สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน อัมพัฏฐสูตร ทางเสื่อม 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข9 ธันวาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู( ความเสื่อมชาวพุทธ ) ตอน อัมพัฏฐสูตร ทางเสื่อม 4 ในอัมพัฏฐสูตร ก็มีลูกศิษย์สำนักหนึ่งที่ยึดถือความรู้โคตร ของตนว่า สายพราหมณ์นั้น สูงกว่าสายกษัตริย์ เขาเชื่อมโยงด้วยความรู้ด้วยปัญญา แต่ความรู้ปัญญาจริงๆ เขาไม่ไปติดโคตรหรอก พระพุทธเจ้าก็บอก ในพรหมชาลสูตรก็บอกว่านั่งสมาธิไปหลงอดีตอนาคต แต่พอมาอัมพัฏฐสูตรก็บอกความเสื่อมสี่ประการ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ มีทางเสื่อมอยู่ 4 ประการ เป็นไฉน? คือ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ 1. เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ 2. เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ 3. เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้วบำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ 4. เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่าผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง 4 นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้น

อ่านต่อ

ั้นตามสติกำลัง สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอ ท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์ย่อมปรากฏในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้บ้างหรือไม่? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่า ข้อนี้ไม่มีเลย ข้าพเจ้ากับอาจารย์เป็นอะไร วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมเป็นอะไร ข้าพเจ้ากับอาจารย์ยังห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาออกป่า แต่ไม่ตีทิ้งป่า เราทำป่าเอง ตั้งแต่ฆราวาสอาตมาก็ทำน้ำตก ทำเขาในบ้านเอง ลำธารทำเอง แต่ถ้าเข้าป่า ไปบำเรออาจารย์ในป่า ก็เป็นอาจารย์ที่ไม่ใช่ของศาสนาพุทธหรอก พระพุทธเจ้าได้อรหันต์ 60 รูปแรกก็ให้ไปในนิคม ท่านไม่ได้เข้าป่าเลย การบูชาไฟนี้เป็นความเสื่อมระดับเทวนิยม จะจุดด้วยเปลวด้วยควันก็ตาม เขาสร้างเรือนไฟในนิคมแล้วบำเรอไฟ บูชาไฟ เป็นความเสื่อมข้อที่ 3 เดี๋ยวนี้เล่นไม่มีด้านเลย เป็นวงกลมจานบินเลย เหนือชั้นกว่าตอนพระพุทธเจ้าอีก ในสมัยพระพุทธเจ้าแค่ประตูสี่ด้าน ทางสี่แพร่ง ดักตอนเข้าประตูสำนักเลย แล้วงมงายว่าใครจะมาก็จะบำเรอ ต้อนใครมาเป็นอาจารย์หมด ตนเองไม่มีท่าเลย ใครมานับถือหมด แล้วสร้างทุกอย่างเป็นสื่อสารเพื่อล่อหมดเลย เณรคำมีเครื่องบินส่วนตัว แค่รถเบนซ์รถหรู จิ๊บๆ ยุคนี้มีวัดไหนไม่บูชาไฟบ้าง เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ก่อนเลย อาตมาพูดมานานแล้ว ทำไมเสียบไม่เข้าเลย ว่าหอกแหลมแล้วนะ อาตมาตั้งใจพูดนี่ให้รู้รายละเอียดสุดยอด ให้เห็นว่านี่คือความเสื่อม พยายามกันที่จะมาศึกษา มาซ้ำที่อัมพัฏฐะกับอาจารย์คือโปกขรสาติ พระพุทธเจ้าไล่ต้อนเลยว่า เธอกับอาจารย์นั้นแม้แต่สิ่งที่ผิดเธอยังทำไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ถูกเลย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอก็เช่นนั้นเหมือนกัน บรรดาฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์คือฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ในปัจจุบันนี้พวกพราหมณ์ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์ของเก่านี้ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้วกล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกไว้ เพียงคิดว่าเรากับอาจารย์เรียนมนต์ของท่านเหล่านั้น เธอจักเป็นฤาษีหรือปฏิบัติเพื่อเป็นฤาษีได้ นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ฟังพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และเป็นปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร บรรดาฤาษีผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์คือฤาษีอัฏฐะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทวะ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรส ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์ บอกมนต์ ในปัจจุบันนี้ พวกพราหมณ์ขับตาม กล่าวตาม ซึ่งบทมนต์ของเก่านี้ที่ท่านขับแล้ว บอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ตามที่ท่านกล่าวไว้ บอกไว้ ฤาษีเหล่านั้นอาบน้ำ ทาตัวเรียบร้อยแต่งผม แต่งหนวด สวมพวงดอกไม้และเครื่องอาภรณ์ นุ่งผ้าขาว อิ่มเอิบ พรั่งพร้อมบำเรออยู่ด้วยกามคุณห้า เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่าไม่เหมือน พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ฤาษีเหล่านั้นบริโภค ข้าวสาลีที่เก็บกากแล้ว มีแกงและกับหลายอย่าง เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่าไม่เหมือน พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ฤาษีเหล่านั้นบำเรออยู่ด้วยเหล่านารีผู้มีร่างกระชดกระช้อย เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? ตอบว่าไม่เหมือน พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ฤาษีเหล่านั้นใช้รถเทียมม้าหางตัด แทงด้วยปฏักด้ามยาวเหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่าไม่เหมือน พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ฤาษีเหล่านั้นใช้บุรุษขัดกระบี่ให้รักษาเชิงเทินแห่งนคร ที่มีคูล้อมรอบลงลิ่ม เหมือนเธอกับอาจารย์ในบัดนี้หรือไม่? อัมพัฏฐมาณพกราบทูลว่าไม่เหมือน พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอกับอาจารย์มิได้เป็นฤาษีเลย ทั้งมิได้ปฏิบัติเพื่อเป็นฤาษี ผู้ใดมีความเคลือบแคลงสงสัยในเรา ผู้นั้นจงถามเราด้วยปัญหาเราจักชำระให้ด้วยการพยากรณ์ แล้วเสด็จออกจากพระวิหารจงกรมไป อัมพัฏฐมาณพก็ออกจากพระวิหารเดินจงกรมแล้ว ขณะที่อัมพัฏฐมาณพเดินจงกรมตามพระผู้มีพระภาคอยู่นั้น ได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ 32 ประการในพระกายของพระผู้มีพระภาค ก็ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการโดยมาก เว้นอยู่ 2 ประการ คือพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 พระชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า อัมพัฏฐมาณพนี้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการของเราโดยมาก เว้นอยู่ 2 ประการ คือ คุยหะ(อวัยวะเพศ)เร้นอยู่ในฝัก 1 ชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อไม่เลื่อมใสอยู่ ทันใดนั้น จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้อัมพัฏฐมาณพได้เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง 2 กลับไปมา สอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง 2 กลับไปมา แผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาต อัมพัฏฐมาณพคิดว่า พระสมณโคดมประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ บริบูรณ์ไม่บกพร่อง จึงได้ทูลลาพระผู้มีพระภาคแล้วขึ้นรถม้ากลับไป (ที.สี. 9/อัมพัฏฐสูตร/169-171/112-114)

พราหมณ์โปกขรสาติลุกออกมานั่งคอยรับอัมพัฏฐมาณพอยู่ ณ อารามของตนพร้อมพราหมณ์หมู่ใหญ่ ฝ่ายอัมพัฏฐมาณพขับรถไปอารามของตนจนสุดทางที่รถไปได้แล้วลงเดินเข้าไปหาพราหมณ์โปกขรสาติ ไหว้แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พราหมณ์โปกขรสาติถามว่า พ่อได้เห็นพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นแล้วหรือ? ตอบว่าได้เห็นแล้ว ถามว่าก็เกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นหรือ ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นหรือ? ตอบว่าเกียรติศัพท์ของท่านพระโคดมพระองค์นั้นที่ขจรไป จริงตามนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นเลย ท่านพระโคดมพระองค์นั้นทรงคุณเช่นนั้นจริง ไม่เป็นอย่างอื่นเลย และประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ บริบูรณ์ไม่บกพร่อง ถามว่าพ่อได้สนทนาปราศรัยอะไร ด้วยหรือไม่? ตอบว่าได้สนทนาปราศรัยด้วยทีเดียว ถามว่าพ่อได้สนทนาปราศรัยอย่างไรบ้าง? อัมพัฏฐมาณพได้เล่าเรื่องเท่าที่ตนได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ให้พราหมณ์โปกขรสาติทราบทุกประการ พราหมณ์โปกขรสาติได้กล่าวว่า พุทโธ่เอ๋ยพ่อบัณฑิต พ่อพหูสูตของเรา พ่อทรงไตรวิชาของเรา คนเบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป จะพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกเสีย เพราะท่านผู้ประพฤติประโยชน์เช่นนี้ เจ้าได้พูดกระทบกระเทียบพระโคดมอย่างนี้ ๆ แต่พระโคดมกลับยกเอาพวกเราขึ้นเป็นตัวเปรียบเทียบอย่างนี้ ๆ พราหมณ์โปกขรสาติโกรธ ขัดใจ เอาเท้าปัดอัมพัฏฐมาณพให้ล้มลงแล้ว ใคร่จะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเสียในขณะนั้นทีเดียว พวกพราหมณ์ได้พูดห้ามว่า วันนี้เกินเวลาที่จะไปเฝ้าพระสมณโคดมเสียแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไปเถิด พราหมณ์โปกขรสาติให้จัดแจงของเคี้ยวของบริโภคอย่างประณีตในนิเวศน์ของตนแล้วเอาใส่รถ เมื่อคบเพลิงยังตามอยู่ ได้ออกจากอุกกัฏฐนคร ขับรถตรงไปยังราวป่าอิจฉานังคลวันจนสุดทางรถ ลงเดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐมาณพศิษย์ของข้าพเจ้าได้มาที่นี้หรือ? ตรัสว่า ได้มา ทูลถามว่าพระองค์ได้สนทนาปราศรัยอะไร ๆ กับเขาหรือไม่? ตรัสว่าได้สนทนา ทูลถามว่าพระองค์ได้สนทนาปราศรัยกับเขา อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเล่าเรื่องเท่าที่พระองค์ได้สนทนาปราศรัยกับอัมพัฏฐมาณพ ให้พราหมณ์โปกขรสาติทราบทุกประการ พราหมณ์โปกขรสาติได้ทูลว่า อัมพัฏฐมาณพเป็นคนโง่ ได้โปรดอดโทษให้เขาเถิด ตรัสว่าอัมพัฏฐมาณพจงมีความสุขเถิด พราหมณ์โปกขรสาติได้พิจารณาดูมหาปุริสลักษณะ 32 ประการในพระกายของพระผู้มีพระภาคก็ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ โดยมากเว้นอยู่ 2 ประการ คือ พระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 พระชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลงสงสัยอยู่ ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า พราหมณ์โปกขรสาตินี้เห็นมหาปุริสลักษณะ 32 ประการของเราโดยมาก เว้นอยู่ 2 ประการ คือ คุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 ชิวหาใหญ่ 1 จึงยังเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใสอยู่ ทันใดนั้น จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขารให้พราหมณ์โปกขรสาติได้เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก และทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง 2 กลับไปมาสอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง 2 กลับไปมา แผ่ปิดจนมิดมณฑลพระนลาต พราหมณ์โปกขรสาติคิดว่า พระสมณโคดมประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการบริบูรณ์ ไม่บกพร่อง แล้วทูลว่า ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมพระภิกษุสงฆ์จงรับภัตตาหารในวันนี้ พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยอาการนิ่งอยู่ พราหมณ์โปกขรสาติทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว จึงทูลภัตตกาลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญได้เวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็จแล้ว เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของพราหมณ์โปกขรสาติพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดถวาย พราหมณ์โปกขรสาติได้อังคาสพระผู้มีพระภาค ให้ทรงอิ่มหนำเพียงพอด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยมือของตน และพวกมาณพก็ได้อังคาสพระภิกษุสงฆ์ พระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จวางพระหัตถ์จากบาตรแล้ว พราหมณ์โปกขรสาติถืออาสนะต่ำนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอนุบุพพิกถาแก่พราหมณ์โปกขรสาติ คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถาสัคคกถา โทษของกามที่ต่ำช้า เศร้าหมอง และอานิสงส์ในการออกจากกาม เมื่อทรงทราบว่าพราหมณ์โปกขรสาติ มีจิตคล่อง มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตสูง มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โปรดพราหมณ์โปกขรสาติ ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแล้วแก่พราหมณ์โปกขรสาติว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับไปเป็นธรรมดา ณ ที่นั่งนั้นแล เหมือนผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทินควรรับน้ำย้อมด้วยดี ฉะนั้น (ที.สี. 9/อัมพัฏฐ สูตร/172-176/114-116) พราหมณ์โปกขรสาติเห็นธรรม ถึงธรรม รู้แจ้งธรรม หยั่งทราบธรรม ข้ามความสงสัย ปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในวัตถุศาสนาจึงได้กราบทูลว่า ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุเห็นรูปฉันใด พระโคดมทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์พร้อมทั้งบุตรภริยา บริษัทและอำมาตย์ ขอถึงพระองค์ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระสมณโคดมผู้เจริญจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระองค์จงเสด็จเข้าไปสู่สกุลโปกขรสาติ เหมือนเข้าไปสู่สกุลแห่งอุบาสกอื่น ในนครอุกกัฏฐะ เหล่ามาณพมาณวิกาในสกุลโปกขรสาตินั้น จักไหว้ จักลุกรับ จักถวายอาสนะ หรือน้ำ จักเลื่อมใสในพระองค์ ข้อนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มาณพมาณวิกาเหล่านั้นสิ้นกาลนาน พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ท่านกล่าวชอบ ดังนี้แล พราหมณ์โปกขรสาติ มีบารมีสูงไม่เบา พระพุทธเจ้าอธิบายถึงทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะ จริงๆแล้วก็มีทานและศีลให้ปฏิบัติ ถ้ามิจฉาทิฏฐิจะได้แต่สมมุติสัจจะสวรรค์โลกีย์ ได้ผลโลกีย์ อย่างดีได้กัลยาณธรรม ไม่มีการชำระกิเลสได้ นั่นคือโลกียะ สวรรค์โลกียะ กัลยาณธรรมคือสุจริต แต่ได้บำเรอมากไม่มีที่สิ้นสุด บานเป็นปากกรวยไปเรื่อยๆ อย่างธัมมชโยว่าจะได้สวรรค์ใหญ่มากรวยมากขึ้นเรื่อยๆ ชาติหน้าจะรวยมากขึ้นอีก อย่างเจ้าสัวบุญชัย คือไม่มีการพอ มีแต่บำเรอกันประคบประหงมกันยุแหย่ อยากรวยๆ ชัดที่สุดแล้วที่ธัมมชโยและคณะบริวารพากันส่งเสริม ถ้าไม่เข้าใจว่าเลว แต่ไปหลงว่าดีอย่างคุณคนที่เขียนมา เหมือนที่อาตมาเทียบได้ว่าคือนกกระสาเอาขนมปังมาหลอก เขาก็หลงแต่โลกธรรม แต่ถูกเขาล้วงตับกินไส้ ใช้ประชานิยมหลอกเหมือนขนมปัง เป็นทาสทักษิณยิ่งลักษณ์ที่หลอกคนได้ ถ้าไม่ชัดเจนไม่เข้าใจทานศีล ปฏิบัติแล้วได้อุบัติเทพ ไม่ใช่สมมุติเทพ ต้องมีปัญญารู้รูปนาม องค์ประชุมรูปนามเรียกว่า กาย คือธรรมสอง แล้วอ่านอาการกิเลสได้ ทำให้กิเลสจางคลายได้ ดับกิเลสได้สนิทสมบูรณ์ แบบถ้วนรอบสมบูรณ์แบบ ไม่มีสวรรค์อีกแล้ว ปฏินิสสัคคานุปัสสี เลิกสวรรค์ ตามเห็นความหมดสวรรค์ ทวนล้างสวรรค์จนเห็นความไม่มีสวรรค์ เมื่อเข้าใจคำว่าสวรรค์ไม่ได้ ก็แปลคำว่าอสังสัคคะไม่ได้ เขาไม่กล้าบอกว่าไม่มีสวรรค์ อย่างสุขขัลลิกะ ก็คือสัข กับอัลลิกะ เขาก็หาว่าแยกคำอย่างนี้ผิดไวยากรณ์ เขาว่าไม่ถูก แต่อาตมาขยายได้เหมือนกับคำว่า season ฤดูกาล คือ sea กับ son ทะเลกับลูกนี่อาตมาขยายได้นะ season ว่าลูกของทะเลคือฤดูกาล ตอนนี้อาตมาอธิบายถึง ish คือสามเส้า i he she คือสามสภาวะ เป็นต้น เมื่อไม่เข้าใจอาการก็ออกจากการบำเรอสุขเท็จไม่ได้ ไม่รู้จักอัตตาก็ออกจากอัตตาไม่ได้ ไม่มีเนกขัมมะได้ ไม่มีทางรับอนุปุพพิกถาได้ ไม่รู้อาริยสัจ 4 ต้องรู้ปรมัตถ์ในอนุปุพพิกถาได้ เรื่อง ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ที่เป็นสักกายะ จะไม่เกิดอาวุธบุญที่เป็นเครื่องมือกำจัดกิเลสหรอก ไม่มีความรู้ คือไฟฌานที่จะเข่นฆ่ากิเลส ความรู้แค่อนุปุพพิกถาก็ไม่เข้าใจ แล้วจะไปรู้อาริยสัจ 4 ได้อย่างไร เพราะไม่มีตั้งแต่สุริยเปยยาลแล้ว ไม่มีมิตรดี เถรสมาคมจ๋า โพธิรักษ์เป็นมิตรดีของท่านนะ มาฟังไหม มาติวกับโพธิรักษ์ไหม ใจยินดีกับโพธิรักษ์ไหม มามีศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้วมาเรียนรู้อัตตา อนัตตากับโพธิรักษ์ไหม การสะกดจิตตีไม่แตกในอนุสัยอาสวะ เพราะสายมืดสายสว่างก็ไม่ถูกทางทั้งนั้น แบบใสกับแบบมืดดำ มีสองลักษณะ ขออภัยที่อ้างอิงบุคคล อาภัสรากับสุภกิณหา ชัดเจน หากคุณมีสุริยเปยยาล มาเรียนรู้อัตตา 3 ได้ ว่าเป็นอย่างไร จนล้างอัตตาหมด 590316_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ตอนปัญหาปกิณกะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน