่า เขาจะว่าอาตมาอวดดีหรือเปล่า? เขาตีความง่ายๆ เพราะอาตมาสายจริงจัง เป็นนักมวยหมัดหนักทุกหมัด ไม่เป็นมวยแย็บ พวก Fighter แล้วพุทธที่คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง อาตมาก็คุยกับคนที่ภูมิถึงรู้เรื่อง แต่คนที่ภูมิไม่ถึงก็ฟังไม่รู้เรื่อง อาตมาคุยกับม้ากับช้างไม่รู้เรื่อง แล้วไม่ใช้ศีลธรรมสุดโต่ง อาตมาว่าไม่ได้สุดโต่งนะ แต่อาตมาเผยแพร่สัจธรรมที่สูงส่ง จนคนเขาไปไม่ถึง แต่คนที่ไปถึงเขาทำได้ อาตมาก็ใช้อันนี้ให้เป็นที่หมาย ให้ทำให้ได้ เป็นโอปนยิโก เป็นสิ่งสูงที่คนควรเอื้อมเอาให้ได้ แล้วกล้าถกเถียงในประเด็นสาธารณะอย่างมีเหตุผล แน่นอนว่าอาตมาทำอยู่

อ่านต่อ... วิจักขณ์ย้ำว่าเมื่อเอาศาสนาผูกโยงกับรัฐ เท่ากับเอาพื้นที่ของศาสนา ซึ่งเป็นคุณค่าที่เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวมาใช้ในพื้นที่สาธารณะ ท้ายที่สุดจะเป็นการทำร้ายตัวศาสนาเอง เพราะเมื่อศาสนาถูกทำให้เป็นสถาบันสำคัญของรัฐชาติเสียแล้ว ศาสนาก็จะคับแคบในการตีความ และในที่สุดนำไปสู่สังคมที่ไม่ส่งเสริมเสรีภาพ

พ่อครูว่า... ถ้าย ิ่ งไม่มีคนที่บรรลุธรรมออกไปทำงานรับใช้ประชาชนก็ยิ่งจะทำให้ศาสนาถูกทำร้ายมากกว่า อาตมาเข้าใจว่า อย่าเอาพื้นที่ส่วนตัวมาใช้กับสาธารณะอันนี้ถูกของเขา เพราะเขาว่าคนอื่นมิจฉาทิฏฐิ ก็เลยต้องว่าเช่นนั้น เราไม่ว่าที่คุณว่าเรามิจฉาทิฏฐิ ถ้าเรามิจฉาทิฏฐิแล้วไปใช้พื้นที่สาธารณะก็จะยิ่งแย่ แล้วให้ไปเป็นสถาบันของชาติอีกก็ย ิ่ งแย่ถ้ามิจฉาทิฏฐิ สรุปคือเขาหมายถึงเอาศาสนามิจฉาทิฏฐิเข้าไปผูกโยงกับรัฐ เขาจะหมายถึงใครก็ตาม จะเป็นเราหรือใคร

แล้วเขาเขียนย้ำอีกว่า …

“ ควรเอาอำนาจรัฐออกจากศาสนา อันจะนำสู่สังคมที่ส่งเสริมเพิ่มพูนเสรีภาพ และสอดคล้องกับคุณค่าสากลในระบอบประชาธิปไตย"

พ่อครูว่า... เขาว่าถ้าเอารัฐออกจากศาสนา ใครอยากเชื่ออะไรก็เชื่อไปเถอะ แต่อย่ายกความเชื่อของตัวเองไปเบียดเบียนคนอื่น แล้วอวดว่าเป็นพุทธแท้ *** (มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2558 หน้า 6)

พ่อครูว่า… จากบทความนี้ อาตมาอ่านแล้วทำให้ได้คิดขึ้นมามากทีเดียว ก็ต้องขออนุโมทนาท่านผู้เขียนบทความนี้ด้วยความขอบพระคุณอย่างยิ่ง ที่ทำให้อาตมาได้คิดจริงๆ ปริเฉทสุดท้ายที่ว่า ใครอยากเชื่ออะไรก็เชื่อไปเถอะ แต่อย่ายกความเชื่อของตัวเองไเบียดเบียนคนอื่น แล้วอวดว่า เป็นพุทธแท้ ถูกต้องที่สุด..การเบียดเบียนเป็นความไม่ดี การยกความเชื่อของตัวเองไปเบียดเบียนคนอื่น นี่สิ.. อาตมาได้คิด เกิดความสำนึกว่า ถ้ามีความเบียดเบียนเกิดขึ้นจากพฤติกรรมที่คุณสุจิตต์ วงษ์เทศกล่าวว่า ยกความเชื่อของตัวเองไปเบียดเบียนคนอื่น ได้จริง เป็นจริง ก็เสียมารยาท เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี เลว ไม่ควรทำแน่ๆ มันทำให้อาตมาสะดุดใจว่า อาตมายกความเชื่อของตัวเองไปเบียดเบียน...หรือเปล่า? ยกความเชื่อไป..อย่างไร? อาตมามาทบทวนตรวจสอบพฤติกรรมของตนเท่าที่ได้ทำผ่านมาแล้วในบรรดากรรมกิริยาของตนที่ได้ทำมาแล้วเท่าที่จำได้ บุพเพนิวาสนุสติญาณดูว่า อาตมาทำกับความเชื่อของตนออกไปสู่พื้นที่สาธารณะ ก็ดี ออกไปสู่บุคคลต่อบุคคลโดยตรงก็ดี หรือสู่หมู่กลุ่มแต่ละหมู่แต่ละกลุ่ม ก็ดี อาตมาได้ทำอะไรบ้าง? อย่างไรบ้าง? ที่แสดงออกไปสู่คนอื่น สู่สาธารณะ สู่บุคคล สู่หมู่กลุ่มคนแต่ละหมู่แต่กลุ่ม มันเป็นกรรมกิริยาแบบไหน? อย่างไร? ที่ออกไปเบียดเบียนคนอื่นได้ มันทำให้เกิดผลถึงขั้นเบียดเบียนคนอื่นได้อย่างไร? จริงหรือ? มันเบียดเบียนแบบไหน? อาตมายอมรับว่าอาตมาแสดงความเชื่อของตนเองออกไป..จริง ตั้งใจแสดงออกไปด้วย และแสดงอย่างมั่นใจในความเชื่อนั้นว่าจริง จริงทั้งใจตนเอง และจริงทั้งเชื่อมั่นว่าที่อาตมาเชื่ออยู่นั้นถูกต้องต่อความจริง ความจริงนั้นก็คือ เชื่อว่าเป็นพุทธแท้ และเป็นวิธีปฏิบัติที่จะให้เกิดพุทธแท้ด้วย ก็ตามภูมิรู้ ตามภูมิธรรมของอาตมาเองแน่นอนที่สุด จะผิด จะถูก อาตมาก็ต้องรับผิดชอบส่วนที่ตนแสดงออกนี้ การเบียดเบียนนั้น มีทั้งโลกียะ และโลกุตระ ได้แก่โลกียะที่เป็นภายนอก ก็คือ 1. ทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ 2. ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต 3. ทำให้ผู้อื่นเสียอวัยวะ 4. ทำให้ผู้อื่นเสียยศฐานะ 5. ทำให้ผู้อื่นเสียเกียรติยศ 6. ทำให้ผู้อื่นเสียความโด่งดัง 7. ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง 8. ทำให้ผู้อื่นเสียเวลา 9. ทำให้เกิดบาดแผล เจ็บตัว 10. ทำให้ผู้อื่นเสียประโยชน์ที่เขาเห็นว่าเขาควรมีอยู่โลกียะที่เป็นภายใน ก็คือ 11. ทำให้ผู้อื่นเสียอารมณ์ เสียความรู้สึก(เวทนา) 12. ทำให้ผู้อื่นเสียความเห็นที่เขายึดเขาเชื่อถือ(ทิฏฐิ) 13. ทำให้ผู้อื่นเสียความยึดถือ(อุปาทาน) 14. ทำให้ผู้อื่นเสียความอยากได้มาบำเรอตน(ตัณหา) 15. ทำให้ผู้อื่นเสียความสนุกสนานเอร็ดอร่อย(อัสสาทะ) 16. ทำให้ผู้อื่นเสียความเลวออกไปจากตัว(อกุศลธรรม) 17. ทำให้ผู้อื่นเสียกิเลส-เสียสละอกุศลจิต(วิราคะ,นิโรธ) 18. ทำให้ผู้อื่นเสียความเป็นตัวตน(อัตตา) ผู้ยังเป็นโลกียะอยู่ ก็จะถือว่า ใครมาทำให้เราเสียไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่ง ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 18 ถือว่าตนถูกเบียดเบียน ส่วน โลกุตระนั้น นับเอาภายในจิต-เจตสิกเป็นหลัก ก็คือ เริ่มตั้งแต่ผู้นั้นมีปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความจริงที่ทวนกระแส(ปรมัตถธรรม) ว่า ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 10 นั้นล้วนไม่เที่ยง(อนิจจัง) ถ้ายึดมั่นถือมั่น ก็มีแต่จะเป็นเหตุแห่งทุกข์ ส่วนภายในนั้นถ้าลดได้ จะเป็นสุขสงบวิเศษ และจะสัมบูรณ์ด้วยความเที่ยง(นิจจัง)เป็นที่สุดแท้ เช่น เรามีความยึดถืออารมณ์สุขนั้นเป็นตัวตน ก็จะยังวนเวียนอยู่กับสุขกับทุกข์นั้นไม่จบ ไม่พ้นทุกข์อาริยสัจ พวกฤาษีนั้นก็ไม่หลุดพ้น เพราะบำเรออัตตาตัวตนอย่างเต็มที่เลย ไม่ได้มีการหลุดพ้นได้จริง มีแต่กดข่มไว้เท่านั้น แต่ถ้าเราลดอารมณ์สุขที่บำเรอกิเลส บำเรอตัวตนไปได้ เราก็ได้ความเจริญทางธรรม นี่แหละเราได้มรรคผล จนที่สุดดับสนิทอารมณ์สุขทุกข์โลกีย์อย่างเที่ยงแท้ไม่เกิดอีกเลย(อทุกขมสุขเวทนา ที่เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา) หรือถ้าเราลดความเห็นที่เรายึดเราเชื่อถือไว้เดิมไปได้คือ เราได้ความเจริญทางธรรม นี่แหละมรรคผล เป็นต้น ถ้าเราลดหรือดับได้ตั้งแต่ข้อ 11. ถึงข้อ 18. เราเสีย ซึ่งทวนกระแสโลกียะ(ปฏิโสตัง) ได้ลดไป ได้สละออกไป อย่างมีปัญญาโลกุตระ ก็คือ เราได้ นี้คือ our loss is our gain = เราเสีย คือ เราได้ หรือ ขาดทุนของเรา คือ กำไรของเรา ตามที่พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชของไทย รัชกาลที่ 9 พระโพธิสัตว์ของไทยองค์ปัจจุบันนี้ตรัสไว้ ไม่ถือว่า เป็นการเบียดเบียนแต่อย่างใด แต่ถ้าผู้ใดยังไม่เห็นดังนี้ ไม่รู้สึกดังว่านี้ ผู้นั้นก็ยังคงเห็นว่า การเสียความรู้สึกภายใน ตั้งแต่ข้อ 11 ถึงข้อ 18 ยังเห็นเป็นการเบียดเบียนอยู่ ก็เป็นการโลกียะอยู่ตามปกติของปุถุชน ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เป็นความจริงของปุถุชน ผู้ยังไม่โน้มจิตเข้าสู่ภูมิโลกุตระ ก็เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น ผู้ที่ยังรู้สึก หรือถือว่า การถูกรบกวนทำให้ความรู้สึกทางจิต ตั้งแต่ข้อ 11 ถึงข้อ 18 เสียไป หรือลดไป ไม่เป็นไปตามที่ตนต้องการยึดไว้ นั้น เป็นการถูกเบียดเบียน ก็คือ ผู้ยังอยู่ในโลกียภูมิ ยังไม่รู้สึกตามโลกุตระ ก็เป็นสามัญธรรมดา ไม่เรื่องที่น่าสงสัยแต่อย่างใด ผู้มีความรู้สึกเป็นโลกีย์อยู่เช่นนี้ จึงแสดงออกเป็นภาษาส่ออาการบัญชาหรือสั่ง(command)ถึงขั้นว่า อย่ายกความเชื่อของตนเองไปเบียดเบียนคนอื่น แทนที่จะใช้ภาษาว่า ไม่พึงควรยกความเชื่อของตนเองไปเบียดเบียนคนอื่น ก็เป็นไปตามใจจริงที่มีภาวะจริงของอารมณ์บัญชาที่มีอยู่ในใจตนจริง ข้อเขียนปริจเฉทปลายสุดของบทความที่ว่า ใครอยากเชื่ออะไรก็เชื่อไปเถอะ แต่อย่ายกความเชื่อของตัวเองไปเบียดเบียนคนอื่น แล้วอวดว่า เป็นพุทธแท้ อาตมาก็ชักจะลำบากใจที่จะต้องขอดื้อยกความเชื่อของตัวเองออกแสดงไปสู่สาธารณะ หรือสู่สังคม สู่หมู่ชน สู่บุคคลอยู่แน่ ให้อาตมาหยุดไม่ได้หรอก มันบังคับอาตมาเกินไปมั้ย? อาตมาบริสุทธิ์ใจนะ ไม่มีจิตเจตนาจะไปบังคับใคร จะไปเบียดเบียนใคร แต่ถ้ามันจะไปกระทบใครเข้า มันก็ต้องกระทบ แม้ผู้ถูกกระทบจะรู้สึกไม่ชอบใจ หรือรู้สึกกระเทือนใจ ถึงขั้นออกอาการรู้สึกเจ็บก็ต้องมีแน่ เพราะมันทวนกระแสใจผู้นั้น มันคนละความยึกถือ มันก็ต้องเป้นเช่นนั้น ทว่าคนที่เขาสำนึก หรือได้คิด หรือทนได้ หรือไม่ยึดถือความเป็นเรา เป็นของเรามากนัก เขาก็ไม่เกิดการแสดงออกโต้ตอบอะไรแน่ แต่ใครจะรู้สึกเจ็บ รู้สึกกระทบกระเทือนใจ หรือรู้สึกว่าเป็นการเบียดเบียน ก็คงเป็นความยึดถือของผู้นั้นว่า ใครบังอาจมาแสดงอะไรกระทบใจเราในจุดที่เรายึดไม่อยากให้กระทบ เราจะต้องรู้สึกเดือดร้อน หรือไม่ชอบใจ มากหรือน้อย ก็ตามที่ผู้นั้นยังเป็นอยู่จริง มีอยู่จริง ตามอัตตาที่เขามีเป็นธรรมดา ไม่ใช่เรื่องเสแสร้งแต่อย่างใด ล้วนเป็นเรื่องของสัจจะทั้งสิ้น ผู้ที่ยังมีความรู้สึกถูกเบียดเบียนอยู่ อาตมาก็ต้องขออภัยจริงๆ ถือเสียว่า อาตมาประสงค์จะให้คนมีแผลก็ใส่ยาไป ยาอาจจะแสบบ้าง ก็เป็นเจตนาดีของอาตมาที่ปรารถนาให้มันรักษาแผลให้หาย เท่านั้นจริงๆ ไม่มีประสงค์อื่น ที่จริงอาตมาวางยาไปกลางๆ ใครจะไม่รับก็ได้ ตกลงให้อาตมาแสดงความเชื่อที่อาตมาบริสุทธิ์ใจปรารถนาดีจริงๆนี้เถอะนะ อาตมาขอดื้อคำสั่งของคุณแล้วกัน ส่วนประโยคท้ายสุดของบทความที่ว่า...แล้วอวดว่าเป็นพุทธแท้ นั้น เรื่องนี้ก็ทำให้อาตมาได้คิดอีกจริงๆ ว่า พุทธแท้นั้นอาตมามั่นใจว่า อาตมาได้ความเป็นพุทธแท้จริงๆนะ และมั่นใจว่าเป็นพุทธแท้ตามพระพุทธเจ้า อาตมาตรวจสอบจากรูปทั้งภายนอกและทั้งภายในที่อาตมาสัมผัสสัมพันธ์อยู่ ก็อ่านกายที่เป็นจริงของอาตมา เวทนาก็อ่านในสัมผัสทั้งหลายอยู่เสมอ จิตก็อ่านในสัมผัสทั้งหลายอยู่เสมอ ธรรมก็อ่านในสัมผัสทั้งหลายอยู่เสมอ แม้ที่สุดถึงขั้นตรวจสอบรูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณของตนเองว่า ยังมีอุปาทานในขันธ์ของเราอยู่อีกหรือไม่? เท่าไหร่? อาตมาก็ตรวจจริงๆนะ ก็ชัดเจนของตนอยู่จริง และตรงตามที่ในพระไตรปิฎกว่าไว้จริง อาตมาก็มั่นใจและมีผู้ร่วมตรวจสอบ ร่วมรับรู้กันอยู่ก็มีจริง ไม่ใช่คนบ้าที่หลงตน เพ้อเจ้อ อยู่คนเดียว และมีมาก มีน้อยอย่างไร มีสูงมีต่ำขนาดไหน อาตมาก็เปิดเผยอยู่ ไม่ได้ปิดบัง เปิดไปตามกาละอันควรเปิด ก็เปิดเผยสูงขึ้นๆตามลำดับอยู่ ไม่ใช่เปิดเผยอย่างไม่มีขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย มาตามลำดับวาระกาละ ผู้ต้องการตรวจสอบ สามารถตามเก็บไปตรวจสอบ ไปพิสูจน์ได้ มีหลักฐาน ร่องรอย หรือเบาะแส อยู่มากมาย อาตมาเปิดเผยอาริยคุณของตนครั้งแรก กับเจ้าคุณ จ.นครราชสีมา ท่านเสียไปแล้ว รถยนต์ประสพอุบัติเหตุ ขี้โคลนเต็มหน้า ท่านเจ้าคุณมาตรวจสอบอาตมา ตอนอาตมาจาริกไปถึงนครราชสีมา ท่านก็ถามอาตมามาประโยคหนึ่งว่า อาริยคุณอาตมามีไหม? อาตมาก็ต้องตอบ อาตมาตอบว่า ถ้าเผื่อว่าโสดาฯ สกิทาฯ ผมก็ผ่านแล้ว ตอบแค่นี้แหละ ท่านก็ขานรับว่าเหรอๆ ก็สั่งให้เลขาบันทึกว่าอาตมาอวดอุตริมนุสธรรม พ.ศ. 2517 ประมาณนั้น ตอนจาริกไปเป็นครั้งแรก นอกนั้นก็บรรยายไปเรื่อยๆก็ว่าอา-ริยคุณเป็นอย่างไร แม้แต่โพธิสัตว์หรืออรหันต์ก็เปิดเผย พูดจนพวกเราชัดเจนว่า ต้องได้อรหันต์ก่อน ได้คุณอันสมควรก่อนแล้วสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง คือโพธิสัตว์คือผู้บรรลุก่อนแล้วสอนคนอื่น จึงไม่มัวหมอง ผู้พูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ผู้ทำอย่างไรก็พูดเช่นนั้น ยถาวาที ตถาการี ยถาการี ตถาวาที อาตมาก็บรรยายมา จนกระทั่งจำ พ.ศ.ไม่ได้ ตอนหลังก็เคยบอก ขวัญดี กับ อ.แสง จันทร์งาม ก็มาถาม ถามว่าท่านบรรลุอรหันต์จริงหรือเปล่า? อาตมาว่า คนที่จะถามอาตมาว่าบรรลุอรหันต์จริงไหม? เขาต้องมีข้อมูล จึงมาถาม อยู่ดีๆคงไม่ไปถาม ก็คงจะถามคนที่น่าจะถามนะ คนไม่น่าถามจะไปถามทำไม เพราะอ.แสงเป็นอ าจารย์ ทางศาสนาด้วย เขามาเซ้าซี้อาตมาก็บอกไป อาตมาไม่ได้มีใจอยากบอก แต่ว่าจำเป็นต้องบอก เพราะว่าวิกฤติศาสนามันแรงมาก มีสมีอุ้มสมี แย่มาก อาตมามั่นใจว่าไม่ผิดหรอก ใครอยากจะค้านแย้งก็แย้งมา โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นสมีแล้ว อาตมามองว่าศาสนาไม่มีที่พึ่งแล้ว สถาบันหลักนะ คนที่แสวงหาแล้วไม่มีอคติ แล้วคิดว่าควรมีที่พึ่ง เราจึงพูดไปเพื่ออันนี้ ว่าอย่าเข้าใจว่าหมดที่พึ่งนะ สถาบันหลักไปหมดแล้ว มันน่าสงสาร อาตมาจึงต้องพูดในกาละนี้ ไม่ได้พูดเพราะอยากอวด หรือได้อามิสอะไร อาตมามีสิทธิ์พูดความจริง ไม่มีอำนาจบังคับใครให้เชื่อได้ อาตมาเปิดเผยมาตามลำดับ ไม่ใช่ว่าอาตมาอยากจะแสดงหรือบอกเล่นๆเท่ๆนะ แต่ทำเพื่อปรารถนาดี อาตมาสงสารศาสนาพุทธที่ดูว ้ าเหว่ จึงเข้าใจคุณสุจิตต์ที่ว่าพุทธแท้ไม่มีอยู่จริงหรอก มีแต่ในพระไตรปิฎก เขาไม่เข้าใจพระไตรปิฎก ถ้าเข้าใจเขาจะเชื่อว่านี่ของจริง เพราะของที่พระพุทธเจ้าสอนมานั้น มันเสริมสอดร้อยกันไม่ได้ขัดแย้งกันเลย แม้บางอันอาจดูไกล แต่ผู้รู้จะต่อเนื่องได้ ที่ได้อธิบายไปวันนี้ถือเป็นการถกเถียงต่อสาธารณะ ไม่ใช่เพื่อเอาชนะคะคานนะ แต่ถกสิ่งที่ควรได้ยินได้ฟังกัน ถ้าจะมีอะไรแนะนำหรือตอบโต้มาก็ได้ ญาติธรรมที่จะมาร่วมงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ที่ราชธานีอโศกให้ใช้เส้นทางเข้าหมู่บ้านได้ สองเส้นทาง คือ ถนนตรงมูน กับถนนตรงเมรุ แล้วจะมีถ นน ตรงหมู่นิดหน่อย เป็นเส้นที่สั้นๆ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน