สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปหาน 5 กับไตรสิกขา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.65 KB
วันที่แก้ไข26 กุมภาพันธ์ 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปหาน 5 กับไตรสิกขา ปหาน 5 เดิมคนเราก็มีจิตโลกียะธรรมดา จนมีความเห็นทวนกระแสที่ทวนตรงกันข้ามกันเลย เกิดความเห็นใหม่ความรู้ใหม่ อัญญธาตุ และก็เป็นพหูพจน์คือ อัญญา ตั้งต้น เดินทางสวนทางกันปฏิโสตัง ขยับไปเรื่อยๆจนก้าวหน้าก็เป็นจุดเริ่มต้น เข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วก็ปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิบัติ จนมีผลเป็นสัมมาผล เกิดโสดาปัตติผล ตามความเห็นตามทิฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อมีสัมมาปฏิบัติก็จะมีสัมมาปฏิเวธ เป็นสัมมาผล แล้วค่อยเดินทางสะสม นี่คือการหมุนรอบเชิงซ้อน มีปฏินิสสรณะ ปฏินิสสัคโค ปฏินิสสรณะคือเดินทางไปเรื่อย ปฏิคือทวนไปทวนมา สรณะคือสงคราม แล้วก็ได้ผลเป็นสวรรค์ สัคคะ แล้วก็ล้างสัคคะไปในตัว ไม่ติดสวรรค์ ได้ดีแต่ไม่เอาดีไม่ยึดดีเป็นตัวเราเป็นปฏินิสสัคคะ ไปเรื่อยๆ จนจบเป็นปฏินิสสรณะ อีกทีหนึ่ง ไม่รบแล้วแต่อาศัย สรณะ คือแปลความอีกคำว่าหนึ่งว่าที่พึ่งที่อาศัย สรณะ มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะ มีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่อาศัย ก็เป็นคำกลางๆว่า ผู้ที่ยังรบไม่เสร็จยังต้องกำจัดกิเลส การกำจัดกิเลสนี่แหละคือสงครามของแต่ละคน กำจัดไปตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าไปตามลำดับ ผู้ใดปฏิบัติได้ลำดับดีมาก เรียงลำดับไม่ขรุไม่ขระไม่วกไปวนมาไม่เสียเวลาแล้วเสียเวลาเล่า เป็นปัญญาธิกะ ก็จะสั้นที่สุด บรรลุสู่ความเป็นอรหันต์ได้เร็วที่สุด ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้เร็วที่สุดเหมือนกันปัญญาธิกะ 20 อสงไขย กับเศษแสนมหากัปป์ ถ้าเป็นศรัทธาก็เป็น 40 อสงไขย กับเศษแสนมหากัปป์ ถ้าเป็นวิตักกะก็ 80 อสงไขย กับเศษแสนมหากัปป์ เพราะฉะนั้นก็ต้องตั้งใจเข้าใจปริยัติแล้วเอาไปปฏิบัติ ปริยัติให้ดีแล้วปฏิบัติให้ตรงแล้วมันจะเร็วที่สุด ปริยัติปฏิบัติปฏิเวธ มันหนักหนาสาหัส อาตมาเข้ามาปางนี้มา

อ่านต่อ

ช่วยฟื้นฟู มาช่วยเอาเนื้อกลับมาแท้ๆต้องแข็งต้องขืนยืนหยัดยืนยันว่าอาตมานี่แหละเป็นตัวจริง มันกลายเป็นมิจฉาทิฐิไปยึดมั่นถือมั่นเอาความผิดเป็นความถูก ไม่ต้องเอาอะไร เอาแค่ศีลก็ไปยึดถือพระวินัย 227 ข้อไม่เหลือศีลเลย มหาศีลนี่แหละมันเป็นเดรัจฉานวิชาทั้งศาสนา ทั้งวงการศาสนาครอบคลุมเต็มไปด้วยมหาศีลเลย ละเมิด มีแต่จุดธูปจุดเทียน รดน้ำมนต์ สวดกันเป็นเทวนิยม อาบัติกันตลอด ทำอะไรไม่ได้เป็นโลกุตตระเลย แค่เอามหาศีลมาจับ แล้วไม่เข้าใจจุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล จุลศีลคือสิ่งที่พาปฏิบัติไปตามลำดับ มหาศีลคือศีลที่ละเอียดเป็นอธิศีลสูงขึ้นของจุลศีลอีกที ก็ไม่เข้าใจกันแล้วได้แต่แค่วินัย 227 ไปถามเลยว่าพระถือศีลเท่าไหร่ อาตมาพูดมา 50 ปีแล้ว ภิกษุของศาสนาพุทธถือศีลเท่าไหร่ ก็บอกกันว่า 227 ข้อ ยังดีที่เหลือเชื้อของศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ซึ่งก็คือจุลศีลแท้ๆ เอาไปย่นย่อตัดออกมาจากจุลศีล ยังเหลือ 10 ข้อก็ยังดี แล้วบอกว่า 10 ข้อนี้เป็นของใครก็เป็นของเณร พระไม่เกี่ยว เอ้อ!ตลกนะ พระต้อง 227 ไม่ใช่ศีล 10 บอกว่าศีล 10 เป็นของเณร ศีลข้อ1 ก็เข้าใจไม่ละเอียดลึกซึ้งใจ คุยกันไปตบยุงกันไป.. พระ อันนี้เรื่อยเปื่อยไป ดีนะที่ยังไม่ไปล่าเสือดำกิน ไม่รู้ว่าพระกรรมฐานจะไปล่าเสือดำกินหรือไม่ ออกป่า ขออภัยพูดไปว่าเขาแรง นั่นคือการไปหลงผิดไปยึดเอาการปฏิบัติเพื่อให้เกิดศีลก็ตาม ให้เกิดจิตเป็นสมาธิก็ตาม ก็ไปเอาแบบหลับตา ทุกวันนี้ก็ยังไม่โงไม่เงยเลยบอกว่าสมาธิต้องหลับตา สมาธิไม่หลับตามันคืออย่างไร มันเป็น concentration ส่วนภาษาทางหลับตามันคือ meditation หลับตาเพ่งอยู่ภายในจิต ส่วน Concentration คือสมาธิของผู้คนธรรมดาสามัญ แต่เมื่อปฏิบัติที่จะให้ concentrate มันจะยิ่งใหญ่มันเก่งก็ต้องศึกษาตามตำรับทฤษฎีพระพุทธเจ้า จะเป็นสมาธิที่พิเศษ อาตมาใช้คำว่า supra concentration ไม่ใช่ super เป็น supra Concentrate ชั่น ไม่ใช่สมาธิแบบโลกียะ สมาธิแบบโลกียก็เป็น mundane แต่นี่คือ supra mundane เหนือชั้นกว่าสามัญปกติ การหลับตานั้นได้แค่สมถะสงบ ได้ไม่ใช่ไม่ได้ ได้สงบ แต่สงบสมถะ มันไม่ได้สัมมาสมาธิ ไม่ได้สงบตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือมันไม่มีปัญญาญาณวิชชา ปัญญาแล้วก็ญาณก็คือว่ามีปัญญาสูงขึ้น ครบจบเรียกวาวิชชา มีปัญญา คือความรู้โลกุตระ ญาณ ก็คือความรู้โลกุตระ วิชชาก็คือความรู้โลกุตระแต่เดี๋ยวนี้เอาไปใช้ปนเปกันเละเทะ มันไม่ได้มีความรู้จริงแบบนั้น เพราะความรู้มันไม่ครบพร้อมไปด้วยจักษุ อาโลกะ มันไม่พร้อมไปด้วยจักษุ อาโลกะ ครบสมบูรณ์ก็เป็นจักษุญาณปัญญาวิชชา อาโลกะ เต็มบริบูรณ์แบบนี้ตามพระพุทธเจ้าตรัสยืนยัน ความเป็นปัญญาหรือความรู้ของโลกุตระ ที่เป็นญาณ เป็นวิชชา ต้องมีจักษุต้องลืมตาเห็นแสงสว่างของแสงอาทิตย์ส่องโลก แล้วเราก็ลืมตารับรู้แสงสว่างกระทบอะไรมาที่ตาก็เห็น สรุปแล้วเห็นด้วยทวาร 5 ภายนอกครบ เป็นชีวิตปกติสามัญ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาอยู่ในภพในทวารเดียวในภวังค์ไม่ใช่ อันนั้นมันขาดไปอีกตั้ง 5 ทวาร นอกจากขาดไป 5 ทวารแล้วนั่งอยู่ในภพปั้นความคิดอะไรเอง ฝันเพ้อ หลงว่ามันเป็นของจริง เข้าใจว่าปัญญาจะเกิดต้องหลับตา นิ่งไม่คิดไม่นึกเลยปัญญาจะโพล๊ะขึ้นมา อันนั้นไม่ใช่ปัญญา เป็นแต่เพียงสัญญาของเก่าขึ้นมา จิตนิ่งกับความเป็นของเก่า เป็นบุพเพนิวาสานุสติ มันเกิดขึ้นของเก่าเกิดมาแล้วก็เห็นว่าอันนี้มันเกิด เกิดอยู่ยาวนานมั้ยบางทีก็เกิดอยู่ไม่นาน หรือมีอะไรต่อเนื่องเป็นเรื่องราวยาวขึ้น จนกระทั่งรู้จักแม้ที่สุดระลึกได้ ว่าเราปฏิบัติธรรมมาแล้วเราเป็นใคร จนกระทั่งรู้ว่าอรหันต์นี่เราเป็นโพธิสัตว์ระดับนั้นระดับนี้นี่ เป็นอนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ อย่างอาตมาถึงได้รู้ระดับของโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 620216_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน