580703_ธรรมาธรรมะสงคราม เจโตสมถะกับเจโตวิมุติต่างกันไฉน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580703_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง เจโตสมถะกับเจโตวิมุติต่างกันไฉน โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2558 แรม 3 ค่ำเดือน 8 ปีมะแม วันนี้อาตมาก็คิดว่ายังจะท้าวความ และอธิบาย ขยายความ ความเห็นของผู้ที่เขามองเราจากข้างนอก อย่างคุณลมใต้ปีกที่เขาเขียนไว้ เขาก็ประมวลเราไว้ เทียบเคียงกับท่านพุทธทาส ธรรมกาย ท่านประยุต ว.วชิรเมธี ก็ว่าไป ก็ขยายความไปหลายมุมแล้ว ชื่อหัวบทความเขา ว่า เตือน อย่าวิจารณ์ มส. ในนสพ.มติสวรรค์ประจำเดือนเมษายน 2558 มีประเด็นความสุดโต่ง ที่เขามองเรา ศาสนาพุทธเราถือว่ามัชฌิมา พอดี ปานกลางไม่โต่งไปหาข้างใด การโต่งถือว่าผิด คนเดินไปโลกีย์ไปทางปากกรวย รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัสจัดจ้าน บำเรออารมณ์ที่ไม่มีจริงหรอก ไปไกลจากจุดกลางจุดขาวไปมาก ผู้ใดรู้จักจุดแบ่งระหว่างเนกขัมมะกับเคหสิตเวทนา จับอ่านแยกออกได้ สามารถทำเวทนาเราให้ลดจากความเป็นโลกียะหรือเคหสิตะไปได้ ไม่ใช่มีแค่ตรรกะแต่เป็นสภาวะด้วย ชาวอโศกเรานำพากันมาได้ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นค่ารวมที่มีถึงอรหันต์ของชาวอโศก มีอนาคามี สกิทาคามี โสดาบันมีหมด แต่องค์รวมไปได้ไม่เท่าไหร่ในมวล เขาดูองค์รวมของมวล แต่เขาดูลักษณะว่าไกล ไม่เป็นกลาง แต่เขาเห็นไกลจริง เขาสุดเอื้อมที่จะมาเอาโลกุตระ เขาอยู่ฝั่งฟากโลกียะที่หยาบมาก อารมณ์ชาวโลกีย์ใกล้กลียุค มันเต็มไปด้วยโลกธรรม อบาย กาม มันเต็มไปด้วยอัตตา โลกีย์ที่ซับซ้อนไปด้วยเหลี่ยมคู จนไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร เป็นลิงแก้แหด้วย เขายืนอยู่จุดของเขาแล้วมองมาทางเรา เขาว่า จุดกลางของเขาคือ ดีกับชั่ว หารสอง เขาไม่เข้าใจกระแสโลกุตระที่ ปฏิโสตัง อ่านสักกายะเป็น กายคือจิตบ้างมโนบ้างวิญญาณบ้าง จับสภาวะได้ จากกายในกาย มาเป็นเวทนาในเวทนา แล้วเป็นจิตในจิ
อ่านต่อ
ตที่มีราคะโทสะ ออก อ่านออกจับออก เป็นกามหรือมิจฉาหรือวิหังสาสังกัปปะ อ่านออกว่าอาการอย่างนี้คือกิเลส อ่านของเราเอง เป็นอาการ ลิงค นิมิต ของเราเอง จับอาการได้ เรียกว่าเห็นสักกายะ แล้ววิจัยถึงสมุทัย คือกาม หรือพยาบาท เห็นแล้วก็ทำการปหาน ได้ลงมือปหาน จึงจะเดินทางสู่โลกุตระ ผ่านสักกายทิฏฐิสังโยชน์ คือมีความรู้เข้าใจ แล้วมาเห็นของจริง คือสักกายะ องค์รวมของรูปนาม ของตน จนชัดเจน พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ แล้วทำปฏิบัติจนพ้นสีลลัพพตปรามาส อ่านตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มีสภาพที่ดำริในกาม ในพยาบาท ก็รู้ จัดการอาการให้จางหรือดับได้ ปหานได้ จนเห็นความจางคลาย เห็นว่ามันไม่ใช่ตัวจริง ไม่เที่ยง จะมีปัญญาเข้าใจ ปัญญาจะมีพลัง ทำให้ไฟราคะ โทสะ โมหะลดลงได้ เป็นไฟฌาน สามารถอ่านออกเรียกว่าทำฌาน สามารถลดกิเลสได้ ลืมตาปฏิบัติมีผัสสะ 6 ไม่ใช่ไปหลับตา อย่าง meditation แต่เป็น supra concentration เป็นสมาธิพิเศษเฉพาะของพระพุทธเจ้าจริงๆ เดี๋ยวนี้เพี้ยนไปแล้ว ใครมองเรามาว่า เรามาทางศาสนา เป็นนักการศาสนาที่สุดโต่ง ผู้นั้นยังไม่เข้าใจโลกุตรธรรม ผู้ใดมีความรู้สึกอโศกสุดโต่ง คนนั้นตราหน้าได้เลยว่าไม่เข้าใจเส้นแบ่งโลกียะกับโลกุตระ เพราะเอาความเห็นตื้นๆง่ายๆมา เอาความดี ความชั่ว สองปลาย ที่ตนนึกเอา กับต้นทางมามาหารสองก็คือความเป็นกลาง เขาไม่รู้เส้นแบ่งโลกียะกับโลกุตระ เขาไม่รู้ ไม่รู้เนกขัมสิตกับเคหสิตเวทนา ที่มีเส้นแบ่ง เขาจะมองอโศกนี่เป็นโลกุตระอย่างไร เขามองไม่ออก เหมือนอย่างบทความของสุจิตต์ วงเทศก็บอกว่า พุทธแท้ไม่มีหรอก พุทธแท้อยู่ที่ไหน ใครรู้บ้าง ใครอย่ามาเอาคำว่าพุทธแท้มากดขี่คนอื่น ถ้ามวลโลกุตระของเรามีมากพอ คนจะรู้สึกเลยว่า พวกเรามีธรรมฤทธิ์พาโลกไปได้อย่างดี อาตมาถึงอยากอยู่ดูอัตราความก้าวหน้าของมนุษยชาติ แม้ยุคนี้ก็เดาไม่ได้ มันมีโลกียะครอบงำมาก แต่พอเขาได้โลกุตระบ้าง จะเกิดอาการตื่นเต้นเหมือนทางโลกียะไหม? เฮละโลกันแรง ซึ่งโลกุตระได้หยั่งลงแล้ว แต่ทุกวันนี้โลกียะมันมีแต่เกิดแล้วเกิดอีก หนาแล้วอ้วนอีก มากมาย ผู้มีดวงตา จึงไม่ประมาท เป็นขั้นที่ 1 เลย มีดวงตาแท้จริงมีสภาวะ ผู้ไม่มีสภาวะแท้จะไม่กล้าทิ้ง โลกีย์ที่ตนติดยึดได้เลย ผู้ใดกล้าทิ้งมาได้ก็จะรู้ จิตเราเฉยๆ ไม่คิดอยากได้เพ ิ่ ม ไม่เสียดายไม่โหยหา ในส ิ่ งที่เป็นไป คนไม่เคยมีเงินล้านก็ตั้งหน้าหา แต่คนเข้าใจแล้วไม่โหยหา ไม่ต้องแสวงหา ทิ้งที่ตนมีได้ด้วย คือคนที่มีความหยั่งลงสู่โลกุตระ โอกกันตะ มีสัตตาโอปปาติกะ เกิด เป็นการเกิดแบบนิพพัตติ เข้ากระแสโลกุตระ จนถึงอภินิพพัตติ ถึงนิพพาน มีการเกิดและการตาย มีการดับความเกิดแบบโลกียะ จึงเกิดความเป็นโลกุตระ ถ้าคนคิดง่ายๆ ว่าดับแล้วจะเกิดได้อย่างไร มารถึงบอกว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว กิเลสตายก็ตายเสียสิ พระพุทธเจ้าก็ว่า เรายังไม่ได้สร้างศาสนาเลย จะบอกว่าพระพุทธเจ้ามีความต้องการ เป็นตัณหา ก็เป็นวิภวตัณหา ซึ่งคำว่าวิภวตัณหา อาตมาแปลก็ไม่ได้เหมือนที่เขาแปลกัน แม้แต่ที่สุดมาถึง อาตมาอธิบายคำว่า อปุญญาภิสังขาร กับปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร คนมองตื้นไม่สามารถแยกความต่างของสังขารชั้นสูง และไม่เข้าใจคำว่าบุญ จึงแป ล คำว่า อปุญญาภิสังขารเป็นบาป เลยวนกับที่ ระนาบเดียว ไม่รู้ความลึกซึ้ง ในอาริยชน เหมือนก้นหอย ดูเหมือนวน แต่ต่างกับสภาพวนของคนไม่รู้โลกุตระที่วนในแนวระนาบเดี่ยว แต่คนมีปัญญาโลกุตระจะวนเหมือนก้นหอยขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ วนไปวนมาแต่เจริญไปสู่จุดสูงสุดถึงนิพพาน เรียกว่าอาริยชน เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่ลดความเป็นโลกียะจนสิ้นเกลี้ยง ส่วนโลกียะก็วนเหมือนกันแต่วนไปสู่ความเสื่อมต่ำ บานปลายไปหาปากกรวยไปเรื่อยๆ ส่วนอีกแบบวนไปวนมา เช่น ระหว่างบาปกับบุญ คือเขาแปลอุปญญาภิสังขาร กับปุญญาภิสังขาร และโลกียะเขาก็ปรุงแต่ง แต่ไปทางอบาย ไปหาปากกรวย วนสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ทุกวันนี้เขาวนจะไม่ใช่แนวเดียว เขาบานปลายเรื่อยวนลงต่ำ วนซับซ้อน วนเป็นหลายมิติซ้อนกันไป จนตนไม่รู้ ยิ่งกว่าลิงแก้แห เขาไม่รู้ว่าเขาอยู่ตรงไหนเป็นอะไร แต่บานเป็นปากกรวยลงต่ำไปเรื่อยๆ ยิ่งหนายิ่งต่ำยิ่งมาก แต่ของโลกุตระนี่วนขึ้นสูง จนที่สุดไปถึงยอด ส่วนคนไม่เข้าใจก็แปล อปุญญาภิสังขารว่า ปรุงแต่งเป็นบาป ก็ได้แค่ในระนาบเดียว คือไม่บุญก็บาป ไปๆมาๆ ไม่มีการวนขึ้นสูงเหมือนของโลกุตระ การไปแปล อสัญญีสัตตายตนะกับเนวสัญญานาสัญญายตนะ คำว่าเนวสัญญา คือมีสัญญา แล้วมีอายตนะรู้สภาพอยู่ จริงๆ สัญญานี้ยังมีความเป็นสัตว์ใน ขั้นที่ 9 ของสัตตาวาส 9 แต่คือ การใช้สัญญาอ่านรู้ ดับความเป็นสัตว์โดยมีอายตนะ ดับความเป็นสัญญาของสัตว์ จนเป็น อสัญญีสัตตายตนะ ซึ่งก็เหมือนกับอปุญญาภิสังขาร เป็นสัญญาที่พ้นแล้ว เป็นความนิโรธแล้ว เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ มีสัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ที่ว่างแล้ว ทำให้เวทนาบริบูรณ์สมบูรณ์แล้ว เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา เป็นปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุกัมมัญญา ประภัสสรา แล้วทำให้อุเบกขาเจริญไปอีก จนหมดสิ้นอนุสัยเลย เป็นแนวลึก อาสวะนั้นยังไม่ถอนรากถอนโคน แต่อนุสัยถอนรากถอนโคน อนุสัย 7 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 11 )
ผู้จะทำถึงอนุสัย 7 ต้องตั้งแต่อนาคามีเป็นต้นไปคือ เหลือสังโยชน์เบื้องสูง จนพ้น รูปราคะ อรูปราคะแล้วถึงเข้า มานะ อุทธัจจะ อวิชชา พอหมดอนาคามี เข้าอรหัตตมรรค กามราคานุสัย ก็เหลือนิดหน่อย ปฏิฆานุสัยก็จะเหลือเบาบาง
อาสวะ 4 1. กามาสวะ 2. ภวาสวะ 3. ทิฏฐาสวะ 4. อวิชชาสวะ (พตปฎ. เล่ม 35 ข้อ 961 )
มันจะเหลื่อมกันบ้าง ซ้อนๆๆๆกันอยู่ แล้วก็จะหมด ผู้ที่เข้าใจการปฏิบัติของชาวอโศก จะรู้ว่าชาวอโศกไปได้ไม่เท่าไหร่เลย แต่คนโลกียะจะมองอโศกว่า ไปไกลลิบแล้วตกโลก สุดโต่งแล้ว ที่มีคนถามว่า _เจโตวิมุติคืออย่างเดียวกับสัทธาวิมุติหรือไม่? พ่อครูว่า… ถ้าสายศรัทธา กายสักขี อาสวะบางอย่างไม่หมด แต่ว่า ปัญญาวิมุตินั้น อาสวะหมดสิ้นได้ ถ้าไม่รู้วิธีปหานก็จะไม่ได้ สายศรัทธาจะเก่งทางตทังคปหาน เก่งสมถะแต่ว่าไม่ถนัดใช้ปัญญา แม้สมถะก็ไปทางสะกดจิต พากเพียรทางหลับตา ในพระไตร ปิฎก ท่านบอกไว้ว่า พระสาวกองค์ใด พากเพียรไม่ประมาท ไม่ช้าก็บรรลุอรหันต์ เขาก็นึกว่า การพากเพียรคือนั่งทั้งวันทั้งคืน แต่กลับกัน ต้องตื่นทั้งวันทั้งคืน ออกมาสัมผัส 6 กันตลอด มันคนละความเห็นก็จะไปคนละแบบ เพราะเข้าใจทุกวันนี้เอียงไปทางศรัทธา เจโต หลับตา ยิ่งเข้าใจว่าหลับตาดีก็ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ กาย เวทนา จิต ธรรม อาสวะจะสิ้นสักเรื่องก็น้อยมาก เป็นจริต เป็นความเข้าใจที่ยาก ส่วนสายปัญญา เป็นธัมมานุสารี ก็จะเข้าใจง่ายไปได้ถูกทาง
[ 236 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธัมมานุสารีบุคคลเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น (อริยสัจ) ด้วยปัญญา พ่อครูว่า… คำว่า ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คือบาลีว่า นเหวะ ซึ่งไม่ใช่ว่าท่านไม่ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ซึ่งไม่ใช่เลย ท่านมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย [ 237 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัทธานุสารีบุคคลเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์อันละเอียด คืออรูปสมาบัติล่วงรูปสมบัติด้วยกายอยู่ แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะเห็น (อริยสัจ) ด้วยปัญญา อนึ่ง บุคคลนั้นมีเพียงความเชื่อความรักในพระตถาคต อีกประการหนึ่ง ธรรมะเหล่านี้ย่อมยังมีแก่ผู้นั้นอยู่ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ บุคคลนี้เรากล่าวว่าเป็น สัทธานุสารีบุคคล กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท ย่อมยังมีแก่ภิกษุแม้นี้ เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประมาทของภิกษุนี้ว่า ไฉนท่านผู้นี้ เสพเสนาสนะที่สมควร คบหากัลยาณมิตร ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่ พึงทำซึ่งที่สุด ฯลฯ
พ่อครูว่า… สายศรัทธาถ้าไม่มีความเหนี่ยวแน่นของศรัทธามากพอก็จะไปได้ไม่นาน แล้วคำว่าเข้าสมาบัตินี่ ไม่ใช่ว่าหลับตาเข้า แต่ว่าต้องเข้าสู่มรรผลของธรรมะ ไม่ใช่เข้าๆออกๆเหมือนเดินเข้าออกประตู แต่โลกุตระคือได้คุณธรรมไปเรื่อยๆ ได้แล้วก็มั่นคง ท่านเรียกว่า สมติกมะ ลักษณะของแบบฤาษีจะวนอยู่ในระนา บ เดียว ไม่บุญก็บาป คือแป ล อปุญญาภิสังขารว่าบาป ก็ไปๆมาๆ แต่แท้จริง อปุญญาภิสังขารคือไม่ต้องชำระบาปแล้ว ก็จะเจริญขึ้น เป็นภาวะสูงขึ้นๆ เป็นก้นหอยที่วนขึ้นไปหาจุดสุดยอด ที่เป็นนิพพานได้ ส่วนโลกียะก็จะวนเหมือนกันแต่วนแล้วไปหาปากกรวย วนลงต่ำ ไปหาอบายมุข หากไม่เข้าใจแยกสภาวะโลกุตระออก ไม่เข้าใจเส้นแบ่งโลกียะกับโลกุตระ ไม่เข้าใจ ไม่รู้อาการเคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนา ว่ารสโลกีย์กับรสโลกุตระต่างกันอย่างไร อารมณ์ของอาริยะกับอารมณ์ปุถุชนต่างกันอย่างไร อ่านตรงนี้ไม่เป็น ถ้าอ่านออก ไม่แปลผิดหรอก จะรู้จักจุดแบ่ง ไปอ่านเอาแบบ เจโตสมถะ แบบนั่งหลับตาสะกดจิต มันไม่มีจิตวิเคราะห์ อ่านเวทนาก็ไม่ออก จะอ่าน เวทนา 1 อ่านเวทนา 2 ก็ไม่ออก เวทนา 2 แบ่งเป็น 2 เวทนา ได้แก่.. 1. เวทนาที่มีกายเป็นเหตุ (กายิกเวทนา อาศัยมหาภูตรูป+นาม) 2. เวทนาที่มีใจเป็นเหตุ (เจตสิกเวทนา อาศัยนามรูป) ถ้าเขาไม่รู้จักกาย เขาจะอ่านกายยิกเวทนาไม่ออก แม้จะสุขจะทุกข์เขาก็จะอ่านว่ามันปวดกระดูก กล้ามเนื้อ เจ็บผิวหนัง ก็ตาม ได้แค่รู้ตรงนี้ เพราะเขานั่งสมาธิมากก็เลยว่าปวดขา ก็เลยบอกปวดขานี่คือปวดกาย ซึ่งไม่ใช่อ่านกายตามที่พระพุทธเจ้าสอน ต้องอ่านไปถึงนามธรรมที่เนื่องมาจากผัสสะภายนอก ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง แยกเป็น เวทนา 3 ได้แก่.. 1 . สุขเวทนา 2. ทุกขเวทนา 3. อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา) อันนี้คนทั่วไปก็พออ่านออก แต่ไม่ชัด แล้วโดยเฉพาะไปมีผัสสะ ทีนี้อ่านอาการสิ จะไม่ละเอียดแล้ว จะพออ่านออก ถ้ายิ่งไม่ได้เรียนเช่นนี้มา ไม่ได้เรียน เวทนา 5 รู้กำลังของเวทนาทั้ง 5 ได้แก่ 1. สุขินทรีย์ 2. ทุกขินทรีย์ 3. โสมนัสสินทรีย์ 4. โทมนัสสินทรีย์ 5. อุเบกขินทรีย์
เวทนา 6 แยกเป็น 6 เวทนา ได้แก่ 1. จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา 2. โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู 3. ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก 4. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น 5. กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย 6. มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจาก ใจปรุงแต่งเอง
ตากระทบรูปแล้วเกิดสภาพเป็น กายในกาย เขาจะไม่เข้าใจแล้ว ว่ากายในกายคืออย่างไร ตอนนี้สุขทุกข์ คือกายในกายแล้วนะ เขาจะอ่านไม่ออกว่า ที่สุข ทุกข์นี้เกี่ยวโยงกับกายภายนอกต่อเนื่องไปภายใน กายในกายของคนไม่รู้ก็จะเห็นเป็นภาพเป็นรูปร่างตัวตนภายใน เป็นมโนมยอัตตาไป ยิ่งนั่งสมาธิเก่งก็จะเห็นเหมือนลืมตาได้ จิตตนปั้นได้สำเร็จ มันไม่ใช่กาย มันแค่รูป แต่ กายในกาย นี่คือมโน คือจิต คือวิญญาณเป็นความรู้สึกแล้ว เป็นจิต เจตสิกรูปนิพพาน เป็นปรมัตถ์แล้ว องค์รวมของกาย ต้องเนื่องจากภายนอก ที่เกิดจากการสังขาร เกิดสุข ทุกข์นี่คือสังขารแล้ว แม้อุเบกขาก็สังขาร แต่อธิบายยาก อารมณ์เวทนานั้นเป็นสุขเท็จ สัขขัลลิกะ เป็นทุกข์อาริยสัจ ถ้าเห็นทุกข์คือเห็นทุกข์อาริยสัจ ที่ไม่สมใจ เป็นอนิฏฐารมย์ ตั้งแต่
[ 59 ] ดูกรอานนท์ ก็ด้วยประการดังนี้แล คำนี้ คือ เพราะอาศัยเวทนา จึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหา จึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภ จึงเกิดการตกลงใจ (วินิจฉโย) เพราะอาศัยการตกลงใจ จึงเกิดการรักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจ จึงเกิดการพะวง เพราะอาศัยการพะวง จึงเกิดความยึดถือ (ปริคโห) เพราะอาศัยความยึดถือ จึงเกิดความตระหนี่ (มัจฉริยะ) เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกัน จึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น
อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก มิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น คำนี้เรากล่าวไว้ ด้วยประการฉะนี้แล
พ่อครูว่า… ทั้งหมดเกิดจากอาการทางอารมณ์ที่เขาไม่ได้ศึกษา เขาหวงแหน ไม่ปล่อย เอาเป็นเอาตาย ถือเป็นตัวกูของกู ยอมเสียชีวิตแลกเปลี่ยนได้เลย แม้ไม่สมเหมาะสมควร อย่างขนมหม้อแกงชิ้นเดียวก็ฆ่ากันตายเลย แย่งผู้หญิงคนเดียวก็ฆ่ากันตายด้วย ไม่คุ้มหรอก แม้จะเสียเงินทองข้าวของอะไร พระพุทธเจ้าก็ว่า เราควรต้องเสียสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ เสียสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต เสียสละชีวิตเพื่อรักษาธรรม มันก็ซับซ้อนอยู่ อาตมาอธิบายถึงทิฏฐิ เจโต ปัญญา แม้วิมุติ นิโรธ มันก็เยอะ
_ เจโตวิมุติ กับปัญญาวิมุติต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า… ปัญญาวิมุตินั้น มันไม่มีปัญญาสมถะหรือปัญญาสมาธิก็ไม่มี หมายถึงว่าปัญญาตั้งมั่นแข็งแรง ปัญญาก็คือจิต จิตตั้งมั่นแข็งแรงเป็นปัญญาสมาธิได้ ซึ่งท่านเรียกว่าปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็นความควบแน่น แต่เจโตมีความควบแน่น แต่ถ้าแน่นเป็นแบบไม่รู้ก็จะเป็นสมถะ แต่ถ้ารวมควบแน่นได้ก็เป็นสมาธิ แต่ถ้าได้แค่สมถะ คำว่า ปัญญาสมถะ ใครก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนนะคำนี้
_คุณเจนี่โรส · อยากให้พ่อครูอธิบายคำว่า ชาล้นแก้ว แปลว่าอะไร? พ่อครูว่า… ชาล้นแก้ว คือยึดถือความรู้ตนเอง ว่าตนเองมีความรู้เต็มเปี่ยม รับความรู้คนอื่นไม่เข้าแล้ว ถ้าใครเอาชามาเติมอีก มันล้นออกนอกถ้วยเลยไม่รับ อาตมาทุกวันนี้ก็ยังยินดีรับความรู้จากผู้อื่น แม้จะเป็นความรู้ทางโลกก็ตาม แต่ถ้าคนชาล้นถ้วยก็อย่าไปอธิบายหรือให้เขาเลย เราก็ฟังเขาอย่างเดียว เช่น ในคำว่า ปรโตโฆษะกับโยนิโสมนสิการ ถ้าคุณไม่เข้าใจโยนิโสฯอย่างสัมมาทิฏฐิถ้วนก็ไปไม่รอด มนสิการไม่เป็น คำว่ามนสิการ ใน มูลสูตร ต้องเป็นก่อนอื่นเลย ในมูลสูตรจึงอยู่ในข้อ 2 เป็นมนสิการเป็นแดนเกิด 1. มี ฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มี มนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ต้องอ่านแยกเนกขัมมะกับเคหสิตะไม่ออกก็ปฏิบัติไม่ได้ 3. มี ผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4. มี เวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มี สมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. ….. นามที่พระพุทธเจ้าสอน มี 5 อย่างให้ปฏิบัติคือ นาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ถ้าไม่รู้มนสิการอย่างโยนิโสฯก็ไม่ได้ ต่อให้คุณพบสัตบุรุษ ฟังธรรม เกิดศรัทธา ก็จะเข้าหาโยสิโสมนสิการ ก็จะถ่องแท้แยบคายถึงที่เกิดแท้จริงหรือไม่ ก็อยู่ที่สัตบุรุษจะสอนสัทธรรมให้คุณว่าเป็นสัทธรรมแท้หรือไม่บริบูรณ์หรือไม่ อาหารสู่วิชชา วิมุติ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61 )
พ่อครูว่า… ไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะไม่สัมมาทิฏฐิตั้งแต่ต้น ทำทานก็ทำใจในใจไม่เป็น ไปทำใจในใจให้ปรารถนา เกิดโลภเพิ่มขึ้น แทนที่จะทำใจให้ลดกิเลส ให้ไป 100 แต่ใจเอามากกว่า 100 ไม่ได้ลดโลภเลย ตะกละเป็นล้านเลย เอาหมดบ้านหมดเมือง ก็คือทำใจในใจไม่เป็นแม้แต่ทานเบื้องต้น แม้แต่ศีลพรต การปฏิบัติ จะไปทำใจในใจเป็นก็ยากยิ่งกว่า ทำไปก็ทำมิจฉาทิฏฐิ นั่งสะกดจิต แม้หุตัง เสวยผล ถ้าปฏิบัติก็จะได้ผล จะรู้จิตของคุณเกิดผลอย่างไร เห็นความจางคลายของจิต เร ิ่ มเห็นอนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี ก็ไม่ได้อ่าน จนเป็นความดับได้ เป็นนิโรธานุปัสสี มันดับอย่างสมุทเฉทปหาน มันดับได้อุเบกขาว่าง ไม่มีอาการ ลิงค นิมิต เห็นอาการอุเบกขาไม่ไปไม่มาเฉยๆกลาง ไม่ใช่ดำมืดแบบสายหลับตา ที่เขาว่านิโรธคือดับเป็นกิณหะ ไม่มีอนุปัสสี 4 ปฏิบัติแล้วไม่เห็น เขาได้ความดำเป็นสิ่งที่น่าได้ (สุภะ) ดำมืด เขาได้จริงๆ ใน วิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 สัตว์บางพวก 1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) กายที่ได้ต่างกัน การไม่มีนิวรณ์ 5 ของสายหลับตาคือดำมืด เป็นสุภกิณหะ ของพุทธก็ไม่มีนิวรณ์แต่ไม่มีอย่างรู้ มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง สัมผัสปัจจุบันลืมตาอยู่เลย อาโลกาเลย มีรูปนาม นอกในที่อภิสังขารอยู่ มีของจริง แม้แต่แตะต้องที่ลิ้น ก็รับรู้รส แต่ไม่มีกิเลสชอบหรือชัง ไม่มีสวรรค์หรือนรก อุเบกขา แต่นิโรธของหลับตาไม่แตะอะไรเลย ข้างนอก แม้ข้างในก็ดับให้ดำมืด ตัวที่ 4 ของสัตตาวาส 9 นี้อธิบายยาก กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน ซึ่งองค์ประชุมของกายมิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิแท้จริงต่างกัน พวกเข้านิโรธหนักๆแน่นๆนี่ ไปแงะออกจากท่านั่งไม่ออกเลย กลิ้งไปได้เลยไม่เปลี่ยนท่า เป็นพรหมลูกฟัก แข็งเป็นก้อนติดแน่น เป็นเช่นนั้น ไม่รับรู้สึก แต่ทรงสภาพอย่างที่เขาเป็น ถ้าเข้าใจไม่จริงไม่สัมมาทิฏฐิ จะอธิบาย วิญญาณฐิติ 7 หรือสัตตาวาส 9 ไม่ออกอธิบายกายไม่ได้ กายต่างกัน สัญญาต่างกัน คนไม่เรียนรู้ กายก็ต่างกันไป สวรรค์นรก ก็ของแต่ละคนต่างกันไปหมด อารมณ์ดาวดึงส์ สวรรค์นรกก็ของฉันทั้งนั้น การกำหนดรู้ก็ตามแต่ตนเองกำหนด คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน พอมาเรียนรู้ก็ได้แบบที่สอง คือกายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน ก็สัญญาว่าฌาน 1 คือไม่มีนิวรณ์ 5 มีวิตกวิจาร ต้องไม่มีกาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็ไม่ว่า สายลืมตาหรือหลับตาก็ไม่มีนิวรณ์ได้ หรือฌาน 2 ก็อาจตื่นได้ ฌาน 3 ฌาน 4 ก็ตื่นได้ พอเข้านิโรธ ทีนี้ สายหลับตาเขาต้องดับ ดับเวทนาสัญญาไม่ให้รับรู้ตามที่เขามีสัญญาไว้ เขาอ่านว่าไม่มีนิวรณ์ เขาก็วิตกวิจารออก ว่ามีการฟุ้งไปได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นกาม พยาบาท ได้ เขาก็ระงับไม่ให้ฟุ้ง เขารู้แต่กามในสัญญา ไม่ได้รู้กามตอนมีผัสสะ เขาตีรวมว่าอาการกามเป็นเช่นนี้ เขานึกเอา จึงเรียกว่าสัญญาอย่างเดียวกันแต่กายต่างกัน องค์รวมต่างกัน เพราะแม้ทวารนอกคุณก็ไม่เปิดแล้ว สภาพองค์รวมรูปนามที่ได้ก็ต่างกับผู้ลืมตาปฏิบัติแต่ไม่มีนิวรณ์ 5 ส่วนอันที่ 3 กายอย่างเดียวกันแต่สัญญาต่างกัน จะมีสองสาย สายหนึ่งดับดำมืด อีกสายหนึ ่ งก็ใสๆๆๆ อาภัสรา การใสของเขาจะต่างกัน แต่องค์ประกอบที่ได้ใสหรือมืดอย่างเดียวกัน คนสัมมาทิฏฐิ แค่หลับตาก็มืดตื๋อ ถ้าไม่ฟุ้งซ่าน นั่งหลับตาแล้วก็จะมืด ไม่มีแสงสว่างอะไร แสงอะไรที่เกิดมาคือมโนมยอัตตา เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิตทั้งนั้น ส่วนสว่างก็เหมือนกันหมด แต่สว่างของคนที่ไปสัญญากำหนดหลงสว่าง เขาก็สว่างอย่างเดียวกับมืด อย่างหนึ่งเปิดทวารรับวิถี ดับอยู่ข้างในก็ไม่รับรู้ แต่สายสว่าง กายอย่างเดียวกันคือสว่าง แต่สัญญาของสว่าง ว่าใสเช่นนี้ โสดาฯ ใสอย่างนี้ สกิทาฯ ใสอย่างนี้ อนาคาฯ ใสอย่างนี้ อรหันต์ แล้วก็เลยดันไปว่าพระพุทธเจ้าก็ใส เขากำหนดเช่นนั้นจริงๆ สัญญากำหนดหมายเช่นนั้น เอาแค่ฌาน ภ ก็ไม่มีนิวรณ์แล้ว คุณจะอากาสาฯก็ต้องกำหนดใสอีก ให้มันว่างก็นั่งปั้นภพที่ว่าง พอรวมตัวก็เกิดได้ ไม่มีอารมณ์กาม พยาบาท แล้วก็หลุดไปไม่รู้เรื่องเลย มีแต่อารมณ์ว่าง อาตมาก็เคยทำเหมือนหลุดออกนอกอวกาศเลย อาการมันต่างกันนะ มันจะตั้งอย่างนั้นเลย มันจึงเหมือนหลุดโลกออกไป อาตมาไม่ได้สงสัยหรอกที่มหาบัวบอกว่าหลุดปึ๊งออกไป อาตมาก็ปึ๊ง แต่จะได้ครั้งเดียว มันจะรู้แล้ว ครั้งต่อไปไม่ได้แล้ว เหมือนกับคนไม่เคยออกนอกโลก พอออกไป ในขณะคุณอยู่กับความว่าง ก็ไม่รู้ตัวหรอก แต่เมื่อคุณเร ิ่ มรู้ตัวว่าคุณอยู่ในภพนี้ สภาพนี้ก็คือคุณได้วิญญานัญจายตนะ แต่ของสัมมาสมาธิไม่ได้เป็นแบบฤาษีตามที่อธิบายมาแต่อย่างใด อากาสานัญจายตนะ เป็นอารมณ์ชนิดหนึ่งที่เป็นความว่างสว่าง พอวิญญานัญจายตนะก็รู้ตัว อยู่กับความว่างนั้นแต่เรียนมาด้วยทิฏฐิว่า การมีสภาพสว่างอยู่ก็ไม่นิโรธไม่ดับ ก็ดับไปอีก ตัวเวทนาสัญญาอีก ก็ได้อากิญจัญญายตนะ นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่ให้มี ก็พากเพียรดับ ไม่รู้ตัว ดับสัญญา เวทนา อาฬารดาบสได้แค่นี้ จะสะกดจิตอย่างไรก็แวบรู้ตัว จนรู้มากขึ้น พอแวบเดียวก็ดับ จนไม่รู้ว่ามีแวบแต่อุทกดาบสก็รู้อาการแวบนี้ แต่ก็ดับต่ออีก เพราะสัญญาก็ว่าต้องดับถึงนิโรธ จึงเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ได้เหลือแค่สอง คือดับกับเกิดนิดหนึ่งน้อยหนึ่ง สุดท้ายนิโรธของเขาคือดับมืด เขาจะไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธที่เคล้าเคลียอารมณ์ถึงเวทนา 108 อย่างลืมตาสัมผัสรู้ ถ้ามาเรียนรู้ทฤษฎีพระพุทธเจ้ามีสติปัฏฐาน 4 บ้างก็อาจดับอาสวะบางอย่างสิ้นได้ แต่ไม่เข้าใจกาย ไม่เข้าใจวิโมกข์ก็ไม่ได้ ผู้สายหลับตาต้องมาทำศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ใหม่ หากมีบารมีพอก็จะไปได้เร็ว พระพุทธเจ้าก็นึกถึงอาฬารดาบสกับอุทกดาบส แต่ก็ตายแล้วก็เลยไปโปรดปัญจวัคคีย์ พอสอนเรื่องความโต่งขอกาม ของอัตตา อธิบายอนัตตา โกณทัญญะก็ชัดเจนถึงทางแยกใน 5 ก็ได้คนเดียว.... จบ