สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน พ่อครูคือศิลปินโลกุตระ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน พ่อครูคือศิลปินโลกุตระ พ่อครูว่า...อาตมาเอง เท้าความย้อนระลึก จำไม่ค่อยเก่ง จำไม่ค่อยได้ แต่ก็จำได้พอสมควร ชีวิตอาตมาที่บอกว่าสนใจศิลปะ เริ่มจริงๆ จำได้ว่าอายุประมาณ 10 ขวบได้ แต่เล็กกว่านั้น ลุงอาตมาได้ขออาตมาไปเลี้ยง เนื่องจากอาตมาเป็นเด็กกำพร้า พ่อตายตั้งแต่เล็ก ไปอยู่หนองคายหลายปี จนอายุ 7 ขวบก็กลับมา ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดตูมตาม ลุงก็เกิดมีลูกหลายคน จะย้ายจากหนองคาย มาเป็น ผอ.รพ.สกลนคร มีลูก 2 คน คนที่ 3 กำลังอยู่ในท้อง ลุงก็เลยขอส่งอาตมาคืน ตอน 7 ขวบ ต่อมาไปอยู่ศรีสะเกษ สงครามโลกก็ยังไม่จบ ยายก็เลยบอกว่าให้กลับไปอยู่บ้านเถิด ถิ่นเกิดอยู่พิบูลมังสาหาร ทวดอาตมาเป็นลูกท้าวคำผง ที่เป็นเจ้าเมืองอุบล มีลูกไปกินเมืองพิบูลฯ พี่ของทวดอาตมาเป็นเจ้าเมือง ทวดอาตมาเป็นอุปราช มันทิ้งระเบิดตูมๆๆ ก็ไปอยู่วารินทร์ก่อน แม่เป็นนักค้าขาย ก็เลยให้ยายเอาลูกตัวเองไปอยู่พิบูลฯ เรียนหนังสือมัธยมอยู่พิบูลฯ มาวารินทร์ปีหนึ่งตอนป.4 รร.เทศบาลวารินทร์นี่แหละ แรกๆก็ไปอยู่กับคนที่เคยบอกนั่นแหละ ที่ใช้อย่างกับคนใช้ ตอนอายุ 9 ขวบ จบป.4 แล้ว ก็อยู่ที่นั่นจนเก่ง อาตมาก็ต้องขอบคุณเขาเลยที่ฝึกปรือให้อาตมาขยัน อดออมประหยัด ทำอะไรเก่ง แต่ตอนเด็กๆนั้นคิดว่าทำไมเขาโหดร้ายเหลือเกิน เราหนีกลับบ้าน แม่ก็ไล่กลับมาอีก ต่อมาก็บอกว่าไม่ไหวแล้วมาอยู่กับแม่ แต่แม่ก็บอกให้ไปอยู่กับยายที่พิบูลฯที่วัดกลาง ตอน ม.3-ม.4 พบกับครูที่นี่ ที่แกสอนแต่งโคลงกลอน มีคนชอบแต่งกลอนด้วยกัน ก็ไปกินไปนอนอยู่บ้านครูด้วยกัน หัดแต่งโคลงกลอนตั้งแต่บัดนั้น ครูเป็นคนสอนภาษาไทยสอนกวี โคลงสี่สุภาพ กลอน กาพย์ ก็เรียนมาเริ่มต้นสนใจเรื่องพวกนี้ศิลปะด้านต่างๆ แต่งกลอนปีใหม่ สคส. เห็นเขาเขียนสคส.ขาย พอ ม
อ่านต่อ
.5 ก็กลับไปที่วารินทร์ เขาก็เขียนสคส.กัน เราก็ริอ่านเขียนกลอน เราก็มีภาพสคส. แล้วมีกวี เริ่มหัดเขียนภาพอะไรต่ออะไร เขียนสคส.ขายไป หรือแจกเพื่อน ตอนนั้นสนใจเพลงตอนม.5 ชอบเพลง เพลงมันออกจากกทม. กรมประชาสัมพันธ์ส่งวิทยุมา สุนทราภรณ์ ของทหารเรือ เพลงมานี่เราต้องจำได้ก่อน แล้วต่อให้เพื่อนนี้เท่มากเลย มีหนังสือเพลง ไปไหนเหน็บหนังสือเพลงมา เราก็ต่อเพลงให้เพื่อน จนกระทั่งพออายุ 14 ก็คิดแต่งเพลง ก็งัดกระดาษมาเขียนเลย ร้องเพลงก็จำเอา มีตามปฏิภาณรู้เอาเอง เพลงแรกชื่อเพลง ผู้หลอกลวง ทิ้งต้นฉบับไปแล้ว แต่ก็พอจำได้ก็เลยเอามาเขียนต่อ ผู้หลอกลวง จำได้เล็กๆน้อยๆ ร้องสด ใส่ทำนองเนื้อร้องเลย ได้เป็นเพลง ก็บอกให้เพื่อน วันหลังเพื่อนบอกว่า เพลงที่ลื้อแต่งอย่าเอามาร้องให้ฟังเลยมันไม่เพราะ ก็เลยเสียใจ เพื่อนว่า วันหลังอย่าเอามา เราก็เลยกลายเป็นคนปิดตัวเองเลย ก็เลยแต่งอีก แล้วไปต่อให้มันร้อง แต่เราไม่บอกว่าเป็นเพลงเราแต่ง มันก็ร้อง มันก็ไม่เห็นมาต่อว่า พวกนี้มีอุปาทาน คนเขาไม่เชื่อหรอกว่าเด็กๆแต่งเพลงได้ คนแต่งได้ต้องระดับแก่ เคี่ยวๆ เพลงแรกตอน พ.ศ.2491 ก็ผ่านไป 68 ปีมาแล้ว เนื้อเพลงมีประมาณว่า…. เมื่อเราพบกันครานั้นใหม่ๆ ฉันเอาใจใส่สนใจในเธอ ดูช่างละมุนละไมจนฉันฝันใฝ่ละเมอ เธองามรูปนามเลิศเลอ ต้องเพ้อชอบเธอทันที เมื่อเพียงพบกันเราขันเกลียวจิต หัวใจสนิทรักเธอทวี เธอทอดไมตรีสัมพันธ์ บอกฉันรักมั่นวจี ชมชื่นรื่นรมย์ฤดี สุขนี้ใครเล่าจะปาน แต่แล้วไม่นานผ่านไป โอ้ใจต้องตรมซมซาน เธอรักเพียงเล่นทรมาน เธอพร่ำเธอขานล้วนคำหลอกลวง เจ็บจำช้ำปานประหานชีวี หรือเวรกรรมมีคิดตามมาทวง จึงสร้างให้เธอนั้นมาคอยฆ่าตามขีดกรีดทรวง มันเจ็บด่ำใจใหญ่หลวง อย่าลวงใครๆอีกเลย เพลงนี้แต่งตอน ม.5 พอ ม.6 เรียนซ้ำสองปี คือยังไงไม่รู้ สังเกตตัวเอง ถ้าชั้นคี่อาตมาเรียนได้ที่หนึ่งนะ เก่ง แต่พอชั้นคู่ ตกเอา ตอนนั้นแต่งเพลงแล้วก็จีบผู้หญิง แบบเจ้าชู้ไก่แจ้ไปเรื่อย พอจบม.6 ตอนอายุ 15 ก็เข้ากทม. โดยแม่จะให้เรียนต่อ แม่มีการค้าขายที่ใหญ่โต มีกิจการหลายอย่าง มีฐานะดี ก็ส่งมาจะให้เรียนหมอ เราก็ชอบเรียนศิลปะ แต่เราไม่คิดมากก็มาเรียนวิทยาศาสตร์สายวิทย์ ม.7 แต่สอบเข้ารร.รัฐไม่ได้ ก็เลยไปเรียน รร.ราษฎร์ แต่ม.7 สอบได้ แต่ไปม.8 นี่ก็เราสนใจเรื่องเพลงการ มีนักแต่งเพลงที่ไหน นักร้องที่ไหนก็ไป แต่ไม่ได้ไปแตะสุนทราภรณ์ มีนักแต่งเพลงพวกล้วน ควันธรรมเป็นต้น ก็รู้จักกันในวงการ ตามควานหาไม่ยากหรอก ใครอยู่ไหนร้องเพลงตรงไหน พี่ล้วนนี้เขาเปิดรับสมัครนักร้อง ประกาศทางวิทยุ ตอนแรกคิดว่าจบม.8 ได้จะสอบเข้าศิลปากร ตอนนั้นยังไม่เปิดปริญญา มีแต่อนุปริญญา คนอื่นเขาเข้าเรียนแล้วแต่เรายังสอบไม่จบ ตุปัดตุเป๋ไปศิลปากรบ้าง เพาะช่างบ้าง เราก็ยังไม่ไปไหน แต่เพื่อนก็บอกว่าเพาะช่างเข้าได้ เราก็แต่งเพลง เราแต่งทำนองได้ แต่งมาตั้งแต่เด็ก พอมารู้จักพวกนักแต่ง บางคนแต่งได้แต่ทำนอง แต่งเนื้อร้องไม่เป็น อย่างเพลงค่ำแล้ว เพลงผกาดั่งนารี ตอนนั้นไปอยู่หอพักที่กทม.ปีเดียว แม่ก็ถูกโกง แล้วก็ป่วยด้วยวัณโรค ทรุดฮวบเลย ตอนนั้นเรียนซ้ำม.8 ปีที่สอง ก็ลำบากมาก ก็ไปรู้จักศิลปินต่างๆ อาศัยเขากินข้าว อาตมาแต่งเพลง ไม่เปิดเผยชื่อจริงนะ ทุกคนเรียกอาตมาว่าแป๊กหมด เวลาแต่งเพลงก็ใช้ชื่ออื่นหมด เปิดเผยแต่ แป๊ก รักพงศ์ ทำอะไรไม่เปิดเผย แล้วแอบเขียนเพลง ตอนกลางคืน คุณล้วน ควันธรรม หรือสง่า ทองทัศน์ เขามีชื่อเสียงในวงการ เขาติดต่อขายเพลงได้ เราก็ใช้นามปากกาของเราไป เพลงยังขายไม่ได้ เราก็ไถเงินเขาแล้ว เพราะตอนนั้นไม่มีที่อยู่ที่พักที่กินแล้ว ตอนแรกลุงยังไม่ได้ข่าว ก็โซซัดโซเซไป เหมือนฮิปปี้รุ่นแรกเลย ไม่มีที่กิน ไม่มีที่ซุกหัวนอน แต่ก็ไม่ทิ้งเรียน ไปทำงานไปขนของกับเขา ขึ้นร้องเขาก็บอกว่าเราร้องไม่ค่อยดี ยังตั้งวงดนตรีกับเจ้าออด เจ้าเทพ ว่า เทพวิชชุ เอาชื่อมารวมกัน พอเวลาออกอากาศเราก็ทำบทสคริป แต่งกลอนนำนะ ชื่อเพลงแต่ละเพลงเราก็จะขับกลอนนำนะ ไม่พูดธรรมดา ใช้กลอนนำแล้วก็ร้องก็ทำมาเรื่อย จนกระทั่งเซซัง จนสุดท้าย ข่าวไปถึงหูลุงว่าจะแย่แล้ว กลายเป็นเด็กไม่มีที่อยู่ที่กิน อาตมาก็ไม่เกเรอะไรนะ เป็นแต่เสื้อผ้าไม่ค่อยมีใช้ กระรุ่งกระริ่งน่ะ เสร็จแล้วลุงก็บอกว่าเห็นเข้ารองเท้าผ้าใบขาดๆ กางเกงสั้นเสื้อยืด ลุงก็เลยให้เข้าหอพักบุตรทบ. พาไปฝาก กับพันเอกปิ่น มุทุกันต์ เมียพันเอกปิ่นก็ทำทีรังเกียจไม่ให้รับ ลุงก็มีฐานะหน่อย เป็นเพื่อนกับฝน แสงสิงห์แก้ว ลุงก็พูดจนกระทั่งพันเอกปิ่นก็ยอมรับ ก็ว่าต้องตัดผม โกนหนวด เราก็ทำสิ ก็เข้าไปอยู่หอพัก ค่อยยังชั่วขึ้น ลุงเอาเข้าแล้วก็กลับไปอุบลฯ เริ่มสร้างโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ โรงพยาบาลโรคจิต ภาคอีสานนี่แหละ ก็เขียนจดหมายไปขอจักรยานราเล่ย์ ภาพนี้ถ่ายหน้าหอพักบุตรทบ. ปกติลุงเป็นคนตระหนี่ประหยัดมาก จะมานี่ก็สอนว่ายาสีฟันอย่าไปซื้อ ให้ใช้เกลือแทน เขาสอนให้ประหยัด อาตมาก็เลยเสี่ยงเขียนไปขอจักรยาน เพราะจะทำงานส่งหนังสือพิมพ์ได้ต้องมีจักรยาน แต่ก่อนนี้ จะไปรร.ต้องมีจักรยานใช้เป็นหลักเลย ตอนนั้นอยู่กับพี่ล้วน เขาจะให้ส่งหนังสือเป็นหนังสือเด็ก เขาร้องเพลงแล้วทำหนังสือเพลงขาย อาตมาก่อนจะไปอยู่หอพักบุตรทบ.ก็ไปอยู่กับคุณล้วนเขาก่อนแล้ว พอดีพี่ล้วนเขาเมียหนีพอดี ไม่ได้เป็นนักร้องแต่ก็ไปช่วยหอบของ ฝึกร้องไป เล่าลัดไป แต่ก่อนนั้นลุงจับไปอยู่วัดบรมนิวาส เจ้าอาวาสมีศิษย์รัก 1 คน เขาสบาย นอนฟังวิทยุ แล้วก็คอยกินอาหาร อาจารย์ก็แบ่งอาหารให้ลูกศิษย์ก่อน เราก็คอยเก็บอาหารไว้กิน ตอนเพลเขาก็มาจัดข้าวให้อาจารย์ตอนเพล เขาก็เก็บอาหารไว้กินตอนเย็นได้แต่เราไม่ได้ อาจารย์ลำเอียงเยอะ แล้วมีเพื่อนอีกคนหนึ่ง เขาได้อภิสิทธิ์ต่างๆ ลำเอียง เพื่อนคนหนึ่งทนไม่ไหวก็เขวี้ยงสากกะเบือทิ้งแล้วหนีไปเลย เราเองก็ไม่ทนอยู่ต่อไป เราต้องไปซื้อน้ำปลาปลอม มากิน ถ้าได้ไข่ต้มมานี่ต้องซุกไว้กินตอนเย็น กินกับน้ำปลานี่นะ สนุก สุดท้ายมันทนไม่ไหว อาตมาก็ไปสมัครอยู่กับคุณล้วน ซึ่งเมียคุณล้วนหนีไป ก็เลยไม่มีใครเลี้ยงลูกได้ เราก็ทำได้ คุณล้วนก็เลยชวนอยู่ด้วย พอดีเราไม่อยากอยู่วัดด้วย ได้ช่องก็เลยออกมาโดยไม่ลาอาจารย์เลยที่เป็นเจ้าคุณ ลำเอียงมาก ใช้ไม่ได้เลย เราก็มาอยู่กับพี่ล้วน ก็เป็นคนทำสารพัด เลี้ยงเด็กเลี้ยงลูกให้แก ทำอาหารให้ ก็อยู่ในวงการดนตรีของพี่ล้วน เขามีเครื่องมือดนตรี เขาให้เช่าด้วยกับนักดนตรี เราก็เป็นคนจัดส่งให้ ตอนนั้นเราเล่นไม่เป็น ไม่รู้โน้ต ตอนแรกจำอย่างเดียว ตอนหลังก็ค่อยมาเรียนโน้ต เรียนกับอาจารย์กำธรที่คุรุศาสตร์ ตอนแรกเขียนโน้ตไม่เป็น แต่งเพลงเป็น แต่ไปให้เขาเขียนโน้ตเอา ตอนหลังถึงเรียนแล้วเขียนโน้ตได้ ทำหนังสือเอง วาดภาพประกอบเอง ทำหน้าปกเอง เหมือนลอกเลียนหนังสือเขา เอาไปแจกเพื่อนๆอ่าน แจกสาวๆได้หน้า ก็ทำมามั่วๆ ริอ่านทำ เพลงผู้แพ้นี้ อาตมาไปอยู่หอพักบุตรทบ.แล้ว อยู่เพาะช่าง เข้าปี 2-3 แล้ว แต่งเพลงนี้ปี 2497 อัดแผ่นเสียงปี 2498 อยู่เพาะช่างตอนนั้น ก็แต่งหลายเพลงไว้ เสร็จแล้ววันหนึ่งจะออกไปเที่ยว จากหอพักบุตรทบ. หน้าโรงพยาบาลวชิระ ตรงทางขึ้นสะพานซังฮี้ แยกจปร. ตอนหนึ่งได้ไปเป็นศิษย์ก้นกุฏิของพันเอกปิ่น เพราะได้ไปช่วยงาน ก็เลยได้ยกสถานภาพเลย เป็นชีวิตที่นิยายมีหลายรส อาตมาได้ไปอยู่หอพักบุตรทบ.แบบทหาร เขาจะมีคะแนน ที่จะตัดคะแนนความประพฤติ เขามีว่าถ้าสิ้นเดือนไม่ถูกตัดคะแนนก็จะให้โบนัสด้วย อาตมาไม่เคยถูกตัดคะแนน แล้วก็ยังได้คะแนนเพิ่ม คือไปเก็บปากกาได้แล้วเอามาประกาศหาของ นักเรียนเขาได้คืนก็เลยชมเชย เราก็เลยได้คะแนนเพิ่ม ได้เป็นนักเรียนดีเด่นพิเศษ ได้หัวเข็มขัด ถ้านักเรียนไม่ถูกตัดคะแนนจะได้หัวเข็มขัดลงยาจากจอมพลผิน แต่อาตมาได้นักเรียนดีเด่นพิเศษรับรางวัลจากจอมพลผินเลย ทางด้านคุณธรรม เฟรนด์ชิบนี้แต่ก่อนเราก็เอามาส่งให้เพื่อนเขียน เขียนประดับตกแต่งโก้เลย เขียนสคส.ขายหรือแจก แต่ว่าเป็นเหตุให้เรียนตกเพราะว่าเรียนไปก็แต่งกวีไปเขียนไปก็เลยตก อยู่หอพักบุตรทบ. ตอนปี 3 ก็ออกไปเที่ยวสี่แยก ตอนนั้นทำนองก็ขึ้นมา พอจะพ้นปากประตู เราก็เลยรีบควักกระดาษมา อาศัยไฟเสาไฟฟ้าหน้าหอพัก เขียน ก็เลยเขียนดีก็เลยไม่ไปเที่ยว ไปเขียนเพลงดีกว่า หลายวันกว่าจะเกลาเสร็จ ก็ไปเสนอ ให้พี่มงคล อำมาตยกุล ให้ช่วยขาย เขาก็ไปขายให้สามเพลง มีเพลงผู้แพ้ เพลงพิไรรัก เพลงกระท่อมน้อยกลางพนา เอาไปเรียบเรียงแล้วก็ให้นักร้องร้อง
เพลง : ผู้แพ้ ระกำดวงใจ กระไรหนอบาป แสร้งสาปวนเวียนเจียนจน ช้ำป่นฤทัยร้าวในอกเรา เบียนเบียดจนสุดทนบรรเทา ทุกสิ่งไซร้ดูซมเซา กระเซ็นมลายพ่ายไป ฉันทนทานใจ กระไรเหลือข่ม ยิ่งตรมระทมทวี ลี้หลบชะตาระอาอกใจ อยู่ก็อยู่อย่างผู้ปราชัย ช้ำสุดช้ำในทรวงใน ทรงกายทรงใจอยู่เอย แพ้จนรักสิ้นสลาย ทำลายเราป่น สุดทนเปรียบเปรย แพ้ไปทุกสิ่งอกเอ๋ย ไม่เหลืออันใดเลย ชะตาเอ๋ยช่างเลวทราม * แพ้เกมชีวี สิ้นดีทุกอย่าง แต่ก็ภูมิใจไม่จาง ที่จิตของเรามิเลวพ่ายตาม ยังยิ่งยงเป็นใจดวงงาม แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง อ.กฤษฎาว่า...แพ้ก็แพ้ชะตาทราม คิดได้อย่างไร คำนี้ แพ้ก็แพ้ชะตาทราม พ่อครูว่า...เพลง ผู้แพ้ นี้เริ่มแต่ง 28 ก.ย. 2497 แก้แล้วเสร็จ 12 เม.ย. 2498 อัดแผ่นเสียงเสร็จ 2499 พอออกมามันก็ดัง ติดตลาด สมัยก่อนไม่มีโฆษณาเหมือนตอนนี้นะ ตอนนั้นอาตมาใส่กางเกงขาสั้นหลังเลิกเรียน ถีบจักรยานออกไปรับหนังสือไปส่ง เพลงมันดัง คนก็ร้องทั่วบ้านทั่วเมือง ตอนนั้นอายุ 21 แล้ว คนเขาก็ร้องเพลง แล้วก็มารับหนังสือพิมพ์จากเรา เขาก็ฮัมเพลงเรา แต่ก่อนเจ้าของเพลงดังนี้ไม่ธรรมดานะ สุนทราภรณ์เขามีวงของเขาก็ทำได้ แต่เรานี่จรจัดนะ เพลงมันดังเหมือนดาว แต่เราเป็นดิน จะพูดว่าเราคือคนแต่งใครเขาจะเชื่อ เพลงผกาดั่งนารี เราแต่งตอนอายุไม่ถึง 20 ปี สุขศรี เทวคุปต์ เขาก็ร้องว่า แพ้ก็แพ้ชะตากรรม ดวงใจทรงความมั่นคง เราก็บอกว่าไม่ใช่ แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง เขาเป็นนางเอกหนัง เขาก็แย้งว่าร้องอย่างนี้มานานแล้ว อาตมาก็บอกว่าชะตาทราม เขาก็ยืนยันอย่างเดิม อาตมาก็เลยบอกว่า ผมเป็นคนแต่งเองเพลงนี้ เขาก็หัวเราะไม่เชื่อ จนทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าเชื่อหรือไม่เลย อ.กฤษฎาว่า...ตอนนั้น นักศึกษาไทยไม่ดูหนังไทย ดูแต่หนังฝรั่ง แต่ว่ามีปรากฏการณ์ว่า นักศึกษาไทยไม่ดูหนังไทย แต่ดูหนังโทน ผมก็จำเพลงได้แม่ร้องให้ฟัง เพลงอย่าบอน เพลงชื่นรัก เป็นต้น พ่อครูเป็นคนแต่ง พ่อครูว่า...ตอนนั้นอาตมากับคุณชวน รวมหัวกันทำหนังสือ ซึ่งตอนแรกทำหนังสือขวัญดาว นักร้องขวัญดาว คุณชวนเขามีเครื่อง offset เราก็ว่าสีสวยดี คุณชวนให้อาตมาเป็นบก. ทำหนังสือดาราภาพ ปรากฏว่าขายได้ดีมากเลย ดีจนมีคนอื่นทำตามตั้ง 11 ฉบับ ลอกเลียนกับ ภาพดารา ดาราจักรวาล เป็นต้น ต่อมาคุณชวนก็ฟิต จะสร้างหนังกัน ร่วมมือกับ เปี๊ยก เขาก็ว่าเอาหนังเพลง มีเพลงเปิดเรื่อง แล้วก็ดำเนินเรื่องด้วยเพลง เชื่อมต่อมีเพลงประกอบ เราก็เหมาทำเพลง สามคนร่วมมือกัน เปี๊ยกกำกับ เราทำเพลง ก็แต่งไปหลายเพลง เพลงโทนนี่อาตมาไม่ได้แต่ง แต่อาตมาแต่งเพลงกระต่ายเพ้อ เพลงอย่าบอน เพลงชื่นรัก เพลงเริงรถไฟ เพลงฟ้าต่ำแผ่นดินสูง เพลงหยาดอรุณ เพลงกระต่ายเพ้อก็ดัง แต่ไม่ได้อยู่ในหนัง เพราะเปี๊ยกไม่เอา แต่เพลงโทนเอ๋ยโทนนี่อาตมาไม่ได้แต่ง ของสุธาทิพย์เขาแต่ง เพลงในเรื่องโทนดังทุกเพลง ขายจนโรงพิมพ์นี่พิมพ์ซองไม่ทัน ก็ไปจ้างโรงอื่นเขาพิมพ์ แล้วมีโรงที่มีไม่กี่โรง เขาก็พิมพ์ให้หนังมนต์รักลูกทุ่ง เขาก็มีคัทเอาท์ ว่าได้รายได้ล้าน สองล้าน ทำไมได้มากเราก็ไปดูที่นั่ง คูณตั๋วแล้วก็ไม่ได้รายได้เท่านั้นเท่านี้ ที่จริงโม้ รายได้โทนชนะมนต์รักลูกทุ่ง เขาก็ถือว่าทำลายสถิติ แต่ไม่ใช่ ที่เรารู้คือนับเก้าอี้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือนับซองแผ่นเสียง เพราะพิมพ์จำนวนซองเท่าไหร่ ก็รู้ว่าน้อยกว่าหนังโทน
ฟังเพลง ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง ต่ำคือแดนเขตแผ่นดิน เขตเมฆินทร์เขตแดนฟ้า สูงส่งเหลือคณาพาให้คะนึง แดนดินแดนฟ้าตราไว้ประหนึ่ง แยกส่วนที่พึงตรึงรั้วกั้นฟ้าแบ่งดิน แต่ดวงใจคน ดิ้นรนไม่รู้แดนถิ่น ไม่อาจแบ่งฟ้าดิน มันโผผินบินผ่านหาญกล้า เรื่องดวงใจไม่มีแดน เขตเมืองแมนจะไปหา หัวใจมันกล้า แดนฟ้าต่ำดินสูงได้ไม่นึกกลัว ดนตรี ... ..แต่ดวงใจคน ดิ้นรนไม่รู้แดนถิ่น ไม่อาจแบ่งฟ้าดิน มันโผผินบินผ่านหาญกล้า เรื่องดวงใจไม่มีแดน เขตเมืองแมนจะไปหา หัวใจมันกล้า แดนฟ้าต่ำดินสูงได้ไม่นึกกลัว
พ่อครูว่า...ตอนนั้นปฏิบัติธรรมแล้วนะ ทำหนังโทน อ.กฤษฎาว่า…อยากถามเรื่องศิลปะโลกุตระ พ่อครูว่า…คำว่าอุตมะ หรืออุตตมัง แปลว่าอุตตมะ หรือสูงสุด คนจะรู้จักต้องเป็นอาริยะ ในโลกมีแต่ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ ศาสนาอื่นไม่มี เป็นสิ่งที่จะไขเรื่องศิลปะสำหรับมนุษย์ ขอยืนยันว่าอาตมาใช้ศิลปะทำงานมาตลอด อาตมายืนยันว่าอาตมาเป็นศิลปิน ทำงานด้วยการจัดองค์ประกอบศิลป์ ถึงขั้นทำให้จิตปีนขึ้นจากโลกียะมาสู่โลกุตระได้ อ.กฤษฎาว่า...ภาพที่ผมประทับใจคือภาพที่บอกว่า ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส พ่อครูว่า...ศิลปินก็ประกอบเรื่องราว ให้คุณเข้าใจได้ นำพาไปสู่จุดหมายที่เป็น interest point ของงานให้คนรับซับซาบ เกิดปัญญา เข้าใจ เปลี่ยนแปลงจิตลดกิเลสได้ คือศิลปะขั้นโลกุตระ แต่งานทุกวันนี้ ปรุงสีเสียงแสงให้ติดรสเท่านั้น อ.กฤษฎาว่า...การวางองค์ประกอบต่างๆต้องมีเจตนารมย์ พ่อครูว่า...ใช่ ต้องมีจุดหมาย ความต้องการให้เป็นเช่นไร เราก็สร้างให้เป็นไทย ไม่หรูหรา เป็นธรรมชาติ อย่างปฐมอโศกตอนเริ่มสร้างก็สร้างจากที่นาที่ไร่ ก็ถมดินขึ้นมาจนได้ระดับ แล้วมาวางผัง ทำภูเขา ลำธาร ที่จะให้อยู่ต่างๆนานา ทั้งในวัฒนธรรม จะให้เป็นภราดรภาพอย่างไร เป็นสาธารณโภคี กินใช้ร่วมกัน เราจะเน้นกสิกรรม ทำภูเขาก็ถมขึ้นมา ทำลำธาร ก็สร้างมาพร้อมกัน ไม้ร่มเป็นศิลปินที่ช่วยสร้างมาแต่ต้น หาหิน หาไม้ ปลูกกันมา ทำอ่างเก็บน้ำ ทำน้ำตก ทุกอย่างออกแบบกันเอง เป็นหมู่บ้านแรกของเราที่เริ่มสร้างขึ้น พ.ศ.2507 เป็นองค์ประกอบศิลป์ให้อบรมจิต กาย วาจา มีจิตเป็นประธาน ให้ธรรมะนำจิตให้ดี แล้วออกมาเป็นกาย วาจา แล้วเป็นพฤติกรรมสังคม อ.กฤษฎาว่า...คือจากภายในออกสู่ภายนอก แล้วรวมพลังจากปัจเจกเป็นหมู่ สาธารณโภคี มีภาพศิลปะในการปฏิเสธไม่รับเนื้อสัตว์ ไม่รับเงิน มีภาพฉายไหม? จากเดี่ยวๆมาเป็นหมู่ จากปฐมอโศกตอนนี้ไปทั่วเลย พ่อครูว่า...เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ จากหนึ่งจึงเป็นเรา รวมเราเขาเข้าเป็นหนึ่ง One for all, All for one.
590317_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก พ่อครูคือโลกุตระศิลปิน ๑