580712_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ อธิปไตยประชาชนที่สุดวิเศษ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข11 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580712_รายการวิถีอาริยธรรม ที่บ้านราชฯ เรื่อง อธิปไตยประชาชนที่สุดวิเศษ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

ส มณะ ฟ้าไท … วันนี้พ่อครูจะได้มาพูดเรื่องของประชาธิปไตย เรื่องอธิปไตยประชาชนที่สุดวิเศษ เป็นอย่างไร พ่อครูว่า … อาตมาได้พูดเรื่องประชาธิปไตยทำเรื่องประชาธิปไตยมาตั้งแต่ออกไปชุมนุม มีหลักฐานที่มีบันทึกไว้ เมืองไทยมีศาสนาพุทธที่เป็นประชาธิปไตยแท้ แต่คนไทยกลับไม่มีปรมัตถ์ที่เข้าถึงศาสนาพุทธที่แท้ได้ ก็เลยยาก นั่งขบคิดก็ยังยาก จะไปเข้าถึงสภาวะแท้ก็ยิ่งยาก อาตมาได้พูดเสมอว่า ประชาธิปไตยต้องมีสองขา ต้องมีจิตวิญญาณและมีดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เป็นมหาภูตรูป ประกอบกันด้วย ถ้ามีแต่ขาเดียว มันก็เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ยกตัวอย่าง ประเทศที่มีพลเมืองมากสองประเทศคือจีน กับอินเดีย มีพลเมืองพันกว่าล้าน ประเทศที่มีความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณจึงจะมีประชาธิปไตยที่หยั่งถึงจิตวิญญาณ ถึงสัญชาติ เช่น อินเดียวจะอยู่กลมกลืนมาก อิสรเสรีภาพมาก จราจรอินเดียนี่มีอิสระ วัวควายเดินกลางถนน ใครจะบีบแตรก็ได้ก็บีบไป ทะเลาะกันก็ทำท่าทางแค่นั้นใช้คำพูดเสียส่วนใหญ่ แต่ไม่ลงไม้ลงมือ เขาก็ไม่รู้หรอก แต่ทุกอย่างมาแต่เหตุ ที่สั่งสมไว้ ส่วนประเทศจีนพลเมืองพันกว่าล้าน แต่เป็นเผด็จการ และเป็นประชาธิปไตยรวมหมู่ แล้วลวงโลกว่าเป็นอำนาจบริสุทธิ์ ก็เป็นคอมมิวนิสต์แล้วก็ล้มเหลวกำลังจะกลับเป็นประชาธิปไตย ไม่ยั่งยืนหรอก แต่อินเดียนี่มั่นคงกว่า มีเลือดประชาธิปไตยหนาแน่นมั่นคง นักรัฐศาสตร์เชิญศึกษาเลย ถ้าบอกว่าประชาธิปไตยขาเดียวที่เด่นที่สุดก็คงเป็นอเมริกา ที่ยอมรับกัน เพราะอเมริกาเป็นประชาธิปไตยขาเดียวมาแต่สร้างประเทศ ไม่มีกษัตริย์ เขาก็พยายามไปทำเด่น เพราะเป็นความเอียงของมนุษยชาติ เป็นตัวกูของกู เป็นอัตตาเต็มที่ มันไม่อิสระนะ แต่

อ่านต่อ

มันซ้อนที่คนเข้าใจธรรมะไม่ได้ มาถึง 200 กว่าปีแล้ว ต่างคนต่างเห็นแก่ตัวไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว สถาบันสังคม สถาบันชาติก็ตาม เป็นสถาบันที่เห็นแก่ตัวอย่างจัดจ้าน อย่างอเมริกา ฝรั่งเศส ปฏิวัติ ไม่มีระบอบกษัตริย์มานานแล้ว แต่ว่ามีข่าวนี้ปรากฏไม่นานมานี ้

ฝรั่งเศสเรียกร้องให้นำระบบกษัตริย์กลับมา ตำหนิความล้มเหลวของประชาธิปไตย ข่าวนี้น่าสนใจมาก… วันนี้ (8 ก.ค.58) Sputnik news พาดหัวข่าวเรื่องหนึ่งว่า “Long Live the King: French Minister Misses Monarchy, Slams Democracy” แปลว่า “ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน: รัฐมนตรีฝรั่งเศสคิดถึงระบอบกษัตริย์ จวกระบอบประชาธิปไตย” อ่านพาดหัวข่าวแค่นี้ถึงกับ ตะลึงงึงงันไปเลย เป็นไปได้ไงนี่! นี่เขาล้อเล่นหรือจะเอาจริงกันแน่? อย่าพึ่งวิจารณ์ อ่านต่อนะ… สื่อฯรัสเซียพาดหัวข่าวรองว่า “นาย Emmanuel Macron รมว.กระทรวงเศรษฐกิจของฝรั่งเศสให้สำภาษณ์กับนิตยสาร Le 1 Hebdo อ้างโดยหนังสือพิมพ์รายวัน Le Figaro ของฝรั่งเศสว่าฝรั่งเศสจำเป็นต้องหวนกลับไปใช้ระบอบการปกครองแบบกษัตริย์ (monarchy) เนื่องจากระบบประชาธิปไตยไร้ความสามารถและนำพาประเทศดิ่งเหว” (ว้าววว! นี่ไม่ใช่คำพูดของนักวิจารณ์ นักวิชาการทั่วไปนะ แต่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันของฝรั่งเศสซะด้วยสิ) รัฐมนตรี Emmanuel Macron บอกว่ารู้สึกเสียใจที่ระบอบกษัตริย์หายไปจากการเมืองของฝรั่งเศส และหนังสือพิมพ์ Le Figaro อ้างคำพูดของเขาว่า “ประชาธิปไตยมักจะหมายถึงความไม่สมบูรณ์บางอย่าง เนื่องจากมันไม่เพียงพอในตัวเอง” (Democracy always implies some kind of incompleteness because it isn’t sufficient in itself.) Emmanuel Macron กล่าวต่อว่า “ชีวิตทางการเมืองของฝรั่งเศสกำลังสูญเสียภาพ (บุคคล) ที่เข้มแข็งไป (เรื่อยๆ) คนบางคนที่มีความเด็ดเดี่ยวในการนำพาฝรั่งเศส มันเป็นช่วงเวลาที่นโปเลียนใหม่จะปรากฎขึ้นมา” (French political life is missing a strong figure, someone who could decisively lead France. It’s the moment a new Napoleon appears) (กษัตริย์ในรูปแบบที่นักการเมืองชาวฝรั่งเศสคนนี้โหยหานั้น ไม่ใช่พระมหากษัตริย์นักพัฒนาแบบพ่อหลวงของพวกเราชาวไทย แต่เขาต้องการแบบนโปเลียน กษัตริย์นักรบผู้รุกรานประเทศอื่น) Emmanuel Macron กล่าวกับนิตยสาร Le 1 Hebdo อีกว่า “นับตั้งแต่การจากไปของนายพล Charles de Gaulle ประชาชนชาวฝรั่งเศสได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับภาวะความเป็นผู้นำในรูปแบบการ ปกครองแบบประธานาธิบดี และลักษณะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของฝรั่งเศส” รายงายข่าวบอกว่า Emmanuel Macron ไม่ใช่นักเมืองฝรั่งเศสคนแรกที่ออกมากวิพากษ์วิจารณ์ความอ่อนแอและการไม่กล้าตัดสินใจของประธานาธิบดี Francois Hollande ของฝรั่งเศสคนปัจจุบันอย่างเปิดเผย Valery Giscard d’Estaing อดีตปธน.ของฝรั่งเศสก็ได้วิพากษ์วิจารณ์ปธน. Hollande ว่าถูกจูงจมูกโดยกรุงวอชิงตัน และทำตามที่ทำเนียบขาวสั่งให้ทำ แทนที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติของตัวเอง เป็นอย่างไรบ้างครับ กระแสการเมืองของตะวันตกในสมัยนี้ ทำไมมันถึงได้พลิกขั้วกันได้ถึงขนาดนั้น? หรือว่านี่คือยุดเสื่อมของประชาธิปไตยจอมปลอมซะแล้ว ฝรั่งเศสจะกลับไปใช้ระบบประชาธิปไตยแบบของกรีกโบราณหรือของอังกฤษในปัจจุบัน ที่มีระบบกษัตริย์รวมอยู่ด้วย แต่เอ… ของอังกฤษเขากันไม่ให้กษัตริย์ (พระราชินี) เข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องการเมืองแล้วนะ ตอนนี้กลุ่มที่กุมอำนาจทางการเมืองและการบริหารประเทศก็คือฝ่ายอีลิทนายทุน ทั้งหลายต่างหาก (แต่มักจะอ้างประชาชนบังหน้าเสมอ) รูปแบบกษัตริย์ที่ Emmanuel Macron ต้องการนั้นคือแบบ “นโปเลียน” คือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) เต็มฉบับเลยหละ

พ่อครูว่า… อาตมาเห็นข่าวนี้ก็เข้าใจสัจธรรมตามที่อาตมาเข้าใจเต็มๆ เหมือนกันว่าประชาธิปไตยไม่ถึงจิตวิญญาณถึงแก่น เป็นประชาธิปไตยขาเดียว ไม่อิ่มไม่ถ้วนไม่เต็ม ประชาธิปไตยไม่ได้อำนาจจริง อำนาจยังเป็นของผู้บริหาร ไม่ว่าจะคนเดียวหรือกลุ่มหมู่ก็ตาม อย่างอเมริกาเป็นอำนาจของพรรคการเมือง แต่อเมริกาไม่มีกฎหมายว่าให้พรรคการเมืองจดทะเบียน เป็นการเกิดพรรคตามธรรมชาติ ประเทศใดที่ออกกฎหมายว่า พรรคการเมืองต้องจดทะเบียนพรรค นั่นไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว อย่างชาวอโศกนี่คือพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ไม่ใช่พรรคเพื่อฟ้าดินนะ พรรคเพื่อฟ้าดินเป็นเพียงเขาให้จดทะเบียนไม่ใช่พรรคการเมืองแท้ แต่อโศกเป็นพรรคการเมือง ที่คนจะเข้าออกก็มีอิสรเสรีภาพ ทุกวันนี้รู้สึกขึ้นมามาก อย่างฝรั่งเศสร้องออกมา ประกาศแก่ทั่วโลกโดยไม่กลัวขายขี้หน้าเลย ว่าประชาธิปไตยล้มเหลว อยากได้ประชาธิปไตยมีกษัตริย์ ที่เขาบอกว่าอยากได้อย่างนโปเลียน เขาเข้าใจแค่อำนาจทาง Force ไม่ใช่อำนาจ Authority ซึ่งอำนาจแท้จริงคือ Authority ไม่ใช่ force

( 1 ) Force = คือ อำนาจ ที่มีลักษณะของเผด็จการ กดขี่ บังคับ ยัดเยียดครอบงำให้จำนน ตามความมาก-ความน้อยของการใช้อำนาจนั้น ถ้ามาก ก็คือ เผด็จการ ถ้าเพียงกดขี่ บังคับ ครอบงำ มากหรือน้อยลงมา เท่าใดๆ ก็คือ การใช้อำนาจนั้น ตามที่มาก-ที่น้อยนั้นอยู่ เท่านั้นๆ นี่คือ อำนาจ เป็น ความชอบธรรม ซึ่งเป็นอำนาจที่สร้างให้ตนด้วยโลกธรรมและเล่ห์กล อันประกอบไปด้วยกิเลส จนคนอื่นเขาตกอยู่ใต้อำนาจ เพราะลาภ-ยศ และเล่ห์ต่างๆ ผู้ที่ยังมีพฤติที่สร้างอำนาจเป็นความชอบธรรม นั่นคือ ผู้ผิดอยู่ ยังไม่เจริญ หรืออวิชชาอยู่ แล้วถือว่าตนคือผู้มีอำนาจ นี้คือ อำนาจยังไม่เป็นธรรม Force ซึ่งเรียกว่ายังเป็นเผด็จการอยู่มากหรือน้อยตามที่เป็นจริง คนฉลาดในโลกจะสร้างอำนาจให้คนเกรงและกลัว จนไม่กล้าค้านแย้งหรือตำหนิติเตียน ติติง จึงได้เป็นผู้มีอำนาจโดยไม่ชอบธรรม ( 2 ) Authority = อำนาจ ที่ได้โดยธรรม ของผู้ที่ประพฤติตนดี มีธรรม ซึ่งเป็นความมาก-ความน้อยของคุณค่าความดีความมีธรรม จึงเกิดอำนาจของสิ่งที่น่าเคารพบูชาในตัวผู้ทำดีทำเป็นธรรมที่ผู้นั้นสร้างเอง เป็นเจ้าของคุณงามความดีนั้น แล้วผู้คนที่รู้ที่เห็นคุณค่านั้นยอมรับด้วยความเคารพนับถือ จึงยกย่องบูชา และยอมให้แก่ผู้มีคุณงามความดีนั้ น อย่างอิสรเสรี ไม่มีใครยัดเยียด หรือบังคับ กดขี่เลย นี่คือ ความชอบธรรม เป็น อำนาจ ผู้ที่รู้จักการกระทำความเคารพต่อผู้ที่น่าเคารพ สมควรเคารพ ซึ่งเป็นครุกรณะ คือ คนยอมยกอำนาจนั้น ให้แก่ผู้น่าเคารพ นี้คือ อำนาจโดยธรรม Authority = right power หรือจะเรียกว่าเผด็จการโดยธรรมก็ได้ ถ้าไม่ติดยึดอยู่แค่ภาษา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีอำนาจนั้นที่ผู้คนยกให้อย่างเทิดทูนบูชาเต็มใจสูงสุด มาแล้วเป็นต้น ดังนั้นผู้น่าเคารพจึงเป็นเสมือนผู้มีอำนาจที่จะพูดจะทำอะไรกับผู้ที่เขาเคารพนับถือ เชื่อมั่นเขาก็จะเชื่อฟัง น้อมรับด้วยความเคารพบูชา นี่คือ ผู้มีพฤติที่สร้างความชอบธรรมเป็นอำนาจ เป็นผู้ถูกต้อง ผู้เจริญ หรือมีวิชชาแล้วปราชญ์แท้ๆจะไม่สร้างอำนาจให้คนเกรงและกลัว จนไม่กล้าค้านแย้งหรือตำหนิติเตียน ติติง จึงเป็นผู้มีอำนาจโดยธรรม จิตประชาธิปไตยสุดยอดคือมีคุณธรรม สาราณียธรรม 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. เล่ม 22 ข ้อ 282-283 )

พ่อครูว่า… คุรุกรณะ รู้จักส ิ่ งควรเคารพคารวะแท้จริง เหมือนอย่างในหลวงเรา ใครไปบังคับให้เคารพในหลวงก็ไม่มี ไม่มีใครมีคะแนนเสียงเท่าในหลวงเรานะ ท่านเป็น king of kings อย่างที่พระราชินีอังกฤษตรัสไว้ ผู้ใดทำเพื่อประชาธิปไตยแท้จริง 100 % คือนักประชาธิปไตยแท้จริง แต่ทุกวันนี้เขาว่าทำเพื่อประชาชนกันแต่ว่าเขาไม่รู้ว่าเขามีกิเลสอยู่ ผู้จะหมดกิเลสคืออรหันต์ขึ้นไปคือนักประชาธิปไตยแท้ จนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นนักประชาธิปไตยสุดยอด ท่านเผด็จการเลย แต่ทำเพื่อผู้อื่นแท้จริง ไม่ทำเพื่อตัวเองหรือพรรคพวกตนเองเลย ที่เขาพูดว่าประชาธิปไตยคือโดยประชาชน เพื่อประชาชน ของประชาชน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนมีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าประชาชนเป็นผู้มีประชาธิปไตยแท้จริงก็ทำเพื่อประชาธิปไตยที่เป็นจริงโดยแท้จริง ของประชาชนต้องถามว่า ประชาชนเป็นนักประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบไหม? ถ้าทำได้ก็คือของประชาชนโดยประชาชน จึงจะเป็นเพื่อประชาชนแท้จริง แต่นี่ประชาชนยังไม่เป็น โธ่เอ๊ย ไม่อยากพูด... มันยังเป็นประชาธิปตาย มันยังไม่ได้เข้าเรื่องประชาธิปไตยขี้หมาแล้วทำแอ็คว่าเพื่อประชาชน น่าสงสารเด็กๆที่ตื่นเรื่องประชาธิปไตย มันก็ไม่ค่อยเดียงสา ก็ไปตามเรื่องตามราว ตกเป็นเครื่องมือของเขาโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้กาละยุคสมัยว่ายุคนี้ควรแสดงไหม ถ้าเหตุปัจจัยรวมแล้วไม่ควรแสดง แม้คุณจะถูกต้องไม่ผิด ในความหมายที่คุณยึดถือ ว่าไม่ผิด อย่างอาตมารู้ว่ามีสิ่งที่ถูกกว่าแต่กาละนี้ต้องอนุโลมให้เขาทำได้ แต่ถ้าไม่เข้าใจ คุณเอาสิ่งที่ถูกต้องมาใช้ในกาละที่ไม่ควร ไม่ใช่มหาปเทส คุณก็ผิด เสียผล แม้คุณจะถูกต้องว่าเป็นประชาธิปไตยแท้ แต่มันเป็นไปไม่ได้ ก็ยังไม่ควร ต้องศึกษาให้ดี อย่างอาตมาอธิบาย สาราณิยธรรม 6 เพื่อเกิดพุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4, สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 282-283 )

พ่อครูว่า… สังคหะเป็นตัวกลาง ส่วนสามอันแรกเป็นภายใน ส่วนสามอันหลังเป็นคุณสมบัติองค์รวมของสังคม เป็นปึกแผ่น ไม่วิวาท อย่างที่ของเรา เมื่อวานนี้เขาก็มาถือมีดพร้ามาหาเราเลย เรากำลังไปสำรวจหลักเขตหมู่บ้าน เขาก็มาท้วงว่าเป็นที่เขา ที่เขาดูแลเป็นสาธารณะ ทำเป็นกร่างทำใหญ่ทำรู้ว่าตนถูกต้อง ทั้งที่ศาลก็ตัดสินแล้ว อาตมาเห็นว่าคุณไม่ควรทำบาป ไม่ควรทำกรรมไม่ดี แม้จะคนละศาสนาก็ขอพูดสัจธรรมให้ฟัง ในลักษณะอวิวาทะเราก็ไม่ใช้ แม้เขาจะมายั่วยุอย่างไรก็ตาม ขอปรามพวกเราว่าอย่าใช้อาวุธ ตายในขณะไม่มีอาวุธ นั้น ไปสู่สุคติ ดีกว่าตายตอนเราใช้อาวุธใช้ความรุนแรง ศาสนาอิสลามยกย่องคนตายเพื่อพระเจ้านี่ไปอยู่กับพระเจ้านะ ให้ตายดีกว่าผิด ไม่ต้องกลัวตาย อย่าให้เกิดวิวาทะ ชาวอโศกเรามีอวิวาทะ สามัคคีพร้อมเพรียงกัน ปิยกรณะ รักกันไม่ใช่แค่มิติต่ำๆเห็นแก่ลูกหรือเห็นแก่ครอบครัวหรือประเทศตน แต่เห็นแก่สรรพสัตว์เลย มีคุรุกรณะควรเคารพส ิ่ งควรเคารพ เมืองไทยมีสัญชาติญาณลึกมองเห็นความจริง โดยเฉพาะในหลวงเราที่ท่านมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างสุดยอด ยิ่งนานวันย ิ่ งได้รับความยอมรับ ท่านทรงงานมากว่า 60 ปี จนประชาชนปฏิเสธไม่ได้ ไม่ต้องหาเสียงเลย ท่านทรงพระจริยวัตรท่านเอง ท่านเป็นนักประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ท่านให้ประชาชนมีประชาธิปไตยในตนจะได้เป็นอำนาจของตน แล้วจะได้แสดงอำนาจที่จะช่วยประเทศชาติ อาตมาบอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นนักประชาธิปไตยมาแต่ยุคของท่าน คำว่า โลกานุกัมปายะ แปลว่าเป็นผู้รับใช้โลก ทำประโยชน์เพื่อมวลชนเป็นอันมาก ทำได้มากก็ทั้งโลก แม้ทำได้ให้จริงแต่เขาปฏิเสธก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ก็มี เนื้อแท้ของประชาธิปไตย พ่อครูว่า … ประชาธิปไตย พระพุทธเจ้าประกาศว่าต้องเรียนรู้โลกาธิปไตย (นอก) กับอัตตาธิปไตย(ใน) มันก็มีนอกและใน เรียนรู้นอกและใน ให้ไม่ติดยึดอำนาจโลกและอัตตา โดยเฉพาะอำนาจ โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นอำนาจที่เป็นสมบัติผลัดกันชม เป็นสุขเพราะบำเรออัตตา ที่ฉาบฉวย หลงว่าเป็นจริงไม่มีก็ได้ ไม่ต้องมีรสสุขเพราะได้ลาภ ได้สรรเสริญ แล้วมีอาการสุขใจ ได้กามคุณ 5 แล้วอาการสุขใจ ได้สม climax ซึ่งเป็นสมมุติทั้งนั้น แล้วหลงยึดเป็นอุปาทาน คนไหนไม่ยึดอุปาทานก็หมดสุขหมดทุกข์ จะไปหลงเสพ อย่างหยาบ กลาง ละเอียดแค่ไหนก็คือต้องทุกข์สุขอยู่ แต่หมดสิ้นเกลี้ยงได้ก็เป็นอรหันต์ ส่วนอัตตาแม้ไม่มีเหตุผลก็จะเอา แม้มีเหตุผลอื่นก็ไม่เอา เพราะอัตตาเข้าตาแล้ว มันเอาหมด ผู้ที่ล้างยึดโลกแล้ว โลกมันก็มีเป็นธรรดา แต่เราไม่สุขไม่ทุกข์กับสิ่งเหล่านี้เลย แต่ที่มีอยู่คือคนยึดอยู่ อรหันต์ขึ้นไปไม่มีเลย อาตมาพูดความจริงของใจตนเอง ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ผู้รู้ความเป็นโลกเป็นอัตตาแล้วล้างเสีย จนหมดความเป็นชีวิตินทรีย์ จนชีวะของความเป็นทาสของโลกและอัตตาหมดไปเลยไม่มีชีวะของกิเลสกระดุกกระดิกเลย แม้กระทบกระแทกโลกธรรมก็ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ ไม่หวั่นไหวเลย คือจิตที่มีธรรมาธิปไตย เพราะไม่มีโลก ไม่มีอัตตาในจิตผู้นั้นจริง ผู้นั้นคือผู้เป็นประชาธิปไตย เพื่อมวลมนุษยชาติเสมอ ไม่ว่าจะทำกรรมกิริยาอะไร ท่านไม่ถูกครอบงำด้วยกามหรืออัตตา อามิสเหล่านั้นท่านไม่มี ไม่เป็นรสเป็นชาติ อะไรไม่สุขเพราะโลกธรรม หรือกามคุณใดๆ ท่านถึงอยู่ในโลกอย่างเป็นผู้มีพุทธพจน์ 7 จะเคารพด้วยวัยวุฒิ สมมุติวุฒิ คุณธรรม แม้อาตมาก็ต้องเคารพพระที่บวชก่อนแม้ท่านจะไม่มีคุณธรรมอะไร ต่อหน้าสาธารณะก็ต้องเคารพ แม้นานาสังวาส พระพุทธเจ้าท่านก็ว่าไม่เคารพก็ได้ ถ้าจิตไม่เคารพก็ไม่ต้องทำ หรือจะอนุโลมทำตามโลกก็ได้ ตามสมมุติวุฒิ ว่าเขาเป็นใหญ่เขามีตำแหน่งฐานะ แต่ถ้าจะไม่เคารพก็ตามนานาสังวาส แต่ถ้าสังวาสเดียวกันต้องเคารพ สมมุติว่ามีพระปาราชิกในหมู่ใหญ่ เป็นถึงพระผู้ใหญ่หรือสังฆราช แต่ปาราชิก หมู่ใหญ่เขาต้องเคารพ แต่อาตมานานาสังวาสไม่ต้องเคารพก็ได้ไม่ผิดวินัยแต่จะเคารพก็ได้ตามสมมุติ นี่คือคนรู้สมมุติ แต่อย่างอเมริกา เขาไม่มีสมมุติเรื่องนี้ต้องเท่ากันหมด ไม่มีสัมมาคารวะ แม้แต่ศักดิ์ฐานะชั้นสมมุติก็ตามเขาไม่จริงใจ เพราะเขาแยกไม่ออกว่าสมมุติกับสัจจะแท้คืออะไร เขาแยกไม่ได้หรอก จุงเคารพไม่ถูก ก็น่าสงสาร ในความรู้และแม้แต่ตำราวิชาการก็สอนไม่ครบสมบูรณ์ ยิ่งความรักที่ลึกกว่านั้น เพราะความรักนี่ลึกกว่า แค่เคารพกัน ความรักนี่เป็นเรื่องจิตวิญญาณ และถ้าเข้าใจความรัก 10 มิติจะทำให้เหมาะสมก็ยาก คนเราต้องมีน้ำใจต้องมีสาราณียะ รวมแล้วส ิ่ งที่ตัดสินว่าเป็นประชาธิปไตยคือสังคหะ คือให้ผู้อื่นแสดงออกเพื่อผู้อื่น แม้ใจคุณอาจเป็นตัวกูของกูไม่ให้จริง แต่ว่าทางภายนอกให้เขาก็เป็นประชาธิปไตยที่รูปแบบแล้ว ยิ่งใจคุณให้แก่คนอื่นเต็มร้อยอีก ประชาธิปไตยก็เต็มร้อย ประชาธิปไตยจึงต้องเพื่อผู้อื่น แค่รูปแบบก็เป็นแล้ว คนจึงมีมารยาทสังคม ก็กดข่มไปสิ แต่แท้จริงจะยึดเป็นตัวกูของกู อย่างมหาอำนาจทั่วโลกตอนนี้ไม่เป็นมหาอำนาจจริง เมืองไทยต้องสร้างให้เป็นมหาอำนาจแท้จริง เหมือนในหลวงเราทำ ที่พระราชินีอังกฤษต้องยกให้เป็น King of kings แม้ในหลวงเราจะอายุน้อยกว่า ครองราชย์ก่อนเล็กน้อย แต่ว่าเขาก็ถือว่าอังกฤษใหญ่กว่ายืนยาวกว่า ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่า ไทยเราเกิดไม่ถึงพันปีเลย อังกฤษเป็นประเท ศ มหาอำนาจมาหลายพันปีแล้ว กษัตริย์ของอังกฤษที่มีจิตลึก ตั้งแต่อนุสัย สืบมาเป็นชาติ สัญชาติ มีความสำคัญที่สัญชาติที่มีส่วนที่ลึกอยู่ในจิตแล้ว อย่างอินเดียกับจีน เป็นต้น อาตมานิยามประชาธิปไตย 1 .แบบทุนนิยม 2 .แบบบุญนิยม แบบทุนนิยมคือสามัญโลกีย์ที่คนทั่วไปเป็นกัน อยู่ใต้อิทธิพลโลกธรรม รู้ว่าสวยงามเพื่อประชาชนคืออะไรแต่จิตคุณมีกิเลส คุณข่มมันแล้วแสดงออกมาหลอกคนอื่น นี่คือโลกียะ แบบทุนนิยม ส่วนแบบบุญนิยมคือแบบวิสามัญของคนได้โลกุตระ คือจิตจริงของคนได้โลกุตระ ตั้งแต่โสดาฯถึงอรหันต์ ฆราวาสก็มีอรหันต์ เมืองไทย มี DNA ที่เป็นชมพูทวีปแล้ว...จริง....ที่อาตมาเข้าใจนี้อีก 500 ปีจึงจะเข้าใจที่อาตมาพูดหมด อีก 500 ปีจะมีพลังทางสังคม ในยุคนั้นจะมีอเวไนยสัตว์เยอะ แต่จะมีเวไนยสัตว์ที่นำพาสังคมได้โดยโลกุตรธรรรม และอีก 500 ปีจะเจริญถึงพีคสูงสุดของสังคมโลก จากนั้นจะตกต่ำลงเรื่อยๆ ไม่มีอะไรขึ้นมาอีกจนกว่าจะกลียุค ถ้าไม่เข้าใจไม่รู้ทางออกในการออกจากโลก ออกจากอัตตาที่ตนติด ไม่รู้จนถึงอนุสัย ก็จะมีอยู่ตลอดกาล จนกว่าจะรู้จักวิธีล้างออก รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ทางที่จะทำทุกข์ให้ออกไป แล้วต้องเป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายให้ดี ถ้าจับต้นไม่ได้ก็นานเท่านานกว่าจะได้มรรคผลสมบูรณ์ สลับไปก็ต้องกลับมาทำซ้ำเสียเวลา ที่นี่เรามีเบื้องต้น เข้ามาก็ต้องอยู่ในกรอบศีล 5 ละอบายมุข กินมังฯ อาตมาเอาเลือดของพระเทวทัตมาใส่ ตอนนั้นพระเทวทัตเสนอให้พระพุทธเจ้าออกกฎให้พระไม่กินเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าไม่เอาด้วยเพราะยุคนั้นพระส่วนใหญ่ไม่กินเนื้อสัตว์แม้พระเทวทัตก็ไม่กินเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าไม่ต้องตั้งกฎอีก เขาไม่กินเนื้อสัตว์กันปกติ พราหมณ์ชั้นสูงเขาไม่กินเนื้อ พระพุทธเจ้าก็ไม่กิน บุญ คือเครื่องชำระกิเลส ไม่ใช่กุศล บุญนิยมเป็นเครื่องชำระ เป็นอาวุธฆ่ากิเลส เป็นอาวุธฆ่าตัวเอง ฆ่าอัตตาของตัวให้หมด เป็นของที่ไม่ควรมีในตนเอง มีอยู่ก็ใช้ ใช้เสร็จก็ไม่ต้องมี พระอรหันต์ไม่ต้องการบุญหรอก อาวุธนี้ใช้ฆ่าตัวเองไม่ใช่ฆ่าคนอื่น ฆ่าอัตตาตัวตนตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา นี่คือบุญ หมดกิเลสก็ไม่ต้องใช้บุญ สำหรับอรหันต์ บุญเป็นสิ่งที่ไม่ควรมี คนไม่ใช่อรหันต์ต้องมีแล้วใช้ให้เป็น บุญคือส ิ่ งที่ใช้ฆ่าตนเองและเป็นสิ่งที่ไม่ควรมี ฟังแล้วแสลงหูไหม?...คนเข้าใจก็จะยิ่งได้ลึกซึ้ง ทุกวันนี้เขาเอาคำว่าบุญไปหลอกคน สร้างวิมานหลอกคน บาปไม่รู้กี่ชั้นเขาทำสิ่งไม่ถูกต้องเป็นบาปเวรภัยของตนเอง เมื่อเราสามารถทำให้เกิด บุญ สำเร็จ เป็นบุญนิยม บุญที่จริงเที่ยงแท้(นิยม) และทุนนิยมเขาก็เที่ยงของเขา คนเป็นบุญแล้วก็ไม่ต้องมีทุน ทุนคือกองสะสม ตั้งแต่หนึ่งหน่วยสองหน่วย...ถ้าไม่มีทุนก็คือ 0 หมดทุน ผู้ไม่ 0 มีอยู่เท่าไหร่ก็มีทุนเท่านั้น แม้แต่ .00001 ก็ยังมีอยู่ ผู้ไม่รู้ก็ดำเนินไป ยิ่งยุคใกล้กลียุค เขาว่าการเมืองรัฐศาสตร์คือการได้อำนาจ แต่ว่าอำนาจที่จะสะสม เราไม่ได้สะสมของตนเอง เป็น Authority ไม่ใช่ Force แต่เป็นพุทธพจน์ 7 ที่เป็นอำนาจที่วิเศษยิ่ง ซึ่งช่วยมนุษยชาติแท้จริง อาตมานิยามงานการเมืองไว้ว่า 1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล (เพื่อประชาชน) 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ เพื่อให้อำนาจเพื่อประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยที่แท้แม้จะเพื่อประเทศชาติก็ยังไม่จริง ต้องเพื่อมวลมนุษยชาติ 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว 5. นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ 6. นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน 7. งานการเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ 8. นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ ๔) 9. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม 10. งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน นักประชาธิปไตยที่แท้จริงจะสอนประชาชนให้มีประชาธิปไตย แต่เขาฟังกันไม่เป็น ประชาชนก็ต้องขวนขวายศึกษา ไม่ใช่นักการเมืองครอบงำประชาชนให้เป็นบริวารโดยประชานิยม ให้ประชาชนเป็นทาส ไม่ใช่ประชาธิปไตยเลย แล้วคนรวยแล้วไม่โกงไม่มี เพราะคนหมดกิเลสแล้วจะไม่รวย อย่าว่าจะโกงเลย คนมีบารมีจะได้มามากเกิน ตนเองทำงาน 10 มันได้มาเป็น 100 โดยสัจธรรมเขาไม่ได้ต้องการเลยก็จะสละออก เพราะตนพึ่งตนรอดแล้ว ก็จะไม่สะสมไว้หรอก แล้วมีจิต อาสา คือเราเสนอตัวขอทำงานที่เห็นว่าดี โดยไม่เอาค่าตอบแทนเลย จึงเป็นงานอาสาเสียสละแท้ อาตมานิยาม การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยแท้ไว้ตั้งแต่ก่อนชุมนุมอีก แล้วสวัสดิการไม่ต้องมีให้ก็ได้ เพราะโลกไหนก็มีสวัสดิการอยู่แล้วนอกจากเรามีวิบาก ทำดีแล้วก็ไม่ได้ เราก็ทำดีต่อไป ทำดีแล้วไม่ได้ดี เพราะทำดียังไม่มากพอ อย่างอาตมาพอได้แม้เรื่องเงินทองปางนี้อาตมามีมาน้อย คุณจำลองยังมีมากกว่าอาตมาเลย

ส มณะ ฟ้าไท...พวกผมไม่มีบารมีก็เลยเป็นอย่างนี้ไหม หากมีมาก พวกผมจะเสียคนได้ครับ พ่อครูว่า...ลึกซึ้งดีที่เข้าใจ แล้วแม้แต่กรีซ ที่เขาทำนี่นี่ป่าเถื่อนยิ่งกว่าไทย ไทยเพิ่งผ่านไป พวกแดงที่ทำนี่ เขาเข้าใจแล้ว ต่อไปจะไม่มี จึงเป็นประวัติการณ์ที่เป็นรัฐประหาร( Coup d'état ) ที่สวยสุด นิ่มนวล ผมขอยึดอำนาจ แต่พอทำแล้วคนก็ยอมรับหมด แม้เขาอาจต่อต้านได้ในทุกวงการ แต่นี่ทุกคนหยุดหมดไม่กระเพื่อมเลย อาตมาว่า เป็น Best record ที่จะไปอีกนานหลายแสนปี ทำกลางวันแสกๆเลย ต่อหน้าต่อตาไม่ต้องใช้อาวุธเลย คนคิดไม่ถึงเลย คำว่าอำนาจคือ พลัง power, energy, authority, force, sovereignty=sovereign power =supreme =independence =อำนาจใหญ่,อธิปไตย ภาษาอังกฤษเขามีมานานกว่าภาษาไทยก็เลยมีคำเรียกคำว่าอำนาจนี้มากหน่อย ผู้มี Authoritative คือมีบารมี มีคุณธรรมอันเป็นอำนาจโดยธรรม คนนั้นแหละเป็น authoritarian = ผู้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ, ผู้ใช้อำนาจเผด็จการ อย่างในหลวงเรา ประชาชนยกให้ท่านเลย ท่านไม่ต้องหาเสียง เพราะคนเห็นคนรู้คนมีปัญญาก็ยกให้ นอกจากคนไม่มีปัญญาตามืดบอดก็ธรรมดาที่เขาไม่รู้ และลบหลู่ได้ อาตมาเป็นคนไทย แต่อาตมาถูกสถาบันศาสนานี่ตราไว้แล้วว่าเป็นพวกนอกรีต แม้ท่านจะมีใจที่อยากจะช่วยอาตมาอย่างไร ท่านก็แสดงออกไม่ได้ ถ้าท่านไม่ช่วยอาตมาอาตมาอาตมาจะยิ่งเคารพท่าน ถ้าท่านช่วยอาตมาจะอ่อนแอ ทำอย่างอาตมาไม่ได้เต็มที่ ถ้าในหลวงช่วยอาตมาท่านก็เสีย อาตมาก็เสีย ต่างคนต่างรู้ อาตมาก็ไม่ประสงค์จะให้ทำ เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อทั้งมวลชนและอาตมา อาตมาเห็นว่าท่านทรงพระจริยวัตรงามที่สุด ท่านทรงบำเพ็ญ พระเตมีย์ใบ้ กับพระมหาชนก แม้ในหลวงจะตรัสถึง เศรษฐกิจพอเพียง เขาก็รับลูกไม่ได้ มาเป็น แบบคนจน เขาก็ยิ่งทำได้ยากหนัก แต่มาขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ประชาธิปไตยแท้จริงไม่ยกให้ใครเป็นใหญ่ ประชาชนจะตั้งเอง แม้ของพุทธ พระพุทธเจ้าไม่ให้ใครเป็นใหญ่ แต่ให้ธรรมวินัยเป็นใหญ่ การบริหารของพระพุทธเจ้าท่านเอาเลข 4 ท่านไม่เอาสามเส้า จะเริ่มเดินต่อต้องเป็น 4 แต่ถ้าปัญจสาขา 5 นี่เกิดแท้แน่นอน การบริหารที่จะใช้พลังที่จะใช้ในสงฆ์ต้องมี 4 ถ้าไม่ 4 ไม่ได้ แม้จะสมมุติก็ต้อง 4 ถ้าจะสงฆ์ครบสมบูรณ์ต้องมี 4 (โสดาฯ สกิทาฯ อนาค

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน