580707_ธรรมาธรรมะสงคราม วิธีแปลงเพศทางจิตวิญญาณ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข13 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580707_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง วิธีแปลงเพศทางจิตวิญญาณ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า... วันนี้วันอังคารที่ 7 ก.ค. 2558 แรม 7 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม พรุ่งนี้จะเป็นวันที่ 8 เดือน 8 พศ. 2558 แรม 8 ค่ำ เดือน 8 ก็เป็นเรื่องตัวเลข เรามาพูดเรื่องพฤติกรรมสังคม ของคนแต่ละคน ที่ทำขึ้นในในกลุ่มสังคมนั้น แล้วเกิดรวมเป็นพฤติกรรมสังคม ซึ่งจะเป็นเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับคน ที่แต่ละคนมีจิตใจที่เป็นประธานของพฤติกรรมของตนของตน ถ้าเป็นจิตวิญญาณกัลยาณธรรม เป็นธรรมะที่ดี ร่วมกันทั้งหมด ชาติหนึ่ง พฤติกรรมก็แล้วแต่แต่ละคนจะมีคุณธรรมเท่าไหร่ แข็งแรงทางคุณธรรมเท่าไหร่ ส่วนคุณธรรมที่พิเศษอีกอย่างหนึ่ง เป็นของพระพุทธเจ้าคือ อาริยธรรม ส่วนคุณธรรมแบบกัลยาณธรรมก็ไม่ข้ามเขตที่จะอ่านจิต เจตสิก รูป ได้ รูปคือ ส ิ่ งที่ถูกรู้ โดยญาณปัญญาของตน เราเรียนรู้ได้ตั้งแต่รูป 28 เป็นต้น แยกแยะได้ มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ ทั้งรูปและนาม แล้วจัดสรรไปตามลำดับ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ศึกษาอะไรหรอก ท่านศึกษาเรื่องคนกับสังคม แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เพี้ยนไปหนีออกป่าเขาถ้ำ เป็นลัทธิเก่าแบบดาบส ฤาษี นอกพุทธ ที่อาตมาจะอยู่ต่อไปอีก 70 ปี ก็เพื่อช่วยเหลือเขา เขาน่าสงสาร เขาหลงทิศทาง แม้ในกระแสหลักทุกวันนี้ อาตมาวิจารณ์หนัก แรง พวกเราอย่าเอาอย่างอาตมานะ เห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง ก้นแตกตายนะ อย่าไปทำ ไม่ใช่ว่าไปกดข่มดูถูกพวกเรานะ ก็ควรรู้ตนเองว่าควรขนาดนั้นขนาดนี้ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เสียดายมาก ไทยเราก็มีการบ้านการเมือง เราต้องช่วยเมือง ถ้าเมืองล่ม บ้านก็อยู่ไม่ได้ แต่ถ้าบ้านล่มไป เมืองก็ยังอยู่ได้ เมืองจึงสำคัญกว่าบ้านเรา แต่ถ้าออกนอกเมือง นอกประเทศไป เราก็ต้องทำให้ดี ช่วยตนรอด แล้วจึงช่วยคนอื่น แต่ถ้าเมืองกับเรา เร

อ่านต่อ

าควรเสียสละเพื่อเมือง เพื่อประเทศก่อนตัวเรา แต่พระพุทธเจ้าว่า ให้ช่วยตนก่อน มีนัยที่ว่าต้องช่วยตนคือ ลดความเห็นแก่ตัว แล้วจะมีความหมายกลับว่า ลดความเห็นแก่ตัวนี่ทำให้เราเห็นแก่ผู้อื่น การที่จะทำประโยชน์ตนก่อน คือลดความเห็นแก่ตน เมื่อลดได้ก็จึงไปช่วยคนอื่น มันไม่ขัดกันหรอก แต่เป็นมุมที่ยิ่งหมดตัวตน ก็ไม่ต้องเห็นแก่ตนเอง เลยก็ช่วยแต่คนอื่น ตนเองก็ไม่ต้องดูแลตนเองก็ได้ ให้ผู้อื่นเลี้ยงไว้ ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ได้จริงๆ อาตมาได้อธิบายชื่อระบอบ กับสัจธรรม ความเป็นระบอบก็ชื่อ ระบอบคอมมิวนิสต์ เผด็จการ ป ระชาธิปไตย หรือสังคมนิยม ก็มีระบอบหลายอย่าง แต่พฤติกรรมอุดมคติอันเดียวกันหมด ยอดเยี่ยม ไม่ว่าเผด็จการ ผีตองเหลืองที่เผ่าเล็กๆจนถึงเผ่าใหญ่ มีอาณาเขต มีอาณานิคมขึ้นมา ก็มุ่งหมายเดียวกันคือ ต้องช่วยเหลือป ระชาชน เสียสละเพื่อ ประชาชน ส่วนตนจะกินอิ่มก็ตาม ไม่ต้องโลภเกินขีด แต่ทำเพื่อประเทศชาติก็สุดยอดแล้ว ในอุดมคติของระบอบนั้น ไม่ว่าจะชื่อว่าระบอบไหน แต่ทุกวันนี้ติดแต่คำว่าป ระชาธิปไตย ซึ่งคือเพื่อ ประชาชน ก็ไม่ผิดหรอก แต่แม้แต่ระบอบไหนก็ตาม แม้สมบูรณายาสิทธิราช หากองค์ใดท่านทำให้ป ระชาชน อยู่เย็นเป็นสุข แม้แต่บรูไน ที่เขามีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช ส่วนอเมริกา มีวัฒนธรรมหลายอย่างที่เห็นแก่ตัว เช่น อเมริกันแชร์ แล้วหลอกว่าตนเป็นป ระชาธิปไตย แล้วป ระธานาธิบดี ก็คือลูกน้องนายทุนที่ลงขันส่งมา เขาไม่เข้าใจ ประชาธิปไตย ที่มีจิตวิญญาณเป็นหลัก จิตที่ไม่เห็นแก่ตัว ถ้าไม่เข้าใจแก่นแท้ของ ประชาธิปไตย ที่มีคุณลักษณะยิ่งใหญ่คือทำเพื่อป ระชาชน แม้จะบริหารคนเดียว แต่เพื่อ ประชาชน อย่างจริงใจ นั่นแหละ ประชาธิปไตย จะเรียกว่าระบอบไหนก็ตาม แต่จริงใจเพื่อ ประชาชน ความเห็นแก่ตัวไม่มี จะเป็นคอมมิวนิสต์ที่เอาคนกลุ่มหนึ่งมาบริหารก็ตาม ส่วนจะชื่อว่า ประชาธิปไตย ที่เขาว่า เพื่อ ประชาชน โดย ประชาชน ของ ประชาชน การคิดว่าให้ทุกคนบริหารมันทำไม่ได้หรอก เพ้อเจ้อ แล้วย ิ่ งยุคนี้กิเลสคนท่วมหัวแล้ว ก็มีแต่ฝันไปเพ้อเจ้อ ไม่ได้เรื่องเลย แต่ว่าแม้คณะเดียวคนเดียว แต่บริหารเพื่อ ประชาชน แท้จริงจริงใจ อย่างตอนนี้ อาตมาว่านายกฯคนที่ 29 นี้ ให้คะแนนมากกว่าคนที่ผ่านมาอีกนะ แม้ทำได้ 1 ปีแล้ว พวกที่ยึดติดตอนนี้หัวเก่าๆ อาตมาเห็นแล้วเบื่อไม่ลงสมเพชเวทนา

ประชาธิปไตย ต้องมีสองขาจึงสมบูรณ์ แม้ควีนอลิซาเบท ของอังกฤษ ก็บอกว่า ไม่นึกว่าจะได้เจอกับ King of Kings อาตมาว่าอาตมารู้ความเป็น ประชาธิปไตย นี้ แล้วหยิบมาชี้แจงให้นักรัฐศาสตร์ฟังบ้าง อาตมายืนยันว่า ประชาธิปไตย ต้องมีสองขา ต้องมีทั้งด้านจิตวิญญาณและด้านวัตถุ หากมีแต่วัตถุไปไม่ได้ไกล เช่น อเมริกานี่ เป็นต้น แม้คอมมิวนิสต์ก็ไม่ได้ลดกิเลสจริงก็ไปไม่รอด อย่างอังกฤษเขาเป็นประเทศเก่าแก่สืบทอดวัฒนธรรม จิตวิญญาณมาไม่รู้กี่พันปีแล้ว เขามีหลักเกณฑ์สัญชาติญาณ ประชาธิปไตย ของเขาไม่ต้องเขียนร ัฐธรรมนูญ เพราะ ประชาธิปไตย มีในสัญชาติญาณ ประชาชน ก็ออกกฎหมายลูกมาใช้ จริงๆ สัญชาติญาณของคนไทยมี ประชาธิปไตย แบบพุทธ ของพระพุทธเจ้ามาแต่นานแล้ว ประเทศไทยเกือบพันปีที่ผ่านมา จึงมีเชื้อพุทธศาสนามานาน ศาสนาอื่นพยายามแทรก อินเดียก็ถูกแทรกไปเยอะ แต่ไทยนี่เขาตีไม่แตก อย่างคริสต์เขาเข้ามาตั้งแต่พระนารายณ์มหาราช ประมาณ 700 กว่าปีก็ได้แค่นี้ อิสลามที่ว่าแน่ก็ได้แค่นี้ ก็ยังมีพุทธศาสน า กว่า 95 % แม้จะผิดเพี้ยนจากโลกตุรธรรมไปไกล แต่ลึกก็ยังมีอยู่ อาตมายังทำงานโลกุตระได้ อาตมาเป็นหัวเชื้อที่ทำได้ แต่ก็ยากแสนยาก แต่ก็ยืนยันว่าเป็นได้พิสูจน์ได้ มีสาราณียธรรมได้ ท่ามกลางทุนนิยม หลงลาภ ยศ สรรเสริญ จัดจ้าน หัวทิ่มหัวตำ หลงอบายมุขกันทั่วบ้านทั่วเมือง แม้ผู้รักษากฎหมายก็ทุจริตหนักกว่าอีก แม้เช่นนั้นก็ยังยืนยันว่าเป็นศาสนาพุทธเหนียวแน่น เพราะ พุทธมีเสน่ห์ที่สูงคือ อิสรเสรีภาพ ก็คือหัวใจ ประชาธิปไตย ด้วย อิสลาม อิสรเสรีภาพน้อยกว่าคริสต์ อยู่ในกรอบที่ต้องตีกรอบกันมาก แต่ได้ประโยชน์นะ อย่างสังคมปัจจุบันต้องตีกรอบอย่างนั้นจึงจะดี พล.อ.ประยุทธ ใช้ความแข็งอย่างนี้ดีแล้ว อาตมาว่าอาตมาเห็นจริง ถ้าอาตมาไม่เห็นจริงในคำว่า พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือหัวใจของศาสนาพุทธ คือหัวใจ ประชาธิปไตย อันแท้จริง ผู้ใดท่านรู้ นักรัฐศาสตร์ ดร.ต่างชาติก็เรียน แต่ถ้าเขารู้ก็หยิบมาพูดแล้ว เพราะมันมีสูตรเดียว ที่ทำให้เกิดได้ เป็นหลักวิชา ใครที่รู้เขาก็พูดสิ อาตมาว่าอาตมารู้จึงพูด ยืนยันได้ว่ารู้ แล้วก็พูด แล้วพาทำด้วย ที่พาทำออกไปไม่ได้ทำอย่างงมงายสุดโต่ง โง่เง่า คะนองแบบเด็กแว้น ไม่ใช ่ ที่พาทำนี่ทำอย่างมีประมาณ ตามมหาปเทส 4 และสัปปุริสธรรม 7 จนเห็นได้ ไปช่วยกันจนมีธรรมฤทธิ์ ที่พาทำเกิดสงบ สยบความรุนแรง เป็นธรรมฤทธิ์ของสัจธรรมแห่งจิตวิญญาณ ตั้งแต่ตอนผู้การแต้ม สมัยนายกฯอภิสิทธิ์ เขาก็ถอยไป เราก็นั่งสงบ ตอนนี้เราจะเร่งรัดพัฒนา ว.นบ. ให้เป็นหมวดหมู่เป็นคณะจะได้สอดคล้องกับ ประชาธิปไตย ไม่ใช่ปล่อยให้ทำคนเดียว ที่ไม่รอบด้าน เพราะต่างคนต่างมีภูมิธรรม ก็อย่างที่ได้เริ่มไปแล้ว ก็ตั้งใจกัน ว.นบ.นี่ วิชชารามนาวาบุญนิยม มันจะได้เป็นเรือโนอาห์ต่อไปในอนาคต อาตมาไม่สงสัยหรอกว่าเรือโนอาห์คืออะไร พระเจ้าคืออะไร อาตมาก็ชัดเจน มันเป็นได้ แม้แต่ ทำไมพระเจ้าเอากระดูกซี่โครงซี่ที่ 7 มาสร้างเป็นอีฟ ทำไมไม่เอาซี่ที่ 7 หรือ 8 เอามาสร้างเป็นอีฟ อาตมาไม่ได้สงสัยเลย พลังงาน ตั้งแต่ อุตุนิยาม มาเป็น พีชะนิยาม แล้วมาเป็น จิตนิยาม จิตนิยามสามารถเรียน กรรมนิยาม และ ธรรมนิยาม ได้ เห็นจริงในกรรมวิบากรู้แม้พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องกรรมเป็นเรื่องใหญ่ กรรมคือ God คือทุกอย่าง กรรมคือ เอกภาพ เอกภพ SPACE รวมทุกอย่างไว้เหมาเข่ง Space and time ส่วนศาสนาพระพุทธเจ้าก็คือ กรรมกับกาละ kama and time of continuum พระพุทธเจ้าจึงเอากรรมเป็นหลัก สุกฏทุกตานังกัมมานัง ผลัง วิปาโก กรรมเป็นพลังงานที่สะสมในตัวองค์รวมของอัตภาพได้ เป็นมโนปุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา อาตมาเอา เทว ธัมมา มาใช้ ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ก็มีสอง เป็น fission และ fusion ก็ตรงกัน จะทาง biology ก็แบ่งเพศชาย เพศหญิงใน genome ใน chromosome มันตรงกันไม่ใช่โมเม พระพุทธเจ้าหยั่งรู้พลังงานจริง แล้วเอามาจัดการ อภิสังขารให้ได้พลังดีที่สุด เป็นประโยชน์ไม่เห็นแก่ตัว มาทำกุศลได้ แล้วรู้เหตุตัวพาทำอกุศลที่เป็นตัวต้านคืออะไร รู้วิธีกำจัดตัวต้าน ให้เห็นเอง จัดการเอง ได้เอง เป็นของตนเอง เป็นสันทิฏฐิโก โอปนยิโก ให้แต่ละคนเรียนได้ แม้เป็นของสูง ไม่จำกัดอายุ ทำได้แล้วเชิญมาพิสูจน์ด้วยว่าจริง ทำให้เห็นเลยไม่ปิดบัง เป็นของวิเศษไม่น่าปิดบัง เดี๋ยวนี้ทุกวันนี้อโศกเขาไม่ค่อยจะ ลั บเพราะมันไม่ปิดบัง เขาก็เลยว่าเอาแต่ดีมาอวด ไม่กระมิดกระเมี้ยน ไม่เหมือนผู้หญิงที่อยากจะเปิด ก็ปิดๆเปิดๆ แต่เรานี่เปิดซื่อๆ มีเท่าไหร่เปิดหมด คนเลยไม่เชื่อ ไม่เหมือนคนดัดจริต มันจริงเกินไป มันเลยไม่เชื่อ อาตมาเอาเรื่องทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายกับศาสนาได้ ไม่ใช่เพิ่งรู้ แต่รู้มาตั้งแต่ก่อนบวชเลย และมีอีกหลายเรื่องที่รู้ แต่ไม่พูดตอนนี้ ถ้าสามารถแบ่งพลังงาน ที่เป็นโลกุตระ คือไม่เป็นทาสโลกีย์อีกแล้ว เร ิ่ มต้นแต่เรามีจิตหลุดพ้นจากโลกีย์ต่ำๆตัวแรกเลย ที่เราเห็นว่ามันไม่ได้ดีเลย มันเบียดเบียนโง่เง่า แล้วจัดสภาวะตัวนี้ได้ จับจิตเจตสิกได้ เป็นพลังงานจิตวิญญาณ อาการอย่างนี้มันใช่ เรียนรู้วิธีปหาน วิธีมรรคองค์ 8 แล้วก็ได้จริงๆ โดยอ่านจิตตนออก แยกจิตตนได้ว่า มันมีความเป็นชีวะ ชีวะคือเราเป็นเจ้าของแล้ว เราจะให้มันเป็นพลังงานแบบไหนได้ แต่สัตว์อเวไนยสัตว์มันแยกจิตไม่ออกแบ่งเขตไม่ออก แต่พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้ตั้งแต่น้อยๆ อาการที่เราไปติดยึด จนสามารถรู้แบ่งได้ ว่าแบบชาวบ้าน(เคหสิตะ) กับแบบของพระพุทธเจ้า สามารถหลุดพ้นความเป็นทาส มาเป็นไทแก่ตัว โดยจิตทาสหมดเชื้อพลังงานหลง หลุดพ้นได้เป็นลำดับ งดงาม ต้น กลาง ปลายได้ ท่านเรียกว่าเป็นคุณวิเศษ ไม่ใช่คุณธรรมธรรมดาอย่างโลกๆ ที่ว่าดี กดข่มไว้ ให้ดีอย่างชำนาญแคล่วคล่องมีน้ำหนัก เขาจะเรียนแต่ดี ความไม่ดีเขาไม่แตะต้อง มันจะเกิดสงครามทะเลาะ เขาก็ไม่พูดถึงก็เอาแต่ดี แต่ตัวอนุสัยอาสวะนอนเนื่องเขาไม่รู้ ว่าคือสิ่งที่เป็นอัตภาพ ไม่รู้จัก hard disk แห่งจิตวิญญาณ ที่รับได้ไม่อั้น เวทนาคือสังขาร สังขารคือเวทนา มันปรุงพรวดเลย คนทั่วไปปรุงพรวดเป็นองค์รวมแบบโลกๆไปเลย สังขารนี่พอแจกเป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ สังขารคือเวทนา แล้ว เวทนาคือตัวหลักที่ต้องเรียนรู้ รวมลงที่เวทนา ต้องมีบวกลบ มีสสาร พลังงาน มี fusion มี fission มี Autosome กับ sex chromosome ก็ปรับให้มาเป็นหนึ่ง ที่ควบคุมได้อย่างดี ก็สามารถใช้พลังงานนั้นได้ ไม่ให้เกิดพิษภัย แต่แปรเป็นคุณได้ ควบคุมพลังงานได้ ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เอาพลังงานเหลวไหลเลวร้ายออกหมด เหลือแต่พลังงานวิบากในฮาร์ดดิสก์ มันถูก fixed ไว้หมดแล้ว ก็มาออกฤทธิ์ได้ พลังงานปัจจุบันจะเข้าไปล้างไปลบพลังงานอดีตได้บ้าง แต่อดีตนั้นมากใหญ่เหลือเกิน คนเราตั้งใจจริงๆปฏิบัติธรรมไม่กี่ร้อยชาติ ไม่กี่พันชาติหรอก แต่ชีวิตของคนมากี่ล้านๆชาติ แต่คนปฏิบัติธรรมเก่งจริงๆไม่กี่พันกี่หมื่นชาติก็บรรลุได้ เพราะมีความซับซ้อนของพลังงานใครสะสมได้ก็มาต่อภูมิได้ พวกคุณที่มาฟังธรรมได้ มีบารมีเก่าทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าอาตมาเก่ง แต่ที่มานี่บารมีเก่า แล้วก็มารับได้ คนที่ยังไม่มีบารมีก็ยากที่จะมา คนแสวงหาก็เยอะ แต่ยาก พระพุทธเจ้าสอนในสัมมาทิฏฐิ ข้อ 10 ถ้าใครมีมนสิการดีๆ พยายามทำความเข้าใจว่าทำใจในใจอย่างไร ทุกศาสนาก็สอนให้ทำใจ แต่ไม่ได้ทำใจมากมาย เอาข้างนอกกดข่มข้างในไว้เท่านั้น แต่การทำใจในใจที่จะรู้รายละเอียดของจิตวิญญาณจริง วิจัยจิตออกว่ามีพลังงานอย่างไร สุดท้ายรู้ถึง อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ผู้รู้ก็คืออรหันต์เป็นต้นไป สามารถทำให้เกิด ไม่ให้ต่อก็ตัดสันตติ หยุดอุปจยะได้ มีความเด็ดขาดไม่ให้ต่อเนื่องได้ หยุด ถ้าหยุดแล้ว ไม่มีอะไรอื่นอีก ก็จะมีแต่เสื่อม ชรตา กุศลไม่ต่อก็เสื่อม หยุดเลย จะเสื่อมหรือจะเกิดก็ตาม ก็อยู่กับอนิจจตา ลักษณะสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้สุดยอดแล้ว อ่านอาการออกเลยว่าเราทำสำเร็จ ที่อาตมาพูดเพราะรู้ ไม่ได้อ่านจากตำรา เรารู้ว่าเราทำได้ถึงเอามาพูดได้อย่างมั่นใจ รูป 28 นี้เป็นหลัก ให้เรียนดีๆ เรียนรู้อาการจิต เจตสิก ก็คือองค์รวม ทำให้เป็นแล้วก็คือรวมลงเป็นรูป จิตก็คือนาม ถ้าถูกรู้ก็เป็นนามรูป หรือนามกาย ทุกอย่างสรุปลงที่ธรรมะสอง แล้วก็สามารถทำให้เป็นหนึ่ง ที่อาตมาหยิบพลังงานทางชีวะก็เป็นโครโมโซม ก็มีมาจากต้นตอคือ อวิชชา เมื่อไม่รู้ก็อวิชชา ท่านก็ให้เรียนสังขาร แล้วแยกสังขารออกเป็นสอง เป็นสองแล้วทำให้เป็นหนึ่ง สังขารก็คือเวทนา ปรุงเป็นสุขหรือทุกข์ แล้วทำให้เป็นหนึ่งคืออุเบกขาได้ เมื่อทำให้เกิดสภาพสามก็ได้อะตอมขึ้นมา อย่างนิวเคลียสมีสองตัวแล้ว มีนิวตรอนกับโปรตอน แต่ถ้ามีอิเล็กตรอนก็เป็นสาม เป็นพลังงานผู้หญิงเป็นอิตถีเพศ นำหน้า ดิ้นมากกว่าเพศชาย แล้วทุกอาการก็ทำให้เกิดอิตถีภาวะเป็นเอก ทำให้เป็นปุริสภาวะ แล้วทำให้เล็กลงจนเป็นนปุงสกลิงค์ได้ ตั้งแต่ขยายมาจากนิวเคลียสเป็นสองก็เป็น genome ที่แตกตัวจากนิวตรอน การรู้ต้นตอของ genome ก็คือ รู้เวทนาในเวทนา ก็คือจิต เป็นสองสภา ว ะ คือเวทนากับจิต อยู่รวมเป็นกาย รูปกายแท้ๆก็คือ DNA คือองค์ประชุมของตัวแข็งแรงมั่นคง ตีไม่แตก ทางชีววิทยาเขาเปลี่ยน DNA ไม่ได้แต่เขาเปลี่ยน gene ได้ gene คือนามกาย เปลี่ยนได้ ทำให้เป็นหนึ่งได้ นามกายก็มีสองสภาพ คือบวกกับลบ คนอวิชชาจะไม่รู้ความต่าง รู้เป็น XX แต่พอมีวิชชาก็รู้ว่าต่างคือ XY คนไม่รู้ก็ปักหลักเป็น X Y ออกตัวเป็น XX สลับกันไปกันมา XXคืออิเล็กตรอน ส่วน XYกลายเป็นนิวเคลียส เ ป็นต้น นิวตรอนออกมาเป็น Genome มีทั้งฟิวชั่นและฟิชชั่น หากรู้ตรงนี้ได้ก็รู้ มโนปวิจาร 2 จะรู้ได้ก็ต้องรู้ทาง ทวาร 6 แล้วรับรู้การปรุงแต่งมาเป็น บวก ลบ หรือกลาง คือสุข ทุกข์ เฉยๆ รู้ได้ด้วยอะไร รู้ได้ด้วย อาการ แล้วเทียบได้เป็น ลิงค แล้วกำหนดให้แม่นนะ ทำเครื่องหมายกำหนดเอาเองว่าอย่างนี้ๆ อย่างนี้เคหสิตะ อย่างนี้เนกขัมมะ อย่างนี้สุข/ทุกข์ อย่างนี้ตัณหาโลกียะ(กาม_ภวตัณหา ) ตัณหาโลกุตระ(วิภวตัณหา) กามกับพยาบาทก็คู่กัน หากได้มาสมอยากก็สุข หากไม่ได้ก็โกรธก็ทุกข์ เลวร้าย เราก็รู้อาการชัด จับตัวแล้วกำจัด ทั้งกดข่มและใช้ปัญญา พลังปัญญานี่แหละจะได้จริง เราเรียนรู้สุขทุกข์เป็นหลัก แล้วทำให้เป็นอุเบกขา ถ้าเข้าใจ มโนปวิจาร 18 คุณก็ปฏิบัติตลอดรอดฝั่งมีหวังเป็นอรหันต์ หากไม่รู้อาการลิงค นิมิต อุเทส ข องเนกขัมมะก็ไม่ได้หรอก พระพุทธเจ้าเรียนรู้ความเป็นเพศ สามารถแปลงเพศได้ ไม่ใช่หมอผ่าตัดธรรมดา แต่ไม่ผ่าตัดให้คนอื่น บอกเขาได้ บอกวิธีได้ ให้ผ่าตัดตนเอง ถ้าสามารถแยกเคหสิตเวทนา ได้รู้สุขทุกข์อย่างเป็นสัจจะได้ หรือภายในเรียกโทมนัสกับโสมนัสได้ ถ้าภายนอกเรียกสุขเวทนา ทุกขเวนาหรืออุเบกขาเวทนา พออ่านภายในก็จะรู้ว่า อย่างนี้สุขทุกข์ แต่เรียกว่าโสมนัส โทมนัส แล้วลดได้ ทำให้กิเลสลดลง หากตอนแรกไม่แข็งแรงก็ลำบากอยู่ก็ทุกข์อยู่ แต่ก็มีสุขเป็นปีติ หากทำไม่เก่งก็เป็นฌาน 1 และ 2 ก็ลำบาก ก็จะมีโสมนัสแบบเนกขัมมะ ดีใจพอใจ ปีติ หรือเป็นโสมนัสที่เราลดกิเลสได้ ได้อาริยทรัพย์ แต่ก่อนดีใจตื่นเต้นตามรสโลกีย์ เราก็รู้ชัด อย่างโสมนัสก็สมใจ โทมนัสก็ไม่สมใจแบบโลก แต่ถ้าลดกิเลสได้ก็สมใจ เป็นโสมนัสแบบโลกุตระก็ต่างกับแบบได้สมใจโลกียะ ทั้งทุกข์และอุเบกขาแบบลดกิเลสกับแบบสมกิเลสก็ต่างกัน อ่านได้ถึงรูป 28 ว่ามันเป็นชีวะมีภาวรูป จับอาการได้เป็นหทยรูป จิตไม่มีรูปร่างที่อยู่ แต่อยู่ในคูหาสยังไปไหนไปด้วย ในนี้ จับอาการนี้ โดยมีเหตุปัจจัยจากอาการ 32 กระทบแล้วปรุงแต่งเกิดอาการทั้งหมด คำว่าอาการ มันไม่ใช่น้อยๆเลย อาการที่มีประสาทเข้าควบคุมหรือไม่มีญาณในประสาทนั้น เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่มีกาย มันกลายเป็นมหาภูตรูป แม้แต่อุจจาระปัสสาวะ น้ำเลือดน้ำหนองในตัวหากจิตมีพลังงานฝึกมาก็สามารถควบคุมได้ จึงเรียกอาการ แม้ตับ ไส้พุง น้ำเลือด น้ำหนอง เสลด น้ำมันข้น ทั้งทวัตติงสาการ อาการ 32 นามธรรมก็ทำงานร่วมด้วยหมด เรียกว่าอาการ แต่ถ้าหลุดออกมาจากร่างแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นอาการ 32 แล้ว อย่างไข่หรือระดู ออกมากับเมนส์ของผู้หญิงหลุดออกมาแล้ว ไม่เป็นอาการ แต่ถ้าอยู่แต่ภาย นอก ไม่เป็นอาการ ถือเป็นอุตุนิยาม แต่ถ้าอยู่ในนี้เป็นพีชนิยามหรือจิตนิยาม อย่างนี้เป็นต้น กว่าเราจะเข้าใจจะรู้ลักษณะ อาการ ลิงค นิมิตจึงไม่ใช่เรื่องตื้นๆ ผู้เรียนรู้ถนัดแบบนี้จะควบคุมได้อย่างเจ้าคุณนอฯ ท่านเรียนรู้ภายในแม้เป็นมะเร็งที่คอก็ทนได้ รูปกับนามร่วมกัน เราสามารถทำได้ และจะเป็นไปได้ตลอดหากจะทำ มันมีเรียกว่า จริตแบบ ศรัทธา หรือ พุทธิจริต อย่างพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ ก็คนละจริต จนมาเป็นโพธิสัตว์ สายจริตที่ทำมาก็ต้องเก่งแบบนั้น จะทำได้ด้วยแต่ไม่เก่งเท่า คือทำอีกด้านหนึ่งได้ แต่ก็ทำงานร่วมกันได้ ไม่แข่งกัน เป็นอรหันต์ได้ก็ดีแล้ว จากนั้นก็เป็นโพธิสัตว์ก็ช่วยกันทำงานช่วยคนไป เราสามารถที่จะเป็นหมอเปลี่ยนเพศได้อย่างชั้นหนึ่งวิเศษ เปลี่ยนเพศทางนามธรรมขั้นชีวะ ขั้นจิตนิยาม ไม่ใช่แค่พีชนิยามเท่านั้น อาตมาดูภาษาทางวิทยาศาสตร์มาประกอบเท่าที่ได้ ก็คิดว่าไม่โมเม ทำอย่างที่เข้าใจ เราจะรู้จักตัด จักต่อ พลังงาน เราสามารถทำพลังงาน ซึ่งตัวพลังงานเอง แม้พีชะก็เป็นพลังงานมีอยู่ในตัวเรา เราสามารถควบคุมจัดการได้ ให้เคลื่อน(จุติ) หรือหยุด ตัดไม่ให้ต่อสันตติหรือให้ต่อไป มันเป็นการรู้จริงแล้วทำได้จริง เรียนรู้ธรรมะสองอย่างแล้วทำความสืบต่อต่อเนื่องได้ (สันตติ) ไอสไตน์ก็รู้ความสืบต่อได้ เป็น Space and time of continuum เป็นความยิ่งใหญ่ที่คนในโลกก็รู้ได้ ส่วนของพระพุทธเจ้าก็เป็นทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทางนามธรรม ที่ละเอียดซับซ้อนลึกซึ้ง เพราะถ้าสามารถเข้าใจแล้ว จิตนี่เร็วกว่าแสง แต่เราตามจิตเราไม่ได้ ใครตามจิตตนเองได้ก็ระลึกชาติได้ ถ้าเราตามจิตได้เร็วพอสมควรก็ระลึกได้ ตามนั้น จิตที่เป็นโลกุตระ อาริยะ อย่างพระพุทธเจ้าประกาศ ท่านอุบัติก่อนไอสไตน์ พระพุทธเจ้ารู้จักก่อนไอสไตน์ ทฤษฎี สันตติ continuum นี่แหละ พระพุทธเจ้าสามารถไขความลึกในความลับให้รู้จักรู้แจ้งในความจริงให้โลกรู้ได้ สามารถพิสูจน์ได้สันทิฏฐิโก ผู้ใดปฏิบัติ บรรลุจะเห็นได้ด้วยตน ไม่ต้องเชื่อคนอื่น แม้ไม่ต้องเชื่อที่พระพุทธเจ้าตรัสแต่รู้ด้วยตน สันทิฏฐิโก บรรลุเองด้วยตน ของตน ว่าสุขทุกข์คือเช่นไร แล้วดับเหตุแห่งทุกข์สุขก็หมดไปด้วย จนเป็นกลาง ถูกกระแทกกระเทือนอย่างไรก็ไม่กระดิก ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ พ้นจากกามลามสูตร เชื่อตนเอง ตนเองเห็นของจริง ถ้าหลงก็หลงด้วยตน พระพุทธเจ้าไม่เอาผิดนะ น่าสงสารคนแบบนี้ แต่ถ้าคนไม่หลงก็ได้ แต่พวกที่รู้ทั้งรู้ว่าตนไม่ใช่ แต่ก็หลอกชาวบ้าน ถ้าอย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเขาจะทำชั่วอะไร ไม่มีทางที่จะหยุดยั้งได้ คือทำชั่วได้ทุกอย่าง อกาลิโก คือเมื่อไหร่ก็มีผลพิสูจน์ได้ไม่จำกัดกาล เอหิปัสสิโก ท้าทายให้มาตรวจสอบมาดูได้ โอปนยิโก เป็นของสูงที่ควรโน้มน้อมเอามาให้ได้ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ คือต้องเอาด้วยตนเอง คนอื่นทำให้ไม่ได้ คือพลังงาน (ความเคลื่อน)ของทุกภาวะ มีวิวัฒนาการอย่างไร จะตัดขาด ตัดสันตติตรงไหน จะต่ออย่างไร อีกสำนวนหนึ่งเรียก ปณิหิตตัง (ตั้งจิตต่อ) หรือ อปณิหิตตัง (ไม่ตั้งจิตต่อ) ผู้จบแล้วอรหันต์แล้วก็จะได้สองอย่างนี้ ถ้าจบก็จะมีสามอย่าง 1. สุญญตวิโมกข์ , สุญญตสมาธิ (นิพพานโดยการเห็นความว่างของตัวกิเลส หมดความยึดมั่นจากอำนาจกิเลส) 2. อนิมิตตวิโมกข์ , อนิมิตตสมาธิ (นิพพานโดยไม่ต้องถือนิมิต) 3. อัปปณิหิตวิโมกข์ (นิพพานโดยไม่ทำความปรารถนา) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 469 )

คนเราตั้งจิตต่อไม่ยาก ให้เกิดไม่ยาก แต่จะตัดไม่ให้ต่อนี่ยาก ไม่ให้เกิดนี่ยาก ท่านถึงใช้คำว่าอปณิหิตตะ ผู้เป็นอรหันต์แล้ว จะต่อก็เอา มีสิทธิ์ทำเป็น 0 ได้ รู้จักเครื่องหมายให้ต่อหรือไม่ต่อ ทำนิมิตเองได้แล้ว จะเกิดได้เป็นของจริงต้องมีสัมผัส (คนนั่งหลับตาสมาธิขาดตรงนี้ น่าสงสาร) คนก็หลงไปทำแบบหลับตา หรือว่าไปหลงแบบสว่างใส ปั้นมโนมยอัตตา ซึ่งอาตมาไม่ทำ เพราะ พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ อาตมาว่าให้พวกเรามาขนาดนี้ อาตมาอยู่ไปอีก 70 ปี ก็น่าจะพอบรรลุ ก็จะได้ช่วยคนอื่นเขาได้มากขึ้น มี progression ratio ก้าวหน้ามากขึ้นไม่ใช่อยู่แค่นี้ ไม่ใช่ 20 ปีก็เท่านี้ ก็ต้องงอกเงยบ้าง มันเป็นตามสัจจะ อย่างหลายคนเห็นทุกข์มาเหน็ดเหนื่อย สอนคนนี่มันยาก ถ้าเป็นอรหันต์แล้วจะไม่ต่อภพภูมิ แต่ถ้าเป็นอรหันต์แล้วจะรู้ เพราะคนที่เป็นอรหันต์แล้วไม่ต่อนี่กตัญญูไหม แล้วคนเป็นอรหันต์จะไม่กตัญญูเชียวหรือ เพราะไม่กลัวตายแล้ว ไม่กลัวทุกข์แล้ว ก็จะไม่ต่อทำไม แต่ถ้าตั้งใจจะไม่ช่วยใครก็จะช้าด้วย แต่ที่ไม่ช่วยใครคือ เห็นแก่ตัวกับขี้เกียจ จำใส่กบาลไว้ ถ้าเรารู้ธรรมะสอง อีกหนึ่งก็คือกาย กายก็คือธรรมะสอง ถ้ามีหนึ่งเดียวไม่ใช่กาย แม้แต่คำว่าบุญเดี๋ยวนี้เขาก็ออกนอกความจริงไปสนิทแล้ว ต้องรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงในความเป็นกาย หากไม่รู้ก็ปฏิบัติธรรมของพุทธไม่บรรลุ เพราะ ผู้ปฏิบัติธรรมของพุทธ ต้องพ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 คือพ้นสักกายทิฏฐิ จึงจะเข้าสู่มรรคขั้นแรกที่จะปฏิบัติต่อได้ ถ้าจับสักกายะ(องค์ประชุมของเวทนาสัญญาสังขาร) ที่ปรุงแต่ง เป็นสุขทุกข์แล้วเข้าไปรู้ตัวเหตุ คือ กามที่ทำให้หลงสุข อยากได้สุข ต้องอ่านจนพ้นวิจิกิจฉา มันจะเกิดได้ต้องมีสัมผัสกับเหตุภายนอก ทางทวาร 6 มากระทบกระแทก หากมีมากมีหนาก็เกิดแรง ยิ่งไม่ให้มัน มันก็ยิ่งดิ้นแรง หากคุณติดแรง ก็เรียนรู้ได้ หากสัมมาทิฏฐิ ต้องพ้นมิจฉาทิฏฐิ ว่ากายหมายถึงอะไรแท้ๆ ถ้าศึกษาปฏิบัติพุทธไม่รู้กาย แล้วไตรสิกขาที่เป็นการศึกษาของพุทธ ศีล สมาธิ ปัญญา เบื้องต้นศีล 5 เป็นพื้นฐาน แม้จะมาบวชก็ต้องเร ิ่ มตรงนี้ วินัยก็ต้องถือแต่ศีลต้องปฏิบัติ ในจุลศีลก็มีศีล 5 ส่วนวินัยมีบทลงโทษ ศีลไม่มีบทลงโทษแต่ว่าไม่ทำก็ไม่ได้ ศีลข้อ 5 เร ิ่ มเอาขั้นต้นก่อนที่เมาหยาบ(สุระ) ไม่ได้หมายถึงแค่น้ำเมา แต่คือสิ่งที่เราเมาใหญ่เมาหนัก แต่ละคนไม่เหมือนกัน มันติดหยาบ ควรเลิกได้ ตั้งศีลทำให้เกิดผลอานิสงส์ของศีล 1 . อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2 . ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3 . ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4 . ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5 . สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6 . สมาธิ (จิตมั่นคง) 7 . ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8 . นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9 . วิราคะ (คลายกิเลส) 10 .วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน)

ไม่ใช่ปฏิบัติศีลได้แค่กายกับวาจา จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน