580503_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรื่อง กายพิสดาร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580503_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรื่อง กายพิสดาร ส.ฟ้าไทว่า … พ่อครูคงจะต้องพูดเรื่องกายนี้ไปอีกนาน ว่าคือองค์ประชุมของรูปและนามที่เกิดสัมผัสและทำปฏิกิริยากัน มีกายผี กายพระเกิดอีก ก็มีเรื่องราวอีกมากมาย พ่อครูได้พาเรียนรู้กายอย่างสัมมาทิฏฐิ ดำเนินมรรคองค์ 8 ที่เป็นโลกุตระ ที่เข้าใจกายได้เพิ่มขึ้นอีก และมีกายที่ลึกซึ้งพิสดารขึ้นอีก ที่เราต้องศึกษาเรียนรู้ พ่อครูว่าต้องอธิบายไปตลอดชีวิตเลย ถ้ามีสภาวะจะจำได้แม่นกว่าจำแค่บัญญัติ ต้องมาเงี่ยโสตสดับฟังพ่อครู พ่อครูว่า... เร ิ่ มต้นคุณเปรยถึงผู้ที่เห็นผีเป็นตัวเป็นตนรูปร่าง โดยตัวเขาเห็นจริงๆ ลืมตาก็เห็น ก็ต้องพูดกันอีก อาตมาก็พูดจนเมื่อย เมื่อยก็พัก มีแรงก็พูดใหม่ ซ้ำซากไม่ขี้เกียจ ตั้งใจฟังให้ดี การเห็นด้วยตา ที่มีดิน น้ำ ไฟ ลม ประกอบกันเป็นตัวตนแท่งก้อนรูปร่างที่เราเห็นโดยทั่วไป เราเรียกว่ารูปธรรม สมมุติสัจจะ คือทุกคนเห็นร่วมกันได้ อย่างเป็นคนไม่มีอะไรวิเศษ เห็นได้เหมือนกัน ถ้าทวารทั้ง 5 ดีปกติ คนทุกคนไม่ว่าชาติไหนๆ อาจเรียกด้วยภาษาต่างกันบ้าง เช่น เราเจอฟัก เจอบวบ ข้างหน้านี้ คนไหนตาไม่บอดประสาทไม่เสียก็เห็นเหมือนกัน อาจเรียกชื่อต่างกันไปเท่านั้นเอง นี่คือสามัญ แต่วิสามัญคนที่เห็นได้พิเศษ อย่างหลอก เป็นอัตตาที่ตนเองสร้างเอง เรียกมโนมยอัตตา ผู้เข้าใจปรมัตถธรรมจะเข้าใจเลยว่า เขาเห็นได้อย่างเขามีอุปาทาน ยึดมั่นแล้วเขาเห็นเขารู้สึกจริงๆ หูก็ได้ยินเลย ลิ้นก็รับรส กายก็สัมผัสรูปร่างเลย เขาเห็นเช่นนั้นเป็นอัตตาที่พระพุทธเจ้าว่าคือ มโนมยอัตตา เป็นองค์ประชุมของรูปและนาม ที่เขาปั้นขึ้นเนรมิตเอง เขาก็เห็นของเขาจริง แต่คนอื่นๆ ไม่เห็นอย่างเขาด้วยตามสมมุติสัจจะ มันเกินสามัญ แต่คนเช่นนี้ที่เห็นได้นั้นมีสองอย่าง คนหนึ่งคือคนอวิชชา อย่างที่บ
อ่านต่อ
อกว่า นักศึกษาเรียนต่างประเทศกลับมาก็เห็นผีได้ อย่างที่เป็นข่าวตอนนี้เป็นต้น มันเหมือนกับที่คุณยึดมั่นว่านี่มีรสอร่อย รสสุข สนุก คุณได้สัมผัสแล้วก็เป็นสุข สนุก อร่อยจริงๆ นั่นแหละเป็นมโนมยอัตตา คำว่าอร่อยนั่นแหละ ส่วนคนที่เขาไม่ชอบ เขาอุปทานไม่ชอบก็ไม่อร่อยก็มี แต่บางคนอุปาทานว่าชอบก็อร่อย การอร่อยนี่เป็นมโนมยอัตตาของตนเอง อร่อยของตน แต่รสชาติที่เป็นของมัน คนอื่นแตะก็รู้รสเหมือนกัน แต่คนหนึ่งอร่อย สวย อีกคนหนึ่งไม่อร่อย ไม่สวย คนอร่อยสวยนี่แหละมีมโนมยอัตตา คนมีภูมิธรรมพ้นได้ ก็จะรับรู้รสได้ว่า สวยแบบเขา อร่อยแบบเขาก็รับรสได้ แต่อาการสวย เวทนาที่รู้สึกว่าสวยไม่มี แต่เห็นเหมือนกัน รู้ว่าสวยแบบเขารู้ แต่ไม่มีอาการสวย อาการอร่อยเหมือนเขา แต่รสเค็มเปรี้ยวหวาน เห็นสีแสงเหมือนเขาเลย แต่ความอร่อยหรือไม่อร่อย ความสนุกหรือไม่สนุกต่างกัน อย่างคนเห็นคนเตะบอลเข้าโกล มีลีลาต่างๆ คนมีอุปาทานก็สนุกจริงๆ แต่คนหมดอุปทานแล้ว หลุดพ้นจากสมมุตินั้น อุปาทานแบบนั้นไม่เกิดในผู้นั้นแล้ว เป็นผู้มีวิชชา คือผู้เห็นความจริงอย่างมีวิชชา ส่วนผู้เห็นความไม่จริงว่ามีจริงเห็นจริงเขาอวิชชาอยู่ เหมือนพวกคุณที่อร่อยที่สนุกสุขกับอะไรอยู่ ก็คืออวิชชากับอันนั้น ความจริงแล้วมันไม่มีอร่อย สุขมันเป็นสุขเท็จ อัลลิกะ อาตมาเล่นวิทยาศาสตร์ทางจิต สะกดจิต แล้วสั่งให้เขาเห็น เขาเห็นจริง เราก็สะกดจิตเขาหรือสะกดจิตตนเอง แม้จริงๆ มันไม่มีสิ่งนั้นแต่เขาก็เห็น มันจึงลึกซึ้งที่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้ได้ จึงหมดเรื่องสนุกเพลิดเพลินอร่อย ท่านไม่มีแต่ท่านก็เห็นได้เหมือนกับปุถุชน แต่รู้แล้วว่ามันพาทุกข์ พาเหนื่อยท่านก็ไม่ต้องอร่อยกับเขา ไม่ต้องสุขไปกับเขา แต่ก็ดูได้กินได้เหมือนเขา แต่ ไม่ มี รสสนุกสนานกับเขา เหมือนเราดูเด็กเล่น เราดูคนเต้นรำ หรือแม้แต่เขาทำทุจริตเขาโกงกันแย่งชิงทำร้ายกัน เราก็ดูเขาได้ เราก็เห็นว่ามันไม่ดี หรือว่าเขากำลังทำดี เขาช่วยเนปาลที่ตกทุกข์ได้ยากเราก็เห็นว่าดี น่าทำ อันไหนไม่น่าทำเราก็ไม่ทำ ไม่มีอะไรมาบังคับเราได้เราก็ไม่ทุกข์ร้อน แต่คนมีกิเลสไปบังคับให้ทำ ไม่ทำไม่ได้มันร้อน มันอยากจะต้องทำให้ได้ ไม่ทำมันร้อนมันทุกข์นะ นี่เรื่องจริง มาศึกษาดีๆ เรียนรู้ล้างกิเลสจะเห็นทุกข์เห็นภาระ ผู้หมดภาระแล้วก็ไม่ต้องเสียเวลาทุนรอนไปเสียกับมัน จึงเป็นผู้ที่ว่างแต่ไม่ว่างที่จะทำงานช่วยผู้อื่น เวลาพักก็ควรพัก เวลาไม่ควรพักเราก็เพียรทำงานสร้างสรรไป ถ้าอะไรควรพักแล้วถึงเวลามันเมื่อย ป่วยก็ควรพักแต่เราก็รู้ว่าพัก ก็เสียเวลาผ่านวันผ่านปีไปสูญเปล่า ถ้าเราเอามาสร้างสรรทำงานก็เกิดประโยชน์ ไม่ต้องเอ่ยเลยว่าขยันหรือไม่ ก็มันต้องทำไป อาตมาก็เห็นท่านฟ้าไท เดี๋ยวก็ทำส ิ่ งดีๆ หมดอันนี้ก็ทำอันนั้น ไปได้ตลอด ก็เห็นว่าพัฒนา ถ้าไม่ได้มาอย่างนี้ก็คงเละเทะ เราขยันหมั่นเพียรทำ เสร็จอันนี้ก็ทำอันนั้นอีก เราไม่ได้โหยหาการสรรเสริญเยินยออะไร เราไม่ต้องทำเพื่ออามิสอะไร ไม่น้อยหน้าน้อยตาใครเลย ทำสร้างสรรประโยชน์ไป ส ิ่ งเหล่านี้ยากเข้าใจได้เมื่อถูกมารบังตา หลงผิดไปคิดไปอีกข้างหนึ่งที่เสียหายไม่ได้ประโยชน์ ดีไม่ดีทำร้ายทุจริตไปอีก นี่คือเรื่องสัจจะที่สำคัญอย่างย ิ่ ง มีความจำเป็นที่มนุษย์ต้องได้ ต้องเป็น ต้องแก้ไขอันนี้ ถ้าทำได้ก็เรียบร้อย ยิ่งยุคนี้เลวกันมาก หลอกลวงซับซ้อนเหลวไหล เอารัดเอาเปรียบ ขี้โกงฉลาดหลอกกัน เห็นแล้วน่าเวทนาสงสารมนุษยชาติที่ไปถูกเขาหลอก มันน่าช่วย น่าเวทนาน่าสงสาร คนหลอกก็ช่างกระไร ก็เห็นว่าคนหลอกก็ฉลาดมาก แต่ฉลาดแกมโกง ฉลาดเลว แล้วทำอยู่ บางคนก็รู้ว่าไม่ดีเป็นเรื่องเลว เขาโกงแต่ก็หาเล่ห์เหลี่ยมไม่ให้เขาจับได้ คนเช่นนี้ควรถูกลงโทษไป เราไม่ซาดิสม์แต่ก็ควรแล้วมันเลวก็ควรลงโทษ กักไว้ไม่ให้ทำชั่วต่อไป เราไม่ใช่คนใจร้ายนะ แต่เป็นสัจจะ
อาตมาทำงานมา 45 ปีแล้ว เสียเวลาในโลกตั้ง 36 ปีเสียดายจัง มาคราวนี้ก็เลยไม่ยอมตายง่ายๆ เราไม่ได้ทำเอาเปรียบหรืออยากได้อะไรกลับม า นี่คือใจจริง ใครจะอุปการะก็เป็นเรื่องปัญญาเต็มใจ เราไม่หลอกเขาด้วย ให้มีปัญญาเห็นเองรู้เองสมัครใจมาเอง ขนาดนั้นเรายังมีกติกาว่า ไม่เป็นสมาชิกไม่เอาเงินที่มาบริจาคนะ เราได้คัดเลือกคนที่มีปัญญาจริง ไม่ใช่หลอกคนหรือเห่อกันมาเราไม่เอา คุณต้องมาศึกษาจริงๆ ให้รู้นะว่าควรจะเอาหรือไม่ เรื่องธรรมะพระพุทธเจ้าอาตมากำลังนำเอาเรื่องที่สำคัญๆ มาพูด เอาแค่คำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แล้วเขาเข้าใจเพี้ยนไปไกล เช่น คำว่าบุญ ที่เขาเอาบุญไปเป็นวิมานหลอกคนว่าเป็นส ิ่ งที่ครบพร้อม มีวิมาน น่าได้น่ามีน่าเป็นทุกอย่าง ปลายเปิดว่าได้ทุกอย่าง สุดยอดแห่งแก้วสารพัดนึก แล้วเป็นตัวอย่างไร มีอำนาจอย่างไรไม่รู้นะ เขาก็ว่าทำอันนี้แหละได้บุญ ทำชั่วๆ ก็ว่าได้บุญ หลอกให้ลำบากอย่างไรก็ว่าได้ อันนี้แหละคือบุญที่วิเศษสุดยอด เขาก็คล้อยตามทั้งที่ไม่รู้ว่าคืออะไร เขาว่าดีวิเศษอย่างนี้ก็เอา สวยอย่างนี้หล่ออย่างนี้ สุขอย่างนี้เพลิดเพลินอย่างนี้ บรรดากิเลสมอมเมาก็เอามาใช้หมด แล้วเอาคำว่าบุญมาเป็นบัญญัติกลางว่าได้บุญ ทั้งที่คำว่าบุญ ที่พระพุทธเจ้าหมายคือเครื่องมือกำจัดกิเลส อาตมาเก็บความหมายได้จากพจนานุกรม บาลี_ไทย ฉบับ ภูมิพโลภิกขุ บอกว่าท่านธรรมปาละ ให้คำแปลคำว่าบุญได้อย่างนี้... ปุญญะ แปลเป็นภาษาบาลีว่า สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ แปลบาลีมาเป็นไทยอีกที แปลว่าการชำระจิตสันดานให้สะอาดบริสุทธิ์ ก็คือชำระกิเลสที่สั่งสมในจิตสันดานนี่แหละ ให้สะอาดบริสุทธิ์นี่คือความหมายของคำว่าปุญญะหรือบุญ และเมื่อใช้เครื่องมือนี้เสร็จ พอใช้เสร็จก็ได้ส่วนแห่งบุญ ที่ละส่วนๆ เรียกว่าปุญญภาคหรือปุญญภาคิยา เมื่อผู้ที่ได้ปฏิบัติถูกทฤษฎีพระพุทธเจ้า บุญก็ทำได้แล้วก็ลดลงจนหมดกิเลส บุญก็ไม่ต้องทำอีก มีพระบาลีกำกับว่าถ้าสิ้นบุญสิ้นบาป หมดกิเลสแล้ว ก็เป็นปุญญาปาปริกขีโณ
การกินเนื้อสัตว์เป็นบาปมิใช่บุญ พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ไว้ว่า ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4 . สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5 . ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.๑๓ ข.๖๐ สัตว์ที่ตายด้วยคนใดก็แล้วแต่ ใครสั่งการแบบนี้ก็คือผู้ที่ได้บาปมิใช่บุญเป็นอันมาก คือคุณไปต่อเชื่อมกันคนที่ฆ่าสัตว์ ส่วนคนที่ฆ่าเองก็คือครบปาณาติบาติ 5 ประการคือ สัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต เจตนาฆ่า ลงมือฆ่า สัตว์นั้นก็ได้ตายลงไป นี่คือครบองค์ 5 ของศีลข้อที่ 1 นี่คือพระพุทธเจ้าท่านสอนให้ไม่ฆ่าไม่กินด้วย แต่คนก็เลี่ยงบาลี หาเหตุผลให้ตนกินเนื้อสัตว์ จริงๆ แล้วอาตมาไม่ได้เกี่ยวกับคุณเลย คุณจะกินก็กินเรื่องของคุณ แต่อาตมาสงสารคุณ มาดูเรื่องกายพิสดารที่ได้เรียบเรียงไว้ กายพิสดาร จ ากพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น คนที่อายุมากหรือเจ็บป่วย ก็เสื่อมในร่างนี้ก็ไม่อยากอยู่ต่อแล้ว จะลุกจะนั่งก็เจ็บ เมื่อไหร่จะตายเสียที คนอย่างนี้ก็ไม่ได้ฟังธรรมพระพุทธเจ้าก็มีเบื่อหน่ายในร่างนี้ได้ แต่ ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ถ้าคนไหนไปยึดว่ากาย คือร่าง ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็จะว่า พระพุทธเจ้าพูดอะไรก็ไม่รู้ แต่ไม่กล้าลบหลู่ ก็เลยงงๆ ซึ่งผู้ใดที่เข้าใจว่า กาย มีแต่ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่เกี่ยวกับจิต ก็เข้าใจผิดแล้ว อาจหาว่าคนแปลผิดด้วย ก็ไปเอาบาลีมาดู ก็จะเห็นว่าบาลีก็มีเนื้อหาเช่นนี้ เพราะคำว่า กาย นี้ ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย แต่ร่างภายนอกนี้ ถ้าเห็นถ้าเข้าใจว่ามันเบื่อมันเสื่อม แต่ไม่รู้จักความเสื่อมความเจริญ ความตาย ความเกิดของจิต คุณไม่รู้ไม่เข้าใจเลย คุณก็จะไม่มีทางเบื่อหน่ายจิตที่ควรเบื่อหน่อย มโนหรือวิญญาณที่ควรเบื่อหน่อย มันต้องเรียนอย่างลึกซึ้ง การเบื่อหน่ายกายนี้เป็นได้แต่ว่าจิตนั้นจะเบื่อหน่ายไม่มีทางเลย ถ้าไม่รู้ก็มีแต่จะฝังลึกในจิต ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ คนทั่วไปก็อาจเคยได้ฟังประโยคนี้มา แต่ความจริงที่คนยึดถือนี่สิ มันทำให้หมดไปได้ยาก ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย นี่คือกายที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้ไม่ได้ฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ยินคำอธิบายที่สัมมาทิฏฐิ ก็จะงงแน่ๆ ว่า พระพุทธเจ้าตรัสเรียกกายว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ได้ยังไง? ทีนี้ ในพระไตรปิฎก เล่ม 16 นี้แหละ ข้อ 57 พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาล ผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอกด้วย ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ สฬายตนะ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องคนพาล เป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ กายนี้ของบัณฑิต ผู้อันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ประกอบด้วยตัณหา เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ กายนี้ด้วย นามรูปในภายนอกด้วย ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอาศัยกายและนามรูปทั้งสองนี้ จึงเกิดผัสสะ สฬายตนะ ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องบัณฑิต เป็นเหตุให้เสวยสุขและทุกข์ ข้อ 58 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนั้น จะแปลกกันอย่างไร จะมีอธิบายอย่างไร จะต่างกันอย่างไร ระหว่างบัณฑิตกับพาล พวกภิกษุกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ธรรมของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเป็นเดิม มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย ขอประทานพระวโรกาส เนื้อความแห่งพระภาษิตนี้ แจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคพระองค์เดียว ภิกษุทั้งหลายได้ฟังแต่พระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นพวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุพวกนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ ข้อ 59 พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาล ผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว และประกอบแล้วด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้นคนพาลยังละไม่ได้ และตัณหานั้นยังไม่สิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไป คนพาลย่อมเข้าถึงกาย เมื่อเขาเข้าถึงกายชื่อว่ายังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสก ปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ยังไม่พ้นไปจากทุกข์ กายนี้ของบัณฑิต ผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว และประกอบด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้นบัณฑิตละได้แล้ว และตัณหานั้นสิ้นไปแล้ว ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าบัณฑิตได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดบชอบ เหตุนั้น เมื่อตายไป บัณฑิตย่อมไม่เข้าถึงกาย เมื่อเขาไม่เข้าถึงกาย ชื่อว่าย่อมพ้นชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นจากทุกข์ อันนี้เป็นความแปลกกัน อันนี้เป็นอธิบาย อันนี้เป็นความแตกต่างกันของบัณฑิตกับคนพาล กล่าวคือ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ฯ กาย คือ องค์รวมของตัณหากับอวิชชายังมีอยู่ เพราะยังอยากกับยังโง่อยู่ ไม่ได้ละล้างให้หมดไปจากจิต จึงมีวิบากจิตคืออนุสัย ที่ฝังความโง่ (อวิชชา) กับความอยาก (ตัณหา) อยู่ เป็นปุพพวิเทหทวีป และยังมีอปรโคยานอยู่ ยังไม่ใช่ผู้เข้าสู่อมรโคยาน แล้วสุดท้ายได้เป็นอมตโคยาน (เป็นผู้ที่อุตมปุริสสะแล้ว เป็นนปุงสกลึงค์ ซึ่งถ้าไม่สูงสุดก็ยังเป็นสองส่วนคือ อิตถีลึงค์และปุงลึงค์) เพราะยังไม่รู้จักกามตัณหา จึงยังมีกายอันคือ องค์ประชุมของธรรม 2 หรือมากกว่านั้น ที่ปรุงแต่ง (สังขาร) กันด้วยอวิชชา ก็เป็นกายที่สังขารกันอยู่คือ กายสังขาร ผู้อวิชชาอยู่ย่อมไม่รู้ความเป็นสังขาร รูปกับนามย่อมสังขารกันด้วยอวิชชา กายสังขารนี้คือกาย ยังเป็นสุขเป็นทุกข์ ซึ่งความรู้สึกสุขหรือทุกข์นั้นก็คือภาวะเวทนานั่นเองที่เป็นตัวสุขหรือทุกข์โดยแท้ ตายแล้วจึงยังมีกาย ผู้เป็นบัณฑิต ผู้ศึกษาสัมมาทิฏฐิจริง จึงสามารถรู้กายและหยั่งรู้เข้าไปถึงกายในกายได้จริงว่า กายคือองค์ประชุมของของธรรม 2 ภาวะ (เทฺว ธัมมา) หรือมากกว่านั้นขึ้นไปประกอบกันอยู่ หรือสังขารกันอยู่ กายคือองค์ประชุมของธรรม 2 (เทฺว ธัมมา) คือรูปกับนามแล้วรวมลงเป็นหนึ่ง กลายเป็นอารมณ์หรือความรู้สึก ก็คือเวทนา ซึ่งยังมีองค์รวมของธรรม 2 อยู่นั่นเอง (ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวันติ) [พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๖๐] แท้ๆ นั้น ความเป็นกายอันคือองค์ประอบของรูปกับนาม ที่มีการสัมพันธ์สัมผัสกันอยู่ของ 2 ภาวะหรือมากกว่านั้น เมื่อประชุมกันสังขารกันจิตก็กลายเป็นอารมณ์ซึ่งอารมณ์หรือความรู้สึกก็คือ เวทนานั่นเอง การเรียนรู้พิจารณากายในกาย จึงมีปัจจยาการต่อไป เป็นเวทนาสายเดียวกัน เมื่อศึกษาเวทนาในเวทนา ก็คือศึกษาจิตในจิตนั้นแล หรือกายก็คือองค์ประกอบที่มีทั้งเวทนาทั้งจิตอยู่ในนั้น ไม่ได้แยกกันเลย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า กายนี้ตถาคต เรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ผู้ศึกษาสัมมาทิฏฐิแล้วย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงได้ (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230 ) การศึกษาของพระพุทธเจ้าจึงให้เราศึกษาเวทนาในเวทนาที่ฟระองค์ทรงสอนไว้สัมบูรณ์แล้ว คือ เวทนา 108 แม้แต่ความเป็นกาย ผู้ศึกษาก็ต้องเรียนรู้ความเป็นสักกายคือ กายของตน ให้ได้กันเป็นเบื้องต้น แล้วเราจึงจะสามารถพิจารณากายในกาย และสามารถปฏิบัติกายคตาสติ-อานาปานสติได้อย่างสัมมาทิฏฐิ การระงับกายสังขาร (ปัสสัมภยัง กายสังขารัง) จึงจะสัมมาทิฏฐิได้จริง ในขณะที่มีสัมผัสภายนอกอยู่ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอานาปานสติสูตร ซึ่งไม่ใช่การระงับกายสังขารในขณะหลับตาอยู่ในภวังค์เลย ผู้เป็นบัณฑิตที่สัมมาทิฏฐิจริงจึงสามารถรู้กายและกายในกายได้จริง กายคือ องค์ประชุมของธรรม 2 แล้วรวมลงเป็นอันหนึ่งคือเวทนา ดังนั้นกายกับเวทนา จึงคือ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง กายหรือเวทนาจึงไม่ใช่อื่นไกล เป็นปัจจยาการกัน หรือเป็นอันเดียวกันนั่นเอง เพียงแต่เป็นจิตเป็นมโน เป็นวิญญาณที่เดินทางไปกับกรรมและกาละ และทุกอารมณ์สุข หรือทุกข์ จึงเกิดจากสังขาร (ปรุงแต่ง) ของธรรมสองหรือมากกว่านั้น ถ้ายังมีเหตุหรือเหลือเหตุที่ยังเป็นตัณหาหรืออุปาทานเท่าใดย่อมมีสุขหรือทุกข์อยู่เท่านั้น ต่อเมื่อหมดตัณหาอุปทานเกลี้ยงจริง องค์ประชุมหรือกายที่มีสุขเวทนา ทุกขเวทนา จึงไม่มี บัณฑิตกับพาล จึงมีกายกับไม่มีกาย ด้วยประการฉะนี้ เป็นคนมีร่างคือองค์ประชุม แต่ไม่มีกายในจิต มารจึงมองไม่เห็น วันนี้อาตมาก็พูดเรื่องกายอีก ได้ฟังอะไรใหม่ไหม? ตามอานิสงส์ของการฟังธรรม 5 ประการ ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 202 )
ตอนนี้อาตมาก็พูดไม่เกรงใจแล้ว นักปราชญ์ท่านเห็นว่าอะไรบกพร่องไม่ควรก็ติติงมาได้ ปุถุชนตายแล้ว ย่อมมีกายอยู่ ... ทุกวันนี้ดาราเขาเป็นกันยึดกันมาก ยึดดาวดึงส์ เป็นเทวดาดาวดึงส์ มีวรรณะทิพย์ สุขทิพย์ก็คือสุขเท็จ ไปยอมเจ็บปวดเพื่อทำศัลยกรรมกัน แล้วก็จะให้ยืนยาวเป็นอายุทิพย์ชะลออายุ บำรุงเข้าไป เปลืองเท่าไหร่ไม่ว่า คือสภาวะของดาวดึงส์ คือสุขทิพย์คือสุขเท็จ มีวรรณะทิพย์ก็คือวรรณะเท็จ แล้วก็อยากให้อยู่ไปนานเป็นสาวสองพันปีคืออายุทิพย์ อปรโคยาน คือ ชีวิตคนที่ดำเนินไปข้างหน้า อย่างไม่รู้ทิศทางว่าจะดีหรือไม่ดี ไปเรื่อยๆ ส่วนมากหลงจมในดาวดึงส์ อมรโคยาน คือชีวิตไปสู่คนอมตะ กิเลสตายไปตามลำดับ แต่มีชีวิตทำประโยชน์ต่อโลก
ปุพพวิเทหทวีป คือ กองวิบาก การสั่งสม อดีตใส่ชีวิต ตนไป จะดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่ อุตรกุรุทวีป คือ จิตใจที่เป็นโลกุตระ อยู่ในมนุษย์ชมพูทวีป แต่ถ้ากายแตกตายไป ก็ไม่มีสิทธิ์เป็นอรหันต์ได้ ต้องมาเป็นมนุษย์ชมพูทวีปจึงจะบรรลุอรหันต์ หรือเป็นพระพุทธเจ้าได้ ดาวดึงส์ คือ เสพสุขอยู่ในอาการที่ 33 คืออาการจิตที่มนุษย์จมและใฝ่หาอยู่แต่แดนดาวดึงส์ ทุกลมหายใจเข้าออก ชมพูทวีปคือ มีสูรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส ดีที่สุดเพราะเป็นได้ทุกอย่างเลย ( ฉ.หลวง ล.๒๐/๕๒๐ ) ทุกอย่างเรียนรู้ได้ในมนุษย์ชมพูทวีปนี้ ถ้าสัมมาทิฏฐิ ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ยืนยันได้ อาตมามั่นใจว่าที่อาตมาพาทำนี้สัมมาทิฏฐิ เจริญสติปัฏฐาน เจ็ดปี..ยกไว้ มหาสติปัฏฐานสูตร ที่ 9 พตปฎ. เล่มที่ 10 [ 300 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานทั้ง 4 นี้ อย่างนี้ตลอด 7 ปี เขาพึงหวังผล 2 ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมี อุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี 7 ปี ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงเจริญสติปัฏฐาน 4 นี้ อย่างนี้ตลอด 6 ปี 5 ปี 4 ปี 3 ปี 2 ปี 1 ปี เขาพึงหวังผล 2 ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี 1 ปี ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน 4 นี้ อย่างนี้ตลอด 7 เดือน เขาพึงหวังผล 2 ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี 7 เดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญสติปัฏฐานทั้ง 4 นี้ อย่างนี้ตลอด 6 เดือน 5 เดือน 4 เดือน 3 เดือน 2 เดือน 1 เดือน กึ่งเดือน เขาพึงหวังผล 2 ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยัง มีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน 4 นี้ อย่างนี้ ตลอด 7 วัน เขาพึงหวังผล 2 ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก (เอกายน มัคโค) เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์โทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 ประการฉะนี้แล คำที่เรากล่าวดังพรรณนามาฉะนี้ เราอาศัยเอกายนมรรค กล่าวแล้ว ชีวิตกี่ชาติก็วนเวียนเช่นนี้ ขนาดอาตมามีภูมิธรรมแล้ว เกิดมายังถูกโลกมอมเมาเลย เป็นลิงลมอมข้าวพอง