580504_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เรื่อง กายพิสดาร ๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580504_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เรื่อง กายพิสดาร 2 พ่อครูว่า... วันนี้วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2558 ยังอยู่ในช่วงวันหยุดของวันแรงงานแห่งชาติ เป็นวันของชาวกรรมกร ซึ่ง กรรมกรแปลว่า ผู้ลงมือทำ ส่วนกรรมการ ก็กว้างขึ้น แปลว่า คนที่จะสั่งการหรือออกแบบ หรือเป็นคนพาคนอื่นทำ หรือแนะนำ เป็นสายปัญญา ส่วนกรรมกรเป็นสายเจโต หรือผู้ลงมือทำ แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นเรื่องแบ่งชั้นวรรณะ หาว่าคนมีแต่แรงไม่มีปัญญาเหมือนวัวเหมือนควาย ก็เลยกลายเป็นเรื่องไม่ดีงาม เป็นเรื่องข่มเบ่งกันไป สายปัญญาที่คิดได้แต่ทำไม่ได้ไม่เป็นเหมือนคนทำได้ น่าจะยกย่องพวกทำได้นะ คนที่ทำออกมาเป็นชิ้นเป็นอันเป็นงานเป็นการ เขาต้องมีความรู้นะที่เขาทำออกมาได้ คนที่มีความรู้ต้องพิสูจน์ว่าตนทำได้ไหม? หรือแค่รู้มากกว่าเขาแล้วรู้แล้วทำของให้กินได้ไหม? โลกทุกวันนี้ใช้เชิงฉลาดมาเอาเปรียบเขา สายปัญญานี่ส่วนมากได้บาปมาก แต่สายเจโตถูกเอาเปรียบนี่แหละเป็นคนได้เป็นเจ้าหนี้ คนเอาเปรียบนี่เป็นคนเสีย เป็นลูกหนี้ แต่ตนหลงว่าตนได้เปรียบนี่คือสัจจะที่ซ้อน นี่คือสัจจะที่คนรู้ไม่ทัน แล้วโดยสัจธรรมตนเองซวย ตนเสีย แต่นึกว่าตนได้ คนทุกวันนี้จึงวนเวียนไม่รู้จักสัจธรรม คนได้เปรียบคือผู้เสีย ชาตินี้ดูเหมือนได้เปรียบแต่เป็นหนี้ ชาติหน้าต้องเกิดมาใช้หนี้เขา เกิดเป็นวัวเป็นควายให้เขาใช้งาน สัจธรรมเป็นเช่นนี้ ผู้รู้จริงจึงไม่ไปเอาเปรียบเขา แต่จะรับใช้เขา จะชนะเขาก็รับใช้เขาต่อ เรารู้แล้วว่าผู้ให้นี่แหละคือผู้ได้ เป็นผู้เสียนี่แหละคือผู้ได้ สายทุนนิยมจะเข้าใจอันนี้ได้ยาก แต่สายบุญนิยมจะเข้าใจได้ และหมดปัญ หา ตน หมดปัญหาสังคมด้วย ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย สะดวกสบาย จิตวิญญาณที่มีเชิงปัญญานี้ ยังนึกเลยว่าเรานี่ไม่เก่งที่จะอธิบายความจริงนี้ให้ชัดเจน ให้พวกเราจบเล
อ่านต่อ
ย มันยังทำไม่ได้ไม่เก่ง เพราะเป็นสิ่งน่ารู้ น่าได้น่าเป็นในความเป็นคน เท่าที่อาตมาพอรู้นะเรื่องจิตวิญญาณ ก็รู้มาพอสมควร แล้วก็ตั้งใจพากเพียร อธิบายขยายความให้พวกเราได้รู้ จะได้หมดความเป็นหนี้ ที่มารมาหลอกเรา เป็นภาษาบุคลาธิษฐานที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ตอนนี้อาตมาเปิดเผยความเป็นดินแดน ความเป็นทวีป ความเป็นจิตนิยามของสัตว์โลก จนถึงเป็นมนุษย์ แล้วได้ไขความมาถึงทวีป หรือแดนที่จิตอยู่ ในความเป็นมนุษย์หรือมนุสโส ก็แปลว่า ใจสูง กับคนที่ใจต่ำ เรียกว่าสัตว์โลกอบาย ก็หมายถึงจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จิตวิญญาณ แล้วทำจิตวิญญาณให้เจริญพัฒนา ถาวร แล้วพ้นทุกข์จริง เป็นมนุสโสจริงๆ เป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณสูงเจริญ จนจบเป็นอรหันต์ จิตวิญญาณไม่ตกต่ำ สมเป็นสัตว์โลกที่มีจิตนิยาม สูงสุดในนิยามชีวิตทั้ง 5 อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ จะเป็นสัตว์โลกที่มีหลักประกัน สัพพปาปัสสะ อะกะระณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลัสสูปสัมปทา (ทำกุศลให้ถึงพร้อม) ส จิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) อย่างนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อะสังหิรัง ( ไม่มีอะไรหักล้างได้) อะสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) จึงเป็นศาสตร์ที่ย ิ่ งใหญ่ที่สุดในโลก มนุษย์ควรได้ศึกษา ได้จิตอันนี้ เป็นจิตสมบูรณ์มนุษย์สูงสุด คือมนุษย์อุตรกุรุทวีป อยู่ในแดนของสัตว์โลกที่มีจิตเหนือ และเป็นผู้เป็นกุรุ เป็นครู เป็นตัวอย่างของโลกตลอดไป ซึ่งมีความประเสริฐเหนือกว่า มนุษย์ดาวดึงส์ มนุษย์ชมพูทวีป มนุษย์ชมพูทวีป คือผู้มีอาการ 32 ทวัตติงสาการ แต่ถ้าอวิชชาก็หลงในดาวดึงส์ จนกว่าจะล้างกิเลส เลิกติดดาวดึงส์ก็มาเป็นมนุษย์อมรโคยาน แล้วจะมีความเป็น : ผู้ไม่มีทุกข์ อมโม ไม่มี มม หรือตัวตน ไม่มี มมังการ คือตัวตนความยิ่งใหญ่ ไม่มีความหวงแหน อปริคโค มีอายุที่แน่นอน นิยตายุโก เป็นอมตบุคคลแล้วสั่งเกิดสั่งตายได้ ต่างกับอายุ ทิพย์ของดาวดึงส์ ความเป็นทิพย์คือความหลง ไม่ว่าจะวรรณะทิพย์ สุขทิพย์ก็คือเทวดาดาวดึงส์ เขาก็ว่าได้เสพรสนี้เหนือกว่ามนุษย์อุตรกุรุทวีปก็ได้คุณก็หลงระริกระรี้กับอันนี้ จิตวิญญาณลักษณะดาวดึงส์ อุตรกุรุทวีป หรือจิตวิญญาณอื่นที่อาตมาขยายความให้ฟัง แม้แต่ - อปรโคยาน กับ อมรโคยาน ซึ่งในพระไตรปิฎก ล. 20 / 520 มีอปรโคยาน ซึ่งมีอยู่ที่เดียวในพระไตรฯ ทุกเล่ม แต่ว่า อมรโคยานก็มีอยู่หลายแห่งในพระไตรฯ - ปุพพวิเทหทวีป ก็คือ เทหะ เป็นที่ๆ บรรจุอะไรไว้ทั้งหมด เหมือนอวกาศ ที่เป็นเทหวัตถุแท่งทึบ ที่บรรจุวิบากไว้ เป็นคลังอัตภาพ เหมือนฮาร์ดดิสก์ของแต่ละคน เป็นผลเป็นวิบากกรรม สุขทุกข์ ดีชั่ว จะทำเล็กทำน้อย ทำหยาบหรือละเอียดก็ไม่ไปไหน ก็อยู่ในปุพพวิเทหะนี่แหละ จนกว่าจะปรินิพพาน ไม่มีใครสามารถทำลายได้ จนกว่าตนเองจะเป็นผู้หยุด มีนิยตายุโก เมื่อปรารถนาจะไม่ต่ออายุแล้ว ก็สิ้นสุดจบได้ ไม่มาอยู่ในโลกใดๆได้แล้ว จบอรหันต์แล้วมีสิทธิ์ทำได้ ไม่เวียนวนมาเกิดในโลกอีก แตกสลายความเป็นตัวตนได้ สิ่งที่อาตมานำมาเปิดเผยนี้ถ้าเป็นสิ่งดีก็ควรมาเอา แต่นี่พวกเราก็ไม่ค่อยมาเอามาฟังกัน อาตมาว่าจะอยู่ถึง 151 ปีก็ไม่แน่ ถ้าตายวันตายพรุ่งจะมาเสียดายนะ มาร้องห่มร้องไห้อีก อาตมาไขความเรื่องเปรต เปรตอยู่ที่ไหน? ก็อยู่ที่ตัวเรา มันอยู่ในตัวเรา แต่แสดงตัวเป็นเวลาๆ ส่วนมาก ถ้าอวิชชาคนไม่ฉลาดจะแสดงมาก แสดงบ่อย แสดงต่อเนื่อง จะมีก็พักยกบ้าง พักยกน้อยนะสำหรับคนอวิชชา ปุถุชนเต็มๆ จะเป็นมนุษย์อปรโคยาน มันหลงว่าต้องแส ว งหาดาวดึงส์ แส ว งหาสุขเพราะได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้กาม ได้อัตตา เอาตัวใหม่ตัวอื่นอีกเรื่อยๆ ไปข้างหน้า อปรโคยาน ได้มาก็หลง แล้วสั่งสมใส่เซพ ใส่ฮาร์ดดิสก์ไว้ที่ปุพพวิเทหะ บรรจุเข้าไปๆ จนกว่าจะตื่นมารู้จิตเปรตของตน จิตเปรตไม่สามารถช่วยตนเองได้เลย ต้องอาศัยคนอื่นทั้งสิ้น เขาจึงอธิบายว่าเปรตจะต้องได้ส่วนบุญ คือต้องได้ความรู้ที่เป็นเครื่องชำระให้แก่ตน ภาษาบาลีเรียกว่า ปรทัตตูชีวกเปรต คำว่าทัตตะคือวิญญาณที่ยังโง่ โง่ชนิดที่ว่า ตนเองไม่สามารถช่วยตนเองได้ ต้องอาศัยผู้อื่น ปรทัตตู ชีวิตินทรีย์ผู้ใดก็แล้วแต่ ที่เป็นจิตนิยามแล้ว จะได้เครื่องมือหรือได้บุญ ที่จะเป็นอาวุธหรืออุปกรณ์ชำระกิเลสก็ต้องได้จากผู้เป็นปัจเจก เปรตทุกตัวหรือสาวกภูมิทุกระดับ ตั้งแต่เร ิ่ มแรกเลย ไม่ใช่ปัจเจก ตนเองไม่มีธาตุหรือDNA พุทธในตนเลย ก็ต้องได้มาจากผู้ที่มีมาก่อนแล้ว ที่เป็นปัจเจกหรือสยังอภิญญา หรือสยัมภูอย่างพระพุทธเจ้าก็ยิ่งยอด แต่เขาอธิบายไม่เข้าปรมัตถ์ ก็อธิบายเป็นเปรตที่เป็นตัวตน แล้วอุทิศโลกีย์อีก อุทิศลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข กาม อัตตา ซึ่งไม่ใช่ส่วนบุญ แต่เป็นแค่โลกีย์ ที่เขาว่าอุทิศส่วนบุญกันนี้มันเพี้ยนไม่ถูกสัจจะ ที่ว่าแบ่งส่วนบุญกันนี่คือทำกันแบบเล่นๆ คำว่า ทัตตะ คือ อัน...เขาให้แล้ว หรือแปลว่าโง่ แปลว่าทึ่ม ทึบ คำว่า อุปชีวกะ แปลว่าชีวิตที่อาศัยผู้อื่น ผู้ขึ้นอยู่กับผู้อื่น อุปชีวกะ นี่คือเรื่องจิตวิญญาณไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา แต่เป็นจิตวิญญาณเปรตที่หิวโหยมีแต่อยากไม่เคยพอ คืออาการจิตที่อยากๆๆๆ ไม่หยุด อาการเช่นนั้นคืออาการทางจิต ถ้าจิตเป็นเช่นนั้นต้องมาได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าหรือปัจเจกบุคคลหรือสยังอภิญญา คำว่าปัจเจก หรือสยัมภู หรือสยังอภิญญา คือผู้ที่ต้องถ่ายทอดความจริงนี้ ศาสนาพุทธนั้นเป็นเอง ได้มาเอง เป็นจิตนิยามที่เกิดมาแล้ว ต่อให้ฉลาดถึงขั้นศาสดา แต่ถ้าไม่ได้รับเชื้อแท้พุทธธรรม จากผู้มีเชื้อพุทธให้ ต่อให้ฉลาดแบบศาสนาหรือกัลยาณชน ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะถอดถอนล้างกิเลสได้ คนอื่นล้างให้ไม่ได้ ลัทธิเทวนิยมเขาเชื่อว่าล้างบาปได้ ให้คนอื่นแก้กรรม ล้ างบาปให้ได้ แต่ของพุทธทำไม่ได้ คนอื่นทำให้เราไม่ได้ คนที่ทำวิบากบาปแล้วไม่มีการ เ ปลี่ยน แปลง อยู่ในปุพพวิเทหะนี้ตลอดไป จะออกฤทธิ์มาเล่นงงานเราในอนาคต เราล้างไม่ได้ มีแต่กันวิบากใหม่อย่าให้เกิดอีกๆ จนทุกปัจจุบันไม่ทำบาปอีกแล้ว สัพพปา ปัสสะ อกรณัง ถ้าเป็นอรหันต์แล้วต่อจากนั้นไปไม่มีบาปไม่มีบุญแล้ว มีแต่กุศลที่จะขยายต่อไปเจริญต่อไป จะกันอำนาจของเจ้าหนี้ที่มาทวงบาป ล้างไม่ได้ เพราะ 1 . กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2 . กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3 . กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4 . กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ, พันธุ์มาร) 5 . กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581 ) ศาสนาที่ไม่เป็นอเทวนิยม ก็จะสอนว่าล้างบาปได้ ให้บาตรหลวงไปล้างบาปให้ ที่จริงแค่สารภาพผิด แค่ปลงอาบัติในศาสนาพุทธ ปลงอาบัติคือเปิดเผยความจริงที่ผิดของตนให้คนอื่นเป็นพยาน สารภาพแล้วว่าตนจะไม่ทำอีก พยายามไม่ทำอีก พูดไปไม่ได้ยกตนข่มท่าน แต่ของพุทธเป็นเช่นนี้ กรรมเป็นของๆตน ล้างให้กันไม่ได้ กว่าที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ว่าสิ่งที่สั่งสมไว้ไม่มีหายไปไหน แล้วออกฤทธิ์อย่างไร? เราได้อาศัยกุศล ส่วนอกุศล มันจะมาเล่นงานเรา แต่ถ้าเราทำกุศล ท่วมท้ น ก็ได้อาศัยกุศล เมื่อเป็นอรหันต์แล้วก็ทำแต่กุศล แต่ขนาดนั้นอกุศลวิบากยังตามทันได้ แม้เป็นพระพุทธเจ้า ดาวดึงส์นั้นในทางโลกีย์เขาถือว่าเลิศยอดแล้ว เป็นคนดีจริงๆ เป็นผู้ไม่ทำชั่วทำแต่ดี แล้วเสพอายุทิพย์ วรรณะทิพย์นั้น คนจะต้องศรัทธาเลื่อมใสบูชา มีปรินิมมิตวสวัตตี คนอุปถัมภ์ค้ำชูยกย่องมากมาย เรียกว่า เมื่อมีทวัตติงสาการ เป็นมนุษย์ชมพูทวีป จึงเหนือว่า อุตรกุรุทวีป เพราะจะมีคนมาเคารพยกย่องมากว่า เป็นมนุษย์อรหันต์ที่สอนให้ไปเสพสุข เสพหรู รวย ไม่สอนอายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ แต่สอนเป็นขั้นตอน แค่โสดาบันขั้นต้นก็ต้องมีทิพย์ของคุณพอสมควร อาศัยไปพอสมควร ก็ไม่ใช่เป็นคนใจดำให้หักดิบหมด ทุกคนไม่มีทิพย์เลยไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นแบบนั้นแต่อนุโลมมีขั้นต้น เบื้องกลาง บั้นปลาย แต่คนที่ติดสุขทิพย์ นั้นจะติดเพลินอร่อย จะปล่อยง่ายๆที่ไหน ต้องเป็นเราเป็นของเราอยู่ มันไม่ง่าย ไม่มีคนโลกีย์คนใดจะมานิยมอย่างเราทีเดียว ต้องมีภูมิกล้าที่จะตัด แล้วหันทิศทางมาโลกุตระ ไม่เอาโลกีย์อย่างที่เป็นคนดีวิเศษ เป็นเทวดาดาวดึงส์ แล้วเขาก็ซ้อนเป็นเทวดาพรหมก็ได้ แต่เป็นพรหมโลกียะ เป็นคนใจบริสุทธิ์นะ ใจไม่เอาของใครมีแต่เสียสละ อย่างแม่ชีเทเรซ่ า น่ะเป็นนักบุญจริงๆ เขาเรียกเช่นนั้นซึ่งเพี้ยนไปจากคำว่าบุญของศาสนาพุทธ เขามีบารมีมากมาย มีความดีมากมาย สุดยอดความดีงามเลย เป็นประโยชน์ต่อโลก ต้องกราบเคารพเลย ไม่กราบเคารพไม่ได้หรอก เพียงแต่ว่าตัวท่านเองไม่รู้โลกุตรธรรม ท่านไม่มีทางแยกที่จะมาโลกุตระอย่างเป็นลำดับ เพราะไม่รู้จักจิตเจตสิกต่างๆ จะปฏิบัติกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมไม่ได้ โพธิปักขิยธรรม 37 เร ิ่ มแต่กายในกาย จะไม่รู้กายในกาย ซึ่งไม่ใช่รู้กันง่าย มันลึกซึ้งมาก มันจึงหลุดแม้แต่ชาวพุทธก็หลุดค่อยๆเลือน จนกลายเพี้ยนไปหมด ในมวลชาวโลกทั้งหลาย ไม่ได้เข้าใจคำว่ากายแล้ว แม้แต่วงการศาสนาพุทธทั้งหลาย ที่จะต้องรู้คำว่ากาย เดี๋ยวนี้ก็เพี้ยนไป เรียกได้ว่าเพี้ยนไปบริบูรณ์แล้ว เข้าใจคำว่ากายไม่ได้ เมื่อเข้าใจคำว่ากายไม่ได้ ก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ไม่สำเร็จ ไปไม่ออก ที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ เขาก็จุกสิ
พระพุทธเจ้าตรัสอีกว่า ... เพราะคนพาลหรือแม้แต่บัณฑิตไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไป คนพาลย่อมเข้าถึงกาย เมื่อเขาเข้าถึงกายชื่อว่ายังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสก ปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ยังไม่พ้นไปจากทุกข์ กายนี้ของบัณฑิต ผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว และประกอบด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้นบัณฑิตละได้แล้ว และตัณหานั้นสิ้นไปแล้ว ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าบัณฑิตได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไป บัณฑิตย่อมไม่เข้าถึงกาย เมื่อเขาไม่เข้าถึงกาย ชื่อว่าย่อมพ้นชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นจากทุกข์ ความสงบที่เขา ว่าคือความเงียบ นิ่ง หยุด ก็ไม่ผิดนะ แต่ไม่ถูก เพราะสัตตานี้ สงบแบบพระพุทธเจ้านี้คือ กิเลสมันไม่มีชีวิตแล้ว ชีวิตกิเลสตายสนิท ไม่มีพลังงานกิเลสมากวนเลย สงบเพราะไม่มีกิเลสมากวน เป็นอรหันต์แล้วกิเลสตายเกลี้ยงจึงเป็นคนสงบที่สุด แล้วขยันทำงาน จะพูดความจริงอย่างกระทบได้ดี เพราะฉีกหน้ากิเลส คนหลงกิเลสเป็นตัวตน ก็ต้องโกรธเคืองเพราะถือเอากิเลสเป็นตน พอท่านด่ากิเลสคนนั้นก็โกรธเข้าให้ เพราะไปยึดกิเลสเป็นตัวตน ก็เป็นสัจจะ อาตมาไม่ฉีกหน้ากิเลส มันไม่ได้ ห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่ได้ ห้ามให้อาตมาฉีกหน้ากิเลส อาตมาตกงานเลย ไม่มีงานทำเลย ต้องไปขนปุ๋ยอย่างเดียว ต้องไปทำงานออกแรงอย่างเดียว ทำงานแบบเดรัจฉาน ทำงานทางเทคนิค แต่ทำงานโลกุตระไม่ได้ ทำได้แต่งานโลกีย์ ไม่ว่าใคร ไม่ฉีกหน้ากิเลส นั่งสงบไปอย่าให้กิเลสขึ้น แล้วพูดแต่ดี อย่าไปกระทบใคร เป็นหลวงพ่อดีเนอะ ดีหมด พูดแต่ดี ก็ช่ว ย คนมาแต่ดีแล้วให้ลืมชั่วเสียหมด เอาแต่ดี ผู้รู้ต้องพูดทั้งดีและชั่ว ตามกาละโอกาสไปตามลำดับ อาตมาจึงกล้าประกาศเลยตั้งแต่ทำงานศาสนาใหม่ๆ ที่วัดมหาธาตุว่า อาตมาจะเทศน์ ให้อาตมาตายใน 5 วันก็ทำได้ ก็คือพูดฉีกหน้ากิเลสนี่แหละไม่ต้องระมัดระวังเลย แล้วคนที่เขามีกิเลส เขายึดกิเลสเขา เขาหลงว่าตัวนี้เป็นตัวดีสิ่งดี แล้วมาด่ากิเลสที่เขายึดเป็นตัวตน และเขามีอำนาจในสังคมด้วย เขาทำร้ายอาตมาได้เลย ตายเหมือนพระโมคคัลลานะมีวิบาก แต่อาตมาไม่ได้มีวิบากแบบท่าน อาตมาไม่ได้ศึกษาแนวท่านโมคคัลลานะ ท่านโต่งอยู่สายเจโตต้องใช้หนี้วิบากไป มีคนถามว่า อาตมา เคยบอกว่า ศาสนาพุทธเน้นหันหน้าเข้าหาชั่ว เข้าหาทุกข์แล้วระดมกันวิเคราะห์วิจารณ์เข่นฆ่าความชั่วความเลวเข่นฆ่ากิเลส จึงชัดเจนว่านี่คือเส้นทางของมนุษย์ชมพูทวีปที่หมดกิเลส...ก็ถูกต้องแล้ว เพราะ ศาสนาพุทธคือทุกข์นิยม ไม่ใช่สุขนิยม หันหน้าเข้าหาทุกข์ แต่ทำตามลำดับเพราะทุกข์มันเยอะ กิเลสมันเยอะต้องทำไปตามลำดับ ได้แล้วอยู่เหนือมันแล้วไม่หนีโลก แต่โลกอบายทำอะไรเราไม่ได้ กิเลสเหมือนหัวล้าน คนที่ชนะแล้วลูบหัวล้านได้ เคาะหัวล้านได้ หัวล้านทำอะไรเราไม่ได้ เป็นสิ่งสมบูรณ์แบบ รู้แจ้งเห็นจริงเลย กิเลสดับตายถาวรเที่ยงแท้ ถ้าคุณทำต้องทำให้ถูกตรงจึงจะได้จริง ศาสนาพุทธไม่ค่อยพูดเรื่องชมเชย พระพุทธเจ้าว่า ให้ข่มคนชั่ว ยกคนดี ซึ่งให้ข่มคนชั่วก่อน แต่ถ้ายกคนดีก่อนแล้วคนดีมีอัตตาติดยึด หลงเหลิงได้ จึงน้อยที่จะชม แต่ก็ยกเป็นตัวอย่างว่ามีจริง คนโลกุตระมีจริง อวดได้ยกได้ ประกาศได้ แต่ต้องอ่านจิตว่าอย่ามีสาเฐยจิต ถ้าจะอวดต้องอย่ามีความอยาก ต้องอวดเพื่อให้คนได้รู้เพื่อประโยชน์ยืนยัน ก็ไม่อาบัติไม่บาป ข้อสำคัญคือรู้จักสาเฐยจิตไหม? มันเผินง่าย ว่าอยากอวดก็เลยอวดไปทั้งที่ตนมีสาเฐยจิตอยู่ด้วย แต่อำนาจกิเลสอยากอวดมีมาก อย่างนี้ไม่ดี ต้องแน่ใจตรวจอย่างไม่มีอคติจริง ก็อวดแต่อวดอย่างไม่ได้อยากได้อะไรคือ ไม่มีจิตอยากอวด แต่ถ้าตนเองอวดอย่างจิตไม่สะอาดไม่ได้ แต่ถ้าจะอวดก็คือแสดงออกบอกได้ ถ้าไม่มีสาเฐยจิต คนเข้าใจไม่ได้ว่า ผู้บรรลุแล้วบอกใครไม่ได้อย่างโลหิจจสูตร ... โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358 ) คนบรรลุใหม่ๆ มันอยากอวดอยากโชว์นะ เหมือนเศรษฐีใหม่ๆ คนที่คิดชั่ว ชังมากถึงขนาดว่าอยากให้อาตมาหยุดเผยแพร่ หรือว่าอยากให้ตายเลยก็มี คือคนที่อวิชชาหนักๆ แต่เขาก็ชาตินี้มันไม่มีแรงมากเท่าไหร่หรอก มันมีความซับซ้อนในบารมี วิบากเหมือนกัน ชาตินี้ผู้ที่ทำร้ายก็ทำไม่ค่อยได้ หรือแพ้ภัยตนเองไปก็มี คนที่เพ่งโท ษ พระอาริยะมีโทษถึง 11 ประการ บางคนก็ว่าจะอะไรนักหนากัน ทำไมมากมายอะไร? ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านว่า ถ้าท่านจะพูด ต้องเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นความจริง เหมาะสมกับกาละ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาทุกข์นิยม คือมองสิ่งที่พาชั่วพาเลวร้าย แล้วไล่ไปเป็นลำดับ โดยเฉพาะของตน อย่าไปเพ่งคนอื่น เพ่งคนอื่นอาสวะของตนไม่เจริญ เราอย่าไปเพ่งเขา รู้แล้วก็เก็บไว้ ถ้าจริงก็ดูเป็นตัวอย่าง ไม่จำเป็นต้องไปว่าเขา ให้เมตตาเขา เขามีสิ่งไม่ดีถ้าบอกได้ก็บอก บอกไม่ได้ก็น่าจะบอกคนที่น่าจะบอกเขาได้ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่ต่างจากศาสนาอื่นที่ไม่ไปสอนเรื่องความดีเป็นหลัก แต่สอนเรื่องความชั่วเป็นหลัก แล้วหาเหตุดับเหตุให้ได้ทำได้แล้วได้จริง จนหมดเหตุชั่ว คนหมดเหตุชั่วจะมีภาวะรู้โลก เพราะจริงๆแล้ว มันมีตัวกิเลสกับกรรม ความดีงามกับความไม่ดี ซึ่งเป็นกรรมที่จะลงในฮาร์ดดิสก์ ปุพพวิเทหะ ประชุมลงในนั้น ผู้ที่รู้จักบุญ รู้จักบาปคือตัวเหตุพาทุกข์ จึงเรียนรู้จัก 1 . ตัวทุกข์ 2 . เครื่องมือจัดการทุกข์ คือมรรคมีองค์ 8 คือเครื่องมือบุญ ก็ใช้เครื่องมือนี้กำจัดบาป แล้วบาปจะเกิดได้ในปัจจุบันเท่านั้น วิบากบาปเป็นอกุศล อยู่ในปุพพวิเทหะแก้ไขไม่ได้ รอออกฤทธิ์อย่างเดียว ผู้ลดบาปนั้นอยู่กับโลกจะรู้ว่าอันไหนเป็นบาป แล้วกำจัดบาปไปตามลำดับ จนหมดแล้วทุกปัจจุบัน ตรวจสอบด้วยเวทนา 108 จนส่วน อปรันตะ (อนาคต) และปุพพันตะ (อดีต) ก็ทำให้กิเลสสูญๆได้ทุกปัจจุบัน แข็งแรงเป็นพลังตั้งมั่น ที่เป็นอภิสังขารระดับอเนญชา จนเป็นต้นทุนเป็นกำลังในปัจจุบันที่มีกำลังเด็ดขาด เราไม่หนีโลกด้วย จึงรู้โลกต่างๆ นานาสารพัด ตั้งแต่โลกธรรม 8 (ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์) มีโลก 3 มีโลก 2 อีก
ตอบประเด็น หรือคำถาม _ร่ายกาย จิต มโน วิญญาณ ว่าดิฉัน...มีจิตที่สงบมาก จะคิดว่าจะเป็นฤาษีหรือไม่? แต่ในคืนหนึ่งก็มองไปที่ไฟมันดับ ก็ไม่กลัวมาก เราก็จะเดินไปเพื่อเปิดไฟ จะออกไปทำงาน แต่ว่าก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งว่า เป็นเก่งนักหรือจะไปเปิดไฟ แต่จิตเราก็นิ่งได้ อยากถามว่ามันจิตนิ่งหรือมันช็อคไปเองเลย ...ดิฉันก็ฟังต่อไปอีก...ว่าเขาจะพูดอีกหรือไม่? แต่ต่อมาดิฉันก็เดินไปเปิดไฟ แต่คนนั้นเขาก็ตามไปอีก แล้วบอกว่า จะเอาอย่างไร เอ็งนักเลงนักหรือ?....ดิฉันก็คิดว่าเหมือนเสียงแมวร้อง ไม่ได้คิดอะไร...ดิฉันก็ปิดไฟ แล้วลงมา แต่ดิฉันจำหน้าได้ เป็นคนรู้จักด้วย ดิฉันก็เลยไปบอกผอ.บัวนวล ว่าดิฉันไม่มีอะไรกับเขานะ ดิฉันคิดว่าผัสสะมันไม่ดับ มันก็อยู่กับเรา .... พ่อครู ตอบ … ผัสสะไม่ดับ มันรู้มันเห็นอยู่ แต่เราอ่านใจเราว่าใจเรานิ่ง เราไม่ได้โกรธตอบ ถ้าเราเองขี้กลัว แล้วไม่เปิดไฟ ก็เดาว่าผีแน่ๆ แต่พอดีเราเองใจกล้าไม่ได้กลัวอะไร เราก็ไปของเราธรรมดา ก็เป็นผัสสะให้เราได้ดูใจ ว่าใจเราก็นิ่ง แม้ที่สุดเขามาว่า จะเอาอย่างไร เอ็งนักเลงนักหรือ? เราก็ไม่ถือสาก็ดีแล้ว พ่อครูอธิบายต่อ … เมื่อวานนี้อาตมาได้พูดเรื่องกาย... พระพุทธเจ้าตรัสว่า กายคือองค์รวม หรือองค์ประชุม ของรูป/นาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ /นามคือธาตุรู้ คนตายไป ธาตุรู้คือมโนยังอยู่ ตัวธาตุรู้ก็จะมีตัวที่ถูกรู้ได้ ถ้าคุณเรียนสัมมาทิฏฐิ คุณจะอ่านตัวที่ถูกรู้ได้ทั่วไปหยาบๆ ก็รู้ได้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนใจก็มีตัวถูกรู้ได้ คนไม่ได้เรียนสัมมาทิฏฐิจะเนรมิตรูปร่างเป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิต เป็นมโนมยอัตตาได ้ โดยตาเนื้อไม่เห็นได้ ก็เมื่อตายไปก็มีรูปติดไปเป็นรูปาวจร เป็นองค์ประชุมของนามได้อย่างไม่ต้องมีมหาภูตรูป ไม่ต้องมีโผฏฐัพพะ ไม่ต้องใช้ปสาทรูป มีแต่ใจในใจอย่างเดียว อปรโคยาน ใจที่อวิชชาไม่รู้ว่า ร่างกายเราไม่มีแล้วนะ เหมือนคนนอนหลับ คุณรู้สึกว่าจริงฉันใดก็ฉันนั้น คุณตายไปก็จะรู้สึกจริงเช่นนั้น นั่นแหละคือกาย คุณไม่ได้ล้างความติดยึด คนที่ติดอบาย เช่นติดว่างวดนี้ไม่ได้ดูปาเกียวกับฟรอยชกกัน แล้วคนนี้ตายไปจะดิ้นรนหาอปรโคยานเท่าไหร่ มันไม่รู้ว่าตายนะ ก็จะสมมุติกายของตนไปดิ้นรนไปอีกนานนับชาตินานเท่านาน ต่อให้เป็นบัณฑิตด้วย ก็เป็นเช่นนี้ ตายไปต้องมีกาย มีองค์ประชุมรูป/นามที่อวิชชา ไม่ต้องอาศัยทวาร 5 ก็มีโคยานในโลกนามธรรมได้ กายตัวนั้นจึงคือ ตัณหากับอวิชชา เป็นธรรมะสอง คือยังอยากและยังโง่ คู่หูคู่นี้ใครอยากได้บ้าง มันทำเราเดือดร้อนทั้งตอนเป็นและตอนตาย มีวิบากคืออนุสัยที่ฝังความโง่และความอยากเป็นปุพพวิเทหะและมีอปรโคยานอยู่ ยังไม่ใช่ผู้เข้าสู่อมรโคยาน หากคุณเป็นโสดาบัน สกิทาคามีก็มีอ มร โคยานบ้างก็จะไม่ฝันร้าย ไม่มีนิมิตร้ายมาหลอกตนเอง แต่ถ้าอวิชชาตายไปจะดิ้นอย่างไม่รู้จริงๆ ดิ้นอย่างไม่รู้ว่าตนตายแล้วด้วย จะดิ้นด้วยตัณหาซับซ้อนดิ้นรนเพื่อให้ได้เสพสิ่งที่ตนเคยเสพติด ยังไม่รู้กามตัณหาจึงมีธรรมะสองหรือมากกว่านั้นที่ปรุงแต่งด้วยอวิชชา ผู้อวิชชาไม่รู้สังขาร กายสังขารนี้จะเป็นกาย คือมีความรู้สึก สุข/ทุกข์ กายก็คือเวทนา ตอนตายไปจะดิ้นเพื่อเสพเวทนาให้ได้ แล้วองค์ประชุมกายของเขาคือ ตัณหา กับ อวิชชา ก็มีแต่นรกเป็นที่ไปแน่นอน ตอนตายไม่มีอะไรมาสะกิดให้เปลี่ยนแปลงได้ด้วยนะ ถ้าสมมุติว่าคุณตายขณะที่อยากดูปาเกียวชก แล้วช็อกตายไปเลย เขาจะดิ้นรน อย่างไม่มีอะไรกั้นเลย เหมือนผีอำดิ้นอยากดูคนชกนี้ มันติดจริง อยากมากเท่าไหร่ ก็ดูราคาค่าชก ต่ำที่สุด หกหมื่นบาทหรือไง? ซึ่งการชกนี้มีรายได้จากการชกมากที่สุด เท่าที่เคยมีสถิติมานะ เขาคำนวณว่า 1 วินาทีได้ 1.8 ล้าน นี่คือสังคมที่หลง ติดยึดอารมณ์ที่คือดาวดึงส์ ต้องไปสร้างพลังสมใจอันนี้ มันเสียดายทั่วโลกเลย อาตมาพูดแล้วเหมือนคนบ้านะ คนอื่นๆ เขาสุขจะตาย แต่อาตมาเห็นแล้วสงสาร แล้วพวกนี้ได้เงินไปก็มีมากมาย ก็ซื้อเละเลย ไร้สาระ เป็นตัวอย่างให้คนโง่ อวิชชาอยากเอาตามว่า มันดูดีเหลือเกิน คนที่จะเข้าใจอารมณ์ที่สนุกรื่นเริง หรือดูคนเจ็บก็เป็นซาดิสม์ คนก็อุปาทานหลงว่า มันมีอาการอารมณ์เช่นนั้นจริง แต่มันไร้สาระ คนที่ล้างได้แล้วก็ไม่ต้องไปเสียเวลา ทุนรอน แรงงานกับสิ่งเหล่านี้ แม้เราจะไม่เก่งแต่เราก็ทำสิ่งที่มีสาระกัน เลี้ยงดูกันไปได้รอด แต่พวกนั้น มั นรวยมาก แต่เลี้ยงดูกันไม่รอด แล้วปล่อยให้ฆ่าแกงกัน เขาระงับไม่ได้ แต่ของเราไม่ได้มีมากอย่างเขา แต่สงบสบาย ถ้าสังคมได้อย่างนี้เป็นเครือแห ไปทั่วประเทศ อาตมาตั้งใจอยู่ไปอีก 70 ปี เพื่อจะสร้างสังคมเช่นนี้ ใครจะช่วยอาตมาทำ.... สัจจะของพระพุทธเจ้าไม่ว่าบัณฑิต ผู้รู้ทางโลกหรือพาลชน หากไม่เข้าใจเรื่องโลกและอัตตา ซึ่งอาตมาจะมาขยายต่อให้รู้ว่า โลกมีกี่แบบ - โลก 2 ได้แก่ เอกภพ (หนึ่งเดียวของทุกสรรพสิ่ง) และโลกจักรวาล (ทุกสรรพสิ่งในโลกหนึ่งเดียว) -โลก 2 ได้แก่ โลกที่ไม่มีภาวะของชีวะ (อชีวิตินทรีย์) และโลกที่มีภาวะของชีวะ (ชีวิตินทรีย์) -โล ก 2 ได้แก่ โลกชีวะที่ยังไม่ถึงขั้นวิญญาณ มีแค่ รูป, สัญญาและสังขาร (พีช นิยาม) และโลกชีวะที่ถึงขั้นวิญญาณ มีรูป, เวทนา, สัญญา, สังขารและ วิญญาณ (จิตนิยาม) -โลก 2 ได้แก่ โลกียะ (ปุถุชน, กัลยาณชน) และโลกุตระ (อาริยชน) -โลก 2 ได้แก่ โลกนี้ (อิธโลก, อยังโลก, อิมัญจ โลกัง) และโลกหน้า (ปรโลก, ปโรโลโก, ปรัญจ โลกัง, สัมปรายิกะ) -โลก 2 ได้แก่ โลกสมุทัย (มีเหตุแห่งทุกข์) และโลกนิโรธ (ดับเหตุแห่งทุกข์) -โลก 2 ได้แก่ โลกที่ไม่สุขไม่ทุกข์แบบปุถุชน (เคหสิตอุเบกขา) และโลกที่ไม่สุข ไม่ทุกข์แบบอาริยชน( เนกขัมมสิตอุเบกขา) -โลก 2 ได้แก่ กามโลก, กามภพ (โลกภายนอก) และภวโลก (โลกภายใน) = รูป โลก, อรูปโลก -โลก 3 ได้แก่ 1 . กามโลก 2 . รูปโลก 3 . อรูปโลก -โลก 3 ได้แก่ 1 . สังขารโลก 2 . สัตว์โลก 3 . โอกาสโลก (โลกอันมีในอวกา ศ , จักรวาล, โ ลกอันกำหนดด้วยโอกาส ซึ่งได้แก่โอกาสที่เป็นสังขารอันมีวิญญาณ ครอง หรือได้แก่โอกาสที่เป็นสังขารอันไม่มีวิญญาณครอง) -โลก 3 ได้แก่ 1 . มนุษยโลก 2 . เทวโลก 3 . พรหมโลก -โลกที่เป็นวัฏฏะ 3 ได้แก่ 1 . โลกที่วนเวียนอยู่ด้วยกิเลสวัฏฏะ (วงจรกิเลส) 2 . โลกที่วนเวียนอยู่ด้วยกรรมวัฏฏะ (วงจรกรรม) 3 . โลกที่วนเวียนอยู่ด้วยวิ ปากวัฏฏะ (วงจรวิบาก) -โลกที่มีญาณ 3 ได้แก่ 1 . โลกที่สามารถระลึกรู้ภาวะอันเคยอาศัยอยู่มาก่อนได้ (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) 2 . โลกที่สามารถกำหนดรู้การตาย (จุติ) และการเกิด (อุบัติ) ได้ (จุตูปปาตญาณ) 3 . โลกที่สามารถหยั่งตรวจสอบรู้แจ้งความหมด สิ้นอาสวะในจิตตนได้ (อาสวักขยญาณ) -โลก 6 ได้แก่ 1 . อบายโลก 2 . มนุษยโลก 3 . เทวโลก 4 . ขันธโลก 5 . ธาตุโลก 6 . อายตนโลก (พระไตรปิฎก เล่ม 29 ข้อ 14 ) ก็จะได้อธิบายเรื่อง อันตคาหิกทิฏฐิ 10 ( ความเห็นอันถือเอาที่สุด, ความเห็นผิดที่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive